0 Views

            วันเวลาที่ผ่านมาจือหยวนและเซี่ยวจงนั้นไม่ได้ตกอยู่ในสภาวะที่ดีนัก

            เด็กหนุ่มทั้งสองอยู่ในสถานการณ์แตกต่างออกไปจากอู๋เซียง เมื่อตัดสินออกจากสำนักต่อสู้ และพวกเขามิได้ย้อนกลับมาด้วยเรื่องราวประสบผลอันใด กล่าวโดยตรงพวกเขาเพียงทำหน้าที่เป็นตัวประกอบในเรื่องอู๋เซียงเท่านั้น

            มันมีความสำคัญอย่างมากต่อจือหยวน ด้วยว่าตระกูลหูของเขาเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นต่ำเช่นเดียวกับตระกูลฉิน เป็นหนึ่งในสองตระกูลขุนนางที่สังกัดอยู่ในเมืองฝั่งตะวันออก ตระกูลหูประสงค์จะลงชิงชัยกับตระกูลฉินอย่างเงียบๆ

            สหายคนสนิทร่วมสำนักฝ่างเซี่ยวจง ซึ่งเป็นญาติห่างๆกับตระกูลหู ซึ่งตระกูลของมันได้ตำแหน่งที่นั่งเมืองนี้แม้จะรุ่งโรจน์เพียงใดก็เป็นแค่ตระกูลสามัญชนไร้ที่นั่งของชนชั้นสูง

            ดังนั้นเขาจึงมีสถานะต่ำสุดในสถาบันศึกษา ได้รับการดูหมิ่นจากผู้อื่นด้วยเหตุนี้เองจึงได้สร้างตัวตนอันขลาดกลัวขึ้นภายในใจ

            หากจือหยวนมิได้คุ้มครองเขา ไม่มีทางใดเลยที่เซี่ยวจงจะมีชีวิตรอดในสำนักต่อสู้

           เสน่ห์อันกล้าหาญของจือหยวนได้ลดลงอย่างมากภายหลังจากบิดาซึ่งเป็นผู้นำตระกูลหูนั้นได้กล่าวตำหนิรุนแรง ตอนนี้เขากำลังคิดทบทวนนี่มันทำตัวหุนหันพลันแล่นเร็วไปหรือ?

            จะอย่างไรในเวลาเดียวกันเขาย่อมรู้ดีว่าหากอยู่ในสถาบันต่อไปสถานการณ์จะเลวร้ายลงกว่าเดิม

            วันนี้เซี่ยวจงแอบเข้ามาในจวนของตระกูลหู ทั้งสองเผชิญหน้าต่างฝ่ายต่างก็เข้าใจกันทันที พวกเขาเดินมุ่งตรงไปยังจวนตระกูลฉิน

            ทั้งสองปฏิบัติต่ออู๋เซียงเช่นผู้นำกลุ่ม หลังสำนักเล่าเรียนขับไล่พวกมัน

            เมื่อมาถึงจวนตระกูลฉิน พวกเขาก็ได้รับรู้ว่าอู๋เซียงออกไปปีนป่ายเทือกเขาชางอันยิ่งใหญ่ตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว

            ความรู้สึกหดหู่เกาะกุมจิตใจเมื่อมิอาจจะพบกับชายหนุ่มได้ ทั้งสองกำลังจะจากไป ฉับพลันนั้นปรากฏฉินซิ่วเดินออกมาจากจวนหญิงสาวเผยอยิ้มทักทาย “จือหยวน เซี่ยวจง เหตุใดพวกเจ้าทั้งสองจึงจากมาเล่าแล้วมาถึงที่นี่เมื่อใด?”

            ทั้งสองต่างรู้จักดรุณีผู้นี้ดีจึงเอ่ยทักทาย “พี่สาวฉินซิ่ว”

            “เข้ามาดื่มชาในศาลารอสักครู่เถิด เดี๋ยวน้องเล็กก็กลับมาแล้ว” หญิงสาวสรวลยิ้มต้อนรับพวกเขาเข้าจวน

            เมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงสาว ทั้งสองกลับยังสงวนมารยาทท่าทีไว้เล็กน้อย

             ฉินซิ่วไม่อนุญาตให้มีข้อแก้ตัวใดๆทั้งสิ้น นางฉุดลากทั้งสองเข้ามายังจวน มือแต่ละข้างจับจูงเด็กหนุ่มทั้งสองพร้อมสั่งให้เด็กรับใช้จัดเตรียมของว่างและอาหารมาจัดวางมากมาย

             ในเมืองฝั่งตะวันออกตระกูลฉินมีรากฐานอำนาจอันกว้างไกลและยังคงเป็นที่หนึ่ง พวกเขามีทรัพย์สินมหาศาลจนถึงกับทำให้ตระกูลซูซึ่งเป็นชนชั้นมั่งคั่งยังรู้สึกอิจฉา

             เมื่ออาหารของว่างมาจัดวางบนโต๊ะจือหยวนรู้สึกกลืนน้ำลายทันที ชายหนุ่มมิค่อยมีโอกาสรับชมอาหารเลิศหรูเช่นนี้มาก่อน นี่จะให้เขาลิ้มลองพวกมันเพียงผู้เดียวหรือ

             ฉินซิ่วเอ่ยกระตุ้นว่า “เอาเลยรีบทานเสีย เพียงลิ้มลองพวกมันเช่นขณะที่อยู่บ้านตนเองข้ามีเรื่องสอบถามพวกเจ้าเช่นกัน”

            พวกเขาหลงเหลือความยับยั้งชั่งใจอันน้อยนิดเมื่อเห็นน้ำใจของหญิงสาว โดยมิสนใจนักฉินซิ่วได้สอบถามช่วงเวลาที่ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ภายในสำนัก

           ทั้งสองตอบขณะที่กำลังทาน บทสนทนาค่อยๆผ่านไปพวกเขากลายเริ่มคุ้นชินกับหญิงสาวมากขึ้น และเปิดเผยตัวตนธรรมชาติของคนหนุ่มสาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเซี่ยวจงเขารู้พี่สาวฉินซิ่วนั้นคงอยากทราบเรื่องราวเกี่ยวกับสิ่งที่น้องชายกระทำ.. ทุกคนต่างล้วนผูกมัดความสำราญ พูดคุยมิหยุดยั้ง พร่างพราวไปด้วยความปิติยินดี

            ที่น่าจดจำนักคือเขาได้เล่าถึงความเก่งกาจเติมแต่งให้อลังการบ้างขณะที่อู๋เซียงประลองกับจางเซียน

            ฉินซิ่วยิ้มร่าเริงและสอบถามเวลาเดียวกัน

            ภายในตัวศาลาต่างคึกคักเต็มไปด้วยเสียงอึกทึกและความตื่นเต้น เสียงของอู๋เซียงก็ดังสวนขึ้นมาจากข้างนอก “ฝ่างเซี่ยวจง มิได้พบเจอเจ้าเพียงชั่วคราวแต่วิธีการคุยโม้ของเจ้ากลับดีขึ้นเสียจริง”

            ทั้งจือหยวนและเซี่ยวจงต่างลุกขึ้นยืนเมื่อได้ยินเสียงของชายหนุ่มอีกคน

            เขาเดินเข้ามาในศาลาอย่างยิ้มแย้ม “พวกเจ้าถูกจับมัดลิ้นไว้ตอนอยู่บ้านหรืออย่างไร?”

            จือหยวนส่งยิ้มแหย ส่วนเซี่ยวจงนั้นถูมือทั้งสองข้าง พวกเขาทั้งสองต่างก็หวาดกลัวต่ออาการหักดิบอย่างรุนแรงของชายหนุ่ม

           “อู๋เซียงกลับมาแล้วหรือเช่นนั้นพวกเจ้าทั้งนั่งเล่นตามสบายเลยเถิด” ผู้เยาว์ทั้งสามรวมตัวกันหญิงสาวหนึ่งเดียวพลันตระหนักได้เลยว่าพวกเขาต้องมีเรื่องมากมายพูดคุยกัน ฉินซิ่วยิ้มสรวลและเดินจากไป

            “อู๋เซียงข้าได้ยินจากพี่สาวว่าเจ้าขึ้นไปบนเทือกเขาชางทุกเช้าจริงหรือ?” จือหยวนถาม

            “ใช่ หากข้ามิฝึกฝนให้หนักขณะยังเยาว์ข้าคงจะเสียใจและรันทดยิ่งนักเมื่อยามบั้นปลาย แล้วพวกเจ้าทั้งสองวางแผนเช่นไร? ” ชายหนุ่มบอกได้เลยว่าคนทั้งสองยังไม่สามารถปรับตัวเองได้ภายหลังกลับมาจากสถาบัน

            “ข้าเพียงสามารถฝึกฝนทักษะพื้นฐานบางอย่างยามอยู่ที่จวนเท่านั้น สำหรับชนชั้นต่ำต้อยเดินดินนะหรือ มันน่าอับอายนักที่เราแทบไม่มีวิชาคัมภีร์การต่อสู้ใดๆเลย” จือหยวนถอนหายใจยาว

            เซี่ยวจงกระพริบตา “พี่อู๋เซียงท่านแข็งแกร่งนักตอนฆ่าจางเซียนมัน ที่สำนักข้าเห็นว่าท่านมีวิธีฝึกฝนแตกต่างอย่างมาก แล้วเหตุใดจึงมิให้พวกเราฝึกกับท่านเล่า?”

            ชายหนุ่มนิ่งเงียบมิได้กล่าวคำใด

            จือหยวนถามสีหน้าเต็มไปด้วยความคาดหวัง “อู๋เซียงเจ้าคิดว่าอย่างไร จะให้พวกเราฝึกฝนด้วยหรือไม่?”

            เขาเพียงแค่ยิ้ม “การฝึกของข้ามิเหมาะสมกับพวกเจ้านัก หากประสงค์เรียนรู้ข้าย่อมจะจัดรูปแบบการฝึกให้เหมาะสมกับตัวของพวกเจ้าเอง หากสามารถทำตามได้มั่นใจได้ว่าจะมิได้รับคะแนนเลวร้ายในการสอบอีกสามปีข้างหน้าเป็นแน่”

            “เพราะเหตุใดการฝึกของพี่อู๋เซียงจึงไม่เหมาะสมกับพวกเราเล่า?” เซี่ยวจงคิดว่ามันแปลกมากนักสำหรับเรื่องนี้

            จือหยวนจมจ่อกับความคิดแล้วกล่าวว่า “เจ้าบ้าอู๋เซียงนะแข็งแกร่งกว่าพวกเรายิ่งนัก พวกเราต่างหากที่จะเป็นตัวถ่วงดึงให้เขาต่ำลงหากยังคงพยายามตามติดเขา”

            หลังจากได้ตรวจสอบความสามารถปัจจุบันของคนทั้งสองแล้ว เขาก็ได้จัดทำแผนการฝึกฝนให้แก่พวกเขาทันที โดยเขาได้ขอให้เด็กหนุ่มทั้งสองปฏิบัติตามแผนขั้นตอนเป็นระยะเวลาหนึ่งปี

            “จงจำไว้ว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการฝึกฝนคือความขยันอุตสาหะ ในแต่ละวันพวกเจ้าต้องกระทำจวบจนสิ้นสุดเป้าหมายตามที่กำหนดไว้ หากลดหย่อนแม้วันเดียวก็อย่าได้มาสร้างความรำคาญให้ข้าอีกนับหลังจากนี้หนึ่งปี!”

            อู๋เซียงนั้นค่อนข้างเคร่งครัดเอาใส่ใจต่อการฝึกฝนเป็นพิเศษ เขาไม่อนุญาตผู้ใดประมาทเลินเล่อแม้แต่เล็กน้อย

            ทั้งสองคนจากไปด้วยปลาบปลื้มหลังได้รับการฝึกในอันเหมาะสม

            ผ่านไปสามเดือนทั้งจือหยวนและเซี่ยวจงพบว่าความแข็งแรงของพวกเขานั้นดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้การการเคลื่อนไหวประสานงานส่วนร่างกายก็ปรับเปลี่ยนไปอย่างเด่นชัดเช่นกัน

            แม้ปรากฏผลลัพธ์แต่ก็ไม่กล้าจะผ่อนปรน ในเก้าเดือนถัดมาพวกเขามิเคยหยุดการฝึกฝนสักนิด มิสนใจว่าเป็นหน้าเหมันต์สุดเย็นเยือกหรือคิมหันต์ที่ร้อนแผดเผา

            ช่วงแรกนั้นท่านผู้นำตระกูลหูขุ่นแค้นนักกับความจริงที่ว่าจือหยวนได้ใช้เวลาร่วมเซี่ยวจงในแต่ละวัน อย่างไรก็ตามตอนหลังเขาก็ถอยทัพจากการคัดค้าน เพราะตระหนักว่าไม่มีสิ่งใดไม่เหมาะสมกับสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่เนื่องจากพวกเขาเพียงฝึกฝนเท่านั้น

            เพียงครึ่งปีเขารับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันเห็นได้ชัดในตัวบุตรชาย จึงได้เรียกจือหยวนมาสอบถามเขาเรื่องนี้ แต่กลับรู้สึกตกใจมากนักเมื่อทราบถึงวิธีการฝึกของพวกมัน

            ผู้นำตระกูลหูตกตะลึงหนักเมื่อได้ทราบว่าฉินอู๋เซียงเป็นผู้ออกแบบขั้นตอนการฝึกฝนให้คนทั้งสอง หลังจากหยุดชะงักกลางคันอย่างนาน เขากล่าวว่า “บุตรชายตระกูลฉินผู้นี้ย่อมมีบางสิ่งอย่างมิต้องสงสัย”

            “ย่อมเป็นเช่นนั้น! ไม่งั้นแล้วเขาจะสามารถฆ่าจางเซียนได้เยี่ยงไรเล่า?” จือหยวนพึมพำ

            “ใช่ ภายภาคหน้าจะเป็นการดีหากเจ้าจะรักษาความสัมพันธ์เช่นนี้ไว้”

            เมื่อเห็นว่าบิดาไม่ได้ตำหนิสิ่งใดแต่ส่งเสริมให้ไปเที่ยวเล่นกับอู๋เซียงได้ จือหยวนดีใจมากนักเขาพยักหน้าหงึกหงักระรัวและโลดแล่นวิ่งออกไป

            หนึ่งปีผ่านไปตลอดทั้งช่วงปี

            ผู้คนรอบข้างตัวของจือหยวนและเซี่ยวจงต่างยินดีกับการเปลี่ยนแปลงของพวกเขา

            ในวันนี้ทั้งสองมาที่จวนของตระกูลฉินเพื่อพบกับอู๋เซียงอีกครั้ง ชายหนุ่มมิได้พูดสิ่งใดมากความเมื่อเห็นรอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าของทั้งคู่ เขายกยิ้ม “พรุ่งนี้ให้มายามอิ๋น ข้าจะพาขึ้นเทือกเขาชาง!”

            ทันทีที่ได้วาจาของชายหนุ่มว่าเต็มใจจะฝึกปรือให้พวกเขาแล้ว สองสหายก็เร่งรุดกลับจวนโดยพลันอย่างเบิกบานใจเพื่อเตรียมตัว

            ผ่านยามอิ๋นมาเพียงเล็กน้อย เด็กหนุ่มทั้งสองก็มาถึงจวนตระกูลฉินเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง อู๋เซียงอยู่หน้าประตูจวนเรียบร้อยเขาพยักหน้าเมื่อเห็นทั้งคู่ต่างมาตรงเวลา “มาเถอะ! จำไว้ว่าพวกเจ้าต้องตามติดข้าเป็นเสมือนเงาตามตัวผู้ใดมิสามารถกระทำได้จะถูกเรียกว่าตัวขี้ขลาด!”

            ในช่วงสามสิบลี้แรกคนทั้งสามยังรู้สึกผ่อนคลาย เซี่ยวจงกับจือหยวนต่างพูดคุยกันตลอดทาง

            ประมาณหกสิบลี้พวกเขามิมีปฏิกิริยาเท่าไหร่นัก เพียงหายใจติดขัดเล็กน้อย

            ผ่านไปเกือบร้อยลี้เซี่ยวจงก็เริ่มหายใจหนักหน่วงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และผ่านไปอีกสามสิบลี้จือหยวนก็เริ่มหายใจลำบากราวกับชิ้นเหล็กแนบติดอยู่กับปลายเท้าเขา

            ส่วนอู๋เซียงนั้นดูเหมือนจะไม่สะทกสะท้านใดๆขณะส่งรอยยิ้มให้กับพวกมัน ไม่ได้กล่าวสิ่งอื่น

            รอยยิ้มของเขาเป็นเหตุให้จือหยวนและเซี่ยวจงต้องกล้ำกลืนคำร้องขอลงคอ พวกมันหยิบยื่นชีวิตไว้บนเส้นด้ายเสียแล้ว ต่างขับเคี่ยวตนเองวิ่งไล่กวดตามหลังอู๋เซียงอย่างเหมาะสม รักษาระยะทางมิให้สูญเสียมากเกินไป

            ด้วยความยากลำบากยิ่งยวดในที่สุดอู๋เซียงก็หยุดขยับฝีเท้าหลังจากผ่านมาอีกราวๆหกสิบลี้เห็นจะได้

            ขณะร่างกายของสองสหายนั้นแทบหมดแรงและเจ็บช้ำไปหมด เหมือนศิลาขนาดยักษ์กำลังกดทับทรวงอกของตน และพวกเขาก็อ้าปากค้างแช่กลางอากาศอย่างมิอาจห้ามได้ สิทธิพิเศษสงวนไว้ซึ่งเฉพาะผู้อยู่รอดเท่านั้น ใบหน้าที่ซีดเผือกแขนขาที่สั่นเครือ

            “พวกเจ้าคิดเห็นอย่างไรบ้าง? ยังดูแคลนภูเขาที่ยาวเกือบสามร้อยลี้อยู่หรือไม่?” ใบหน้าของชายหนุ่มขึ้นสีแดงจัดและสูดหายใจเข้าลึกๆ

             อู๋เซียงได้ปรับเปลี่ยนเส้นทางนี้ให้แก่ตนเอง วิ่งวกวนไปตามเส้นทางของเทือกเขาชางอันยิ่งใหญ่ เชื่อว่าท้ายที่สุดท่านย่อมถึงจุดสุดยอดหลังวิ่งวนเป็นเกลียวมา

            เส้นทางรอบภูเขานี้ใช้แรงกำลังมากกว่าสองหรือสามเท่าที่ใช้ในพื้นที่เปิดโล่ง

            จือหยวนที่ยังหายใจหอบ มีเสียงฮึดฮัดออกมา “แผนของเจ้าที่ให้เราวิ่งรอบเมืองฝั่งตะวันออกนับสิบรอบซึ่งมันมีระยะทางเกือบสามร้อยลี้โดยปกติ ตอนวิ่งมิเหนื่อยมากนักแต่เส้นรอบภูเขาแห่งนี้มันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง”

             เวลานี้ฝ่างเซี่ยวจงที่เพิ่งฟื้นคืนสติ เขากล่าวว่า “โชคดีนักที่เรายังคงปฏิบัติเช่นนี้อยู่ และตอนนี้พวกเราไม่ถูกเรียกว่าตัวขี้ขลาดแล้ว พี่อู๋เซียงพวกเราเข้าใกล้ระดับของท่านแล้วหรือไม่? “

             ชายหนุ่มเพียงยิ้ม ไม่ได้เอ่ยสิ่งอื่นใด

            อย่างไรก็ตามดูเหมือนจือหวนจะตระหนักได้ถึงบางสิ่ง เขาเหลือบดูรอยเท้าอย่างถี่ถ้วนเหตุใดมันถึงรู้สึกว่ารอยเท้าของอู๋เซียงนั้นมันลึกกว่าพวกเขา?

            “อู๋เซียงเหตุใดเจ้าจึงมีรอยเท้าลึกเช่นนี้? ใช่แล้ว หรือว่าเจ้าผูกรัดบางอย่างกับข้อเท้างั้นรึ?”

            เพราะความอยากรู้เขาเลยดึงขากางเกงของอู๋เซียงขึ้น น่าอัศจรรย์นักที่เขาพบชิ้นส่วนแท่งเหล็กขนาดยาวผูกติดที่นั่น

            แท่งโลหะเหล่านี้ทำมาจากเหล็กพิเศษ มันหนาเอาเรื่องและผูกติดไว้กับขาแต่ละข้าง ฝั่งละสาม

            จือหยวนกับเซี่ยวจงรู้สึกงงงวยต่างคนต่างมองหน้ากัน เริ่มแรกพวกมันมั่นใจว่าระดับของตนนั้นใกล้เคียงกับระดับของอู๋เซียงหลังจากได้รับแบบแผนการฝึกฝนเฉพาะเป็นเวลาทั้งปี ตอนนี้พวกมันเข้าใจอย่างฉับพลันถึงความแตกต่าง ซึ่งทั้งสองเพียงอยู่ระดับพัฒนาการเท่านั้น

            “นับจากวันนี้พวกเจ้าจะต้องฝึกฝนตามเส้นทางที่บอกเป็นเวลาหนึ่งปี! เวลานี้ข้าจะสอนทักษะวิชาต่อสู้อันแข็งแกร่งให้แก่พวกเจ้า”

            ชีวิตเดิมของเขานั้นเป็นผู้เยี่ยมยอดในวิชาการต่อสู้ โดยธรรมชาติเขาย่อมรู้ถึงหลักวิธีการสั่งสอนตามความสามารถของลูกศิษย์เป็นอย่างดี

            จือหยวนและเซี่ยวจงมีตัวตนแตกต่างกันมาก ผู้หนึ่งอ่อนน้อมซื่อตรงอีกหนึ่งคือยืดหยุ่นพลิกแพลง ด้วยเหตุผลดังกล่าวเขาจึงต้องสอนวิชาที่ตรงข้ามกับเจ้า

              ตัวของจือหยวนจะได้ฝึกธารทั้งสิบแปดวิชานี้ทรงพลังดุดัน เป็นแห่งหนทางบุรุษเพศ ส่วนเซี่ยวจงนั้นเขาจะสอนเลื้อยอสรพิษเป็นวิธีการต่อสู้รุกไล่แบบประหลาดและเจ้าเล่ห์ซ่อนเหลี่ยม

            ด้วยพื้นฐานในปัจจุบันของพวกเขาทั้งสองนั้นยังคงห่างไกลที่จะฝึกฝนวิชาขั้นสูง แน่นอนว่าอู๋เซียงจะมิทำให้เรื่องราวผิดพลาดโดยฝืนเร่งขั้นตอนอย่างเด็ดขาด  ยังคงมีเวลาเหลืออีกสองปีจนกว่าจะถึงวันทดสอบของนักสู้ฝึกหัดทุกคน หากเขาสามารถพาคนทั้งสองไปได้เขาก็จะพาไป เพราะพวกเขาล้วนมาจากเมืองเดียวกันเผชิญปัญหามาด้วยกัน

             อู๋เซียงจะมิยอมปล่อยให้มิตรภาพสูญหาย หากว่าพวกเขาเปล่งประกายและนำพาชื่อเสียงเกียรติยศสู่ต้นตระกูลบรรพบุรุษระหว่างการทดสอบของนักสู้หนุ่มสาวคนรุ่นใหม่

 

 

 

ป.ล ยามอิ๋นคือช่วงตีสาม – ตีห้า / ธารทั้งสิบแปด เราใช้ธารที่หมายถึงการรองรับ ที่รับรองนะคะ ไม่ใช่หมายถึงธารแม่น้ำเป็นรากศัพท์มาจากคำว่าอาธารค่ะ