0 Views

*ขอเปลี่ยนจากคำว่าอาณาจักรเป็นแคว้นนะคะ เพื่อความเหมาะสม*

มีเวลาเหลืออยู่ไม่มากแก่อู๋เซียงในการฝึกหลุ่มเหยี่ยวนักล่า เมื่อเดือนก่อนแม่นางตงเหยาได้ได้บอกข่าวการทดสอบซึ่งเริ่มแพร่หลายในสี่นครรัฐของแคว้นไป๋หยู่

การทดสอบนักรบรุ่นเยาว์ครั้งใหญ่ระดับแว่นแคว้น!

คราวนี้การทดสอบนักรบรุ่นเยาว์ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน มิมีวี่แว่วของการเกิดขึ้นมาก่อน หากนี่เป็นเพียงการทดสอบศาสตร์วิชาการต่อสู้โดยปกติภายในแคว้นเหล่าขุนนางระดับสูงอย่างชนชั้นศักดินาและชนชั้นอันน่าเคารพย่อมสมควรรู้ข่าวมาก่อนหน้าแล้ว

อย่างไรก็ตามในยามนี้มิใช่แค่ชนชั้นศักดินาหรือชนชั้นอันน่าเคารพทั่วทั้งสี่นครรัฐนั้นเคยได้ยินข่าวแว่วมาก่อนการประกาศ

ทุกคนล้วนตระหนักดีว่าความลับของข่าวระบุถึงการทดสอบอันผิดแปลก

เป็นที่แน่นอน การประกาศอย่างเป็นทางการอยู่ในการคาดเดาของทุกคน

คุณสมบัติเบื้องต้นของผู้เข้าทดสอบ : กำลังพื้นฐานขั้นที่เจ็ด!

อายุ: ยี่สิบปี!

หัวข้อการทดสอบ: ยังเป็นความลับ!

กฎของการทดสอบ: เก็บสถานะพื้นหลังชื่อแซ่และความแข็งแกร่งที่ซ่อนเร้นเอาไว้เสีย นักสู้ผู้เยาว์ทุกคนในแคว้นไป๋หยู่จะได้รับหมายเลขสุ่ม มิอนุญาตให้มีกลโกงทุกรูปแบบเพื่อป้องกันมิให้ผู้ที่มาจากสถานที่เดียวกันรวมกำลังกับผู้ที่มาจากสถานที่อื่นๆ

ข่าวอันน่าตกใจที่สุดคือบรรทัดสุดท้ายของประกาศแจ้งว่า – ทุกคนสามารถลงทะเบียนทดสอบได้ ตราบเท่าที่เลือกว่าจะเป็นหรือตายในการทดสอบนี้

เพราะคุณสมบัติเบื้องต้นคือเหล่านักสู้กำลังพื้นฐานขั้นที่เจ็ดเป็นต้นไป ดั่งน้ำเย็นเทราดลงบนจิตใจของหลาย ๆ คนที่กำลังรอคอยการทดสอบ

สำหรับการต่อสู้เป็นตายนั้นแม้นจะดูน่าตกใจ แต่ทุกแว่นแคว้นของดินแดนนั้นชื่นชอบศาสตร์การต่อสู้นั่นย่อมเป็นคำเตือนล่วงหน้า

ในแคว้นไป๋หยู่ก็มิใช่ข้อยกเว้น ในโลกของผู้คนที่คลั่งไคล้ศาสตร์ต่อสู้ทุกความขัดแย้งถูกแก้ไขโดยความรุนแรง ดังนั้นความตายและการสูญเสียจึงมิใช่เรื่องแปลกใหม่

สำหรับผู้ฝึกวิชาการต่อสู้ ชีวิตและความตายดูมิน่ากลัวนัก

เวลาเที่ยงวัน บนเทือกเขาชางดวงอาทิตย์สาดส่องอยู่กลางผืนนภา

เป็นช่วงเวลาอันโปรดปรานของอู๋เซียงและยังเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการฝึกของเขา

เขาเข้าสู่ระดับสูงของสุริยาสาดแสงแล้ว ภายหลังการประลองที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งสิ้นสุด เขาก็พลันรู้สึกถึงความเร่งรีบของช่วงเวลาและฝึกให้หนักยิ่งขึ้น ในแต่ละวันเขาพยายามที่จะก้าวไปสู่ขั้นสมบูรณ์ของสุริยาสาดแสง

แสงแดดในช่วงกลางวันเป็นสิ่งที่โหดร้ายและร้อนแรง แต่เขาก็มิได้หวาดกลัวมันพร้อมจ้องมองด้วยนัยน์ตาทั้งสองข้าง เขาเคยผ่านการฝึกระดับนี้มาก่อนแล้วย่อมคุ้นชินกับมัน มิจำเป็นต้องกังวลว่าดวงตาจะบอดมืดแต่ประการใด

ในสายตาของนักรบชั้นยอด ดวงอาทิตย์นั้นเป็นเพียงดวงไฟขนาดใหญ่สีแดงเท่านั้น

คลื่นแห่งความร้อนแผดเผารอบด้านทั้งสี่ ชายหนุ่มชอบความรู้สึกผ่อนคล้ายเช่นนี้นัก เขาคุ้นเคยกับความรู้สึกนี้ดีครั้งอยู่ในโลกเก่า มันเป็นสัญญาณเตือนก่อนจะเข้าขั้นสมบูรณ์แบบสูงสุดของวิชาสุริยาสาดแสง

สายธารทั้งมวลหลั่งรินลงห้วงสมุทรและราบเรียบ ไหลลงมากขึ้นเรื่อยๆ

ลักษณะพิเศษของสุริยาสาดแสงคือการรวบรวมลมปราณเข้าสู่จุดตันเถียน มันเป็นคลื่นรูปวงแหวนและเกิดเป็นอ่างน้ำวนขนาดใหญ่

ยิ่งวังวนน้ำมีขนาดใหญ่เร็วเท่าไหร่ นั่นหมายถึงสุริยาสาดแสงบรรลุขั้นสมบูรณ์แล้ว

หากเขาแข็งแกร่งด้วยลมหายใจเดียวตัดผ่านดวงอาทิตย์ก็ยิ่งจะมีพลังอำนาจมากยิ่งขึ้น ยิ่งกล้าแกร่งเท่าไหร่ก็ยิ่งจะมีพลังชักนำดวงจันทร์เข้าสู่ผืนสมุทรกว้าง มันมิสำคัญว่าศัตรูจะแข็งแกร่งเพียงใดตัวข้าจะยืนมั่นดั่งคิงคอง!

มันเป็นบทขับขานอันน่าจดจำสำหรับสุริยาสาดแสงและอู๋เซียงทำได้เพียงนั่งจดจำ ราวกับว่าเขาเข้าใจทุกสิ่งอย่างเช่นปลาตะเคียนไหลไปตามธาร สัมผัสได้ถึงความคิดอันแปลกใหม่เกิดขึ้นมากมาย

มันเป็นความเข้าใจของสายน้ำที่ค่อยๆไหลผ่านทะลวงผ่านก้อนน้ำบนหินและยังเข้าใจในชั่วพริบตาดั่งแสงวาบขึ้นมาในหัว

ด้วยการผสานความเข้าใจทีละน้อยและชั่วขณะ แสงสว่างรู้แจ้งส่องประกายในดวงตาของอู๋เซียง เขาพลันลืมตาและร้องดังก้อง ประกบฝ่ามือพลังมหาศาลพร่ำเรียกปลดปล่อยออกมาใจกลางฝ่ามือ

กองแมกไม้ในสายตาพลันหล่นร่วง ควันสีมรกตลอยโขมงขณะที่ฝ่านี้มือกำลังผลาญพวกมัน

อู๋เซียงเปล่งเสียงดังฟ่อและลุกขึ้นยืน ยิงฝ่ามือออกไปมั่วและทันใดนั้นผืนทรายก็โอบอุ้มก้อนหิน เป็นเหตุให้เกิดทะเลเพลิงแผดเสียงลั่นสู่ท้องฟ้า

“ขั้นสมบูรณ์ นี่เป็นขั้นสมบูรณ์จริงๆ!”

เขารู้สึกปิติอย่างเหลือเชื่อและตะบี้ตะบันปล่อยฝ่ามือทั่วกราด

“ครั้งหนึ่งข้าบรรลุถึงขั้นสมบูรณ์ ฝ่ามือนวพันแสงครั้งก่อนย่อมสำเร็จตามธรรมชาติ ถึงแม้จะยังมิฟื้นคืนพลังเต็มสิบส่วนอย่างแต่ก่อนอย่างน้อยก็ยังมีพลังมากถึงเก้าส่วน! ขั้นที่เก้ากำลังแก่นแท้รึ? ฮึ่ม!”

ท่ามกลางความคิด เขากำหนดท่าทางดั่งวิชานวพันแสงตามธรรมชาติ มิมีการฝืนบังคับ ต่อเนื่องและเพิ่มขึ้นดั่งคลื่นลม

“ฝ่ามือที่แปด – แปดตะวันเผาไหม้!”

หวืดด!

ชายหนุ่มมิได้ใช้ฝ่ามือประทับใดๆแต่มันสำเร็จเพราะจิตใจของเขาเป็นดั่งฝ่ามือทั้งข้างที่วาดเก้าวงกลมเล็กๆอย่างต่อเนื่อง วงกลมทั้งเก้านี้ทับซ้อนกันและกันและขณะที่บังคับให้มันพุ่งออกไปมันพุ่งออกมาดั่งการล่มสลายของเทือกเขา ดั่งพื้นปฐพีแตกออกเป็นเสี่ยงๆดั่งท้องฟ้าถล่มทลาย Qin Wushuang ไม่ได้ใช้ตราประทับใด ๆ แต่เสร็จสิ้นการทำงานของเขาด้วยใจของเขาเป็นทั้งสองปาล์มของเขาวาดเก้าวงกลมเล็ก ๆ อย่างต่อเนื่อง เก้าวงกลมนี้ซ้อนทับกันและกันและเมื่อกองกำลังของปาล์มพุ่งออกไปมันก็ถูกยิงออกมาเหมือนกับการพังทลายของภูเขาเช่นเดียวกับพื้นดินที่แตกและราวกับท้องฟ้าตกลงมา

“ฝ่ามือที่เก้า – พันแสงผลาญโลกา!”

ตู้ม ตู้ม ตู้ม!

อัสนีฟาดลงอย่างมิคิดชีวิตดังตลอดแนวเทือกเขา มันทำให้ผู้คนคล้ายรู้สึกว่าเทือกเขาชางกำลังจะล่มสลาย แผ่นดินกำลังจะถล่ม

“พันแสงผลาญโลกมีพลังมากกว่าฝ่ามือที่แปดก่อนหน้านั้นเสียอีก” อู๋เซียงเฝ้าดูพลังพลุกพล่านของพลังฝ่ามือนี้และรู้สึกถึงคลื่นแห่งความเกรี้ยวโกรธไหลผ่านหัวใจของเขานับแต่ที่มาอยู่ในร่างใหม่

ในที่สุดเขาก็ถึงจุดสูงสุดของพลังในชีวิตก่อน มันช่างคุ้นเคยและเยี่ยมยอดนัก

มีทั้งความแข็งแกร่งและมาดมั่น คงมีเพียงสุริยาสาดแสงกระมังที่สามารถหยุดยั้งการรุกล้ำของน้ำไฟและปะทะกับดาบและหอกได้!

สุริยาสาดแสงขั้นสมบูรณ์เมื่อรวมกับนวพันแสง พวกมันจะช่วยเสริมพลังให้แก่กันและกันจนเทือกเขาแหลกร้าว อำนาจของมันดั่งเปลวเพลิงโชติช่วง แปรเปลี่ยนเฉียบแหลมเป็นดั่งหอกก็ย่อมได้

นี่คือสิ่งที่ฝ่ามือนวพันแสงทำได้และเขาก็มาถึงขั้นสมบูรณ์แล้ว

ถึงแม้นว่าจะควบคุมมันได้ แต่ก็ยังต้องการเวลาเพื่อทำให้มันเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาก่อน แต่อย่างไรก็ตามยามนี้อู๋เซียงโอบล้อมไปด้วยความมั่นใจ กระทั่งผู้นำตระกูลซือเมิ๋นมาด้วยตนเองและแม้ศัตรูจะอยู่ขั้นเก้ากำลังแก่นแท้อู๋เซียงก็เชื่อว่าสามารถเอาชนะพวกมันได้ เขาแน่ใจว่าสามารถใช้ลมปราณของขั้นสมบูรณ์สุดทำลายอีกฝ่ายได้!

ถึงมิอยากยอมรับ แต่ก็ต้องบอกว่าสภาพแวดล้อมการฝึกของดินแดนเทียนซวนนั้นดีกว่าโลกมากนัก

จากการประเมินดูมันดีกว่าโลกเดิมอย่างต่ำสามถึงห้าเท่า

ด้วยสภาพแวดล้อมดังกล่าว อู๋เซียงจึงมีความมั่นใจที่จะท้าทายเขตแดนเหนือฟ้าซึ่งเขามิเคยทำมาก่อน มันเป็นดินแดนที่เขาฝันจะบรรลุ

ชายหนุ่มเชื่อมั่นว่าในโลกใบนี้เขาจะทำให้เป็นจริงได้

การทดสอบนักรบรุ่นเยาว์? เขตแดนจิตวิญญาณ?

เป็นครั้งแรกในโลกนี้ที่เขารู้สึกถึงร่องรอยความวาดหวังในอนาคต

เมื่อลงมาก็พบว่าฉินซิ่วนางกำลังรอเขาอยู่ที่เชิงเขา มันเป็นนิสัยเดิมของหญิงสาวมานานหลายปีแล้ว

“พี่ใหญ่ท่านรู้สึกแปลกบ้างหรือไม่ที่พี่ใหญ่ต้าซือกับท่านผู้เฒ่าเดินทางกลับเมืองวารีแล้ว?”

ฉินซิ่วแกล้งทำเป็นโมโห “อู๋เซียงเจ้ายังกล้าเล่นสนุกกับพี่ใหญ่อีกนะ?”

“ฮ่าๆ มิมีทาง น้องเล็กของท่านเองก็เพียงหวังว่าพี่ใหญ่และพี่ใหญ่ต้าซือจะสานสัมพันธ์กันจริงๆ พี่ใหญ่รอข้าก่อนนะ ไม่เกินหนึ่งปีข้าจะแก้ปัญหานี้ด้วยการเปิดใจกว้าง”

“เปิดใจกว้างรึ?” ชั่วหนึ่งที่หญิงสาวมิเข้าใจคำหมายที่ซ่อนอยู่หลังคำพวกนี้

“พี่ใหญ่ท่านยังมิลืมซือเมิ๋นหยานแห่งตระกูลซือเมิ๋นใช่หรือไม่” อู๋เซียงเอ่ยเสียงเรียบ “หากตระกูลซือเมิ๋นมิได้เป็นผู้เอ่ยปากขอยกเลิกเองมันก็จะเป็นปัญหาอันน่าหนักใจตลอดไป”

“อู๋เซียงข้าได้ยินพี่ใหญ่ต้าซือเอ่ยว่าแม่นางซือเมิ๋นหยานนั้นมีชื่อเสียงมิค่อยดีนัก นางไร้ซึ่งยางอายหากพี่ใหญ่ต้าซือจะสมรสกับนางเช่นนั้นเขาคงมิอาจมีความสุขได้ชั่วชีวิต อย่างไรก็ตามด้วยชื่อเสียงของนางที่มิดีนักในมณฑลหมอกเมฆา ตระกูลศักดินาอื่นๆคงมิปรารถนาจะรับนางเข้าตระกูลแน่และนางเองก็ชมชอบพี่ใหญ่ต้าซืออยู่แล้ว….. หากพวกเขาต้องการยกเลิกงานสมรสมันคงจะยากนัก… ”

“หากเป็นเพียงแค่ตระกูลต้าซือ มันก็ยากยิ่งนักที่จะยกเลิกงานสมรสนี้! อย่างไรก็ตาม… ฮ่าๆ” อู๋เซียงเผยรอยยิ้มอันมาดมั่นและเอ่ยกับตัวเองว่า “คราวนี้ยามที่ไปเมืองนครรัฐเพลิงไพรีข้าต้องไปรวมตัวที่มณฑลหมอกเมฆาดูก่อน คงต้องไปดูลาดเลาไว้หากแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ข้าก็จะทำ”

“อู๋เซียงเจ้า… ” ฉินซิ่วกระพริบตาพร้อมใบหน้าสับสนและพูดติดอ่างว่า “เจ้าอย่าโกรธตระกูลซือเมิ๋นเลย”

“ข้าทราบขีดจำกัดของตนดี” ชายหนุ่มพยักหน้า “พี่ใหญ่ข้ามีเรื่องต้องคุยบิดาเสียหน่อย”

ระยะหลังมานี้เหลียนซานยุ่งวุ่นวายนัก เขาแทบจะทิ้งทุกอย่างของจวนให้พ่อบ้านใหญ่จัดการ ดังนั้นฉินซือซีจึงเป็นผู้แลเรื่องน้อยใหญ่ต่างๆและเขาก็ยุ่งอยู่กับการฝึกตน

หลังจากที่พวกเขาประสบชัยชนะในงานประลอง เหลียนซานพลันตระหนักได้ถึงความสำคัญของพลังแต่ละคนภายในตระกูล

อู๋เซียงเป็นผู้เขียนวิชาเปลี่ยนถ่ายเส้นเอ็นดั้งเดิมซึ่งมีส่วนสูง ส่วนกลางและส่วนต่ำ

ในช่วงมิกี่ปีที่ผ่านมาเขาได้ฝึกเพียงแค่ส่วนสูงและมันก็ทำให้เขาเกือบจะบรรลุขั้นที่สี่จากผู้ฝึกระดับหนึ่งกำลังแก่นแท้

มันทำให้รู้ถึงโชคลาภบังเอิญที่บุตรชายของตนได้รับจากเทือกเขาชาง ช่วงระหว่างนี้เขามีความชำนาญถึงส่วนกลาง

โดยปกติการทำความเข้าใจส่วนกลางนั้นจะยากกว่าส่วนสูง

อย่างไรก็ตามหลังจากที่ได้ฝึกส่วนบนแล้วนั้น บุตรของเขาก็พลันรู้สึกเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ ผิวหนังและอวัยวะภายในเริ่มอ่อนเยาว์ดูยี่สิบสามสิบปี เพราะเนื่องด้วยมีอายุเกือบจะห้าสิบปีแล้ว ร่างกายและประสาทสัมผัสเฉียบแหลม รู้สึกว่าตนเองเป็นหนุ่มขึ้น

เพราะด้วยพื้นฐานที่ได้รับจากส่วนบนทำให้สามารถฝึกส่วนกลางได้อย่างราบรื่นมากขึ้น

เมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามา เหลียนซานซึ่งอารมณ์ดีอยู่ “อู๋เซียงในยามนี้ต้องขอบคุณเจ้าแล้วบิดารู้สึกเหมือนผู้นำตระกูลเพียงแค่ในนามเท่านั้น”

“บิดา เหลือเวลาอีกสองเดือนกว่าจะถึงการทดนักรบรุ่นเยาว์ ข้าจะขอออกไปก่อนล่วงหน้าสักสิบห้าวัน สักเดือนครึ่งเดือนข้าจะไปฝึกส่วนหลักให้กลุ่มเหยี่ยวนักล่า ท่านลุงเหลียนจะเป็นผู้ฝึกกลุ่มฤกษ์ราญรอนกับบุหรงโบยบิน อีกครึ่งเดือนข้าจะไปที่นครรัฐเพลิงไพรีเพื่อลงทะเบียนหลังจากนั้นบิดาข้าอยากท่านดูแลกลุ่มเหยี่ยวนักล่าแทน”

“อืมได้สิ อู๋เซียงต้องขอโทษเจ้าด้วยที่ต้องรบกวนช่วงนี้ เจ้าทำได้ดีในการทดสอบแน่ข้าเชื่อในความแข็งแกร่งของบุตรชายการทดสอบนี้คงง่ายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปากเจ้าแล้ว แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเจ้าสามารถเชื่อมต่อกับดินแดนจิตวิญญาณได้หรือยังต่างหาก”

อู๋เซียงเป็นคนใจกว้างอยู่แล้ว “เขตแดนจิตวิญญาณรึบิดา? เพราะมันเป็นจิตวิญญาณจึงขึ้นอยู่กับโชคชะตาข้ามิได้วาดหวังเช่นคนอื่นหรอก ข้าจะต้องเชื่อมต่อเขตแดนจิตวิญญาณเพื่อเข้าสู่เขตแดนเหนือฟ้ารึ? ข้ามิอยากจะเชื่อนัก”

“โอ้?”

“เวลานี้ข้าจะไปให้สุดเส้นขอบฟ้า หากมองเห็นสิ่งที่เรียกว่าสัญญาณนักรบมันจะสมบูรณ์แบบ สำหรับข้ามิว่าจะเชื่อมต่อกับเขตแดนจิตวิญญาณได้หรือไม่ย่อมมิสำคัญ”

“หลากหลายชั่วอายุคนที่พยายามเชื่อมต่อเขตแดนจิตวิญญาณ ในท้ายที่สุดพวกเขาก็ล้มเหลวเหตุใดเจ้าจึงเอ่ยว่ามันมิสำคัญเล่าอู๋เซียง? เจ้ารู้หรือว่าสัญญาณนักรบหมายถึงสิ่งใด?”

“ตัวบิดาเองก็พ่อยังเคยได้ยินคำพูดหนึ่งมาก่อน มิมีอาหารกลางวันฟรีในโลก หากมีบางคนมอบรากฐานจิตวิญญาณให้เจ้านั่นก็หมายความว่าเจ้าจะต้องขายทุกสิ่งอย่างให้แก่ผู้อื่น บิดาคิดว่าแม้นการไล่ตามศาสตร์วิชาต่อสู้จะเป็นเรื่องสำคัญแต่ก็มิควรทดแทนด้วยอิสรภาพของผู้อื่นเช่นกัน! ”

“อิสรภาพคือสิ่งล้ำค่าที่สุดในโลก! หากใช้อิสรภาพของข้าเป็นราคาเช่นนั้นคงมิมีดินแดนไม่คุ้มค่า!”

“สิ่งเดียวที่เหมือนกันนั่นคือมีเพียงแค่อิสรภาพเท่านั้นที่สามารถไปแสวงหาวิชาการต่อสู้ใดๆโดยไร้ขีดจำกัดปราศจากอุปสรรคทั้งสิ้น มีเพียงครั้งเดียวที่จะเข้าถึงดินแดนที่ยิ่งใหญ่ได้!”

ภายในใจเหลียนซานรู้สึกปลอดโปร่ง ความประหลาดใจเต็มเปี่ยมภายในดวงตาของเขา ในที่สุดก็พลันเข้าใจสักทีว่าบุตรชายของตนเป็นคนเช่นไร!

อารมณ์เช่นนั้น ความปรารถนาเช่นนั้น วิสัยทัศน์เช่นนั้นและบทสนทนารูปแบบเช่นนั้น….

เขาจะเอ่ยอย่างไรกับการมีบุตรชายเช่นนี้ดี?