0 Views

              หลังทานอาหารเสร็จทุกคนต่างทยอยกลับห้องพักเพื่อพักผ่อนในช้วงเวลาสั้นๆ

               การประลองในช่วงบ่ายถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดสำหรับที่นั่งชนชั้นมั่งคั่ง มันเป็นตัวกำหนดชี้ว่าผู้ใดจะชนะในท้ายที่สุดและครอบครองที่นั่งที่ชิงชัยกัน

               อู๋เซียงไม่ได้นอนหลับสนิทมาตลอดทุกคืน  นั่งขัดสมาธิเข้าสมาธิอย่างเงียบสงบ

                ด้วยสัญชาตญาณตามปกติของนักรบทำให้เขารู้ว่าการประลองแย่งชิงที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งนี่มิใช่เรื่องง่ายดาย

               ตระกูลซูคือทรราชย์ตัวเลวร้ายเพราะพวกมันต้องการปล้นชิงทรัพย์สมบัติของตระกูลฉิน ยามนี้ย่อมมิใช่หนทางที่พวกมันจะยอมแพ้ในที่นั่งนี้

               หากพวกมันต้องการสู้จนตัวตายคงมีบางสิ่งบังเกิดขึ้นแน่

               เขาไม่รีบร้อนเนื่องด้วยกำลังรอคอยการเปิดเผยไพ่ลับของตระกูลซู ตอนนี้ทางตระกูลฉินกำลังได้เปรียบมันเลยไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างความวุ่นวายใดๆขึ้นมา

              ชื่อของตระกูลซูแห่งชนชั้นมั่งคั่งจะมิมีอีกต่อไปหลังการต่อสู้ครั้งนี้ เมื่อประสบกับบ้านเรือนที่เกือบจะผุพังก็เสมือนตระกูลซูซึ่งย่อมสูญหายตามกาลเวลาที่พัดผ่าน มันเป็นทางเลือกอันชาญฉลาดหากปล่อยให้หล่นลงมาด้วยตัวของมันเอง

             ทันใดนั้นเปลือกตาของเขาพลันขยับ หูทั้งสองข้างเปิดโสตประสาทฟังในพริบตาเหมือนนกเหยี่ยว แสงประหลาดแวบเข้ามากระทบนัยน์ตา

             มิต้องสงสัยเลย พวกมันมาแล้ว

             มีสามคน จากเสียงฝีเท้าของพวกมันคนหนึ่งน่าจะมีความแข็งแกร่งเทียบเท่าผู้นำต้าซือเหิง

             อีกผู้หนึ่งมีความแข็งแกร่งเหนือกว่าต้าซือเหิงด้วยซ้ำ

             ภายในใจอู๋เซียงรู้สึกประหลาดใจ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็เริ่มนิ่งและมีสี่คำลอยขึ้นมาในใจ ตระกูลซือเมิ๋น

             นักสู้ที่มีระดับสูงเพียงนี้จะมาปรากฏตัวในเมืองวารีกระจ้อยร่อยได้อย่างไร? เขาจำได้ทันทีว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนตนได้เปิดเผยพลังเพื่อเตือนขุมอำนาจต่างๆ คงเพราะเหตุนี้ซือเมิ๋นเฉียนจึงเรียกขอความช่วยเหลือจากตระกูลให้ส่งนักสู้ระดับสูงมาให้!

              คนที่มาเหล่านี้ย่อมมีเจตนามิดีแน่นอน มิมีผู้มีเจตนาดีเหตุผลอันใดมาพบเขาข้างนอกในยามนี้กันหรอก

              บิดาและบุตรสกุลฉินจงออกมาข้างนอกเจรจากันเสียหน่อย”

               สุ้มเสียงประหลาดถูกส่งผ่านลมปราณซึ่งเจาะผ่านตามทางเดินของโรงเตี๊ยมและส่งถ้อยคำมายังโสตประสาทของทั้งสองคน

               ด้วยเคล็ดวิชานี้มันจะถูกส่งตรงเข้าไปหาผู้รับสาร บ่งบอกความแข็งแกร่งของผู้มาเยือนนี้ได้ดี

               แม้ว่าเสียงนี่จะมิต่อเนื่องลื่นไหลและติดขัดบ้าง เพราะเพิ่งประสบความสำเร็จแต่แน่ชัดว่ามีความแข็งแกร่งยิ่งกว่านักสู้ขั้นที่เจ็ดอีก

              ผู้มาเยือนนี่อยู่ระดับขั้นที่แปดอย่างงั้นรึ?

              อู๋เซียงมิอาจให้ผู้มาเยือนนี้มาวุ่นวายครอบครัวของตน เขาเดินออกจากห้องและกระซิบสียงแผ่วหน้าของบิดาว่า  “บิดาท่านพักอยู่ในห้องเถอะข้าจะไปเอง”

              เขายืนอยู่ที่นั้นและรู้สึกถึงการคงอยู่ของพวกมัน  เขาเพียงเดินออกไปข้างนอกเมื่อสัมผัสได้ว่าทั้งสามกำลังรออยู่ที่ลานสวนหย่อมและปราศจากเจตนาที่จะคุกคามคนในครอบครัวของเขาซึ่งพักผ่อนอยู่

              ที่ลานคนทั้งสามยืนเป็นแนวสามเหลี่ยมอยู่สามมุมคนละมุม ในกลุ่มบุรุษคนหนึ่งสวมชุดคลุมสีดำทั้งตัวจ้องมองอู๋เซียงด้วยนัยน์ตาแวววับ

               ท่านคือผู้ใดรึ?

               ชายหนุ่มชำเลืองมองโดยรอบและรู้สึกประหลาดภายในใจ  คนทั้งสามนี้ล้วนมีลักษะอารมณ์ที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่อย่างไรก็ตามพวกมันก็มีจิตสังหารที่เหมือนกันแผ่กระจายออกจากตัว

               เขาคุ้นกลิ่นอายเยี่ยงนี้จากสิบเอ็ดอำมหิต และทั้งสามล้วนแต่มีพลังแข็งแกร่งเหนือกว่าสิบเอ็ดซะด้วยซ้ำ!

                 ขั้นที่แปดหนึ่งคนและขั้นที่เจ็ดอีกสองคน!

                 อู๋เซียงพลันเข้าใจสถานการณ์ในชั่วพริบตา ประหลาดใจยิ่งนักเมื่อพบว่าตระกูลซือเมิ๋นมีข้ารับใช้เป็นนักสู้ที่มีพรสวรรค์มากมายเช่นนี้ เพียงแค่สามคนก็มากที่พอจะกระทำตามใจชอบทุกอย่างในเมืองวารี กระทั่งว่าหากพวกมันมุ่งเป้าไปที่ตระกูลต้าซือแล้วพวกมันคงจะกำจัดตระกูลทั้งหมดได้อย่างง่ายดาย

                 เจ้ามิจำเป็นต้องรู้ว่าพวกเราเป็นผู้ใด” บุรุษสวมชุดสีดำสนิทเปล่งเสียงช้าๆ น้ำเสียงดูฟังคล้ายภูติผีจากยมโลกขุมที่เก้ามันดูน่าขนลุกและหนาวเย็นอย่างมิน่าเชื่อ

                  เจ้าเพียงต้องจดจำอย่างเดียวเท่านั้น ในการประลองชนชั้นมั่งคั่งยามบ่ายนี้ตระกูลฉินจะต้องขอยอมแพ้”

                  ข้าขอทราบเหตุผล” อู๋เซียงไม่ลดการป้องกันตัวลงแม้แต่น้อย เขาสามารถประจัญหน้ากับนักสู้ระดับที่แปดได้แต่เพราะมีศัตรูถึงสามคนและสองคนก็อยู่ระดับที่เจ็ดด้วยเหตุนั้นการต่อสู้เลยอาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

                 หลังการประเมินชนชั้นตระกูลหากเจ้ามิอยากให้ตระกูลฉินหายไปอย่างไร้ร่องรอย การยอมแพ้ถือเป็นตัวเลือกเพียงเดียวของเจ้า หรือมิงั้นภายในสิบวันตระกูลฉินจะสูญหายจากอาณาจักรไป๋หยู่

                หากคำขมขู่เหล่านี้มาจากตระกูลซูเขาคงมองมันว่าเป็นเรื่องขำขันยิ่งนัก อย่างไรก็ตามเขาก็ต้องเตรียมพร้อมอย่างระวังเพราะมันมาจากคนทั้งสาม

                เมื่อเห็นว่าผู้เยาว์หนุ่มเงียบไป ชายชราสวมชุดสีดำอีกผู้หนึ่งจึงกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าคงจะประสบโชคบางอย่างเข้ามิฉะนั้นคงมิอาจเอาชนะนักสู้ขั้นที่สี่ได้ แต่ข้าขอเตือนว่าสิ่งที่เจ้าทำล้วนเปล่าประโยชน์นักสู้ขั้นที่สี่เป็นเพียงบทแรกเริ่มเท่านั้น พวกเขามิอาจเทียบเคียงได้กับนักสู้กำลังแก่นแท้ขั้นสูงได้เลย

              มิว่าจะระดับกำลังแก่นแท้หรือกำลังพื้นฐานก็มีสามระดับเช่นกันนั่นคือระดับสูงระดับกลางและระดับต่ำ ในแต่ละระดับมีสามขั้น  ขั้นที่เจ็ดเพียงเข้าขอบเขตระดับสูงเท่านั้น

              มิต้องสงสัยเลยว่าศัตรูทรงพลังทั้งสามคนต่างก็อยู่ระดับสูงของกำลังแก่นแท้

              เหตุนั้นบุรุษที่สวมชุดสีดำจึงสามารถเอ่ยและแสดงท่าทีอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยม มันมีแต่ความหยิ่งยโสมองดูผู้คนอย่างหยามเหยียดและเป็นเรื่องธรรมดาที่จะอวดเบ่งอำนาจ

               ในเมืองวารีหากพวกมันขู่คนผู้ใดแม้แต่กับผู้นำตระกูลต้าซือพวกมันก็เพียงกัดฟันและกลืนความอับอายเรียกร้องความต้องการ

              แต่เป้าหมายของพวกมันคืออู๋เซียง

              อู๋เซียงผู้ซึ่งอยู่มาสองชีวิตและมิเคยก้มหัวให้ผู้ใด!

              เมื่อสูดหายใจเข้าลึกๆ เขาก็เงยหน้าขึ้นและเหลือบมองคนทั้งสามด้วยดวงตาแน่วแน่

              เจ้าเข้าใจหรือไม่ยามนี้?” ชายชุดดำแผดเสียงอย่างหมดความอดทน

              อืมข้าคิดดูแล้ว…… ” เขาหัวเราะกะทันหัน รอยยิ้มลับแฝงความนัยน์ซึ่งดูประสงค์ร้ายและพยาบาท มิปรากฏบ่อยในคนหนุ่มสาวปกติ

             กล้าข่มขู่และคุกคามเขาอดีตปรมาจารย์ศาสตร์วิชาต่อสู้ นับว่าลบหลู่การสังหารบิดาที่ปล้นชิงภรรยามา

             และพวกมันทั้งสามยังกล้าโอ้อวดตนเองอย่างภาคภูมิใจตรงหน้า นี่มิใช่การชกใบหน้าของเขาหรืออย่างไร? ศีรษะจะหลุดโลหิตจะสาดกระจายอย่างไรแต่ใบหน้าแล้วมิอาจให้เป็นแตะต้องได้

             เช่นนั้นท่านหมายความว่าหากตระกูลของข้ามิถอนตัวตามเงื่อนไข ผู้ช่วยเหลืออันแสนยิ่งใหญ่ของตระกูลซูจะทำลายล้างตระกูลฉินทั้งหมดข้าเข้าใจถูกหรือไม่?” เขาถามพร้อมแสยะยิ้มเย็น

             เจ้าเข้าใจถูกแล้ว” ชายชุดดำหัวเราะเยาะ

             แม้ว่าข้าเข้าใจข้าก็ตัดสินใจแล้วว่า… เราจะมิยอมแพ้!”

             เมื่อเอ่ยจบ เขาเพิ่มแรงกดดันทันทีและจ้องมองทั้งสามอย่างทระนง มองเหยียดยามและอารมณ์ที่มิสนใจจำนวนศัตรูสักนิดเดียว

                 ขั้นที่แปดหนึ่งและขั้นที่เจ็ดอีกสอง มิน่าแปลกใจเลยว่าพวกท่านคงสุนัขรับใช้ตระกูลซือเมิ๋น” ขณะที่อู๋เซียงยิ้มเยาะมือข้างหนึ่งของเขาก็กดลงบนเก้าอี้นั่งแบบหินข้างๆ

              เขาส่งลมปราณฝ่ามือออกไปลับๆ ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังกึกเก้าอี้หินพลันแตกเป็นชิ้นละเอียดพังลงบนพื้นลาน

              ข้าอยากจะเห็นนักว่าตระกูลซือเมิ๋นของพวกท่านจะทำลายตระกูลฉินก่อนหรือข้าเองจะสังหารซือเมิ๋นเฉียนก่อน!” เขาชำเลืองมองบุคคลทั้งสามอย่างดูหมิ่น “ข้ามีบางสิ่งอยากให้พวกท่านคิดให้ดี หากสกุลฉินคนใดคนหนึ่งได้รับอันตรายข้าจะสังหารคนของตระกูลนับสิบเพื่อทดแทน หากเป็นสองเช่นนั้นข้าก็จะทำลายตระกูลซือเมิ๋นทันทีแม้ยามหลับหรือยามตาย!

           พูดเสร็จ ชายหนุ่มใช้ลมปราณดึงรั้งกวาดเอาชิ้นส่วนก้อนหินรวมไว้ที่ฝ่ามือและเปลี่ยนมันเป็นคลื่นวายุสามสายโหมกระแทกใส่คนทั้งสาม

           คลื่นลมทั้งสามซึ่งมีความแข็งแรงซ่อนเร้นนี้มีเป้าหมายชัดและมันถูกควบคุมอย่างดีให้พุ่งใส่ในแง่มุมที่เอาเรื่อง

           ด้วยกำลังอันแข็งกร้าว การโจมตีเหล่านี้พุ่งออกไปดั่งมังกรสามตัวในตำนานปะทุออกจากถ้ำด้วยการเคลื่อนไหวอันน่าสะพรึงกลัว

            บุรุษชุดดำประหลาดใจนัดเมื่อเห็นพลังเบื้องหลังการโจมตี มันจะกล้าประมาทได้เยี่ยงไร? มันก็รีบหลบหนีทันที

             ตามปกติแล้ว นักสู้ขั้นที่เจ็ดทั้งสองคนย่อมอ่อนด้อยกว่าบุรุษผู้สวมชุดดำและมิกล้าทำตัวสะเพร่าอยู่แล้ว  พวกมันพยายามตะเกียกตะกายจะถอยหลังกลับสองสามก้าว

              ข่าวจากหน่วยข่าวกรองของตระกูลซือเมิ๋น พวกมันทราบเพียงว่ามีนักสู้ฝึกหัดปีศาจได้ปรากฏตัวขึ้นจากตระกูลฉิน แต่พวกมันมิเคยคิดเลยว่าทารกผู้นี้จะทรงพลังและเขย่าขวัญยิ่งนัก!

               การเคลื่อนไหวนี้ อู๋เซียงเพียงต้องแสดงความอหังการและมิมีเจตนาสังหารพวกมันสักนิด  ภายหลังการลงมือทันใดนั้นเขาก็พลันผิวปากเสียงเกรียวสนั่นทั่วทั้งท้องฟ้า เช่นเดียวกับสายลมที่มิอยู่นิ่ง พลังปะทะของเหล็กและก้อนหินเสียงผิวปากนี้ดังสะท้อนแทรกวึมไปเกือบทั้งเมืองวารี

             เสียงผิวปากอันยาวนานจบลงอู๋เซียงร้องคำรามว่า “ข้าฉินอู๋เซียงจะเอ่ยวาจาไว้ ณ ที่นี่ในวันนี้ว่า ตระกูลซูเอ๋ยแม้นว่าพวกเจ้าจะมีตระกูลซือเมิ๋นคอยส่งเสริมอยู่แต่ก็มิอาจหลีกหนีชะตาแห่งความพ่ายแพ้ในวันนี้ได้จากวันนี้ตระกูลซูแห่งชนชั้นมั่งคั่งจะมิมีอีกต่อไป! เพราะคนของตระกูลซือเมิ๋นกล้าบังคับกดศีรษะของพวกเจ้าให้ยอมจำนนเรื่องนี้ดังนั้นข้าก็จะตามติดพวกเจ้าทุกคนจวบจนวันสุดท้ายแม้ว่าจะต้องต่อสู้อยู่หน้าประตูของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ๋นอู๋ก็ตาม!”

             สีหน้าของชายชุดดำพลันเปลี่ยนไป มันก่นด่าบุตรของสกุลฉินสำหรับเล่ห์เหลี่ยมนั้น

             มันสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติยามที่คนตรงหน้าผิวปากยาว พลังเสียงของทารกนี้คงจะส่งถึงเกือบทั้งเมืองแล้วแน่

             ผู้แทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์มิได้หูหนวกแล้วพวกมันจะมิทราบได้อย่างไรเล่า?

             ตระกูลซือเมิ๋นนั้นมีอำนาจใหญ่โตพวกมันมักจะข่มขู่ผู้อื่นในที่ลับเล่นสกปรกและใช้วิธีการโหดเหี้ยม  แต่พวกมันก็ทำได้เพียงเพราะปราศจากการรู้เห็นของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เมื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์รู้เรื่องพวกนี้ทางตระกูลซือเมิ๋นเองก็คงมิกล้าข้องเกี่ยว!

             อู๋เซียงรู้ความจริงข้อนี้ดี ราชสีห์คำรามจึงถูกใช้ให้คนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทราบถึงการคุกคามของตระกูลซือเมิ๋น

               ด้วยว่าทางตระกูลซือเมิ๋นต้องการช่วยเหลือตระกูลซู พวกมันทำได้เพียงเห่าหอนอยู่เบื้องหลังดินแดนศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น

              ทันทีที่แผนการถูกเปิดเผย เป้าหมายของพวกมันย่อมมิมีอันใดสำเร็จ

              และเสียงร้องของเขานั่นมีไว้เพื่อเปิดเผยแผนลับนี้ เป็นไปมิได้ที่ทางผู้แทนจะมิได้ยินเสียงผิวของเขา

              บุรุษชุดดำร้องตะโกนด้วยเสียงแหบห้าว เรียกสหายของตน “มิดีนักหากจะอยู่ที่นี่อีกต่อไปพวกเรากลับ!