0 Views

             ชายหนุ่มเปิดจดหมายอ่านผ่านสายตา ปรากฏรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลาอย่างช้าๆเขาเปล่งเสียงว่า “บิดามีใครบางคนเชิญพวกเราตระกูลฉินร่วมทานอาหารด้วยกัน เราควรจะไปหรือไม่?”

             ต่อให้อาหารมื้อนี้จะเลวร้ายเพียงใดแต่เมื่อหนึ่งในนักรบจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ยื่นข้อความนี้มากับมือ แน่นอนว่าเหลียนซานย่อมมิปฏิเสธคำเชิญราวกับห้วงฝันแห่งนี้เขารู้สึกภาคภูมิใจและเต็มไปด้วยความปิติยินดี อย่างไรก็ตามใบหน้าของเขาก็มีเพียงรอยยิ้มเจือจางเท่านั้น “อืมพวกเราจะไป”

              คนทั้งสามคนสกุลฉินเดินออกมาจากฝูงชน เป็นที่จับจ้องของเหล่าผู้มีอำนาจทั้งหลาย

              ผู้เยาว์ที่เข้าการทดสอบเช่นเดียวกันต่างถอดถอนหายใจ “นักสู้ฝึกหัดระดับที่เจ็ดจากชนชั้นต่ำช่างน่าอัศจรรย์โดยแท้ ทันทีที่ผลการทดสอบออกมาก็มีบางบุคคลเชิญพวกเขาร่วมทานข้าวแล้ว อ่า..อู๋เซียงนี่ภายภาคหน้ามันคงเจิดจรัสนัก!”

             สำหรับนักสู้ที่มาจากชนชั้นต่ำต้อย พวกเขารับรู้ว่ามันยากยิ่งนักที่จะสร้างตัวตนระดับเจ็ดขึ้นมาได้ ทักษะความสามารถการต่อสู้ที่แท้จริงของเขานั้นสามารถประลองกับเหล่าผู้เยาว์ระดับแปดจากชนชั้นมั่งคั่งและชนชั้นอันน่าเคารพได้ด้วยซ้ำ แม้แต่ในระดับที่เก้าก็มีโอกาสเป็นไปได้หากเป็นเขา

              เหตุใดมันถึงแค่ระดับที่เจ็ด? แน่นอนมันคือข่มขู่ชนชั้นต่ำต้อยเพื่อแสดงพลังอำนาจของชนชั้นที่สูงกว่าคนทั้งหลายต่างเข้าใจวิถีทางการเมืองอย่างทันที

               จางหม่าหรุยตะลึงงึนงัน เขาเอ่ยวาจาอย่างสับสนว่า “นี่..นี่มันเป็นไปได้อย่างไรนักรบผู้นั้นมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋งั้นหรือ?”

              ใบหน้าของซานหลี่ถึงกับกระตุกเล็กน้อย เขากล่าวด้วยท่าทางอิจฉาปนด้วยความรู้สึกอันซับซ้อน “ย่อมเป็นเรื่องโดยแท้ แม้บางคนจะห่อหุ้มจิตใจเช่นไรแต่พวกมันย่อมมิกล้าหลอกลวงคนผู้หนึ่งที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้แน่ “

               “ท่านผู้นำตระกูลซูนั่นหมายความว่าบุตรชายของตระกูลฉินเป็นผู้เยาว์นักสู้คลื่นใหม่ระดับเจ็ดจริงหรือ?” จางหม่าหรุยยังคงมิอาจเชื่อสายตาฉากก่อนหน้า

               “ล้วนเป็นความจริง” เฒ่าเจ้าเล่ห์แห่งตระกูลซูเอ่ยสุ้มเสียงมิแยแส  “ดูเหมือนการกลืนกินตระกูลฉินนี้จะต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้เสียแล้ว!”

              นักสู้ระดับที่เจ็ดของชนชั้นต่ำย่อมต้องมีคุณค่าสำคัญกว่านักสู้ระดับที่เจ็ดของสกุลซู ข้อเท็จจริงนี้มิมีสิ่งใดกังขา

              อารมณ์อันดียิ่งยามแรกเริ่มของหม่าหรุยถูกทำให้แตกกระจายฉับพลัน ในทางขัดกันบุตรหลานที่มาจากการสมรสซึ่งได้ระดับหกของเขาตอนนี้ท่าทางค่อนข้างย่ำแย่

              ทารกน่าตายจากชนชั้นต่ำผู้นั้นได้ระดับเจ็ด! แม้นว่าระดับหกและเจ็ดจะต่างกันเพียงหนึ่งระดับ แต่ความจริงแล้วถูกแบ่งแยกชนชั้นอย่างสิ้นเชิง ระดับหกเป็นขั้นปานกลางและระดับเจ็ดเป็นส่วนหนึ่งของขั้นสูงสุด!

              ขณะที่จางหม่าหรุยรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่นั้นซูซานหลี่ก็เอ่ยขึ้นเมื่อจะจาก “หม่าหรุยเจ้าสนใจมาเยี่ยมชมจวนตระกูลซูหรือไม่?”

               เขางงงวยชั่วพักหนึ่ง ความคิดวิ่งวนขึ้นว่า “มันกำลังจะยืมมือของข้าอีกครั้งหรือ?”

               แล้วเขาจะสามารถบอกปัดผู้นำตระกูลซูได้อย่างไรเล่า? เขาฉีกยิ้มเชิงขออภัยอย่างรวดเร็ว “นับเป็นเกียรติของจางหม่าหรุยยิ่งนักที่ได้รับคำเชื้อเชิญจากท่านผู้นำต่อให้ขาทั้งสองข้างแตกหักอย่างไรข้าก็จะยังคลุกคลานไปที่นั่นให้ได้”

               แม้ว่าจะเอื้อนเอ่ยวาจาไพเราะเหล่านั้นออกมา เบื้องลึกภายในจิตใจแล้วก็รู้เคลือบแคลงน่าสงสัยนัก  มันดูจะมิเป็นการดียามเมื่อขุนนางผู้มั่งคั่งเริ่มเชิญชวน เขาให้ความสนใจมากยิ่งขึ้นเพื่อมิให้ย่างก้าวสู่อากาศบางเบาและตกลงไปในหลุมขนาดใหญ่

                บุตรชายของเขาจากไปแล้วผู้หนึ่ง เช่นนั้นเขาจึงต้องระวังมากขึ้นเมื่อต้องทำธุระการค้ากับคนพวกนี้

                จางหม่าหรุยนั้นเคยสัมผัสกับความหรูหราของจวนตระกูลซูแล้ว แต่เมื่อเดินผ่านอีกครั้งเขาก็ยังอดประหลาดใจมิได้กับการออกแบบอันงดงามเลิศเลอ

                 ภายในจิตใจเขาคิดว่าตระกูลชนชั้นมั่งคั่งนี่ช่างวิเศษนัก! หากในชีวิตของเขานั้นสามารถเพิ่มระดับตระกูลจางสู่ชนชั่นมั่งคั่งแล้ว ยามพบหน้าเหล่าบรรพชนทั้งหลายในปรโลกพวดเขาย่อมความภาคภูมิใจ

                 ซูซานหลี่กระทำตัวผ่อนคลายภายหลังที่เทน้ำชาให้คนอีกผู้หนึ่งเขามิรีบร้อนกล่าวถ้อยคำใด ทางด้านจางหม่าหรุยเองก็มิกล้าแสดงร่องรอยความกลัดกลุ้มใดๆ เขานั่งอยู่ด้านข้างอย่างหวาดระแวง

                ผ่านไปครู่หนึ่งซานหลี่ก็ค่อยๆประคองถ้วยชาลงด้วยมือทั้งสองข้าง เป่าชาอย่างบางเบาและกล่าวเป็นกันเองว่า “หม่าหรุยพวกเรานั้นเป็นสหายกันมาหลายสิบปีแล้ว ข้าอยากจะเอ่ยถามบางสิ่งและเจ้าก็ควรตอบคำถามข้าด้วยความสัตย์”

                “ได้โปรดถาม” หม่าหรุยเป็นบุรุษที่ชื่นชมรังแกผู้อ่อนด้อยกว่าและสร้างอำนาจให้แก่ตน แต่สำหรับซานหลี่นั้นเขาเขาเป็นบุคคลผู้อยู่เหนือกว่าตัวมันนัก

                “ข้าได้ยินมาว่าเจ้านั้นเคยขบคิดถึงทรัพย์สมบัติของสกุลฉินข้ากล่าวถูกต้องหรือไม่” ซานหลี่มิได้เอ่ยน้ำเสียงเคร่งเครียดเขาเพียงเอ่ยราวกับเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ

                จิตใจของหม่าหรุยมันรู้สึกหวาดกลัว ภายใต้การจ้องมองของซานหลี่ทำให้รู้สึกอึดอัดยิ่งนัก แม้อยากจะสุ่มหาถ้อยคำเพื่อให้ความคิดสับสนฟุ้งซ่าน แต่ก็มิสามารถทำได้

                เขากระทำได้เพียงพยักหน้าโดยดี “นี่.. นี่เกิดขึ้นเพราะญาติผู้หนึ่งของข้าเท่านั้นเอง พวกเขาอยากจะมีสถานะที่สูงขึ้นและต้องการที่นั่งของชนชั้นต่ำ เมื่อนับแต่ครั้งที่ท่านได้เอื้อนเอ่ยออกมาข้าก็มิได้หวนคิดถึงเรื่องนี้อีกเลย ยามที่ลงทะเบียนข้อมูลข้าก็ได้ตำหนิพวกเขามิให้คิดเรื่องพวกนี้อีกต่อไป!”

                ซานหลี่ยิ้มมุมปากเบาและเทน้ำชาใส่ถ้วยของตนเอง

                “นับเป็นสิ่งเรื่องดีที่มีความทะเยอทะยานอยากถีบตนให้สูงขึ้น เจ้าอย่าได้ตำหนิพวกเขาเลย เมื่อคิดทบทวนแล้วภายในเมืองวารีนั้นมีที่นั่งชนชั้นต่ำราวยี่สิบหกที่ ยังมีที่นั่งอื่นๆนอกเหนือจากที่นั่งของตระกูลฉินมากมาย”

                จางหม่าหรุยพนักศีรษะอย่างเห็นด้วย “อืมท่านกล่าวถูกต้องแล้ว”

               เหล่าชนชั้นต่ำผู้อื่นต่างพึ่งพิงผู้มีอำนาจ ตระกูลฉินซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชนชั้นต่ำต้อยนั่นมิสนใจที่จะกระทำตามเรื่องราวสกปรกฉาวโฉ่เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีกับตระกูล พวกเขาเหมือนจะเป็นชนชั้นต่ำตระกูลเดียวที่มิได้พึ่งพาบรรดาอำนาจอื่นๆในเมืองวารี

              โดยหลักนั้นเป็นเพราะว่าตระกูลฉินเคยเป็นชนชั้นผู้มั่งคั่ง พวกเขามีมรดกทรัพย์สินซึ่งมากกว่าตระกูลจากชนชั้นเดียวกัน  เช่นว่าที่ดินสองหมื่นกว่าไร่ที่เป็นเจ้าของอยู่ปัจจุบันมีมูลค่าเทียบเท่าทรัพย์สินของชนชั้นต่ำตระกูลอื่นๆรวมกันสองถึงสามตระกูล มิต้องกล่าวถึงความร่ำรวยและที่ดินทำกินอันสมบูรณ์อีกมหาศาล

               นอกจากที่ดินนี้แล้วตระกูลฉินยังเป็นเจ้ายังเป็นเจ้าของโรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่ ทุ่งหญ้าเลี้ยงปศุสัตว์อันกว้างไกล บ่อเลี้ยงปลาและร้านค้าปลีกย่อยอีกยี่สิบหรือสามสิบแห่ง

               ด้วยการหลอมรวมของทรัพย์สินเหล่านี้แม้แต่ชนชั้นโดดเด่นของเมืองวารีก็มิอาจเทียบเท่าได้กับพวกเขาในเรื่องของความร่ำรวย นี่เป็นเหตุผลที่ว่าเหตุใดตระกูลฉินถึงสามารถดำรงอยู่เรื่อยมาถึงสี่ร้อยกว่าปี

               และในการการประเมินชนชั้นตระกูลในแต่ละครั้งตระกูลฉินมักจะได้รับชิ้นเนื้อหวานฉ่ำอยู่เสมอ แม้ว่าชิ้นเนื้อนี้จะได้ถูกกัดกินจากผู้คนมานานนับปี พวกเขาก็ยังคงสามารถรักษามรดกมหาศาลนี้ไว้อย่างมั่นคงกระทั่งยามนี้ ผู้คนจำนวนมากต่างอิจฉากับความจริงส่วนนี้

               บุรุษเจ้าเล่ห์ซานหลี่เคาะโต๊ะน้ำชาเสียงแผ่วเบาและพูดขึ้นว่า “หม่าหรุยมันมิเหมาะสมสำหรับข้าที่จะแสดงออกในเรื่องนี้มากนัก เจ้าสามารถช่วยเหลือข้าได้หรือไม่?”

              หม่าหรุยสามารถขบคิดได้อย่างทันท่วงทีว่านี่ย่อมมิเรื่องดีแน่ ซานหลี่นั้นต้องการให้เขาเป็นผู้ออกหน้าเข่นฆ่าศัตรู แล้วมันก็จะนั่งรับชมเพลิดเพลินสำราญกับของรางวัล แต่ภายในใต้ความกดดันเช่นนี้เขาจะเอ่ยปฏิเสธได้อย่างไร?

               “ท่านผู้นำซูข้านั้นมีความสามารถอ่อนด้อยนัก ข้ามิอาจกักเก็บพลังเรี่ยวแรงแม้นว่าหากทุ่มเทพลังนั้นจนหมดแล้วเกรงว่า… ท่านก็รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับเซียนเอ๋อร์ของข้าดี”

               “นั่นเป็นเพียงเหตุการณ์บังเอิญ!” ซานหลี่พลันเข้าใจเจตนาของหม่าหรุยเล็กน้อย  “เราทั้งสองต่างก็มีความสัมพันธ์กันมาอย่างยาวนานเช่นนั้นข้าก็จะพูดอย่างซื่อตรง หากเจ้าสามารถจัดการตระกูลฉินได้ข้าจะมอบผลกำไรสองส่วนให้แก่เจ้า!

                ซานหลี่เข้าใจถ้อยคำที่ว่า “หากไร้ซึ่งผลกำไรย่อมมิจำเป็นต้องลงแรงให้เสียเปล่า” เป็นอย่างดี หากว่าเขาต้องการให้จางหม่าหรุยเป็นผู้ลงมือจัดการ เขาก็ต้องยื่นผลประโยชน์บางอย่างให้แก่มัน

                สองส่วนจากผลประโยชน์ทั้งหมดหรือ? ดวงตาของจางหม่าหรุยเป็นประกาย

                “เจ้าจะได้ที่ดินอันอุดมสมบูรณ์สี่พันไร่จากทั้งหมด นอกจากนี้เจ้าก็ยังจะได้บ่อเลี้ยงของตระกูลฉินมันทั้งสิ้น” บุรุษเจ้าเล่ห์เอ่ยข้อมูลอย่างละเอียด

                 ผลกำไรเท่านี้ย่อมเพียงพอต่อความกระหายของจางหม่าหรุย!

                “ข้าตกลง! ท่านอยากจะให้ข้ากระทำสิ่งใด?”

                “เจ้าต้องกระทำทุกสิ่งโดยละเอียดถี่ถ้วน! เงื่อนไขเบื้องต้นของการประเมินชนชั้นตระกูลมิใช่ว่าอยู่ที่ทายาทสืบสกุลหรอกหรือ? และข้าได้ยินว่าตระกูลฉินมีทายาทชายเพียงผู้เดียวถูกต้องหรือไม่?”  ซานหลี่กระตุกยิ้มมุมปากเย็นเยือกแข็งและชั่วร้าย

                 สายโลหิตแห่งซาตานในร่างของจางหม่าหรุยพลันพุ่งกระหน่ำขึ้นทันที!

                 ตระกูลฉินได้ฆ่าบุตรชายผู้หนึ่งของเขา มันถูกต้องนักที่จะฆ่าบุตรของพวกมันเป็นการตอบแทน!

                 “ข้าเข้าใจเป็นอย่างดี!” เขาตกปากรับคำในพริบตา

                 ซานหลี่ยิ้มอย่างยินดีก่อนเอ่ยย้ำอีกครั้งหนึ่ง “การประลองชิงชัยส่วนตัวถูกปฏิเสธภายในเมืองแห่งนี้ เจ้าต้องจัดการให้เสร็จสิ้นอย่างมิดชิดและจงอย่าได้เปิดเผยตัวตนเด็ดขาด สำคัญที่สุดคือเจ้าต้องระวังอย่าได้กระทำสิ่งใดขัดเคืองต่อตระกูลต้าซือ เพราะพวกเขาเป็นตัวตนอันมีอำนาจสูงสุดในเมืองวารีนี้ “

                 “ข้าทราบดี ด้วยว่าการชิงชัยส่วนบุคคลเฉพาะนั้นถูกสั่งเป็นกฎข้อห้าม ดังนั้นการท้าสู้โดยเปิดเผยและการลอบสังหารย่อมจะเป็นวิธีการอันเหมาะสมยิ่งกว่า ข้าเฝ้ารอมาถึงสี่ปีเพื่อการนี้โดยเจาะจง ข้ามิสามารถรีรอนานกว่านี้ได้อีกต่อไป!” หม่าหรุยกัดฟันพูดขณะรำลึกถึงบาดแผลความเจ็บปวดยามที่พวกมันฆ่าบุตรชายของเขา

                  ซานหลี่ยกมือของตนขึ้นแตะบริเวณหน้าผาก “เช่นนั้นก็จัดการเสีย เมื่อจำเป็นข้าจะส่งนักสู้บางส่วนไปช่วยเหลือเจ้าในที่มืด”

                 เขาเข้าใจความนัยนั่นดี เมื่อถึงเวลาสมควรเขาจึงขอตัวลาจากไปอย่างนิ่งเงียบ

                 ที่ดินสี่พันไร่อันสมบูรณ์ บ่อเลี้ยงปลาทั้งหมด…

                 ชายวัยกลางก้าวเท้าออกจากจวนตระกูลซู กำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้นถึงขีดสุด ผลประโยชน์ครั้งนี้ช่างคุ้มค่านักกับการเสี่ยง!

                ทายาทแห่งสกุลฉินเอ๋ย ตัวข้าจางหม่าหรุยคงมิมีคุณสมบัติเหมาะสมอันใดที่จะเป็นผู้นำตระกูลของชนชั้นโดดเด่นได้อีกหากมิสามารถปลิดชีพของเจ้าได้ในเวลานี้! และฉินเหลียนซาน.. ข้าเคยเอ่ยแล้วว่าข้าจักทำลายสร้างความอัปยศแก่บุตรสาวลูกสาวต่อหน้าสายตาของเจ้าจงคอยดูเสีย!

                ยามเมื่อคิดถึงฉากกระตุ้นเหล่านี้ โลหิตความชั่วร้ายในร่างของจางหม่าหรุยก็เดือดพล่านขึ้นฉับพลันทันที เขาหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพร้อมด้วยใบหน้าอัปลักษณ์มุ่งร้าย