0 Views

              แก๊ง แก๊ง แก๊ง!

             เสียงระฆังถูกเคาะดังลั่นขึ้นในคืนอันเงียบสงบของสำนัก สัญญาณเตือนดังสนั่นน่ากลัวยามเที่ยงคืน

             “ขโมย มีขโมยเข้ามาลักของ”

             “ตามจับขโมยเร็ว มันกระโจนออกจากฝั่งของสตรี”

             ทุกอย่างราวกับถูกซักซ้อมไว้ดิบดี ไม่นานหลังจากนั้นนักสู้ฝึกหัดหลายสิบคนรีบวิ่งออกจากห้องพักของตัวเอง ต่างถือคบเพลิง เคาะประตูห้องผู้อื่น

             “ตื่นๆ เราต้องตามจับหัวขโมย!”

            สักครู่หนึ่งก็มีเสียงร้องดังขึ้นมาจากทางฝั่งที่พักของสตรี

            “เอี๊ยมของข้าอยู่ที่ใดกัน?”

           “อ่าห์? ชุดเอี๊ยมของข้าพวกมันล้วนหายไปทั้งหมด!”

           “บัดซบนัก แล้วข้าจะสามารถหาเอี๊ยมที่ใดมาใส่กันเล่า?”

            ภายในสำนักล้วนเกิดความโกลาหลวุ่นวายอย่างยิ่งเมื่อมีการตรวจค้นที่พักทั้งสองฝั่งเพื่อหาผู้ร้าย เด็กหนุ่มหลายคนที่กำลังนอนหลับอยู่บนเตียงมิเต็มใจลุกรีบกระโดดปุบปับออกไปพร้อมกับความพลุกพล่านของบุรุษเพศตอนพวกมันได้ยินเรื่องราวของหัวขโมยจากทางฝั่งห้องพักของอิสตรี

            นี่ย่อมเป็นเรื่องล้อเล่นขบขันอย่างแท้จริง? ชายหนุ่มทั้งหลายต่างมิมีโอกาสเที่ยวเล่นกับแม่นางทั้งหลาย หากพวกมันไม่ถือโอกาสนี้ช่วยเหลือแล้วโอกาสครั้งหน้าจะเกิดขึ้นเมื่อใดกัน?

            เหล่าชายหนุ่มเลือดร้อนแรงแปรเปลี่ยนเป็นปีศาจอันกระหายทันทีเมื่อทราบว่าโจรชั่วช้านั้นได้ลักขโมยชุดเอี๊ยมของแม่นางน้อยไป พวกมันกำหมัดและสบถเสียงดังระหว่างทางเดิน

          “มารดามันเถอะ มันกล้ากระทำนิสัยต่ำช้าเช่นนี้ได้เยี่ยงไร?”

          “โอ้ นี่มันไร้ยางอายมากนัก ข้าแน่ใจว่ามันมิจำเป็นต้องกระทำสิ่งนี้หากปรารถนาตัวแม่นางที่งดงาม?”

          “เจ้ามิเข้าใจนี่ล้วนเป็นสิ่งของนำโชค”

         เมื่อเด็กหนุ่มได้มารวมตัวกันในบริเวณลานสี่เหลี่ยมข้างที่พัก ถกเถียงบทสนทนาอย่างครึกครื้น ในขณะซูถิงนั้นยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางฝูงชนด้วยใบหน้าเคร่งขรึม

         เขาหันไปหานักสู้ฝึกหัดผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ข้างกันและเอ่ยถาม “ลี่เฟยเจ้าเป็นผู้แรกที่เห็นหัวขโมยใช่หรือไม่?”

           ลี่เฟยตอบกลับรวดเร็ว “ขอรับนายน้อยซู! ข้านอนหลับๆตื่นๆ ไปห้องล้างจาน ด้วยมิต้องการกลับห้องพักเลยจัดการธุระที่มุมห้องต่อ และเมื่อข้าเดินมาได้ครึ่งทางก็มีร่างเงากระโดดข้ามจากอีกฝั่งของกำแพง มันคงตกใจที่เห็นข้าเข้า”

            “เจ้าจดจำรูปลักษณ์ของขโมยนั่นได้หรือไม่?” ซูถิงถามอีกครั้ง

            “ข้ามิเห็นมันดีนักเพราะข้าหลับๆตื่นๆอยู่ แต่ขโมยนั้นมองเห็นตัวข้า มันตื่นตกใจเลยวิ่งหนีออกทางระเบียงทางเดิน ข้างนอกมืดยิ่งนักข้าเลยมิทราบว่ามันจะไปที่ใด”

               ซูถิงพยักหน้าแล้วกล่าวน้ำเสียงอันดัง “ทุกคนเงียบ! พวกเราต้องตามหามันในบริเวณรอบๆ หากมันวิ่งไปทางด้านระเบียงทางเดินซึ่งเป็นบริเวณที่พักบุรุษนั่นย่อมหมายความว่าขโมยผู้นี้อาจเป็นหนึ่งในพวกเรา!”

            “มีขโมยอยู่ในกลุ่มของพวกเราหรือ? ย่อมเป็นเช่นนั้น”

            “หากเจ้าหัวขโมยเป็นคนในนั่นเป็นเรื่องอันยุ่งยากนักที่จะป้องกัน นอกจากนี้คนนอกล้วนมิคุ้นเคยกับสถานที่ ข้าคิดว่าอาจเป็นไปได้อย่างมากที่เจ้านั่นจะเป็นหนึ่งในพวกเรา!”

          ท่ามกลางผู้คนกำลังแสดงความคิดเห็นต่างๆนานา

          จางเซียนซึ่งเป็นสหายของซูถิงได้เสริมแรงกระตุ้นเข้าไปอีก “หากหัวขโมยเป็นหนึ่งในพวกเราแล้วย่อมหาเจอได้ง่าย เราจะเรียกบุรุษทั้งหมดและตรวจหาแต่ละห้องพัก มันตกใจกลัวที่มีบุคคลอื่นพบเจอเป็นไปได้ว่ามันต้องอยู่มิไกลจากสถานที่ซ่อนสิ่งของไว้”

            “ใช่” ซูถิงเห็นด้วย “นายน้อยจางกล่าวถูกต้องแล้ว หากทุกคนเห็นด้วยเราจะแบ่งผู้คนออกเป็นสามกลุ่ม สองกลุ่มจะตรวจตราทั้งสองฝั่งของทางเดินและการเคลื่อนไหวของผู้คน ส่วนที่เหลือมีหน้าที่ตรวจค้นห้องพัก!”

             จางเซียนกล่าวเสริม “ข้าแนะนำว่าควรไปยังห้องพักของผู้อื่นที่มิได้ออกมาเวลานี้ เราควรตรวจสอบคนเหล่านั้นเป็นลำดับแรกเหตุเพราะว่าเป็นบุคคลน่าสงสัยมากที่สุด”

              “อืม”  หลังจากซูถิงแบ่งกลุ่มชายหนุ่มทั้งหลายออกเป็นสามกลุ่มและแยกย้ายกันออกไป ในทางตรงกันข้ามตัวมันกลับมาที่กำแพงและเอ่ยถ้อยคำเสียงดังชัดเจน “แม่นางทั้งหลายอย่าได้กังวลพวกเราเริ่มสืบหาตัวขโมยแล้ว แน่นอนว่าจะแจ้งให้ทราบทันทีหากพบเจอสิ่งน่าสงสัย”

            น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้นจากอีกฝั่ง หลังจากชายหนุ่มกล่าวจบลงแล้ว “มิจำเป็นต้องรอ ข้าจะตรวจสอบเรื่องราวด้วยตนเองมิฉะนั้นพวกเจ้าอาจปกปิดเรื่องราวให้แก่กันและกัน”

            ร่างบางปรากฏขึ้นจากกำแพง หญิงสาวยืนแนบนิ่งกลางลานสี่เหลี่ยม เธอมองเหลือบมองชายหนุ่มด้วยท่าทางอันเยือกเย็น นัยน์ตาทั้งสองเต็มไปด้วยความรังเกียจ

            “แม่นางหยุนมีสิ่งของอันใดของเจ้าถูกขโมยหรือไม่?” ซูถิงเรียกหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม

            “ซูถิงอย่าได้พยายามเข้าใกล้ข้านัก ควรเริ่มการตรวจสอบโดยพลัน คืนนี้ยังอีกยาวไกลอย่าให้หัวขโมยมันหนีได้!” หญิงสาวผู้นี้มีชื่อแซ่ว่าหยุนฉิงหยาน เป็นสมาชิกของตระกูลหยุน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองวารีนี้ สถานะทางสังคมเฉกเช่นเดียวกับครอบครัวตระกูลชนชั้นสูง ดังนั้นเธอจึงเป็นบุปผาเลอค่าที่โดดเด่นเหนือบุปผาอื่น

             ในคืนนี้หญิงงามรู้สึกโกรธเคืองยิ่งนักเพราะสูญเสียชุดเอี๊ยมสองตัวที่แขวนไว้ด้านนอก

              ด้านซูถิงนั้นมิได้เคืองโกรธเลยแม้ว่าฉิงหยานจะพูดกับมันเช่นนี้ มันเพียงยิ้มแย้ม “ทางนี้แม่นางหยุน”

           หยุนฉิงหยานมีลักษณะดุดันแข็งกร้าวยิ่งขึ้นเมื่อทำการตรวจสอบ หญิงสาวเหลือบมองรอบๆทางเดิน กระแทกเท้าใส่ประตูที่ปิดไว้

            คนทั้งหลายเมื่อเห็นฉิงหยานรีบร้อนกระทำบุ่มบ่ามอย่างมุ่งมั่น นักสู้ฝึกหัดหลายคนซึ่งเกรงกลัวปัญหา เพียงอาศัยอยู่หลังประตูบ้าน ใช้เวลาเพียงน้อยนิดห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าห่ม พวกเขามิพยายามพูดคุยตัวเธอมากนัก

              หญิงสาวมิได้ไล่ต้อนจนมุมมากระหว่างค้นหา ภายหลังเสร็จสิ้นแล้วเธอเพียงทิ้งคำว่า “ขออภัยด้วย” ฉิงหยานเสร็จสิ้นการค้นหาแล้วสามสถานที่ จนมาถึงแห่งที่สี่ เป็นอีกครั้งที่เจ้าหล่อนเตรียมพร้อมจะเตะประตู

           แต่คราวนี้นางมิสามารถทำให้ประตูเปิดได้

           ฉับพลันใบหน้างดงามของฉิงหยานเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมราวกับว่ามันถูกปกคลุมด้วยชั้นของน้ำแข็ง

            “ผู้ใดอยู่ที่นี่?”

          จางเซียนผุดยิ้มหัวเราะ กล่าวว่า “อาจเป็นบุตรชายสกุลฉินจากเมืองฝั่งตะวันออก”

            “เป็นเขาหรือ?” หญิงสาวหัวเราะเย้ยหยันเพราะรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ช่างไร้มารยาทยิ่งนัก ท่ามกลางห้องพักของบุรุษอื่นนั้นล้วนเปิดประตูออกไว้เล็กน้อยเมื่อได้ทราบข่าวว่าเธอเป็นผู้มาตรวจ อย่างไรก็ตามคนผู้นี้กลับกล้าปิดประตูและมิได้แสดงความยำเกรงใดๆทั้งสิ้น!

            ซูถิงเพียงชำเลืองตาย่อมทราบเป้าหมายของจางเซียนทันที มันเดินขึ้นไปยังห้องพัก กระแทกประตูเหล็กหนัก “บุตรชายแห่งสกุลฉิน เจ้าตายแล้วหรือ! แม่นางหยุนมาตรวจค้นเหตุใดเจ้าจึงปิดประตู หรือเจ้าหวาดกลัวอะไรกันแน่?”

            มิมีการตอบสนองใดๆเกิดขึ้น ภายหลังจากชายหนุ่มเปล่งเสียงไปชั่วขณะหนึ่งแล้ว

            ใบหน้าของฉิงหยานเคร่งขรึมขึ้นมากกว่าเดิม เป็นครั้งแรกที่หญิงสาวได้พบเจอกับบุรุษที่มิยำเกรงหวาดกลัวตนเอง และสำคัญที่สุดคือมันเป็นเพียงลูกหลานของชนชั้นต่ำเท่านั้น!

            “มิเปิดหรือ? งั้นก็อย่าได้ติเตียนหากข้าใช้กำลังข่มเหง”

             ร่างบางพลันถอยหลังสองก้าวจัดเตรียมท่าทาง ขณะที่หญิงสาวกำลังจะเตะประตูด้วยความเรี่ยวแรงทั้งหมด ประตูกลับถูกเปิดเสียงกร๊อกแกรก มันถูกเปิดจากด้านใน

            อู๋เซียงปรากฏตัวพร้อมกับใบหน้าง่วงนอน บ่นพึมพำพลางขยี้ดวงตา “พวกเจ้ามาทำสิ่งใดเวลาดึกดื่นเช่นนี้กัน?”

          การแสดงออกของเขานั้นเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาบริสุทธิ์

            น่าอายยิ่งนัก ฉิงหยานชักเท้ากลับกล่าวเพียงว่า “พวกเราเคาะประตูห้องเจ้าพักหนึ่งแล้ว เจ้ามิได้ยินเสียงใดหรือ?”

            “เอาเถอะเหตุใดจึงมาเคาะประตูเวลากลางดึกเช่นนี้กัน ข้ากำลังฝันอย่างจริงจังว่าได้ตบแต่งกับหญิงงามล่มเมืองผู้นี้ และน่าเสียดายนักที่มันกลับพังทลายลงแล้วขอบคุณพวกเจ้ามากจริงๆ” ชายหนุ่มกล่าววาจาพกเพ้อและคร่ำครวญตัดพ้อด้วยท่าทางอันหน้าด้าน

            “หยุดแสดงละครเสียที สตรีทั้งหลายล้วนถูกขโมยชุดเอี๊ยมและเจ้าหัวขโมยผู้นี้ย่อมเป็นหนึ่งในพวกเรา หากแม้นว่าเจ้าเป็นผู้บริสุทธิ์จริงเหตุใดจึงมิให้แม่นางหยุนตรวจค้นห้องเจ้ากัน หากมิมีสิ่งผิดปกติเจ้าย่อมสามารถนอนหลับกลับไปยังความฝันนั้นได้” จางเซียนกล่าวด้วยรอยยิ้มชั่วร้าย

            “ตรวจห้องของข้าหรือ? ด้วยสาเหตุใดกัน? ” ชายหนุ่มกรอกกลิ้งนัยน์ตา มิสบอารมณ์นักเมื่อได้ยินคำเหล่านี้

            “อู๋เซียงเจ้าอย่าหน้าด้านเสียให้มาก หากมิยินยอมให้เราตรวจค้นนั่นหมายถึงเจ้ากำลังซ่อนบางสิ่งไว้” จางเซียนเสริมขึ้นมากล่าวหาตัวของอู๋เซียง

            “โอ้? นี่หมายถึงว่าพวกเจ้าทุกคนก็มิได้ปกปิดสิ่งใดไว้แน่หรือ? เหตุใดจึงมิให้แม่นางหยุนตรวจค้นห้องของเจ้าลำดับแรกเหมือนกันเล่า? “

            “เจ้านี่ช่างพูดมากนัก นี่หมายความว่าเจ้ามิยินยอมให้ข้าค้นห้องหรืออย่างไร ” ฉิงหยานเอ่ยน้ำเสียงเย็นเยือก

             “ย่อมสามารถทำได้ อย่างไรก็ตามข้าจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่านี่มิใช่กลอุบายสำหรับข้าผู้เดียว? หากต้องการตรวจค้นเจ้าต้องตรวจค้นห้องของบุรุษเพศทั้งหมด หากเป็นห้องข้าเพียงผู้เดียวอย่าได้แม้แต่คิดจะเข้ามา”

             หญิงสาวตอบกลับว่า “แน่นอนข้าย่อมตรวจค้นยังสถานที่อื่นๆอยู่แล้วทั้งสิ้น มิจำเป็นต้องสั่งสอนข้าในเรื่องนี้”

              “ไม่เลย ไม่อย่างเด็ดขาด” แม้ว่าอู๋เซียงจะยกยิ้มเบื่อหน่ายเท่าไร มันปฏิเสธแต่มิยอมขยับเคลื่อนที่สักนิด “พวกเขาต้องให้คำมั่นเช่นกัน ผู้ใดเล่าจะรับผิดชอบหากพวกเขาปฏิเสธขึ้นมา?”

              ซูถิงกล่าวอย่างสงบนิ่ง “อู๋เซียง ฝ่าเท้าของผู้ซื่อตรงย่อมมิเกรงกลัวรองเท้าที่คดงอ เจ้ากำลังวางแผนสิ่งใดอยู่หรือ?”

              “ข้าเพียงกังวลว่าฝ่าเท้าของบางคนนั้นล้วนคดงดอยู่ก่อนแล้ว และเงาขอมันอาจบิดเบี้ยวเกินไปที่จะซื่อตรงเสียแล้ว หัวขโมยผู้นั้นล้วนถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวข้าไว้แต่แรก ดังที่ข้าได้เอ่ยไว้ก่อนข้าย่อมยินยอมให้ตรวจค้นได้หากพวกเจ้าตรวจค้นห้องพักทั้งหมดเช่นกัน ซูถิงเหตุใดเจ้าจึงมิทำตัวเป็นแบบอย่างเล่านับแต่เจ้าซึ่งเป็นบุตรหลานของชนชั้นสูงเล่า?”

              ซูถิงเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง “ข้าจะมิกล่าวสิ่งใดมากความหากแม่นางหยุนต้องการตรวจสอบห้องพักของข้า”

               จางเซียนย่อมเห็นด้วย “เจ้าสามารถตรวจค้นที่พักข้าได้ทุกเมื่อเวลา”

             โดยปราศจากความลังเลผู้คนอื่นทั้งหมดต่างพยักหน้าและตัดสินใจแสดงให้เห็นว่าพวกมันมิได้ซ่อนสิ่งใดไว้

               ฉิงหยานรู้สึกค้างคาใจเมื่อเห็นว่าอู๋เซียงยืนยันหนักแน่นกับการกระทำเช่นนี้ หญิงสาวกล่าวน้ำเสียงเย็นหลังจากทุกคนเห็นด้วยกับการตัดสินใจ “เจ้าได้รู้เห็นเจตนาของทุกคนในที่นี่แล้ว อู๋เซียงอย่าตำหนิข้าที่ใช้กำลังบังคับหากเจ้ายังมิยอมขยับออกไป”

             ชายหนุ่มเกลียดนักเมื่อผู้อื่นบังคับข่มขู่มัน มันผุดรอยยิ้มเย็นขึ้นทันทีพร้อมกล่าวน้ำเสียงเบาว่า “ตัวข้ามิใส่ใจนักว่าเจ้าจะไร้มารยาทธรรมเนียมปฏิบัติเช่นไร ข้าย่อมยินยอมให้เจ้าตรวจค้นห้องของข้าได้ แต่โปรดจำไว้ว่าข้ามิได้กระทำเช่นนี้เพื่อแสดงยำเกรงหวาดกลัวต่อตัวเจ้า ข้าแค่อยากรับชมว่าผู้ใดจะเป็นตัวตลกของเรื่องในตอนจบเพียงแค่นั้น”

             โดยปกติแล้วอู๋เซียงนั้นเป็นสุภาพบุรุษต่อสตรีเพศ แต่มันกลับรำคาญยิ่งนักกับตัวตนอันก้าวร้าวท่าทีข่มศีรษะอยู่เหนือผู้อื่นและความยโสอวดดีของหยุนฉิงหยาน

            เขาเปิดประตูให้กว้างเปิดเผยให้เห็นถึงห้องพักของมันกับฝูงชนทั้งหลาย

             “จงทำในสิ่งที่เจ้าต้องการเสีย แม้อาจรู้สึกผิดหวังหากเจ้ายังอยู่ที่นี่เพื่อรับชมการกระทำอันโง่เง่าของข้า!”

            ซูถิงเหลือบมองดูลี่เฟยผ่านๆเพราะมันเป็นหนึ่งในสองผู้ลักขโมยสิ่งของของแม่นางทั้งหลาย นอกจากนี้มันยังเป็นผู้กล่าวหาอู๋เซียง ดวงตาเจ้าเล่ห์เลื่อนจับจ้องไปยังกระเป๋าเสื้อผ้าเดินทางซึ่งอยู่ใต้เตียงเมื่อเห็นว่าซูถิงมองมาที่มัน

                ในท้ายที่สุดสายตาของฉิงหยานก็สอดส่องเจอกับกระเป๋าใบนี้ หลังจากกวาดตาค้นหารอบห้องพักทั้งหมด หญิงสาวเกี่ยวกระเป๋าขึ้นมาด้วยฝ่าเท้า

                อู๋เซียงแสยะยิ้ม “แม่นางหยุนหากเจ้ารู้สึกว่ากระเป๋าเดินทางของข้าที่อยู่ในมือเจ้าแล้วนั้นมันสกปรกโสมมนัก จงอย่าได้เปิดมันเสีย ความหมายของการเกี่ยวสิ่งของด้วยเท้านี่เป็นอย่างไรกัน? ย่อมมิใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสมนักกับการแสดงภูมิความรู้เชาว์ปัญญาอันสูงส่งเจ้าเห็นด้วยหรือไม่แม่นาง?”

               หญิงงามหันหลังกลับ จ้องมองอู๋เซียงอย่างมีความหมาย นัยน์ตาวับวาวเต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ราวว่ามันนั้นเป็นฝุ่นละออง

               ขณะที่จางเซียนนั้นกลับเริ่มกระสับกระส่าย ซูถิงก็จับจ้องกระเป๋าใบนั้นมิหยุดนิ่ง ดวงตาทั้งหมดล้วนถูกตรึงบนกระเป๋าใส่ของนั้น

              เวลานี้ประดุจว่าความชั่วร้ายทั้งหมดของโลกล้วนถูกซุกซ่อนไว้ในกระเป๋าเดินทางใบนี้!