0 Views

              เมื่อพี่น้องสกุลฉินได้ตระเวนตามท้องถนน พวกเขาก็ยังมิอาจหาของกำนัลที่เหมาะสมได้หลังจากแวะชมสองสามร้าน ฉินซิ่วมองรอบๆตัว ทันใดนั้นนางก็เปล่งเสียงออกมายามที่สังเกตเห็นว่าพวกเขายืนอยู่ไม่ไกลจากร้านขายเครื่องประดับที่ชื่อว่ารุ่งเรืองค้ำฟ้า “อู๋เซียงลองไปดูที่นั่นเถอะ”

              ร้านเครื่องประดับรุ่งเรืองค้ำฟ้านี้เป็นร้านที่กุมอำนาจเป็นหนึ่งท่ามกลางร้านขายเครื่องประดับมากมายในเมืองวารี เหล่าขุนนางในเมืองเองก็ชมชอบร้านนี้

              ทั้งสองเดินเข้าไปในร้าน ผู้ดูแลในร้านมิกี่คนเหลือบมองพวกเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าและหันไปมองหน้ากันยิ้มๆ ทั้งหมดต่างพากันพูดคุยหรือทำกิจธุระของตนต่อ ซึ่งที่จริงแล้วมิมีผู้ใดเข้ามาทักทายพวกเขาเลยต่างหาก

               ร้านเครื่องประดับนี้ได้รับการหนุนหลังจากบรรดาเหล่าขุนนาง แต่มิได้หมายความว่าขุนนางทุกคนจะมีสิทธิ์ใช้จ่ายได้!

               คนเหล่านี้ล้วนประสบพบเจอผู้คนมามากมาย แน่นอนว่าพวกเขาล้วนมีความเอนเอียงและมีอคติตัดสินผู้อื่น เมื่อเห็นคนทั้งสองสวมใส่เสื้อผ้าชนชั้นต่ำต้อย ความคิดของพวกเขาก็พลันนิ่งเฉย

               ขุนนางต่ำต้อยเช่นนี้จะมีอำนาจใช้จ่ายเงินได้สักเท่าไหร่เชียวหรือ?

               แม้นว่าฉินซิ่วนางจะมิได้ให้ความสนใจกับการเหยียดหยามนี้แต่อู๋เซียงมองเห็นทุกสิ่งอย่าง แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองด้วยรู้ความจริงของโลกนี้ว่าเป็นอย่างไร มันมิแปลกหากผู้ดูแลพวกจะมองเหยียดพวกเขา หากเขาใส่ใจเรื่องเล็กๆแค่นี้เขาคงมิเป็นทำอะไรทุกวัน

               หากต้องการจะเปลี่ยนสายตาของผู้คนที่มองมาก็ต้องเปลี่ยนสถานะพื้นหลังตระกูล

               เขารู้สึกรันทดยิ่งเมื่อเห็นสินค้าเครื่องประดับที่วางแสดงเรียงรายกันอยู่ภายในห้องนี้ มันช่างธรรมดานัก หากมอบให้บุคคลธรรมดาย่อมมิเป็นไรแต่หากพวกเขานำมันไปมอบให้กับตระกูลต้าซืออู๋เซียงคงรู้สึกอับอายยิ่ง กระทั่งตระกูลต้าซือก็คงมิเหลือบแลด้วยซ้ำ อย่างไรเขาก็มิสนใจเรื่องนี้อยู่แล้วแต่กับพี่ใหญ่ของเขา นางมีผิวหน้าอันบอบบางย่อมจะรู้สึกอับอายในสถานการณ์เช่นนั้นเสียมากกว่า

              “อู๋เซียงสร้อยเส้นนี้เป็นอย่างไร?”

              “อืมก็งามดี”

              “แล้วต่างหูคู่นี้เล่า?”

              “เรียบไปหน่อย”

               “กำไลนี่สวยเช่นกันอู๋เซียงเจ้าคิดว่าอย่างไร?”

               “มันดูธรรมดานัก”

               อู๋เซียงเป็นบุคคลที่มีสองชีวิต เขามีประสบการณ์มากมายดังนั้นสิ่งของหายากประเภทใดกันที่เขามิเคยพบมาก่อนหน้า? เขาท่องเที่ยวโดยเสรีไปตามพิพิธภัณฑ์อันยิ่งใหญ่และเก็บเกี่ยวทุกคนสิ่งที่ต้องการและโดยธรรมชาติเขาเป็นบุคคลพิถีพิถันกับทุกสิ่งอย่าง ในสายของเขาเครื่องประดับเหล่าจึงมิต่างจากก้อนดินโคลนตมอันใดเลย

             “ร้านเครื่องประดับชื่อดังอย่างรุ่งเรืองค้ำฟ้ามีสินค้าเพียงเท่านี้รึ?” เมื่อเห็นว่ากลุ่มผู้ดูแลมองพวกเขาราวเป็นตัวตลกชายหนุ่มก็อดมิได้ที่จะพูดกระทบอย่างเสียดสี

             ผู้แลคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยสีหน้าราวกับว่านางจะฟ้องร้องพวกเขา นางเอ่ยน้ำเสียงหยาบกระด้างว่า “แน่นอนว่าย่อมมีสินค้าที่ดีกว่าแต่มันถูกจัดเตรียมไว้สำหรับขุนนางชนชั้นมั่งคั่ง สำหรับของเหล่านี้ลำพังเพียงบุคคลธรรมดาก็มิอาจจ่ายได้ด้วยซ้ำ”

              จากสุ้มเสียงและการแสดงออกของนาง คงแบ่งแยกอู๋เซียงไว้ในส่วนของ “บุคคลธรรมดา” อย่างชัดเจน

              ฉินซิ่วมิว่าสิ่งใดเพียงยิ้มว่า “แม่นางได้โปรดแสดงสินค้าที่ดีกว่านี้แก่เราเถิด”

              “ขออภัยด้วยแม่นาง สินค้าชั้นดีสามารถแสดงต่อขุนนางที่เหนือกว่าชนชั้นโดดเด่นเพียงเท่านั้น แต่สำหรับพวกท่าน…” ผู้ดูแลรายนี้มองดูถูกพวกเขาอย่างโจ่งแจ้ง “บุตรหลานตระกูลชนชั้นต่ำต้อยข้าเกรงว่าคงมิอาจแสดงมันต่อหน้าพวกท่านได้ หากพวกเจ้าต้องการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ก็อย่าได้ใช้วิธีการต่ำต้อยเยี่ยงนี้อีก”

                “เจ้า…เจ้าคิดเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?” ฉินซิ่วไม่สบายใจ

                “ขออภัยแม่นางแต่นี่เป็นกฎของร้านเราและตัวข้าเองก็คิดเช่นกัน” ผู้ดูแลอีกคนเดินเข้ามา พวกนางตัดสินผู้คนจากการแสดงออกครั้งแรกนอกจากนี้ก่อนหน้านั้นชายหนุ่มมองสินค้าเครื่องประทับด้วยความดูถูกและยังพูดถึงพวกนางในลักษณะมิสมควร นางจึงรู้สึกทั้งสองคนนี้กำลังโอ้อวดตนอยู่

                 “พวกเจ้าช่างไร้ผลเหตุผลนัก” ฉินซิ่วกล่าวเอ่ยน้ำเสียงขุ่นมัว “ข้ามิเคยเห็นผู้ใดค้าขายเช่นพวกเจ้าที่เหมือนจะขับไล่ไสส่งลูกค้าออกจากร้านเช่นนี้”

                 “แน่นอนว่าเราจะต้อนรับลูกค้าผู้ที่สามารถจ่ายได้ ข้ามิมีเวลาพอที่จะจัดการให้กับผู้ที่มิสามารถจ่ายเงินและยังคุยโม้ในสิ่งทุกอย่างได้อย่างน่ารังเกียจ เพียงเอ่ยมันออกมาหากเจ้ามิสามารถจ่ายมันได้”

                 เวลานั้นอู๋เซียงพลันฉีกยิ้มสำราญใจ “พี่ใหญ่ท่านเห็นหรือไม่? มันเหมือนกับว่าสุนัขกำลังดูหมิ่นคนผู้หนึ่งทีเดียว”

                และหลังจากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขามองไปยังผู้ดูแลและเอ่ยเสียงเรียบว่า “ข้ามิต้องการเสียวาจาโดยเปล่ากับเจ้าและมิต้องการสร้างปัญหาใด จงนำเครื่องประดับมาให้เราดูเสีย”

                ก่อนที่ผู้ดูแลจะตอบโต้กลับ น้ำเสียงแหลมสูงเชิงเยาะเย้ยดังมาจากภายนอก “ฉินอู๋เซียง เจ้าเพียงสามารถกลั่นแกล้งได้เพียงสตรีเช่นนั้นหรือ?”

                ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อยยามที่ได้ยินเสียงนี้ เขามิจำเป็นต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าเป็นสตรีจองหองหยุนฉิงหยานแห่งตระกูลหยุน

                 เขาหันไปมองคนเหล่านั้นด้วยสายตาเย็นชา มองเห็นหยุนฉิงหยานยืนอยู่ด้านหน้าของกลุ่มด้วยท่าทีหยิ่งยโส นัยน์ตาเต็มไปด้วยการเยาะเย้ยและเย้าแหย่ ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะเป็นสิ่งอัปมงคลที่สุดเท่าที่นางเคยพบมา

                ด้านหลังหยุนฉิงหยานเป็นบุรุษและสตรีห้าถึงหกคนที่มาด้วยกัน แต่ละคนล้วนแต่สวมใส่เสื้อผ้าชั้นดี และแม้นว่าคนเหล่านี้จะมีรูปโฉมที่ต่างกันแต่ก็มีลักษณะเหมือนกันหนึ่งประการนั่นคือต่างก็มองเหยียดหยามคนผู้อื่นจากปลายจมูกของตนเช่นเดียวกันทั้งสิ้น

                ดูเหมือนว่าภายในเมืองวารี มันคงจะเป็นความอับอายครั้งใหญ่หากคนผู้อื่นมองดูพวกมันด้วยระดับที่เท่าเทียมเสมอกัน

               เมื่ออู๋เซียงมองเห็นท่าทีอันน่ารังเกียจของแต่ละคนแล้วเขาก็รู้สึกว่าตนโชคร้ายยิ่งนัก เหตุใดเขามิคิดตรวจสอบฤกษ์ยามก่อนออกมาด้านนอกและปัญหามันก็มักวิ่งเข้าหาเขาอยู่เรื่อยไป

               เขาเพียงปรายตามองคนพวกนั้นและหันกลับมามิสนใจใดๆ มันเป็นเพราะว่าเขาผู้อยู่จุดสูงสุดของศาสตร์วิชาต่อสู้กลับมาเกิดในภพใหม่ การโต้เถียงกับทารกมิสิ้นกลิ่นน้ำนมเป็นเรื่องอันน่าเบื่อ

              ทันใดนั้นชายผู้มีผิวสีเข้มเอ่ยว่า “ฉิงหยานน้อยนี่ใช่ทายาทตระกูลชนชั้นต่ำที่ทำให้เจ้ามิพอใจก่อนหน้านี้หรือไม่?”

              หยุนฉิงหยานยกยิ้มริมฝีปาก “แน่นอนย่อมเป็นเขา บุรุษผู้นี้มิเพียงหยาบกระด้างแต่เขายังเปี่ยมไปด้วยความเจ้าเล่ห์และกลอกกลิ้ง ฉินอู๋เซียงข้าขอถามว่าเจ้าใช่ผู้ร้ายที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์การลักขโมยที่เกิดขึ้นในสำนักต่อสู้หรือไม่?”

              ในช่วงมิกี่ปีที่ผ่านมานางมักรู้สึกว่ามีบางอย่างมิถูกต้องในเหตุการณ์เมื่อคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น หากซูถิงเป็นผู้กระทำจริงเขามีเหตุผลใดเล่าจึงต้องสร้างเรื่องราวและสอบถามทุกคนเพื่อจับกุมหัวขโมย?

               โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางคิดถึงถ้อยคำของฉินอู๋เซียง ดูเหมือนว่าตั้งแต่เริ่มต้นเขามักจะทิ้งนัยสำคัญไว้เสมอ เขาใช้วาจาดักจับซูถิงราวกับรู้อยู่แล้วความโชคร้ายกำลังซุกซ่อนอยู่ในห้องของซูถิง

               ก่อนหน้านั้นฉิงหยวนนางมิเคยคาดคิดว่าฉินอู๋เซียงจะแข็งแกร่งเท่าซูถิงเพราะเขามิเคยเอาชนะจางเซียนได้เลย อย่างไรก็ตามชื่อนี้ได้เริ่มโด่งดังขึ้นอย่างมากจากการสังหารจางเซียนและพี่ชาย ชนชั้นต่ำเช่นตระกูลฉินกล้าท้าทายชนชั้นมั่งคั่งอย่างตระกูลซู!  สิ่งเหล่านี้ทำให้นางสงสัยตัวฉินอู๋เซียง

              ชายหนุ่มมิได้หันกลับไปมอง เขาเปล่งเสียงดูหมิ่นว่า “เหตุใดจึงมาถามข้าในเจ้าเป็นผู้เก็บเสื้อผ้ามิเรียบร้อยเองเล่า? สมควรสอบถามกับบุคคลเจ้าของห้องที่พบสิ่งของต่างหากเล่าแล้วมาถามสิ่งใดกับข้ากัน?”

                “ฉิงหยู เด็กหนุ่มจากชนชั้นต่ำนี้ช่างมิมีความสุภาพนัก กลุ่มขุนชนชั้นขุนนางเมืองวารีของเจ้ามีทั้งบุคคลดีและมิดีสินะ”

               ในกลุ่มที่มีบุรุษและสตรีฝั่งละสาม บุรุษผู้เอ่ยวาจานี้สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อดี ห้อยหยกลายวิจิตรอยู่ที่เอวและมีรูปทรงอันประหลาดตา เขายืนอยู่กับบุรุษวัยเยาว์อีกสองคน ดูท่าแล้วเขาคงเป็นหัวหน้ากลุ่มเล็กๆนี้

              “พี่เย่เฟิงข้าขอภัยนักที่เมืองวารีของเราเหมือนจะสร้างเรื่องหัวร่อให้ท่านชมเสียแล้ว” ด้านหลังหยุนฉิงหยวนเป็นสตรีที่ดูคล้ายกับหยุนฉิงหยวนแต่ดูเป็นผู้ใหญ่และและรูปโฉมงดงามยิ่งกว่า

              สตรีผู้นี้สวมชุดสีชมพูหวานตั้งศีรษะจรดปลายเท้า คิ้วทั้งสองข้างราวกับจะเสวนา ในระหว่างการเคลื่อนไหวคนทั้งหลายก็เหมือนกับถูกสะกดจิตในห้วงเสน่ห์ นางเป็นพี่สาวของหยุนฉิงหยานหรือก็คือหยุนฉิงหยู

              เขาต้องยอมรับว่าบุปผาสองคู่นี้ของตระกูลหยุนนี้เป็นบุปผางามล่มเมืองอันดับหนึ่งของเมืองวารี แต่มันก็เพียงเท่านี้ในชีวิตก่อนเขาได้พบเจอสาวงามหลากหลายแบบ เขาไม่คิดว่าหนึ่งในสองคนนี้จะทำให้เขารู้สึกตกตะลึงได้ มิใช่ว่าพวกนางมิโดดเด่นหรืองามเพริศพริ้ง แต่เป็นความรู้สึกต่อความงดงามของธรรมชาติพวกนางขาดบางสิ่ง

              แม้ว่าบุปผาสองพี่น้องจะงดงามเพียงใดทั้งสองก็มีลักษณะหนึ่งอย่างร่วมกัน ในสายตาของเขาพวกนางยึดถือวิสัยและธรรมเนียมของเหล่าชนชั้นขุนนางจนเคยชิน

              สตรีเช่นนี้ หากเจตนามิบริสุทธิ์นางคงจะเสียคะแนนไปเยอะในการพิจารณาของอู๋เซียง เมื่อเทียบกับฉินซิ่วพี่สาวของเขา พวกนางทั้งสองถือว่าอยู่ห่างออกไปอีกหลายหมื่นลี้ด้วยซ้ำ

              ความงามในคู่นัยน์ตาที่กระจ่างชัดเช่นผืนน้ำของฤดูใบไม้ร่วงและมิแปดเปื้อนฝุ่นธุลีใดนี่ต่างหากที่เรียกว่าความงดงามที่ทำให้ตื่นตะลึง!

                บุรุษผู้นามว่าเย่เฟิงยักไหล่ของตนอย่างมิใส่ใจ “เรื่องน่าหัวร่อหรือ? ย่อมมิใช่ข้าเย่เฟิงมิถือสาเอาความกับเด็กหนุ่มจากชนชั้นต่ำต้อยหรอก”

                เมื่อเห็นพี่สาวและพี่ชายเย่เฟิ่งส่งเสริมหยุนฉิงหยานก็รู้สึกอาจหาญยิ่งขึ้น นางเอามือค้ำเอวและถามอย่างคร่ำครึว่า “ฉินอู๋เซียงเจ้าเป็นบุรุษเพศหรือไม่? หากเจ้าเป็นบุรุษก็อย่าได้ปิดซ่อนหรือมันอาจเป็นไปได้ว่าเจ้าหวาดกลัวที่จะยอมรับว่าเป็นผู้กระทำ?”

                ชายหนุ่มขมวดคิ้ว คนเหล่านี้ช่างเซ้าซี้หนักยิ่งกว่าเหลือบไรเสียอีกหากมิสนใจมันก็จะกระโดดใส่มากขึ้นเรื่อยๆ ยอมลดตนลงมากลั่นแกล้งบุคคลที่อยู่ชนชั้นต่ำงั้นรึ? คิดว่าข้าจะเอาตัวเข้าไปยุ่งด้วยอย่างงั้นหรือ?

                “มิว่าข้าจะเป็นบุรุษหรือไม่ก็ตาม แม่นางหยุนสามารถตรวจสอบสถานที่สำหรับข้อเท็จจริงได้แน่นอน หากยังสนทนาต่อด้วยเรื่องไร้จุดหมายต่อไปข้าเกรงว่าข้าคงมิอาจมีเวลามากนักที่จะพูดคุยกับแม่นางได้”

                ทันทีที่เขาเอ่ยคำเหล่านี้จบ ใบหน้าของสองพี่น้องตระกูลหยุนก็พลันแปรเปลี่ยน แม้กระทั่งสตรีที่ยืนเงียบอยู่ข้างกายสองพี่น้องก็มองชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจ

               พวกเขามิคิดว่าบุตรหลานตระกูลชนชั้นต่ำต้อยจะกล้าเอ่ยวาจาสามหาวเยี่ยงนี้

               บุรุษผิวสีเข้มซึ่งพยายามทำให้หยุนฉิงหยานชื่นชอบเริ่มมีโทสะ “หนุ่มน้อยดูเหมือนว่าเจ้าจะใช้ชีวิตนานเกินไปเสียแล้ว!”

               อู๋เซียงอดหัวร่อไม่ได้ เขาหันกลับมาและถาม “อะไรหรือ? อยากเป็นผู้พิทักษ์ปกป้องบุปผางามอย่างนั้นหรือ? ท่านมิคิดหรือว่านี่เป็นวิธีที่โบราณโดยแท้?”

               ทันใดนั้นหญิงสาวที่ยืนอยู่ด้านหลังกล่าวขึ้นว่า “หลิงเทียนอย่าได้ใส่ใจกับชนชั้นต่ำเลย”

               หลิงเทียนชายผิวเข้มตะโกนว่า “หากมันล่วงเกินข้า ข้าเพียงจะยิ้มขำเท่านั้น  กระนั้นมันกลับใช้ถ้อยคำล่วงลเกินแม่นางหยุนข้ามิอาจให้อภัยได้ เจ้าจงออกมาให้ข้าประเมินและเห็นว่าเจ้ามีน้ำหนักเท่าใดจึงกล้าหยิ่งผยองได้!”

               ฉินซิ่วรู้สึกมืดมนนัก ผู้คนเหล่านี้ล้วนไร้ซึ่งเหตุผล ความเป็นจริงคือพวกเขาเป็นบุคคลเริ่มต้นความวุ่นวายนี้เองแต่ก็ยังกล้ากล่าวอ้างด้วยน้ำเสียงอันชอบธรรม

                อู๋เซียงมองดูบุรุษผิวสีเข้มราวกับตัวโง่งม ชายหนุ่มเลือกเมินเฉยต่อหลิงเทียนและพูดกับผู้ดูแลร้านเพียงว่า “นำข้าไปยังบริเวณที่เก็บรักษาเครื่องประดับชั้นดี”

                หลิงเทียนถูกมองข้าม แน่ชัดว่าบุตรหลานชนชั้นต่ำมองข้ามมัน

                เวลานี้หลิงเทียนมันเดือดดาลอย่างแท้จริง!