0 Views

หากว่าทั้งสามคนอยู่ห่างออกไปหนึ่งร้อยจั้งและใช้ประโยชน์จากชัยภูมิของป่าหนีไปคนละทางก็ตาม อู๋เซียงก็ยังมีความมั่นว่าสามารถสังหารพวกมันได้อยู่ดี

อย่างไรก็ตามด้วยทั้งสามอยู่ระยะสามสิบจั้งและมิมีสิ่งใดกีดขวาง ถึงแม้พวกมันจะมีปีกก็ยังหลีกหนีไม่พ้น

คนพวกนี้รวมกลุ่มกันและคอยซุ่มโจมตีผู้อื่น สองวันที่ผ่านมามีเจ็ดหรือแปดคนที่สิ้นชีพด้วยน้ำมือของพวกมัน

อู๋เซียงจัดการศพทั้งสามและมองหาหมายเลขประจำตัวของพวกมัน หนึ่งในนั้นเป็นหมายเลขสามสิบสองคนที่เขาตามมาจากทางทิศใต้

“มิแปลกที่คนผู้นี้จะเคลื่อนไหวรอบแถบนี้ แท้จริงมันมีสหายนี่เอง” อู๋เซียงคิดและเริ่มค้นหาของตกค้างจากสงคราม

เห็นได้ชัดว่าผู้เยาว์ชนทั้งสามมารวมกลุ่มกันเพราะคิดว่าพวกตนจะปลอดภัยแน่นอน ดังนั้นพวกมันจึงพกของมีค่าติดตัวตลอดรวมถึงชิ้นหยกด้วย

หลังจากค้นย่ามสะพายทุกใบแล้วเขารู้สึกประหลาดใจอย่างลับๆ ลูกสุนัขทั้งสามดีนัก เพียงไม่กี่วันก็ได้หยกถึงแปดชิ้น

เขาพลิกดูแต่ละอันและพบว่าหมายเลขสามสิบสองมีสิ่งที่น้องชายของตงเหยาต้องการพอดี

มิคาดคิดว่ามันจะเก็บหยกหมายเลขสิบเก้าไว้!

“คนผู้นี้ดูถูกมิได้เลย หยกสี่ชิ้นมีค่าถึงห้าสิบเจ็ดคะแนน อีกสองคนคงเป็นเพียงบ่าวรับใช้กระมัง”

อย่างไรก็ตามหนึ่งบ่าวรับใช้กลับมีหยกหมายเลขสี่สิบหก สำหรับอู๋เซียงมันมีค่าถึงห้าคะแนน ยิ่งกว่านั้นยามนี้เขาสามารถผ่อนลมหายใจได้พอควรเพราะเขาเก็บหยกได้ถึงแปดชิ้น

ตราบเท่าที่น้องชายของตงเหยาสามารถหาหยกหมายเลขหกมาให้แก่เขาได้ แปดสิบคะแนนก็จะมิใช่เรื่องยากอีกต่อไป

“ดูเหมือนว่าการทดสอบแถวนี้จะตกปลาตัวใหญ่ได้หลายตัวเสียทีเดียว ในการต่อสู้สองครั้งข้าได้หยกมาถึงสิบเอ็ดชิ้น รวมกับอีกหกชิ้นก่อนหน้ารวมเป็นสิบเจ็ดชิ้นแล้ว สามวันที่ผ่านมามิทราบเลยว่าอีกฝั่งจะเป็นเช่นไร?”

เขาได้แต่คิดมิอาจพูดได้ หยกหมายเลขสองอันสำคัญที่อีกคนต้องการนั่นคือหมายเลขสามสิบสอง

ถ้าหากว่าอู๋เซียงไม่ได้อยู่ที่นี่ มิว่าข้อมูลของเขาจะน่าเชื่อถือพียงใดในท้ายที่สุดย่อมถูกคัดออกอยู่ดี

อู๋เซียงจากไปอย่างเงียบเชียบหลังตรวจสอบศพเสร็จ

ตอนนี้เขาต้องรอเพียงผลลัพธ์จากน้องชายของตงเหยา ทันทีที่ได้หยกหมายเลขหกทุกสิ่งในการการทดสอบนี้ก็ล้วนแต่ไร้ค่าสำหรับเขา

หยุดพักตอนกลางคืน วันรุ่งขึ้นก็มุ่งหน้าไปยังสถานที่นัดพบกัน

มิคาดคิดว่าเขาอยู่ที่นั่นแล้ว น้องชายของตงเหยายืนอยู่บนเนินเขาสำรวจรอบๆพลางโบกมือให้ยามที่เห็นอู๋เซียง

“เจ้ามาเร็วเสียจริง” อู๋เซียงเดินยิ้มๆเข้ามา

เขาดูกังวลและไม่สบายใจ “พี่ชายจากข้อมูลล่าสุดเหมือนมีใครบางคนสังหารหมายเลขสามสิบสองแล้ว คนผู้นั้นคงได้ชิ้นหยกไปมากน่าดู”

“หมายเลขหกอยู่ที่ใดรึ?” อู๋เซียงแบฝ่ามือออกพร้อมยิ้ม มีหมายเลขสามสิบสองที่อีกคนต้องการอยู่

น้องชายของตงเหยามองมาที่อยู่อู๋เซียงด้วยความงงวย ทันใดนั้นพลันคิดขึ้นได้ว่า “นี่…ท่านสังหารหมายเลขสามสิบสอง?”

หลังผ่านครู่หนึ่งเขาก็จดจำบางสิ่งบางอย่างได้และนำออกจากหน้าอก หัวเราะอย่างขมขื่น “ข้ารู้สึกอับอายนักที่ต้องเอ่ยว่าข้าพบหยกหมายเลขหกนี้ตอนเข้าสนามทดสอบและจนถึงตอนนี้มันก็เป็นเพียงหยกชิ้นเดียวที่ข้ามีอยู่”

“นี่สมควรเรียกว่าทองมีค่าหนึ่งพันชั่ง” เขายิ้มและมองรอบๆ เมื่อมิเห็นสายตาที่จับจ้องก็เอ่ยต่อด้วยรอยยิ้ม “มีคำกล่าวว่าชัยชนะที่มีคุณภาพดีกว่าปริมาณ สำหรับข้าหยกนี้มีค่ามากกว่าทองหนึ่งพันชั่ง เพราะเจ้าเต็มใจจะทำงานร่วมกับข้านั่นแสดงให้เห็นว่าเจ้ามองผู้คนออกเป็นอย่างดี ดังนั้นข้าขอแสดงความยินดีด้วย เจ้าสมควรได้รับคำยกย่องจากข้า”

ขณะที่เขาแหย่กระเซ้าเล่น เขาก็หยิบชิ้นหยกออกจากหน้าอกของตนออกมาเรื่อยราวกับกำลังแสดงมายากล

ช่วงที่หยิบชิ้นหยกออกมาห้าอันติด น้องชายของตงเหยามิอาจละสายตาออกจากมันได้เลย

ในจำนวนหยกทั้งห้านี้ มีสองคะแนนอยู่หนึ่งส่วนอีกสี่ชิ้นล้วนแต่มีค่ามากกว่าทองหนึ่งพันชั่ง กระทั่งหยกของเขาก็อยู่ในนี้!

หยกห้าชิ้นมีหมายเลขสิบเก้า สามสิบสอง ยี่สิบเก้า สี่สิบเก้าและอีกอันซึ่งมีค่าสองคะแนน

“นี่… ” น้องชายของตงเหยาเบิกตากว้างและจ้องอู๋เซียง แน่ชัดว่าเขาไม่ไม่เข้าใจเจตนาของอีกคน

“พวกนี้เพียงพอที่จะค้าขายกับหยกหมายเลขหกของเจ้าหรือไม่?”

เขาพยายามควบคุมอารมณ์อย่างแรงกล้าพลางเอ่ยติดอ่างว่า “พ….พอ… นี่มากไปด้วยซ้ำ”

“ฮ่าๆ สำหรับข้าพวกมันมีค่าเพียงสองคะแนนเท่านั้น มันมิมากไปหรอกถ้าจะใช้สิบคะแนนแลกกับสามสิบคะแนน” เขากล่าวด้วยรอยยิ้ม

“ผลประโยชน์สองคนเพิ่มมูลค่าพวกมันได้” อู๋เซียงกล่าวเสริม “แน่นอนว่านี่เป็นรางวัลสำหรับการตัดสินผู้คนของเจ้า”

น้องชายของตงเหยาจ้องมองอีกคนอย่างจริงจัง หลังเขามั่นใจว่าอู๋เซียงไม่ล้อเลียนขำๆ ยิ้มขมขื่นว่า “ด้วยวิธีนี้ท่านคงสะสมครบแปดสิบคะแนนเพื่อข้ามไปอีกสนามแล้วกระมัง?”

“ใช่” อู๋เซียงตอบแผ่วเบา

“ท่านวางแผนจะไปเมื่อใดหรือ?” ภายในใจรู้สึกเสียดาย บุรุษผู้นี้หากเขาได้ทำงานร่วมอีกสองสามวันบางทีเขาอาจจะมีความหวังเก็บครบแปดสิบคะแนน

น่าเสียดายที่การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับแต่ละคน เวลาเพียงเสี้ยวหายใจมีค่าดั่งทองคำ เขาคงมิอาจหยุดยั้งคนตรงหน้าได้

“วันนี้ข้าจะรอสักหน่อยและจากไปวันรุ่ง”

หากว่าอู๋เซียงเลือกจะจากไปวันนี้ ทว่าข้อตกลงระหว่างเขากับน้องชายของตงเหยายังอยู่เขาจึงตัดสินใจจะเฝ้ามองทุกสิ่งอย่างไปจนจบ

นับตั้งแต่วันแรกอู๋เซียงได้หยกทั้งหมดสิบเจ็ดชิ้น ให้อีกคนไปห้าชิ้นและได้หยกหมายเลขหกมา เป็นตอนนี้เขามีอยู่ทั้งหมดสิบสามชิ้น

หยกหมายเลขหกและหมายเลขสี่สิบห้า เมื่อรวมกันมีค่าห้าสิบคะแนน อีกสามชิ้นอย่างหมายเลขยี่สิบหก สามสิบหก สี่สิบหกก็มีค่าห้าคะแนน

ส่วนอีกแปดชิ้นมีค่าสองคะแนน รวมแล้วทั้งหมดแปดสิบเอ็ดคะแนน มันพอสำหรับการข้ามเขตแล้ว

เขาวางแผนอยู่ต่ออีกวันเพราะเขาอยากช่วยน้องชายของตงเหยาให้ได้คะแนนมากกว่านี้ มันคงจะดีหากช่วยให้ใกล้ช่วงแปดสิบคะแนน ส่วนที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับตัวเขาเองแล้ว

หากเขาไม่อาจหาชิ้นหยกได้ด้วยตนเองแล้วก็นับว่าไร้หนอย่างแท้จริง เขาควรพอใจกับผลงานเช่นนี้

หยกทั้งห้าชิ้นมีค่าหกสิบสองคะแนน ด้วยคะแนนเช่นนี้เขาไม่มีสิทธิ์ข้ามเขตแดนเลย แต่ทว่าท่ามกลางผู้เยาว์จากนครรัฐเพลิงไพรีทั้งหมดเขาย่อมอยู่ในสามสิบอันดับแรกแน่

หากประมาณการดู แต่ละสนามทดสอบมีเพียงห้าสิบคน

เมื่อกระจายคนทั้งห้าสิบไปตามทั้งสี่เขต คนแต่ละนครรัฐจะมีคนประมาณสิบสองหรือสิบสามคนเท่านั้น

ตามการวิเคราะห์กฎข้อบังคับของเขา อู๋เซียงคิดว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถข้ามเขตได้ ในการทดสอบนี้มิใช่แค่ความแข็งแกร่ง วาสนาและการตัดสินใจเองก็มีความสำคัญเช่นกัน

แน่นอนว่าในท้ายที่สุด คนๆหนึ่งจำเป็นต้องมีความสามารถที่ครอบคลุม

หลังคำนวณบางอย่างดู หากคนๆหนึ่งมีเข้าใกล้แปดสิบคะแนนแน่แท้ว่าเขาย่อมมีโอกาส ส่วนการข้ามเขตแดนสำหรับผู้เยาว์ที่ไร้ความได้เปรียบด้านการต่อสู้นั่นอาจไม่ใช่เรื่องดีนัก

แม้นว่าในสนามทดสอบนี้จะเก่งกาจเพียงใด แต่เมื่อเข้าอีกสนามทดสอบก็ย่อมไม่คุ้นชิน ยามนั้นอาจถูกผู้อื่นจู่โจมในในมุมมืดได้

ดังนั้นอู๋เซียงจึงเดาว่าจะต้องมีผู้เยาว์บางคนที่จะไม่ข้ามเขตแดนไปแม้ว่าจะเก็บครบแปดสิบคะแนนแล้วก็ตาม

เมื่อทั้งสองแลกเปลี่ยนหยกแล้วอู๋เซียงก็ยิ้ม “ออกไปด้วยกันวันนี้เถอะ เมื่อพบชิ้นหยกเราก็แบ่งกันเอง แบ่งตามคะแนนของชิ้นหยกให้พวกเราทั้งสองเจ้าเห็นว่าอย่างไร?”

เริ่มแรกน้องชายของตงเหยารู้สึกเสียดาย แต่เมื่ออู๋เซียงเอ่ยวาจาเขาก็พลันคืนเรี่ยวแรงและเลือดในกายพุ่งพ่านทันที

ในหนึ่งสนามทดสอบมีหยกห้าสิบชิ้น ตอนนี้อู๋เซียงมีสิบสาม ส่วนอีกคนมีห้าชิ้น รวมกันพวกเขามีทั้งหมดสิบแปดอัน

หรืออีกอย่างก็คือเหลือเพียงหยกสามสิบสองชิ้นให้ตามหา

อู๋เซียงปรบมือพลางยิ้ม “เอาล่ะมาเริ่มการล่ากัน!”

จากข้อมูลของน้องชายตงเหยา สถานที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันอยู่ทางทิศเหนือ ในแถบนั้นมีก้อนศิลาหนาใหญ่ราวยี่สิบศอก ก้อนศิลาประหลาดปกคลุมทั่วภูมิศาสตร์ ท่ามกลางป่ากองหินมากมายกลับผสมผสานด้วยบุบฝาและต้นไม้นานาชนิด ด้วยชัยภูมิที่อันตรายยิ่งแล้วมันถือว่าเป็นสถานที่ดีสำหรับเหล่าผู้เยาว์ทั้งหลาย

ขณะที่ทั้งสองเดินเข้ามาตามบริเวณ ฉากรอบๆกลับทำให้พวกเขาตื่นตกใจแทน ศพของผู้เยาว์ชนทั้งหลายเรียงรายอยู่ในลักษณะน่ากลัว ร่างกายแต่ละถูกตัดขาดเป็นชิ้นแขนขาขาด…

“มันเกิดขึ้นได้เช่นไร?” น้องชายของตงเหยาพึมพำ

ในทางตรงกันข้าม อู๋เซียงนิ่วหน้าและตรวจดูรายละเอียดของแต่ละร่าง หลังดูห้าถึงหกศพทันใดนั้นเขาก็หยุดและมองไปยังป่าหินซึ่งอยู่อีกไกล เขาพึมพำ “มีคนเร็วกว่าข้าหนึ่งก้าว…”