0 Views

              เป็นเรื่องยากยิ่งที่ทายาทเชื้อสายโลหิตของตระกูลขุนนางจะประลองต่อสู้กันภายในเมืองวารี เป็นเวลาสามถึงห้าปีมาแล้วซึ่งล้วนแต่ปราศจากการท้าทายระหว่างผู้เยาว์ด้วยกัน ในปีนี้เนื่องด้วยบุตรหลานชนชั้นขุนนางนับมิถ้วนต่างก็มาชุมนุมกันยังสถานที่แห่งนี้เพื่อเข้าร่วมการทดสอบระดับใหญ่เช่นนั้นก็ย่อมบังเกิดการต่อสู้ดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น

               ทันทีที่ข่าวสารกระจายออกไป ถ้อยคำจากคนผู้หนึ่งก็ไปหาผู้คนนับสิบ พลิกผันสู่ผู้คนเป็นร้อยชั่วอึดใจนั้นเรื่องนี้ก็กลายเป็นหัวข้อสนทนาของทั้งเมือง นักสู้หนุ่มสาวบางคนก็วิ่งแล่นไปยังลานวารีด้วยมิอยากพลาดการแสดงอันน่าตื่นเต้นเร้าอารมณ์นี้ทีหลัง

               ฝูงชนทั้งมวลเริ่มมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ ต่างพากันเริ่มสอบถามบุคคลซึ่งมาถึงก่อนหน้าถึงรายละเอียดอันแน่ชัด เบื้องหลังการท้าสู้นี้ การถกเถียงดำเนินไปท่ามกลางผู้คนพวกมันได้ยินว่าบุตรชายคนโตของตระกูลจางได้ท้าทายนักสู้ระดับที่เจ็ด

               “นรกมันเถอะ นักสู้หนุ่มระดับที่เจ็ดหรือจะต่อยตีกับนักสู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของระดับกำลังพื้นฐาน ศีรษะของมันถูกลาถีบย้อนกลับหรืออย่างไร?”

               “ใช่หรือไม่? การต่อสู้เอนเอียงมิสมดุลเช่นนี้มีค่าเท่ากับการฆ่าตัวตายเท่านั้น เจ้าควรกระโดดลงสายนทีหากรู้สึกว่าตนใช้ชีวิตยาวนานเกินไป!”

               “ฮ้า แน่นอนว่ามันมิได้เป็นผู้ขันอาสาด้วยซ้ำ! เจ้ามิเคยได้ยินหรอกหรือ? ที่ว่าตระกูลจางนั้นได้ชนชั้นมั่งคั่งเช่นตระกูลซูถือหางพวกมันอยู่! เมืองวารีตระกูลซูนับเป็นที่หนึ่งในเรื่องข่มเหงผู้อื่น ผู้เยาว์ระดับเจ็ดนี้ย่อมแสดงออกนอกหน้ามากเกินไปจึงได้รับหมัดต่อยเข้าที่ดวงตาเช่นนี้!”

               “ข้าขอกล่าวหน่อยพวกเจ้านี่จะวุ่นวายด้วยไปไยื ท้ายที่สุดมันก็เป็นการท้าประลอง มิว่าจะเกิดเรื่องอันใดขึ้นกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมันก็ยังคงเป็นการแสดงสุดตระการตาอยู่ดี น่าสนใจตรงที่มันน่าดูเสียยิ่งกว่าคู่อื่นๆเจ้ามิคิดเช่นนั้นหรือ?”

               “เจ้ากล่าวถูกต้อง นั่นมันใช่ฉินอู๋เซียงนักสู้ผู้เยาว์ระดับที่เจ็ดหรือไม่? อู๋เซียงนี่มาจากชนชั้นต่ำต้อยมิใช่หรือ?”

               “แน่นอนว่าเป็นมัน ชนชั้นต่ำเป็นเพียงชนชั้นมิมีตัวตนสิทธิพื้นฐาน! เพียงแค่แสดงท่าทีออกนอกหน้าไปบ้างพวกมันก็ถูกกดขี่แล้วโลกนี่ช่าง…”

               “เจ้าจะรู้อันใด? ก่อนหน้านี้อู๋เซียงมันเคยฆ่าน้องชายของจางเหยามาก่อนแล้วด้วยเหตุนี้มันจึงเพียงชำระหนี้ครั้งเก่าอย่างง่ายดาย!”

              เริ่มแรกนั้นต่างก็พูดคุยดูถูกฝั่งผู้เยาว์ คนบางคนก็เริ่มเวทนาชายหนุ่มและทุกคนก็ล้วนรู้สึกว่าการต่อสู้ครั้งนี้เหมือนถูกใครบางคนวางกลอุบายขึ้นมา!

              มันเป็นการกลั่นแกล้งชนชั้นต่ำโดยเหล่าชนชั้นมั่งคั่ง!

              หลากหลายคนทีเดียวในที่นี้ที่ล้วนแต่เป็นบุตรหลานชนชั้นต่ำต้อยสกุลอื่นๆ ต่างก็รู้สึกสงสารเสมือนจิ้งจอกเจ้าเล่ห์กำลังร้องไห้ต่อกระต่ายตัวน้อย แววตาความสงสารพรั่งพรูเต็มไปหมดยามที่พวกมันจ้องมองไปอู๋เซียง

              ชายหนุ่มนั้นมิได้สนใจคำครหานินทานี้ เขายืนนิ่งอย่างสงบและเยือกเย็นกลางลานสี่เหลี่ยมเหมือนกับว่าตนเองอยู่ตัวผู้เดียวในโลก

              “อู๋เซียงเจ้าต้องระมัดระวังให้มาก!” ฉินซิ่วร้องเตือนเขาอีกครั้ง

              “พี่หญิงอย่าได้กังวลข้าเพียงจะสั่งสอนสุนัขดื้อด้านเท่านั้น มันจะจบลงในมิกี่ลมหายใจ” เขายิ้มอย่างสดใส ซึ่งรอยยิ้มนี้ทำให้หญิงสาวรู้สึกดีมากยิ่ง

              “โอ้ ผู้เยาว์นี้เป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร มันคงกำลังมองหาหนทางการกระทำผิดกฎเงื่อนไขยามที่มันท้าท้ายคู่ต่อสู้เป็นแน่!”

               “หากกดดันตนมากไปมันก็อาจตกตายเป็นชิ้นๆได้”

               “สูญเปล่าโดยแท้ ทายาทสืบสกุลของชนชั้นต่ำที่น่าจะมีอนาคตเจิดจรัสกลับต้องมาตกตายลงจากฟากฟ้าเช่นนี้”

               “ในฐานะนักสู้ระดับที่เจ็ดเขาควรฝึกฝนและจะก้าวสู่ระดับสูงสุดได้เมื่อผ่านไปราวสองหน้าหนาวใช่หรือไม่?”

                จางเหยาย่างก้าวเข้าสู่กลางลาน สวมใส่เสื้อผ้าแบบพิเศษซึ่งถูกใช้ตัดเย็บมาเพื่อการต่อสู่โดยตรง ภายใต้ถุงมือสีดำมันถือมีดสั้นเล่มคมไว้

                 “ทารกน้อยผู้น่าสังเวชใจ ข้าจะใช้มีดเล่มนี้บั่นศีรษะอันน่ารังเกียจของเจ้าเสีย” จางเหยาแสยะยิ้ม

                  “เพียงนิ้วเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะจัดการสุนัขดุร้ายตัวหนึ่ง หากขยับนิ้วมือมากกว่าหนึ่งก็นับว่าไร้ความสามารถแล้ว!”

                  จางเหยามันทราบดีว่าอีกฝ่ายกำลังเร่งเร้ากระตุ้นตนแต่ก็ยังอดมิได้ที่จะเอ่ยตอบโต้นัยน์ตาขุ่นเขียวว่า “ทารกเช่นเจ้าจะต้องสิ้นชีพอย่างอนาถขมขื่น จากนั้นข้าจะขืนใจพี่สาวของเจ้าและขายนางเป็นหญิงคณิการาคาต่ำให้กับหอนางโลมเสีย!”

                  เมื่อได้ยินวาจาดุเดือดเช่นนี้ ใบหน้าของอู๋เซียงก็พลันปกคลุมไปด้วยความเย็นชาหนาวเหน็บ เปิดเผยเจตจำนงการฆ่าฟันอันเข้มข้น

                  แม้กระทั่งต้าซือหมิงที่ยืนอยู่ห่างจากลานประลองก็ถึงกับเลิกคิ้วขึ้น หันมองไปยังโฉมสะคราญที่ปรากฏใบหน้าซีดเซียวแต่แน่ชัดว่านางโกรธแค้นมากทีเดียว

                  ชายหนุ่มเดินเข้าไปหาปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงเบาว่า “แม่นางฉินอย่าเป็นกังวล น้องชายของเจ้าย่อมมิปราชัยศัตรู”

                 “ใช่แล้ว!” ฉินซิ่วผงกศีรษะอย่างมั่นใจและฉีกยิ้มอ่อนโยน “คุณชายต้าซือ ข้าขอบคุณท่านยิ่งนักที่มาเป็นผู้ตัดสินให้แก่พวกเรา”

                 รอยยิ้มของหญิงงามดุจตะวันเฉิดฉายยามพฤกษาผลิบาน สว่างไสวดูจริงใจปราศจากมารยาหลอกลวงและอ่อนหวานเรียบร้อยยิ่ง เป็นเหตุให้หัวใจของต้าซือหมิงที่เจนจัดเชี่ยวชาญและฉลาดเฉลียวพลันกระตุกโครมครามกะทันหัน รอยยิ้มของบุปผาช่อนี้ช่างพิสุทธิ์งดงามและแตกต่างจากหญิงสาวผู้อื่นในเมืองวารี

                 “จงมอบชีวิตของเจ้ามาเสียโดยดี!”

                บนลานประลองจางเหยาเปล่งเสียงคำรามและเคลื่อนย้ายฝ่าเท้า มันปลดปล่อยทุ่มเทพลังทั้งหมดออกมาพุ่งไปยังเบื้องหน้าเพื่อจู่โจมอู๋เซียง ตั้งท่าหยิบมีดสั้นของตนฟันเฉือนไปหาอีกคน

                ในการฟาดฟันนี้มันได้รวบรวมพลังทั้งหมดเข้าด้วยกัน วางแผนจะปลิดชีพของอู๋เซียงด้วยการกระหน่ำโจมตีเพียงครั้งเดียว!

               สามสิบเซียะ สิบห้าเซียะ …

               เก้าเซียะ …

               อู๋เซียงมิได้เคลื่อนไหวท่าร่างแม้แต่น้อย เขายืนแน่นิ่งเป็นต้นสน เหมือนกับว่าแรงกดดันจากการพลังของจางเหยามิส่งผลต่อเขาด้วยซ้ำ ระยะความใกล้นี้นับเป็นสิ่งใด? มือสังหารชั้นยอดแห่งองค์กรกุหลาบสีเลือดล้วนมีประสบการณ์สุดซึ้งเช่นนี้อย่างดี

               ยามที่ต่อสู้กับเขาซึ่งเป็นผู้ถนัดวิชาการต่อสู้โบราณ ยิ่งเข้าใกล้เพียงใดก็ยิ่งใกล้กับขุมนรกเท่านั้น!

                “โอ้ว มันย่อมต้องหวั่นเกรงความตายแน่!”

                “เหลวไหล มันต้องมีอาวุธลับบางอย่างแน่ เจ้ามิเห็นหรือว่านับแต่เริ่มต้นการประลองมันยืนนิ่งมิขยับเป็นหุ่นจำลองอยู่นั่น!”

                “ใช่ แต่นี่มันเสียสติบ้าบอเกินไปหรือไม่?”

                “อะไรหรือ? เขาเคลื่อนไหวแล้ว!”

               ทันใดนั้นอู๋เซียงก็ลืมตาเบิกกว้างเช่นพยัคฆ์ร้าย ร่างของเขาเคลื่อนตัวพุ่งออกไปปะทะแทนที่จะถอยหนีในชั่วขณะที่เคลื่อนร่างกายนั้นก็เร่งจังหวะการเคลื่อนไหวให้เร็วขึ้น!

              ชายหนุ่มยกมือข้างขวาขึ้นจับนิ้วกลางทาบทับหัวแม่มือปรากฏพลังถูกส่งออกมาจากปลายนิ้วมือของเขา พรั่งพรูออกมาเป็นดาวตก ประกายแสงอันสมบูรณ์จากนิ้วถูกหยุดลงมันคือวิชาดัชนีอัคคี!

               ชี่!

               ตรงกลางหน้าผากของจางเหยามีรอยนิ้วมือแทงทะลุเข้าไปพอประมาณ ถึงแม้จะส่งแรงเชือดเฉือนมาอย่างต่อเนื่องแต่ว่าฝ่าเท้ากลับถูกหยุดนิ่งฝังแน่นลงพื้นลานประลอง

              ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างเสียยิ่งกว่ากระดิ่งทองแดงและภายในแววตานั้นกลับแสดงถึงความหวาดกลัวสุดขีด

              เคร้ง! มือของเขาปล่อยมีดสั้นหล่นลง จากนั้นร่างใหญ่โตของจางเหยาก็ทรุดล้มลง

              ยามเมื่อร่างกายล้มกระแทกพื้นกลางลานดังตุ้บทำให้ฝุ่นละอองคละคลุ้ง อู๋เซียงเพียงสะบัดเสื้อคลุมและสั่นศีรษะเบาๆ เขาย้ายสายตาจับจ้องไปที่ซูหยวนและกลุ่มชนทั้งหลาย มือทั้งสองข้างไขว้หลังเอ่ยเสียงผ่อนคลายว่า “คุณชายซูหยวนจะเป็นผู้ถัดไปใช่หรือไม่?”

               ความเงียบงันเกาะกุมหลายสิบลมหายใจ เงียบราวกับไร้สุญญากาศ!

               ณ ลานวารีกว้าง มีเสียงกึกก้องดังขึ้นหลังผ่านไปหลายลมหายใจ ฉากนี้ดูพิศวงมิน่าเชื่อนัก แม้กระทั่งเรื่องแปลกประหลาดที่สุดก็คงจะมิแปลกเท่านี้อีกแล้ว ระดับของความแปลกประหลาดมันเกินยิ่งกว่าคำอธิบายใดๆ!

              หากมิพบเจอด้วยตาของตนเอง พวกเขาจะไม่มีวันเชื่อสักนิดต่อให้ผู้คนมาทุบตีจนก็สิ้นชีวาก็ตาม —

                นักสู้ที่อยู่ในระดับสูงสุดของกำลังพื้นฐานถูกนักสู้คลื่นลูกใหม่ระดับเจ็ดฆ่าตายด้วยการลงมือครั้งเดียว และมันก็เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ผู้เหนือกว่ามุ่งจู่โจมเป็นก่อนทำให้ได้เปรียบอย่างน่ารังเกียจ!

                 จางเหยามิมีโอกาสแม้จะเปล่งเสียงก่อนสิ้นชีวิต เขาสิ้นใจราวกับสุนัขถูกประทุษร้ายเพียงครั้งเดียว

                 บรรดาคลื่นผู้ชมการละเล่นนี้ต่างสัมผัสได้ว่าศีรษะบนลำคอของตนนั้นหนักขึ้นเล็กน้อย ราวกับว่าทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเป็นเพียงภาพมายาหรือความเพ้อฝัน

                 ชั่วเวลาสั้นๆ สมองของพวกเขายังคงอยู่ในสภาวะมึนงงมิสามารถยอมรับความจริงนั้นได้

                 เพียงแค่ปลดปล่อยพลังจากปลายนิ้วมือเดียวกลับสามารถโจมตีนักสู้ระดับสูงสุดกำลังพื้นฐานซึ่งมีความแข็งแกร่งเช่นโคหนุ่มให้ถึงแก่ความตายได้ ยามจินตนาการถึงพลังอันทรงอำนาจนี้แทบจะทำให้ผู้คนสั่นไหวอย่างหวาดกลัวเสียแล้ว

                  มิใช่ว่าเขาเป็นนักสู้ระดับกำลังแก่นแท้หรอกหรือ? ความคิดของคนทั้งหลายต่างวิ่งไปถึงจุดนั้นแล้วและเมื่อมองไปยังบุรุษหนุ่มก็เต็มไปด้วยความชื่นชมปนขลาดกลัว

                 ในโลกของผู้มีอำนาจปกครอง มีเพียงบุคคลเดียวเท่านั้นสามารถปกครองผู้คนได้

                 นักสู้คนหนุ่มสาวที่มีพลังในระดับกำลังแก่นแท้ทั้งที่เพิ่งจบการศึกษาจากสำนักต่อสู้มานี่หมายถึงสิ่งใด?

                  อัจฉริยะงั้นหรือ?

                  ถ้อยคำพูดเกินกล่าวเกินจริงนั้นมิอาจใช้ได้นัก คำที่เหมาะสมหากอธิบายตัวตนของเขาแล้วย่อมเป็น “ปีศาจ” เป็นปีศาจอย่างสมบูรณ์!

                  “คุณชายซูจะเป็นผู้ลงประลองคนต่อไปหรือไม่?” อู๋เซียงเอ่ยถามอีกครั้งด้วยน้ำเสียงดังกว่าเดิม

                  เมื่อได้เป็นพยานรู้เห็นการพ่ายแพ้เช่นสุนัขตัวหนึ่งของจางเหยา ซูหยวนซึ่งอยากเล่นสนุกกับละครฉากนี้และเก็บกินผลประโยชน์ก็เริ่มตกใจกลัวเสียยิ่งกว่าทุกคนในลานวารี

                   จางเหยาที่อยู่ขั้นสูงสุดของกำลังพื้นฐานและตัวมันเองก็อยู่ขั้นที่หนึ่งของกำลังแก่นแท้ แม้จะมีช่องว่างระหว่างพลังของทั้งสอง แต่ตัวมันนั้นก็มิได้มีความสามารถจะฆ่าฟันอีกฝ่ายในมิกี่ลมหายใจ หากจางเหยามิอาจกระทำได้ผลลัพธ์สำหรับผู้อื่นก็ค่าเท่ากัน หากมันขึ้นไปแน่นอนว่าย่อมจะถูกฆ่าตายทันที

                   หากมันถูกนักสู้รุ่นผู้เยาว์นี้สังหาร มิเพียงแค่มันสิ้นชีวิตแต่ตระกูลก็จะสูญเสียใบหน้าด้วยเช่นกัน

                    “ซูหยวน… ” ต้าซือหมิงเองก็ตกใจกับการจู่โจมอันร้ายแรงของเด็กหนุ่มครั้งก่อนเช่นกัน เขากระโดดเข้าไปกลางลานสี่เหลี่ยมและตรวจบาดแผลร่างกายของจางเหยา ผ่านไปหนึ่งชั่วครู่เขาก็กล่าวอย่างเชื่องช้าว่า “จางเหยาสิ้นชีวิตแล้ว การประลองถัดไปเจ้าจะขึ้นมาสู้หรือไม่?”

                    “เกิดสิ่งใดขึ้น? ซูหยวนยังยืนยันที่จะสู้อยู่อีกหรือ? ด้วยว่าเขาเป็นถึงหนึ่งในคุณชายทั้งเจ็ดแห่งเมืองวารี!”

                   “เป็นเรื่องจริงที่ว่าเขาเป็นหนึ่งในกลุ่มคุณชายทั้งเจ็ด แต่เจ้าอย่าได้ลืมเสียว่าเขาได้รับการจัดลำดับเป็นคนสุดท้าย  เจ้าเห็นบุรุษที่สวมชุดสีขาวและเป็นกรรมการตัดสินหรือไม่ เขาเป็นถึงหัวเรือใหญ่ของคุณชายทั้งหลาย นอกจากนี้ความแข็งแกร่งของเขายังอยู่ระดับขั้นที่ห้าของกำลังแก่นแท้!”

                    “ข้าว่าเรื่องมันน่าสงสัยนักเหตุใดพวกมันจึงท้าประลองกันเล่า? ทั้งสองผสานอำนาจระหว่างชนชั้นมั่งคั่งและโดดเด่นเพื่อสู้กับผู้เยาว์คนหนึ่งเท่านั้นจริงหรือ”

                     “ฮ่าๆ นี่ล้วนเป็นเรื่องราวภายใน ข้าได้ยินมาว่าพวกเขาต่อสู้กันเพียงเพราะปูผัดเผ็ดจานเดียวของโรงเตี๊ยมสายลมธารา”

                      “จริงหรือ? นายน้อยตระกูลชนชั้นโดดเด่นได้สูญสิ้นชีวิตเนื่องด้วยปูผัดเผ็ดนะหรือ? เจ้าคงมิกระหายอาหารจนต้องกระทำเช่นนี้กระมัง?”

                      “มิเหมาะสมมากนักหากจะอธิบายข้อมูลทั้งหมด แต่กระนั้นนี่เป็นเรื่องจริงโดยแน่แท้”

                      “เฮอะๆ น่าอัศจรรย์ใจนัก จากที่เจ้ากล่าวมาท่ามกลางบุตรหลานขุนนางทั้งหลายเป็นจางเหยาที่ตกตายในสถานการณ์อันน่าขบขันเช่นนี้”

                       “ปูผัดเผ็ดจานเดียว ฮ่าๆ เพียงเรื่องเงินมิกี่ร้อยตำลึงช่างมิคุ้มค่าเสียจริง! “

                       “นี่พวกเจ้านะคิดว่าคุณชายซูหยวนจะสู้หรือไม่?”

                       “ข้าเดาว่าไม่ เห็นได้ชัดว่าเขาหวาดกลัว”

                       “ถูกต้อง! หนุ่มน้อยผู้นั้นสามารถเป็นเพียงนักสู้กระจอกงอกง่อยได้อย่างไรกัน? ชัดเจนว่าเขาย่อมมีพลังอยู่ในระดับที่ห้าหรือหกของกำลังแก่นแท้”

                       “ผู้ใดกล่าวเช่นนั้น? มันเป็นเพียงนักสู้ระดับที่เจ็ด การทดสอบสิ้นสุดลงเมื่อหลายวันก่อน! ป้ายประกาศรายชื่อยังคงติดไว้อยู่ที่ตรงนั้น ฉินอู๋เซียงนักสู้ระดับที่เจ็ด เจ้ามิเห็นหรืออย่างไร?”

                       “อ่ามันคือฉินอู๋เซียงงั้นหรือ?”

                       “อะไรนะ? นี่เจ้ามิทราบหรือว่าเป็นผู้ใดหลังชมการต่อสู้มาพักหนึ่งแล้ว”

                       “ข้ามิรู้เลยว่าเมื่อใดที่นักสู้ฝึกหัดผู้เยาว์คนหนึ่งแปรเปลี่ยนเป็นบุคคลโหดร้ายในการทดสอบของปีนี้ได้เช่นไร? แต่ข้าแน่ใจว่ามันจะเป็นชายหนุ่มผู้มีพลังอำนาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์!”

                  เป็นความจริงที่ว่าซูหยวนกำลังตกอยู่ในสภาวะอันน่ากระอักกระอ่วนใจ ด้วยตัวของมันแล้วย่อมเป็นไปมิได้ที่จะหยุดชะงักลงกลางคันในสถานการณ์ปัจจุบัน

                   หากก้าวเท้าสู่ลานประลอง อีกฝ่ายคงมิพลาดจะสังหารตัวมันโดยชอบธรรม

                   แต่หากว่ามิขึ้นต่อสู้ ตระกูลซูก็จะสูญเสียชื่อเสียงเป็นที่ครหาอย่างมากเพียงเพราะบุรุษนามซูหยวนผู้เดียว สิ่งนี่ย่อมกลายเป็นเรื่องตลกร้ายหากข่าวนี้แพร่ส่งต่อไปโดยรอบว่ามันหวาดกลัวนักสู้รุ่นเยาว์ผู้หนึ่งมากจนมิกล้าขึ้นประลอง เรื่องตลกนี้คงมีโอกาสกลายเป็นเรื่องขบขันที่สุดแห่งปีได้

                   ชื่อเสียงสำคัญมากกว่าชีวิตของมันงั้นหรือ?

                  ในที่สุดความปรารถนาที่จะมีชีวิตก็ต่อสู้ชนะ ซูหยวนกัดฟันคำรามออกมาว่า “ทายาทแห่งสกุลฉินช่างโหดร้ายเลือดเย็นนัก! เจ้าแสร้งสวมชุดเป็นสุกรแต่กลับกัดกินเช่นพยัคฆ์น่ากลัว เจ้าซุกซ่อนตัวตนไว้แยบยลนัก! ข้าขอยอมแพ้การท้าประลองนี้ ข้าเป็นผู้ปราชัยแล้ว!”

                    ภายใต้การจ้องมองผู้คนนับพัน บุตรหลานของชนชั้นมั่งคั่งเป็นผู้ถูกบีบบังคับให้กล่าวถ้อยคำพ่ายแพ้สิ้นท่าเช่นนี้ ซูหยวนก้มหน้ามองพื้นดินยอมรับโชคชะตา ทิ้งมิตรสหายไว้มิหันกลับมามอง

                    “โห่ … ” ผู้ชมทุกแห่งหนต่างร้องโห่ร้องก้องกังวาน คนทั้งหลายต่างวาดหวังว่าซูหยวนจะหันหลังกลับมายืนตรงและตอบคำท้าทาย เหตุนั้นแล้วพวกเขาก็จะได้รับชมการชิงชัยระหว่างนักสู้กำลังแก่นแท้!

                    อย่างไรก็แล้วแต่มิมีผู้ใดคาดคิดว่าเขาจะยอมแพ้โดยทันที ซูหยวนได้นำพาความอับอายมาสู่ชื่อของกลุ่มคุณชายทั้งเจ็ดเช่นสุนัขจมน้ำตายเสียแล้ว มวลชนนั้นมิได้โห่ร้องขับไล่ยามที่เขาเดินจากไป มีเพียงเสียงโห่ร้องดังอยู่ในใจของเขาเองเป็นระยะหลายลี้

                   มาตรแม้นว่าตระกูลซูจะเป็นชนชั้นมั่งคั่ง ภายหลังจากการได้สูญเสียใบหน้าของพวกเขาไปในวันนี้แล้วสถานะทางสังคมของพวกเขาก็พลันจะประสบความหายนะร้ายแรงทันทีภายในเมืองวารี!