0 Views

             คนทั้งหลายนั้นต่างก็เฝ้ารับชมสถานการณ์อย่างใจจดใจจ่อและรอการรอคอยก็มาถึงจุดสูงสุด แต่มีบางคนที่รอมิสามารถทนรอรับชมโทสะของแม่นางหยุนในอีกชั่วครู่

             อู๋เซียงพลันหัวเราะเล็กน้อย “แม่นางหยุนข้าขอแนะนำมิให้เปิดกระเป๋านี้ สิ่งของที่อยู่ภายในล้วนเป็นมิดีนัก”

             เขาเกาใบหน้าอย่างขวยเขิน ซึ่งการกระทำของมันก่อให้เกิดความสงสัยมากขึ้น ผู้คนคิดว่ามันต้องมีเจตนาซ่อนเร้น

             “เปิดมัน เปิดมัน ย่อมมีบางอย่างอยู่ภายในนั้น” เสียงฝูงชนโห่ร้อง

              เกิดความหนาวเย็นกะทันหัน ขณะฉิงหยานยกแขนขึ้นเปิดเผยให้เห็นดาบสั้นคมกริบ แสงวูบวาบประกายหนาวเย็นปรากฏขึ้นอีกครั้งหญิงสาวกรีดกระเป๋าเดินทางใบนั้น สวบบบ!

              กระเป๋าถูกแยกออกเป็นสองส่วน เผยให้เห็นสิ่งของกระจุกรวมกันอยู่ เช่นถุงเท้าเปรอะเปื้อน เสื้อผ้าตัวเก่า ผ้าคลุมขาดรุ่งริ่ง … มันมีทุกอย่างจริงๆ!

              รอยยิ้มอันมีเจตนาผุดขึ้นทาบทับริมฝีปากของอู๋เซียง มันจ้องมองเหล่านักสู้ฝึกหัดร่วมสำนักที่ต้องการเห็นความวุ่นวาย มันพึมพำน้ำเสียงเยาะเย้ย “น่าขายหน้านักที่ข้าให้ปล่อยให้เจ้าเห็นพวกมัน”

              ดวงตาเรียวกวาดตามองสิ่งของ แต่มิพบเจอกับสิ่งที่กำลังมองหาอยู่ หญิงสาวเพียงขมวดคิ้ว เดินออกมาพึมพำด้วยความหงุดหงิด “ผู้อื่นล้วนมิสนใจเรื่องอนามัยของเจ้ามากนักหรอก”

             ทั้งซูถิงและจางเซียนต่างจ้องมองตกตะลึงจนพูดไม่ออก พวกมันถลึงตาดุร้ายใส่ลี่เฟยด้วยความหงุดหงิดเหตุใดของที่ถูกขโมยจึงมิได้อยู่ในกระเป๋าเดินทางของอู๋เซียง?

            ลี่เฟยก็ตะลึงด้วยเช่นกัน มันเป็นผู้ยัดของลงด้วยตนเองแท้ๆแล้วมันจะบินหนีหายไปในพริบตาได้เยี่ยงไร?

           อู๋เซียงหัวร่อสะใจและออกความเห็นอย่างเหน็บแนมว่า “อ่า..มันมิใช่เรื่องง่ายดายนักสำหรับข้าที่จะจัดเก็บข้าวของเก่าๆพวกนี้ เจ้าจะมิช่วยข้าจัดเก็บเลยหรือ? เจ้านี่ช่างไร้มารยาทการปฏิบัติตน! ดูเหมือนว่าตระกูลชนชั้นสูงมิได้สั่งสอนเจ้ามาเลยสักนิด “

           เริ่มแรกเดิมทีฉิงหยานก็เกรี้ยวโกรธบุรุษผู้นี้เต็มที เมื่อได้ยินคำเรียกร้องของมันอีก หญิงสาวหันกลับมาจ้องมองด้วยสายตาดุดันกล่าวเตือนมันว่า “ฉินอู๋เซียง ข้ายังมิเสร็จกิจธุระในค่ำคืนนี้!”

              ชายหนุ่มกระตุกริมฝีปาก “ล้วนมิมีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับตัวข้าแล้วทั้งสิ้น มิว่าเจ้าจะเสร็จกิจธุระแล้วหรือไม่?  อย่างไรก็ตามพวกเรายังคงมีข้อตกลงค้างคา เจ้าต้องตรวจค้นห้องพักของทุกคนนับแต่ที่ได้ค้นห้องของข้าแล้ว”

           มันวางตนด้วยท่าทียโส เขาปิดประตูได้ไว้และเข้าร่วมการตรวจค้น เดินตามฉิงหยาน

           ซูถิงรู้สึกสงสัยบางอย่างมันค่อนข้างแปลกประหลาดนักเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ แต่ก็มิสามารถขบคิดวิธีอื่นออกที่จะจัดการกับอู๋เซียงผู้นี้

           แน่นอนพวกเขาไม่พบอะไรหลังจากตรวจค้นห้องพักอีกแห่งหนึ่ง

          หลังจากค้นหาเรื่อยมา เหลือเพียงสี่หรือห้าห้องเท่านั้นที่ยังคงไม่มีการตรวจค้น

          หนึ่งในนั้นเป็นสถานที่ต้องห้าม มันถูกเรียกว่าห้องพักหมายเลขของสำนัก แม้กระทั่งฉิงหยานและซูถิงก็ต้องระมัดระวังอย่างถี่ถ้วน ทำราวกับกำลังเดินอยู่บนเปลือกไข่ขณะเดินผ่าน

            เจ้าของห้องหมายเลขนี้เป็นบุคคลที่พวกเขามิควรเข้าไปยุ่มย่ามเป็นเด็ดขาด เป็นตัวแทนผู้มีพรสวรรค์เลิศที่สุดในเมืองวารี เป็นอัจฉริยะจากตระกูลต้าซืออันน่านับถือ

            อย่างไรก็ตามอู๋เซียงนั้นเหนื่อยล้าและเบื่อหน่ายนัก มันพูดด้วยน้ำเสียงเบา เมื่อเดินผ่านห้องนั้น “แม่นางหยุนเรายังมิได้ตรวจสอบห้องนี้หรือเจ้ามิทันคิด? แม่นางของเรามีความสามารถเพียงข่มผู้อ่อนแอใช่หรือไม่?  ส่วนนายน้อยซูนายน้อยจางเมื่อครู่ยังโอ้อวดมิใช่หรือเหตุใดจึงเปลี่ยนเป็นแมวน้อยขี้ตกใจไปได้เล่า? “

              จางเซียนตะคอกใส่มันเสียงเบาว่า “อู๋เซียงเจ้ามันกำลังถามหาความตาย!”

               “ฮ่า ๆ พวกเจ้าแต่ละคนล้วนเป็นผู้ขลาดกลัวโดยแท้ นายน้อยต้าซือมิได้อยู่ในห้องนี้หรอก พวกเจ้าควรรับชมใบหน้าขลาดกลัวของตนเองเวลานี้นัก อ่า..โดยสัตย์แล้วพวกเจ้าล้วนเป็นเพียงสุนับรับใช้ตัวหนึ่งของผู้มีอำนาจเท่านั้น”

             เสียงขบขันดังขึ้น อู๋เซียงเดินผ่านไปยังห้องพักถัดไปเขาเหลือบมองประตูหอพักนั้น มันเดินขึ้นก็พลันได้กลิ่นบางอย่าง “ผู้ใดพักอยู่ห้องนี้กัน? เหมือนว่ามีกลิ่นหอม? หรือจะเป็นสตรีอยู่ในห้องนั้น?”

             มันแสร้งเป็นตัวโง่งม ซูถิงพักอยู่ภายในห้องนี้ การกระทำของอู๋เซียงนั้นเหมือนกับการติเตียนถอนเส้นผมจนโล้นเช่นหลวงจีน

             เวลานี้ซูถิงกำลังทำตัวเป็นผู้สุขุมต่อหน้าฉิงหยาน ดังนั้นมันจึงกล่าวช้าๆว่า “ข้าเป็นผู้อยู่อาศัยห้องนี้ อู๋เซียงข้านั้นย่อมเป็นบุรุษซื่อสัตย์สิ่งที่เจ้ากระทำล้วนเป็นการสาดโคลนแก่ข้าอยู่ จงใส่ใจว่าข้าจะมิฟ้องเอาเรื่องที่เจ้ากล่าวหาด้วยเพียงเพราะว่าตัวเจ้าเองก็เป็นบุตรหลานของขุนนางผู้หนึ่งเช่นกัน”

              “ข้าจะใส่ร้ายป้ายสีเจ้าหรือไม่นั้นเราย่อมรู้ภายหลังตรวจค้นก่อนกระมัง? ผู้ใดมิทราบการป่าวประกาศตนเองกัน ฝ่าเท้าของผู้ซื่อตรงย่อมมิเกรงกลัวรองเท้าที่คดงอมิใช่ว่าเจ้าเป็นที่กล่าวคำพวกนี้หรอกหรือ? เหตุใดจึงมิทำตัวเก่งกาจเมื่อถึงเวลาของเจ้า? แม่นางหยุนสมควรขบคิดได้แล้วว่าเราผู้ใดมีเจตนาร้ายซ่อนเร้น”

            ไม่ว่าจะอดกลั้นไว้เท่าไรซูถิงย่อมเป็นเพียงหนุ่มสาวรุ่นใหม่อยู่ดี ใบหน้าของเขาเปลี่ยนสีเล็กน้อย และกล่าวว่า “อู๋เซียงเจ้ากำลังพยายามกล่าวหาโดยใช้วาจาโคมลอยหรือ?”

             “แม่นางหยุน เจ้าทั้งสองต่างมาจากตระกูลขุนนางชนชั้นสูง หากต้องการปกป้องมิตรสหายมิตรวจค้นห้องเขานั่นย่อมมิมีสิ่งใดต้องกระทำอีกต่อไปแล้ว” อู๋เซียงยิ้มยั่วยุอีกฝ่าย

             ฉิงหยานเหลือบมองซูถิงอย่างลังเลใจ ในความเป็นจริงหญิงสาวย่อมรู้สึกว่าซูถิงมิใช่บุคคลเช่นนั้น อย่างไรก็ตามภายใต้สถานการณ์นี้นางมิอาจรักษาน้ำใจไมตรีของสกุลซูไว้ได้หากตรวจค้น ในทางกลับกันหากมิตรวจค้นก็ย่อมเป็นที่ครหาของผู้อื่น

               “แม่นางหยุนจงกระทำในสิ่งที่สมควรเถอะ ผู้คนในสำนักต่างรับรู้ว่าข้าเป็นบุคคลเช่นไร”

             อู๋เซียงอ้าปากหาว กล่าวว่า “อย่าได้โอ้อวดเร็วนัก มันมิสายเกินที่จะคุยโวหากมิพบเจอสิ่งใด หรือมิฉะนั้นเจ้าจะสูญเสียใบหน้าหากมิสามารถเอาคำที่กล่าวกลับคืนมาได้”

             จากนั้นเหมือนว่าซูถิงยินดีช่วยหญิงสาว มันจึงเปิดประตู

              ฉิงหยานมองอู๋เซียงแล้วยิ้มเยาะให้ “มาตรวจค้นกัน ปกป้องสิ่งใดเจ้าคิดว่าข้าหวาดกลัวงั้นหรือ?”

            ร่างบางของฉิงหยานเดินเข้ามาภายในห้อง มองไปรอบโดยมิตั้งใจ พลิกหาสิ่งของเพื่อรับมือกับสายตาหลายร้อยคู่ที่จับจ้องอยู่

            เธอเดินไปตู้เก็บของข้างๆเตียงและเปิดเสียงดังราวกับปฏิบัติหน้าที่นี้เป็นประจำ

            เมื่อมองเข้าไปภายใน หญิงสาวตะลึงงัน มิสามารถเอ่ยความใดได้

            ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลกประตูทั้งสองข้างซึ่งถูกเปิดออก เปิดเผยให้เห็นถึงสิ่งของบรรจุอยู่ภายในครบถ้วน

            มันล้วนมีสีสันจัดจ้าน เต็มไปด้วยของสะสมคุณภาพอันสวยงาม มันคือชุดเอี๊ยมของสตรีทั้งหลายที่แขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้า!

            ใบหน้าของฉิงหยานนั้นซีดเผือก รู้สึกยุ่งเหยิงและกระดากอายนักเพราะชุดเอี๊ยมที่เพิ่งซักนั้นมันล้วนอยู่ในตู้เสื้อผ้าของซูถิง!

              น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ฉิงหยานหันไปมองซูถิงแววตาสับสนวุ่นวายต่อมาพลันก็เปี่ยมด้วยความรังเกียจและเดือดดาล กวาดคว้านชุดเหล่านั้นออกมาและทุ่มพวกมันใส่ใบหน้าของซูถิง

              ความหมายของการจ้องมองนั้นเหมือนกับมีดคมแหลมคม มันสามารถจู่โจมและทำร้ายผู้คนได้ตลอดเวลา

             อู๋เซียงหัวร่ออย่างพึงพอใจ แล้วถอนหายใจยาวด้วยใบหน้าเคร่งเครียด เดินผ่านออกจากฝูงชน

             ละครเรื่องนี้ถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว เขาจะถูกเปิดเผยหากยังคงสวมบทบาทต่อ ด้วยความชั่วร้ายและบิดเบือนมันเพียงทิ้งคำว่า “ผู้มีจิตวิปลาส!” ไว้  ใบหน้าของชายหนุ่มปรากฏความเศร้าและขัดเคือง มันเดินกลับห้องพักขณะบ่นพึมพำไปตลอดทาง

             มันบ่นพึมพำขณะเดิน “เวลานี้ข้าทราบแล้วว่าระดับสูงสุดของโจรคือเมื่อตัวโจรนั้นมาชุมนุมจับกุมโจร โดยปกติพวกมันจะแสดงท่าทีเป็นสุภาพชน แต่ข้ามิคาดคิดว่ามันจะเป็นบุรุษวิปลาสเยี่ยงนี้!”

              ซูถิงตกตะลึง มันยืนแน่นิ่งราวกับร่างกายถูกสายฟ้าฟาด มิสังเกตเห็นเอี๊ยมสีชมพูหวานที่เกาะอยู่หน้าอกตนเอง ละครฉากนี้เกิดประดุจดั่งว่าได้พบเจอภูตผีปีศาจ มันสูญเสียสติสัมปชัญญะหมดแล้วทั้งสิ้น

            ฉิงหยานเดินผ่านชายหนุ่มด้วยความรังเกียจซูถิงถึงก็พลันรู้สึกตัวขึ้นมา ตะโกนบ้าคลั่งว่า “ข้ามิได้กระทำ!”

           ถึงกระนั้นก็ตามภายใต้สถานการณ์ซึ่งมันถูกจับได้พร้อมกับของที่ถูกขโมยผู้ใดจะเชื่อเล่าแม้มันจะมีสองปากแก้ต่างให้ก็ตาม?

             จางเซียนและคนของมันย่อมรู้ความจริงข้อนี้ เพียงแต่มิเข้าใจว่าสิ่งของนี้สามารถโผล่มาในห้องของซูถิงได้อย่างไร พวกมันถูกบังคับให้ประสบความทุกข์ทนอย่างนิ่งเงียบ!

           แน่นอนว่าเวลานี้อู๋เซียงเป็นผู้ได้รับความสำราญที่สุด มันจัดการแบ่งเวลาอย่างเหมาะสมและนำสิ่งของที่ถูกขโมยพวกนี้เข้าไปไว้ภายในตู้เสื้อผ้าของซูถิงในอีกช่วงเวลายามคนผู้หนึ่งจากไปจากนั้นจึงกลับมาที่พักอย่างเงียบๆ

          ทักษะความสามารถปัจจุบันของอู๋เซียงนั้นมีมากเกินแล้วหากต้องหลบซ่อนความเคลื่อนไหวจากนักสู้ฝึกหัดเหล่านี้

          ซูถิงรู้สึกหดหู่รันทดยิ่งนัก อาจจะเอ่ยได้ว่า “ออกไปเหมือนแกะขนฟูฟ่องและตอนกลับถูกเล็มขน”

          หากมันต้องการอธิบายเรื่องนี้ตามตรงก็คือ “หย่อนก้อนหินลงเท้าตนเอง”

          คำอธิบายง่ายๆคือ “มันฝังตนเองลงหลุมที่ขุดเอง…”

         ทันทีเมื่อมีข่าวคร่าวว่าซูถิงขโมยชุดเอี๊ยมของสตรีทั้งหลายกระจายออกทางช่องทางต่างๆ มิใช่เรื่องสลักสำคัญนักที่จะปิดกั้นข่าวสาร และแม้ว่ามันจะมีอำนาจเท่าไรย่อมมิอาจปกปิดท้องฟ้าทั้งหมดของสำนักต่อสู้ได้

            ผู้ดำรงตำแหน่งสูงของสำนักต่างตกใจเช่นกัน เหล่าซือฝุถูกรุมกลุ้มอย่างหนักในทุกด้าน ในมุมหนึ่งพวกเขาต้องระงับโทสะความเกรี้ยวกราดของสตรี และในอีกมุมหนึ่งก็จำเป็นต้องพูดคุยกับอารมณ์ของซูถิง ในเวลาเดียวกันยังต้องปกป้องชื่อเสียงของสำนักต่อสู้เช่นกัน

            ทางสำนักได้จัดการให้มีการสอบสวนเรื่องดังกล่าวเวลากลางคืน รวบรวมพยานหลักฐานและคำรับรองต่างๆ ในท้ายที่สุดย่อมบรรลุผล-

            ซูถิงมิได้เป็นผู้กระทำแต่มีผู้อื่นวางแผนใส่ร้าย

           เหตุผลนั้นง่ายดายนัก ช่วงเวลาของเหตุการณ์ซูถิงได้รับการฝึกฝนอยู่กับนักสู้ฝึกหัดอีกหลายคน มันเป็นข้อแก้ตัวที่สมบูรณ์แบบมากเสียจริง

           นอกจากนี้คนเหล่านั้นได้แก้ต่างปกป้องซูถิงแทน ทำให้สามารถผ่อนคลายสถานการณ์ลงได้

           แน่นอนผู้คนส่วนใหญ่ล้วนวิพากษ์วิจารณ์สำนักเมื่อประกาศผลออกมา สำหรับกระบวนการซึ่งพวกมันใช้จัดการสถานการณ์นั้นผู้คนต่างก็ดูถูกเหยียดหยาม

           ผู้ใดจะเชื่อเรื่องเลอะเทอะเช่นนี้?

           บรรดานักสู้ฝึกหัดซึ่งเป็นพยานให้กับซูถิงต่างมิใช่มิตรสหายของมันทั้งหมดหรือ? มีความเป็นไปได้อย่างสูงว่าพวกมันย่อมปลอมแปลงหลักฐาน แน่แท้ว่าเจ้าหน้าที่ของสำนักศึกษาเป็นผู้กำหนดกฎเงื่อนไขหากต้องการปกป้องซูถิงแล้วท่านคงได้แต่ต่อว่าอย่างเงียบเท่านั้น

          และเพราะว่าทางฟากฝั่งของสตรีต่างมิพอใจกับผลสอบสวน ดังนั้นจึงพากันหยุดเรียนและเรียกร้องให้ผู้อาวุโสมอบคำตอบที่ดีกว่านี้

            จินปูยี่ต้องร่ำร้องไห้ ชั่วเวลาเพียงหนึ่งคืน ผมหนึ่งส่วนสามของมันย่อมเปลี่ยนเป็นสีขาวอย่างแน่แท้ …