0 Views

            ฝูงชนมหาศาลยืนจับกลุ่มกันอยู่บริเวณลานวารีขนาดใหญ่ นักสู้ฝึกหัดหลายหมื่นชีวิตเบียดเสียดแน่นขนัดตามบริเวณ การทดสอบของนักสู้ฝึกหัดครั้งล่าสุดได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!

             ท่ามกลางผู้ชนแม้ว่าอู๋เซียงจะมิได้โดดเด่นแต่เขาก็มิได้แสร้งทำให้ตนดูน่าเวทนา ความจริงแล้วการทดสอบในระดับนี้ดูอ่อนด้อยนัก สำหรับตัวของเขานั้นมันดูมิเหมาะสมที่จะต้องคลุกคลีอยู่ท่ามกลางเด็กวัยเยาว์ทั้งหลาย

             แต่เมื่อเข้าตาหลิ่วแล้วก็ต้องหลิ่วตาตาม โลกนี้ได้สร้างกฎเกณฑ์ไว้หากมิผ่านการทดสอบย่อมมิจะได้รับการจารึกชื่อแซ่ในฐานะนักสู้กำลังพื้นฐานและนักสู้กำลังแก่นแท้

             การทดสอบนี้เป็นก้าวแรกสำหรับเส้นทางการฝึกฝนวิชาต่อสู้ ทุกคนต้องก้าวข้ามผ่านจนกว่าท่านจะมีพลังถึงระดับศักดาแห่งเทวะเพื่อทำให้ผู้ดูแลมอบดวงไฟมรกต

             ขั้นแรกผู้ตัดสินได้ประกาศกฎบังคับชี้แจงรายละเอียดต่างๆอู๋เซียงมิได้ใส่ใจกับเรื่องกฎนักเป็นเพราะว่าเขาได้ศึกษามันแล้วก่อนเขาจะมาที่นี่

             การสอบนั้นแบ่งออกเป็นสามแบบทดสอบซึ่งแตกต่างกันนั่นคือการทดสอบความพละกำลังเรี่ยวแรง การทดสอบความว่องไวและการทดสอบพลังอำนาจ

             การทดสอบพละกำลังเป็นการทดสอบขีดจำกัดอันหลากหลายของความแข็งแกร่ง โดยจะทดสอบแขน ช่วงลำตัว ขา สมรรถนะร่างกายและอื่นๆอีกมากมาย

            พวกเขาใช้วิธีการดั้งเดิมในการทดสอบกำลังแขนและความแข็งแกรงของลำตัวนั่นคือการยกลูกเหล็ก และใช้วิธีการดั้งเดิมอันลึกซึ้งมากขึ้นทดสอบความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขาและสมรรถนะร่างกายสิ่งนั้นคือวิ่งระยะไกล

            ทันทีที่กรรมการตัดสินได้ออกคำสั่ง นักสู้วัยเยาว์นับหมื่นคนเริ่มออกตัววิ่งทันที เงื่อนไขการทดสอบครั้งนี้คือการวิ่งระยะไกลถึงห้ารอบนอกกำแพงเมือง ระยะทางรวมทั้งหมดเกือบสองร้อยลี้

            เมื่อวิ่งได้แต่ละรอบจะได้รับเครื่องหมายรูปบุบผาจากสถานที่กำหนดสองแห่งเพื่อยืนยันว่าได้วิ่งครบถ้วนสมบูรณ์ตามระยะทางแล้ว เหล่าหัวขโมยทั้งหลายจะถูกขับไล่ออกจากทดสอบและจะมิได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมอีกครั้ง

                อู๋เซียงนั้นมิได้ออกวิ่งอย่างผู้ไร้ปัญญาชน อย่างไรก็ตามมีเพียงมิกี่คนเท่านั้นที่สามารถตามติดฝีเท้าของเขาได้แม้ว่าเขาจะวิ่งอย่างเชื้องช้าก็ตาม

             ในรอบแรกหนี่ตู่ได้จับกลุ่มกับนักสู้วัยเดียวกันอีกสองสามคนจงใจปิดกั้นเส้นทางของชายหนุ่ม ดูราวกับว่ามันต้องการให้อู๋เซียงมีปัญหา แต่อีกฝ่ายกลับมิได้แสดงความรู้สึกสิ่งใดแม้ว่าชายหนุ่มจะแอบฝังเข็มเงินปิดผนึกจุดหนึ่งบนร่างของหนี่ตู่ เขาได้ฝังเข็มลงบริเวณที่สำคัญที่สุดเช่นที่เอว

             อู๋เซียงหัวร่อเสียงเย็นและวิ่งผ่านพวกมันไป หนี่ตู๋ยังคงมิทันรู้ตัวและยังหลงละเมอเข้าใจผิดว่าอู๋เซียงหวาดหวั่นมัน เช่นนั้นมันจึงสวมบทบาทวางท่าใหญ่โต ด้วยว่าเขายังมิทราบว่าอู๋เซียงได้กระทำบางอย่างกับร่างกายของตน นั่นจึงเป็นเหตุที่ว่าเขามิสามารถวิ่งห้ารอบได้เสร็จสิ้น

             จากนั้นในรอบที่สองมิมีผู้ใดวิ่งเร็วเทียบเท่าอู๋เซียง เมื่อถึงรอบที่สามชายหนุ่มก็วิ่งนำหน้าผู้อื่นล่วงหน้าเข้าไปถึงหนึ่งรอบ

             และเมื่อวิ่งเข้ารอบที่ห้า เขาก็เห็นตัวโง่เง่าเช่นหนี่ตู่กำลังวิ่งเคลื่อนที่เหมือนกับหอยทาก ใกล้จุดเริ่มต้นของรอบที่สี่

             ยามวิ่งครบเสร็จสิ้นห้ารอบเขาก็กลับเข้าไปยังตัวเมือง กรรมการคุมสอบยังคงงีบหลับอยู่ พวกเขารู้สึกเหลือเชื่อเมื่อเห็นบุคคลหนึ่งกลับมาพร้อมเครื่องหมายบุบผาทั้งสิบดอก

              พวกเขาตรวจสอบเครื่องหมายบุบผานับหลายครั้งและพลันตระหนักว่านี่เป็นของจริงไร้ซึ่งร่องรอยการปลอมแปลงทั้งสิ้น เมื่อเหลือบมองและก็ค้นพบว่ามันสามารถทำเวลาได้รวดเร็วยิ่งกว่าเวลาที่บันทึกไว้ทั้งหมดก่อนหน้านี้!

             ผู้ใดมาถึงก่อนย่อมได้เริ่มต้นก่อน การทดสอบต่อไปคือการยกลูกเหล็ก ปรากฏแนวลูกเหล็กถูกวางไว้เบื้องหน้าอู๋เซียง

             เริ่มจากหนึ่งร้อยห้าสิบกิโลไปหาสองร้อยสามร้อยสี่ร้อยจนสิ้นสุดที่เจ็ดร้อยห้าสิบกิโล ลูกเหล็กแต่ละอันห่างกันที่ห้าสิบกิโลกรัม

              เขามิต้องการแสดงตัวตนโดดเด่นนักแต่อย่างไรด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของเขาแม้แต่ลูกเหล็กที่หนักที่สุดก็ยังนับว่าเบาเกินไปด้วยซ้ำ

             “มิมีหนักกว่านี้ใช่หรือไม่?” เขาสอบถามอย่างละเอียด

             “อะไรนะ? เจ้าเป็นเพียงแค่นักสู้ฝึกหัดผู้เยาว์วัยผู้หนึ่งเท่านั้น! หากเจ้าต้องการแสดงความอาจหาญมากนักก็จงไปที่หมายเหตุแห่งศักดา ที่นั่นพวกเขามีลูกเหล็กหนักสองพันห้าร้อยกิโล!” ผู้คุมสอบมิชมชอบบุรุษจองหองผู้นี้จึงกล่าวตำหนิเขาทันที โดยหวังจะราดหม้อน้ำเย็นลงบนศีรษะของชายหนุ่ม

              “ตกลง! ข้าจะไปเริ่มต้นที่นั่น! ” เขาทอดตัวลงเผยรอยยิ้มอันขมขื่นเพราะพวกเขาเข้าใจมันผิด เขาช่วงชิงลูกเหล็กเจ็ดร้อยห้าสิบกิโลมาด้วยกำลังเพียงเสี้ยวนิด เขายกมันขึ้นเก้าครั้งติดโดยมิหยุดยั้งลมหายใจยังคงสงบนิ่งและใบหน้าของเขาก็มิมีสัญญาณการออกแรงใด เขาเอ่ยถามขณะยกลูกบอลเหล็กขึ้นบนไหล่ “จริงด้วยข้าขอถามท่านเสียหน่อย ข้าต้องยกมันกี่ครั้งถึงจะได้รับคะแนนอันสมบูรณ์หรือ?”

              “พอ… พอแล้ว ” ผู้คุมสอบจ้องมองอู๋เซียงราวกับตัวประหลาด เขาเพ่งมองข้อมูลในใบลงทะเบียนอย่างโง่งม “นี่เจ้าอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้นหรือ?”

              “การหลอกลวงอายุนี้ข้าคิดว่าย่อมได้รับสิทธิ์เพียงชนชั้นสูงเท่านั้นมิใช่หรือ? แล้วท่านเคยเห็นบุตรหลานชนชั้นต่ำได้รับสิทธิพิเศษพวกนี้หรือไม่?” เขาถามเชิงรำพึง

             “นี่มันบ้าไปแล้ว!” ชายผู้นั้นกระซิบ ในพริบตาเขาก็เปลี่ยนกลับมาเป็นบุคลิกผู้เคร่งขรึม “ต่อให้เจ้ามีความแข็งแรงเพียงใดแต่ก็มิได้หมายความว่าเจ้าจะทำได้ดีในการสอบอีกสอบครั้งสองหรอกนะ การทดสอบต่อไปคือการทดสอบความว่องไว! ไปยังสถานทดสอบเสีย!”

             ผู้คุมสอบผู้นี้ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อภายหลังที่อู๋เซียงเดินออกไปแล้ว มันคว้าแขนของผู้คุมสอบอีกผู้หนึ่งและตะโกนน้ำเสียงตื่นเต้น “ข้าสัมผัสได้ว่ากำลังจะมีอัจฉริยะปรากฏตัวขึ้นจากเมืองวารี!”

             ภายในพื้นที่ทดสอบความคล่องตัวผู้ดูแลการทดสอบมิกี่คนนั่งอยู่ที่นั่นด้วยความเบื่อจนสามารถตบตีแมลงวันได้

             เนื่องจากการวิ่งระยะไกลยังมิเสร็จสิ้นนี่จึงมิใช่เวลาการทำงานของพวกมัน และดวงตาของทุกคนต่างก็เบิกกว้างและจ้องมองเมื่อมีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาภายในพื้นที่รับผิดชอบของพวกมัน

              ชายหนุ่มรู้สึกขาดความเชื่อมั่นขณะที่สายตาของผู้คนจ้องมองมา เขาเกาศีรษะและถามว่า “ข้ามาผิดสถานที่เช่นนั้นหรือ?”

             “เจ้ามาที่นี่เพื่อทดสอบสิ่งใด?” หนึ่งในผู้ดูแลการสอบเอ่ยถามหลังยืนยิ่งเงียบไปชั่วขณะ

             “การทดสอบความว่องไว”

             “เช่นนั้นเจ้ามาถูกแล้ว” หนึ่งในผู้คุมสอบซึ่งมีเคราสีขาวยาวลุกขึ้นยืนมันพูดกับเพื่อนว่า “เจ้าได้ทดสอบความแข็งแรงแล้วเช่นนั้นหรือ? ดูเหมือนว่าในเมืองวารีอันน้อยนิดนี้กลับมีตัวตนอัจฉริยะดำรงอยู่!”

             ชายชราหยิบกระดาษซึ่งมีรายงานข้อความก่อนหน้า เมื่อจ้องมองดูก็พลันตกใจเล็กน้อย ชายชรารีบกลับมาคงไว้ซึ่งความเป็นปกติ มันสะบัดแขนพร้อมกล่าวว่า “ตามข้ามา!”

            เมื่อพวกเขามาถึงจุดศูนย์กลางของบริเวณพื้นที่ทดสอบชายชราผู้คุมสอบอธิบายว่า “การทดสอบความว่องไวมีอยู่สามระดับคือง่าย ปานกลางและยาก เจ้าวางแผนจะเลือกระดับใด?”

            “ระดับยาก!” เขาตอบโดยมิต้องคิดมาก

            “ได้ ระดับง่ายคือเจ้าจะต้องหลบหนีก้อนกรวดซึ่งลอยออกมา มีอยู่ทั้งหมดสิบก้อนหากจะผ่านต้องอยู่ที่จำนวนหกก้อน ในระดับปานกลางเจ้าจะต้องจับวิหคซึ่งโผบินอยู่ เจ้าต้องจับให้ได้สามในห้าตัวจึงจะผ่านบททดสอบ และระดับยาก … ฮ่าๆ! เจ้าจะต้องจับวิหคทั้งหมดและหลบหลีกมีดบินเวลาเดียวกัน! เจ้าจะผ่านเมื่อสามารถจับวิหคสองตัวและหลีกหนีจากมีดบินเป็นเวลาสามครั้งเจ้าเข้าใจหรือไม่?”

             ชายหนุ่มพยักหน้าแสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจ

             “ดีเยี่ยม! จงไปยืนตรงบริเวณทรายตรงนั้นและเตรียมพร้อมให้ดี เราจะปล่อยวิหคตัวแรกออกไปในเวลามิคาดฝันที่สุดจงจำไว้ว่าวิหคแต่ละตัวจะบินออกมาทางด้านหลังของเจ้าและในเวลาเดียวกันเจ้าก็ต้องเผชิญหน้ากับมีดบินอันหวาดเสียว นักสู้กำลังพื้นฐานเหล่านั้นจะเป็นผู้ขว้างปามีดออกไปอย่าได้กระทำตัวดื้อด้านหากมิสามารถจับพวกมันได้!”

             ดูเหมือนว่าชายชราที่คุมการทดสอบนี้จะยังเป็นบุคคลที่มีความเมตตาอยู่บ้าง

             อู๋เซียงยืนอยู่ท่ามกลางพื้นที่ทรายเฉกเช่นต้นสนแก่ สูงส่งเถรตรงและยังสุขุม!

             เขานั้นเป็นลักษณะตัวตนโดยธรรมชาติอย่างที่สอง สามารถยืนหยัดมั่นคงเหมือนกับต้นสนและเมื่อนั่งลงก็เป็นดั่งระฆังทอง

               สวบ สวบ! นกขมิ้นสีฉูดฉาดโผบินออกมาจากด้านหลังของเขา ชายหนุ่มพลิกตัวในบัดดลราวกับเหยี่ยวหางสั้น พุ่งตัวกระโดดจากพื้นดินเหยียดมืออกไปจับวิหคสีแสบสัน

             ฉึบ!

            เสียงบางอย่างพุ่งตัดอากาศบินล่องเข้าหาซี่โครงของเขาผ่านมุมเจ้าเล่ห์พิกล!

            เขาหยุดมันไว้ด้วยนิ้วมือโดยมิต้องมองแน่นอนว่ามันย่อมเป็นมีดบิน มันแม่นยำยิ่งกว่าจับนกขมิ้นน้อยเสียอีก!

            “ดี! เจ้าผ่านส่วนแรกแล้ว โปรดมอบสิ่งของที่จับได้ให้แก่พวกเรา” ผู้คุมสอบเอื้อนเอ่ยเวลาเดียวกับที่อู๋เซียงกลับมายืนอย่ภาคพื้นถึงแม้ว่าเขาจะทราบดีอยู่แล้วว่ามีดนั้นปราศจากคม

            เมื่อส่งมอบสิ่งของแล้วเขาก็กลับมายังบริเวณพื้นทราย ครั้งนี้เขาต้องจับวิหคน้อยสองตัวและมีดบินอีกสองเล่ม!

             สวบ สวบ สวบ …

             อู๋เซียงมองเห็นตำแหน่งของเป้าหมายแต่ละอย่างด้วยใบหูของเขา ตัวแรกอยู่ซ้ายอีกตัวอยู่ด้านขวา มือทั้งข้างเคลื่อนขยับไปในทางทิศตรงข้าม มือของเขากางออกอย่างรวดเร็วและจับสิ่งนั้นไว้ ขมิ้นน้อยทั้งสองถูกจับและเก็บใส่กระเป๋าเพียงพริบตา ช่วงเวลาเดียวกันเขากวัดแกว่งฝ่ามือ คว้าจับมีดบินทั้งสองเล่มซึ่งถูกขว้างออกมาพร้อมกันจากฝั่งซ้ายและขวา

              “เยี่ยมยอด!”

             แม้แต่ผู้คุมสอบยังทนมิได้เพียงร้องตะโกนกับความว่องไวอันผิดปกติของอู๋เซียง!

             “นักสู้ฝึกหัดฉินอู๋เซียงเจ้าผ่านบททดสอบความว่องไวแล้ว หากเจ้ายังคงสนใจจะท้าทายวิหคทั้งสามอีกครั้งย่อมได้แต่หากไม่เจ้าสามารถเดินจากไปสู่สนามทดสอบถัดไป!”

             นับแต่ชายหนุ่มได้ตัดสินใจลงประลองชิงชัยกับความแข็งแกร่งเต็มรูปแบบแล้ว เขาย่อมมิพลาดโอกาสที่จะท้าทายตนเอง!

             เขาเพียงยื่นมือออกไปอีกครั้งหนึ่งเพื่อจับวิหคทั้งสามและมีดบินสามเล่ม แน่นอนว่าเขาทำสำเร็จอย่างง่ายดาย

             ชายชรารับสิ่งของที่จับได้มาและเขียนคะแนนอันสมบูรณ์ลงจากนั้นก็ประทับตรายืนยัน

            “นักสู้ฝึกหัดฉินอู๋เซียง ข้าสามารถรับรองแทนเจ้าได้! เจ้าจะมีคะแนนที่ดีเยี่ยมที่สุดในการทดสอบครั้งนี้ ด้วยพลังความแข็งแกร่งของเจ้าอย่างน้อยย่อมก็อยู่ระดับที่หกของกำลังพื้นฐาน! การสอบนักสู้ฝึกหัดนับว่าเป็นเรื่องง่ายสำหรับเจ้ายิ่ง! เมื่อการทดสอบเสร็จสิ้นเจ้าสนใจมาดื่มกินร่วมกับข้าหรือไม่”

             “ข้าย่อมมิกล้าปฏิเสธคำเชิญจากผู้อาวุโส!” เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกอันแท้จริงของผู้ดูแลการทดสอบผู้นี้

             “ตกลง เช่นนั้นจงมุ่งหน้าไปยังการทดสอบครั้งต่อไปเสีย!” ชายชราตบไหล่ของอู๋เซียงเบาๆและรู้สึกดีต่อพัฒนาการอันรวดเร็วผู้เยาว์นี้

              การทดสอบท้ายสุดนี้เป็นการทดสอบความแข็งแกร่งทักษะการต่อสู้ การทดสอบนี้เป็นการประมวลผลวิชาการต่อสู้ป้องกันตัว! มันเป็นสิ่งที่ทำให้นักสู้ฝึกหัดมีความสามารถในระดับที่สูง หากแม้นว่ายังมิเคยฝึกฝนวิชาต่อสู้อันยอดเยี่ยมย่อมจะประสบปัญหาแม้ว่าจะได้รับการฝึกฝนพื้นฐานหนาแน่นเพียงใด!

             สำหรับวิธีการทดสอบทักษะการต่อสู้นั่นคือการต่อสู้กับขบวนแปรหุ่นเชิด!

             ผู้ควบคุมการสอบแปลกใจเล็กน้อยเมื่อมองเห็นผลรายงานคะแนนของอู๋เซียง อย่างไรก็ตามผู้ดูแลการทดสอบทั้งหมดย่อมมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋ ได้พบเจออัจฉริยะนับมากมาย แม้จะประหลาดใจเพียงใดแต่พวกนั้นก็แสดงปฏิกิริยาเกินความจริงนัก

             “มีอยู่สามระดับด้วยกันเจ้าสามารถท้าทายหุ่นเชิดสามตัว หกตัวและเก้าตัว ระดับสูงสุดคือการต่อสู้กับหุ่นเชิดเก้าตัวหากยังสามารถยืนหยัดได้ถึงหนึ่งเค่อเจ้าก็จะผ่าน!”

             อู๋เซียงได้ศึกษาข้อมูลมาดีแล้วและแน่นอนเขาเลือกระดับยากที่สุด

              ขบวนแปรหุ่นเชิดนี้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยวิชาเฉพาะอันมีเอกลักษณ์ยากจะเลียนแบบได้ เมื่อย่างก้าวเข้าสู่สนามทดสอบหุ่นเชิดจะปรากฏขึ้นโดยทันท่วงทีและเริ่มโจมตีนักสู้ฝึกหัดด้วยร่างการเคลื่อนไหวซึ่งกำหนดไว้ก่อนแล้ว

               ความแข็งแรงของหุ่นเหล่านี้ได้รับการออกแบบให้อยู่ในระดับที่หกของนักสู้ฝึกหัด

               มีนักสู้หลากหลายคนที่ล้วนแต่รู้สึกหดหู่ภายหลังจากการทดสอบเนื่องด้วยพวกเขามิได้รับคะแนนมากนักจากระดับนี้

               เนื่องจากการทดสอบนี้จะดึงคะแนนของพวกเขาลงต่ำ นักสู้เยาว์วัยส่วนใหญ่มักทำได้ดีในการทดสอบอื่นๆและปิดท้ายด้วยคะแนนอันเลวร้าย แต่สำหรับอู๋เซียงแล้วมันเป็นอย่างบางซึ่งเขาฝึกฝนอยู่ทุกคืนวัน

               ทันทีที่เข้าสู่สนามทดสอบ แรงกระแทกของกำปั้นก็พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง

               การต่อสู้เริ่มขึ้นแล้ว!

               เขาตวัดขาเตะกลับด้านหลังโดยมิต้องใช้สายตาเพ่งมอง ตามด้วยเสียงฟู่.. บึม หุ่นเชิดทั้งตัวทั้งถูกทำลายแตกเป็นชิ้นเสี่ยงๆเพียงการเตะเท่านั้น!

               แม้แต่ผู้คุมสอบก็ประหลาดใจกับฉากนี้!

               พวกเขาได้สร้างหุ่นเชิดเหล่านี้ขึ้นมาให้สอดคล้องกับความแข็งแกร่งโดยเฉลี่ยของนักสู้ฝึกหัด หรือแม้แต่นักสู้วัยเยาว์ผู้แข็งแกร่งก็มิอาจสามารถทำลายพวกมันได้

              แต่การเตะของเขาจนตัดเฉือนหุ่นเชิดเป็นชิ้นได้ ความแข็งแกร่งนี้มัน …

              มีเพียงนักสู้ฝึกหัดระดับสูงสุดกำลังแก่นแท้เท่านั้นที่กระทำได้ อ่า! กรรมการผู้คุมสอบอดทนมิได้ที่ต้องเปิดดูส่วนอายุอีกครั้งพวกเขาสงสัยยิ่งนักว่านี่คือนักสู้ฝึกหัดซึ่งอายุเพียงสิบหกเท่านั้นแน่หรือ?

              ในกฎมิได้เอ่ยบอกว่าท่านไม่สามารถทำลายหุ่นเชิดได้ ภายหลังเคลื่อนตัวกลับมาขยับสองสามที อู๋เซียงก็พุ่งไปปะทะกับหุ่นเชิดทางซ้ายและขวา ชั่วอึดใจหนึ่งหุ่นเชิดทั้งเก้าตัวถูกทำลายลงอย่างราบคาบและกลับกลายเป็นเพียงชิ้นไม้แตกหัก

             “ท่านผู้คุมสอบขอรับ ข้าต้องยืนอยู่ในสนามทดสอบเป็นเวลาหนึ่งเค่อเต็มหรือไม่?” อู๋เซียงรู้สึกอับอายที่เขาใช้เวลามิถึงเสี้ยวลมหายใจในการทำลายหุ่นเชิดทั้งเก้านี้

             แต่กฎกล่าวไว้ว่าหนึ่งเค่อ!

              ผู้ควบคุมการทดสอบนั้นยังมิฟื้นคืนสติสมบูรณ์ด้วยมิเคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน เขาพูดอย่างตะกุกตะกักว่า “น..นี่ … มิจำเป็น ออกมา!”

             เมื่อจัดการคราบเศษไม้แล้ว คะแนนอันยอดเยี่ยมก็ถูกบันทึกลงในรายงาน

             ภายหลังเสร็จสิ้นการทดสอบทั้งสามอู๋เซียงซึ่งได้ทำให้บรรดาผู้ดูแลทดสอบต่างตกตะลึง พวกเขารีบรายงานสถานการณ์ให้หัวหน้าผู้รับผิดชอบหลักรับทราบ อัจฉริยะบุคคลผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋จะสามารถละเลยได้อย่างไร?