0 Views

          เมื่อเขาเห็นต่างก็รุมกลุ้มราวกับฝูงผึ้ง เจ้าหน้าที่ก็ขยับกระดาษในมือ ร้องตะโกนเสียงดังว่า “อย่าผลักกัน นี่เป็นผลการทดสอบของนครรัฐค้ำนภา! มีเพียงผู้มีคุณสมบัติสามสิบอันดับแรกเท่านั้น ผู้ใดไม่เข้ารอบนั้นเมื่อเห็นผลลัพธ์ก็ย่อมทราบดี พวกเจ้าทุกคนรู้ผลงานตนเองอยู่ใช่หรือไม่?”

 

          เรื่องจำนวนชิ้นหยกที่เก็บได้นั้นพวกเขาต่างก็ทราบในใจดี เมื่อได้ยินว่าผลคะแนนของนครรัฐค้ำนภาออกมาแล้ว ผู้เยาว์จากอีกทั้งสามแห่งต่างก็เผยความเศร้าสลดและห่อเหี่ยว

 

          “เหตุใดของค้ำนภาจึงมาก่อนอันอื่นเล่า?” คนผู้หนึ่งจากดินแดนอื่นๆเริ่มคาดเดาและไม่สบายใจกัน

 

          “หรือว่าค้ำนภาจะได้อันดับหนึ่ง?”

 

          “มิมีทาง? พวกเขานั้นธรรมดายิ่งและมิอาจเทียบเคียงพวกเราที่มาจากทีปผกาได้  หากเจ้าเอ่ยมาแล้วก็คงมีเพียงเพลิงไพรีเท่านั้นที่สามารถทีแข่งกับพวกเราได้ หากคะแนนของค้ำนภาเป็นเยี่ยงนั้นจริงข้าคงมิอาจยอมรับได้ว่าพวกเขาชนะ!”

 

          “ฮ่าๆ อย่ารีบร้อน ทางการยังมิได้บอกว่านครรัฐค้ำนภานั้นได้อันดับหนึ่งในการแข่งขันกลุ่มเสียหน่อย”

 

          ถึงแม้ว่าจะบอกว่าเป็นรายชื่อผู้ที่ผ่านเข้ารอบของนครรัฐค้ำนภา แต่กระนั้นบรรดาคนทั้งหลายต่างก็มุ่งหน้าไปดู พวกเขาอยากเห็นผลงานของสามสิบอันดับแรก แล้วก็นำมาเทียบเคียงดู

 

          ทั้งอู๋เซียงและต้าซือหยางต่างก็ไม่ได้เข้าร่วมชม เพราะพวกเขามีหยุนฉิงหยานอยู่ มันจึงยากนักที่จะมีเรื่องราวในโลกหนีพ้นจากหูของพวกเขาได้ หญิงสาวนั้นได้สอดแทรกตัวเข้าไปดั่งหมอกควันแล้ว

 

         แม้ว่าคะแนนของนางจะไม่ดีเท่าไหร่ แต่นางก็ให้ความสำคัญกับเกียรติยศของกลุ่ม

 

         กระทั่งตัวซือเมิ๋นชิงเองก็ต้องการเข้าไปดู แต่ในตอนท้ายเขาก็มิอาจทิ้งศักดิ์ศรีความภาคภูมิใจของตนเองได้ ด้วยเป็นถึงลูกหลานตระกูลศักดินา เขาไม่อาจให้ผู้อื่นเห็นความอ่อนไหวของตนได้

 

         โชคดีที่เขามีเด็กรับใช้ ใช้ให้ไปดูประกาศแทน

 

         ผ่านไปครู่หนึ่ง ก็มีผู้เยาว์ชนจากมณฑลหมอกเมฆาวิ่งออกมาและส่งเสียงออกมาอย่างตื่นเต้นว่า “คุณชายชิง คะแนนสูงสุดของค้ำนภาอยู่ที่สองร้อยสี่สิบคะแนน ส่วนลำดับที่สองอยู่ที่หนึ่งร้อยแปดสิบแปดคะแนน ซึ่งนั่นน้อยกว่าท่านตั้งสี่คะแนน!”

 

           เมื่อได้ยินเช่นนี้ซือเมิ๋นชิงก็พลันโล่งอก แม้นว่าอันดับหนึ่งจะนำหน้าเขาไปหลายคะแนนก็ตาม เขาก็ไม่รู้สึกแย่นัก เพราะลูกหลานจากชนชั้นราชวงศ์จากนครรัฐค้ำนภานั้นมีข้อได้เปรียบบางอย่าง

 

          ด้วยคะแนนของชายหนุ่มนั้น เขาพอเป็นอย่างมากเพราะมันมากกว่าอันดับสองของทางนั้นเสียอีก

 

          ยามนั้นหยุนฉิงหยานก็วิ่งเหยาะๆมาอย่างสบายใจ ใบหน้าเปื้อนด้วยรอยยิ้ม “ข้าคิดว่ากลุ่มที่ประกาศออกมาเป็นอันดับหนึ่งซะอีก? ลองเดาดูสิ?”

 

          “อะไรหรือ?”

 

          “ฮ่า กลุ่มแรกที่ประกาศก่อนนั้นอยู่ลำดับสุดท้าย! พวกเขาอยู่อันดับล่างสุดจากทั้งสี่แห่ง” หัวเราะเสร็จก็เอ่ยว่า “มีผู้เยาว์สี่คนเท่านั้นในค้ำนภาที่ข้ามเขตแดนได้ หนึ่งในนั้นได้ข้ามสองครั้ง คะแนนสามสิบอันดับแรกต่ำสุดอยู่ที่สี่สิบกว่าคะแนน”

 

         “แค่สี่สิบกว่าคะแนนรึ?” คนผู้หนึ่งพลันปิติ “เช่นนั้นข้าที่มีห้าสิบหกคะแนนจะมีสิทธิ์หรือไม่นะ?”

 

         คนจากที่อื่นๆซึ่งมีคะแนนเพียงสามสิบกว่าคะแนน พวกเขาก็รู้ว่าตนเองหมดหวังแล้วและรู้สึกโศกเศร้ายิ่ง เอ่ยอย่างริษยาว่า “นั่นคือนครรัฐค้ำนภา! เป็นลำดับสุดท้าย นครรัฐเพลิงไพรีของเราย่อมชนะแน่ เราจะเป็นอันดับหนึ่ง อย่าได้คิดถึงสามสิบอันดับแรกเลยหากเจ้ายังมีไม่ถึงหกสิบคะแนน!”

 

         “ฮ่าๆ คุณชายเต๋อคงอิจฉากระมัง! จึงได้กล่าวโจ่งแจ้งเยี่ยงนั้น!”

 

         “เหอะ ข้าน่ะหรืออิจฉา? คุณชายชิงมีถึงหนึ่งร้อยห้าสิบสองคะแนน หากข้าอิจฉาจริงข้าย่อมเลือกคนอื่นดีกว่า” คนผู้นั้นกล่าวเสียงชนฝา

 

          ขณะที่สองคนนั้นกำลังโต้เถียงกันอยู่ หยุนฉิงหยานก็เดินมาเลียบเคียงอู๋เซียง กรอกตาแสร้งทำเป็นโกรธ “ฉินอู๋ซียง เจ้ามีคะแนนเท่าไหร่ บอกข้ามาเลยนะ”

 

           จริงๆ แล้วต้าซือหยางเองก็สงสัยเรื่องนี้ จากที่คาดการณ์ไว้มันคงไม่ต่ำแน่ หรือว่าอู๋เซียงจะทำได้เหนือกว่าเชื้อสายราชวงศ์เสียอีก เขายังคงสงสัยอยู่

 

          อู๋เซียงรู้ว่านางอยากรู้ แต่ก็ไม่ได้คิดจะเอ่ยปากบอก สตรีผู้นี้ชอบพูดมากความ เมื่อนางรู้คนผู้อื่นก็จะรู้ไม่ถึงครึ่งก้านธูปด้วยซ้ำ

 

         ก่อนผลจะออกมา อู๋เซียงไม่อยากถูกเป็นดั่งพวกขี้โว เพราะเมื่อเอ่ยถึงหกร้อยคะแนนแล้วมันฟังดูน่ากลัวเกินจริง

 

         ผู้เยาว์จากนครรัฐค้ำนภาต่างก็มีทั้งสุขและทุกข์ คนที่ผ่านเข้ารอบก็ปรีดาและคนไม่มีรายชื่อกลับแตกต่าง บ้างก็ดวงตาแดงก่ำ บ้างก็ร้องไห้เงียบๆ บ้างก็กุมศีรษะและบ้างก็สาปแช่งวาสนาอันเลวร้ายของพวกตน

 

         แน่นอนว่าผู้ดูแลอย่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไม่ให้ทุกคนรอนานเกิน ไม่ช้าก็มีเจ้าหน้าที่อีกคนออกมา ในมือถือแผ่นกระดาษ

 

         “เหล่าผู้เยาว์จากนครรัฐจันทราสีเงิน ผลการทดสอบของพวกเจ้าอยู่ที่นี่ เกณฑ์ตามเดิม มีเพียงสามสิบคนเท่านั้นที่ผ่านเข้ารอบ สำหรับผู้ที่ไม่ผ่านหากดูคะแนนแล้วผิดพลาด ให้ติดต่อพวกเราโดยเร็วที่สุด!”

 

         คนที่มาจากนครรัฐจันทราสีเงินต่างก็พากันเดินไปดูเมื่อได้ยิน ตรงกันข้ามกับคนที่ทำคะแนนได้ดีกลับรู้สึกผิดหวังอยู่ภายในใจ

 

         สำหรับพวกเขาซึ่งทำคะแนนดีนั้นไม่ได้กังวลเรื่องการเข้ารอบ พวกเขาสนใจตนเองจะได้กลุ่มอันดับหนึ่งหรือไม่ต่างหากเล่า

 

          ตามกฎของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ประจักษ์ชัดว่ามันออกมาไม่ดีนัก

 

          หรืออีกนัยหนึ่งคือ ก่อนหน้านั้นเป็นทีมอันดับสุดท้าย ดังนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่คนที่สองออกมา คนที่ทำผลงานได้ดีทั้งสามแห่งต่างก็ไม่เต็มใจให้เอ่ยชื่อออกมา

 

         แต่ทว่าความแข็งแกร่งคือทุกอย่าง

 

         ในบรรดานครรัฐทั้งสี่แดน ค้ำนภาและจันทราสีเงินต่างก็อ่อนแอทั้งคู่ ส่วนเพลิงไพรีกับทีปผกากลับแข็งแกร่งยิ่ง

 

         มันเป็นปกติของแคว้นไป๋หยู่และแสดงให้เห็นในผลการทดสอบอยู่เนื่องๆ

 

         ตามปกติแล้วหยุนฉิงหยานจะทำหน้าที่เป็นผู้แจ้งข่าวสารแก่ทุกคนเสมอ ผู้เยาว์จากจันทราสีเงินก็ได้ข้ามเขตแดนเช่นกัน ยามนั้นหนึ่งในพวกเขายังข้ามได้ถึงสองครั้ง

 

          อย่างไรก็ตามคะแนนสูงสุดของพวกเขาสูงกว่านครรัฐค้ำนภาอยู่สี่คะแนน ซึ่งก็คือสองร้อยสิบแปดคะแนน!

 

           อันดับสองเองก็อยู่ที่หนึ่งร้อยห้าสิบหกคะแนน มันสูงกว่าคะแนนหนึ่งร้อยห้าสิบสองของซือเมิ๋นชิงเสียอีก

 

           เมื่อเขาได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกไม่ดีนัก ทว่าชั่วครู่ก็พลันผ่อนคลาย ในแคว้นไป๋หยู่ตระกูลผู้อำนาจบางแห่งนั้นมีอำนาจเหนือตระกูลซือเมิ๋นอีก

 

          “ปัจจุบันคะแนนสูงสุดของการแข่งขันคือสองร้อยสิบแปดคะแนน อันดับหนึ่งจากค้ำนภานั่นสูญเสียอันดับหนึ่งแบบรายคนไปเสียแล้ว”

 

          “ข้ารู้ แต่ข้าคิดว่าคะแนนสูงสุดของจันทราสีเงินนี่ก็มิดีนัก เมื่อวานข้าได้ยินว่ามีผู้หนึ่งจากเพลิงไพรีที่บอกว่าคะแนนของเขาสูงกว่าสองร้อย? ว่าแต่มันสูงมากกว่าสองเท่าใดหรือ?”

 

          “ตามหลักแล้ว มิน่ามากกว่าสองร้อยสี่สิบคะแนน มิฉะนั้นเขาก็ต้องข้ามเขตแดนอีกครั้ง” เมื่อผู้อื่นขบคิด หยุนฉิงหยานก็รับฟังข้อมูลเล็กๆน้อยๆ

 

          เมื่อผลที่กำลังจะออกมา อารมณ์ของทุกคนก็พลุ่งพล่านชัดเจน

 

          ก่อนหน้านี้ยังมีการแตกแยกภายในนครรัฐเพลิงไพรี ตอนนี้มันได้หายไปอย่างสิ้นเชิงราวกับทุกคนเข้าใจกันและกัน มีศัตรูเป็นคนเดียวกัน

 

          ช่วงสำคัญที่สุดกำลังจะมาถึง

 

          กลุ่มอันดับหนึ่งจะเป็นเพลิงไพรีหรือทีปผกากันแน่?

 

          ผลการทดสอบกำลังจะเปิดเผยเร็วๆนี้

 

          ประกาศที่ออกมานั่นเป็นอันดับสอง และที่ไม่ออกมาย่อมเป็นอันดับหนึ่ง!

 

          เห็นชัดว่าทางเหล่าผู้เยาว์จากทีปผกาเองก็สังเกตเห็นเรื่องนี้ ทุกคนล้วนยืนเป็นแนวอย่างตั้งใจ เฝ้ารอการปรากฏตัวของเจ้าหน้าที่คนที่สาม

 

          การปรากฏนี้ ความจริงจะแสดงออกมาให้ทราบว่ากลุ่มใดได้อันดับนี้

 

          คนหนุ่มสาวจากแดนอื่นเองก็รู้สึกได้ถึงความเป็นศัตรูและให้ความสนใจเป็นพิเศษ แม้นว่าพวกมันจะพ่ายแพ้อันดับหนึ่งไปแล้วก็ตาม

 

           มันเป็นที่โจ่งแจ้งว่าทุกคนกระหายที่จะรู้ว่าตลอดหลายปีที่ชิงชัยกันทั้งสี่นครรัฐ ดินแดนใดจะแข็งแกร่งที่สุด การทดสอบนี้เป็นสิ่งที่ดีและก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งได้มากเช่นกัน

 

           “มันอยู่ตรงนั้น!” คนที่ตาดีผู้หนึ่งร้องตะโกน

 

           การตะโกนนี้ได้ดึงดูดหัวใจอันอ่อนแอของเหล่าคนทั้งหลาย ทุกสายตามองไปที่เจ้าหน้าที่ผู้นั้น พวกเขากำลังมองหาแผ่นกระดาษที่อยู่ในมือของเขา

 

           มันเป็นกระดาษที่สามารถชี้ชะตาผู้ชนะและผู้แพ้

 

           ประจักษ์แจ้งว่าผู้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เก่งกาจในการทำให้ใจจดจ่อและปลุกเร้าบรรยากาศ

 

           เขายืนอยู่บนลานสูง ยิ้มและไม่รีบร้อนที่จะพูดอะไร หลังเหลือบไปดูรอบๆ ก็ยิ้มและพูดว่า “ทุกคนคงกังวลแผ่นกระดาษที่อยู่ในมือของแน่ๆ ใช่หรือไม่?”

 

          “ใช่!” ตอบรับเสียงกึกก้อง

 

          “เช่นนั้นพวกเจ้าก็คงทราบว่าเมื่อแผ่นนี้เปิดออก ดินแดนใดจะเป็นอันดับหนึ่ง?”

 

          “ใช่!”

 

          “ดี!” เจ้าหน้าที่ผู้นั้นสะบัดแขนและยิ้มอย่างเนิบช้า เขาเหลือบมองไปที่ทีปผกาที เพลิงไพรีที

 

          หัวใจของทั้งสองฝั่งได้ถูกกวัดแกว่งโดยสมบูรณ์ ทุกคนกลั้นลมหายใจและรอให้ประกาศผล

 

          “ทุกคนกระดาษในมือข้านั้น – เป็นรายชื่อของนครรัฐทีปผกา!” เขายกมือขึ้นแล้วก็ตะเบ็งเสียง

 

          “เฮ้!” เสียงร้องกระหึ่ม เดือดพล่านและคึกคักดังมาจากฝั่งเพลิงไพรี

 

          “โอ้!” ความมืดมัว ผิดหวัง เสียงกระซิบอันหดหู่และเสียงถอนหายใจดังมาจากทางทีปผกา

 

           ผลดังกล่าวได้นำคนจากทั้งสองดินแดนเข้าสู่ห่วงอารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงโดยทันที

 

            กระทั่งอู๋เซียง ผู้ซึ่งมีสีหน้าสงบนิ่งกับทุกสิ่งก็มิอาจปัดเป่าบรรยากาศอันรุนแรงออกได้ เป็นความรู้สึกภาคภูมิของกลุ่ม ถึงแม้จะฟังดูไม่ประสาเล็กน้อย อย่างน้อยโลหิตที่เดือดคลั่ง ความรู้สึกที่เป็นส่วนหนึ่งและภาพของกลุ่มซึ่งดีกว่าที่ที่เขาจากมา แน่นอนว่าเขารู้สึกพอใจ

 

           อาจกล่าวได้ว่าผู้คนโลกนี้ล้วนรักการฆ่าฟัน ความรุนแรงและทะเลาะวิวาท

 

           อย่างไรก็ตาม มันถือเป็นกฎเกณฑ์แห่งการคัดสรร ไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงมันด้วยพลังเพียงอย่างเดียว

 

           ทว่าพวกเขาก็ยังมีขุดแข็ง เช่น ความซื่อสัตย์ต่อตระกูล ต่อบ้านเกิดและต่อแว่นแคว้น…

 

           ขณะที่มันถูกส่งต่อมา เมื่อพวกเขาเผชิญหน้ากับต่างแคว้น แน่นอนมันจะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป

 

           ในแต่ละแคว้นแล้ว การยอมรับและความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งนั้นมีค่าอย่างมิน่าเชื่อ

 

           ตามความจริงแล้ว อันดับหนึ่งจากทีปผกาทำคะแนนได้ดีกว่าสองดินแดนก่อนหน้าถึงสองร้อยยี่สิบหกคะแนน! มันมากกว่าจันทราสีเงินถึงแปดคะแนน!

 

          ทางด้านของนครรัฐเพลิงไพรีเองก็กำลังร้อนระอุ พวกเขายินดีกับสองเหตุการณ์อันมีความสุขในเวลาเดียวกัน!

 

           เพราะอันดับหนึ่งคือนครรัฐเพลิงไพรี คุณชายหนุ่มผู้มากอนาคตอย่างคุณชายฉงก็มาจากนครรัฐเพลิงไพรี ซึ่งมีข่าวแว่วว่าเขามีคะแนนสูงถึงสองร้อยสามสิบหกคะแนน!

 

           มันเป็นคะแนนที่สูงกว่าสามดินแดนก่อนหน้าแน่นอน!

 

           อันดับหนึ่งแบบรายบุคคลย่อมเป็นคนผู้นี้อย่างมิต้องสงสัย!

 

           บรรดาคนที่ยืนอยู่ข้างๆคุณชายหนุ่มเริ่มฉลองชัยแล้ว นี่คือสองเหตุการณ์ที่มีความสุขในยามเดียวกันที่แท้จริง!

 

           มีเพียงหยุนฉิงหยานที่ยังคงพึมพำกับตัวนางเองอย่างปฏิเสธ ในยามนั้นขณะที่หญิงสาวจ้องมองอู๋เซียงและเห็นเพียงความนิ่งสงบพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้า เสมือนว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้านั้นมิเกี่ยวข้องอันใดกับเขาทั้งสิ้น