0 Views

ฉับพลันตระกูลฉินก็ต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงสังสรรค์ของกลุ่มขุนนางอันหลากหลายเมื่อก้าวเข้าสู่ชนชั้นมั่งคั่ง

ยามรัตติกาลที่งานชนชั้นตระกูลจบสิ้นลง ผู้แทนดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงและเชิญขุนนางทุกคนในเมืองวารีเข้าร่วม ภายในงานเลี้ยงทางผู้แทนได้ยกย่องการจัดเตรียมงานประเมินชนชั้นตระกูลว่าช่างมีประสิทธิภาพและประวัติเป็นมา พวกเขาขอให้ทุกคนมิหย่อนยานและทำงานให้ดีเพื่อการประลองครั้งหน้าจะดียิ่งขึ้น

โดยรวมแล้วทุกอย่างดูดีและต่างก็เฝ้ารออนาคตอันสว่างไสว

แน่นอนว่าตัวละครหลักย่อมเป็นตระกูลฉินชนชั้นมั่งคั่งคนใหม่ กลุ่มชนมากหน้าหลายตาต่างก็มาร่วมดื่มกินแสดงความเคารพ ช่วงระยะเวลาเพียงสั้นๆสถานะของตระกูลฉินในสายตาของผู้คนนั้นเกือบจะอยู่ระดับเดียวกับตระกูลต้าซือ

อู๋เซียงมิสนใจงานเลี้ยงสังรรค์งานฉลองมากนัก นี่มิใช่เหตุผลที่เขาอุตส่าห์ฝ่าฟันต่อสู้มาอย่างหนัก

หลังจากที่เขาอยู่ในงานสั้นๆตามมารยาทสมควร  ชายหนุ่มก็กลับมาที่โรงเตี๊ยม

ในทุกวันต้าซือหมิงจะพาแม่เฒ่าใหญ่มาหาอู๋เซียงที่โรงเตี๊ยม

การฝังเข็มเป็นดั่งเช่นทุกๆวัน เมื่อการรักษาวันนี้เสร็จสิ้นลงเขาก็ยิ้ม “ท่านแม่เฒ่า ร่างกายของท่านฟื้นตัวเร็วกว่าที่ข้าคิดไว้นักหากเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อยเพียงสัปดาห์กว่าท่านก็จะหายป่วยแน่นอน”

“นับแต่โบราณกาลวีรษุรุษล้วนเป็นเหล่าผู้เยาว์ชน ดีๆ ดียิ่ง”  นางมีสัมผัสการตัดสินอันเฉียบแหลมและรู้สึกอยู่เสมอว่าบุตรชายและบุตรสาวของฉินเหลียนซานจะสง่างามขึ้นในทุกๆครั้ง  นางเอ็นดูพวกเขา

“น้องอู๋เซียงข้าได้ยินว่าเจ้าจะกลับเมืองตะวันออกในวันสองวันนี้? ” ต้าซือหมิงพูด

เขาไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ “เรายังต้องดูแลกิจการหลายๆอย่างที่จวน”

“แล้วอาการป่วยของท่านยายเล่า?” ต้าซือหมิงไม่แน่ใจ

ฉินซิ่วพลันเอ่ยว่า “หากท่านแม่เฒ่ามิติดขัดอันใดก็ให้มาพักอาศัยที่จวนของพวกเราประมาณสิบวันหรือครึ่งเดือนเถิด ด้วยวิธีนี้อู๋เซียงจะยังสามารถรักษาท่านต่อได้ในทุกวัน”

“อืม นี่เป็นข้อเสนอที่ดีเพียงแต่ข้ามิรู้ว่าท่านแม่เฒ่าจะยินดีหรือไม่?” เขายิ้ม

หญิงชรายิ้มอย่างมีความสุขเปรอะเปื้อนและเอ่ยว่า “ข้าอยู่ที่เมืองวารีมาอย่างยาวนานมันคงจะดีหากข้าได้ออกไปข้างนอกและดื่มด่ำกับทิวทัศน์ของต่างเมือง จะเป็นไรเล่า? ตกลงข้าจะไป”

เมื่อต้าซือหมิงได้ยินคำพูดของท่านยายเขาก็ยิ่งมีความสุข

นางเฝ้าดูต้าซือหมิงเติบโตและรักหลานชายผู้นี้อย่างมาก นางรู้ว่าเขาคิดเช่นไรพลางยกยิ้มถามอีกว่า “หมิงเอ๋อร์เจ้ามิมาอยู่เป็นเพื่อนยายหน่อยหรือ?”

“ข้าก็ชอบเช่นเดียวกัน” ภายในใจต้าซือหมิงเปรมปรีดิ์ยิ่ง

อู๋เซียงพบว่ามันน่าขบขันนักเมื่อเห็นทั้งสองซ่อนความนัยไว้ในประโยคเหล่านี้

“พี่ใหญ่ท่านอยู่ที่นี่พูดคุยกับท่านแม่เฒ่าและพี่ใหญ่ต้าซือเถอะ ข้าจะออกไปหาบิดาหน่อยเหล่าขุนนางเมืองวารีนี้คอทองแดงจัดหวังว่าบิดาคงมิเมามายเพราะดื่มเป็นมารยาทหรอกนะ”

คำเเหล่านี้เป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้นจริงๆแล้วอู๋เซียงต้องให้ความเป็นส่วนตัวแก่พวกเขา

ขณะที่เธอดูเด็กหนุ่มเดินออกไปหญิงชราก็ถดถอนหายใจ นัยน์ตาเต็มไปด้วยความพอใจ “มันแย่นัก แย่เอาการที่เยว่เอ่อร์อายุมากกว่ามิกี่ปี มิเช่นนั้นคงจะแสนวิเศษไปเลยหากได้อู๋เซียงมาเป็นหลานเขย”

หญิงชราเอ่ยคำพวกนี้ออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจ นางอยู่มานานมากกว่าเจ็ดสิบหรือแปดสิบปีและตัดสินผู้คนได้อย่างแม่นยำ

ทั้งต้าซือหมิงและฉินซิ่วต่างยิ้มเปี่ยมสุข แต่มิตอบกลับสิ่งใด

“หมิ๋งเอ๋อร์อาซิ่วอย่าเล่นตลกกับข้าเลย ความคิดเด็กน้อยเจ้าข้ารู้จักดีเรื่องนี้มิว่าอย่างไรข้าก็จะยืนอยู่ข้างพวกเจ้า สำหรับบิดาของเจ้านั้นเราต้องคิดไตร่ตรองหาวิธี  ส่วนตระกูลซือเมิ๋นเรามิได้ต้องการความร่ำรวยของพวกเขา เมื่อใครบางคนในต้าซือจะสมรสเรามองเพียงท่วงท่าและนิสัยใจคอ อย่างอื่นจะตามมาภายหลังเอง”

 

ภายในร้านสายลมธารา บรรดาขุนนางทั้งหลายต่างมาที่นี่หลังมีคนอื่นๆยื่นข้อเสนอเกี่ยวดองกับเหลียนซาน

“เหลียนซาน เป็นความจริงตามสำนวนที่ว่าเมธีจะทำตนเป็นคนธรรมดาหนึ่งสิ่งที่แสดงออกมากลับมิใช่ตัวตนที่แท้จริง ข้านับถือตระกูลฉินยิ่งนัก!”

ตระกูลเฉียนเป็นชนชั้นมั่งคั่งซึ่งร่ำรวยด้วยกิจการค้าขาย สร้างเงินทองจากการสานสัมพันธ์มิตรสหายและมิเป็นศัตรูคู่อาฆาตใดๆ อย่างไรพวกมันก็มิเคยติดต่อสัมพันธ์กับตระกูลฉินเมืองตะวันออกเลยสักนิด

แต่กระนั้นมันก็มิสำคัญนักที่ผู้นำตระกูลเฉียนจะผูกสัมสัมพันธ์เป็นสหายกับเหลียนซาน หลังจากทั้งคู่ดื่มเสร็จพวกเขาก็กลายเป็นพี่น้องโดยพลัน

เฉียนบู้ป๊านี้รู้จักกันดีว่าเป็นคนตระหนี่ และผู้คนมักเรียกมันด้วยฉายาว่าบุรุษผู้มิยอมแพ้แม้เหรียญเดียว อย่างไรมันก็ตีความฉายาและป่าวร้องด้วยตนเองว่าอดทน โดยเพียงความอดทนนี้จะช่วยให้มันสร้างกำไรได้มากในโลกธุรกิจ

“บู้ป๊าเจ้ายกย่องเกินไปแล้ว มาข้าเลี้ยงเอง” เหลียนซานอารมณ์ดีตามเรื่องราว

หลังทั้งสองดื่มได้สองจอก เฉียนบู้ป๊าพลันยิ้มกว้าง “พี่เหลียนซาน อู๋เซียงของท่านแสดงผลงานออกมิน้อยในงานประเมินชนชั้นตระกูลข้าเชื่อว่ามินานนักพ่อสื่อแม่สื่อเคาะประตูจวนท่านมิหวาดมิไหว ใช่แล้วข้ามีบุตรสาวผู้หนึ่งและนางอายุมากกว่าสิบสี่หนาวรูปโฉมของนางอยู่เหนือกว่าผู้อื่น… ”

เหลียนซานเข้าใจเจตนามันดี เหมือนว่าเฉียนบู้ป๊ากำลังแนะนำบุตรีของมัน

มันมองเหลียนซานอย่างยิ้มๆ เฝ้ารอคำตอบของอีกฝ่าย

ชายสูงวัยมิใช่คนประสีประสากับสถานการณ์เยี่ยงนี้ เขาเอ่ยเชิงสุภาพว่า “เรื่องทุกสิ่งของบุตรในฐานะบิดาข้ามิอยากก้าวก่ายพวกเขานัก บู้ป๊าข้าจะกลับที่พักถามอู๋เซียงให้แล้วกันว่าเขาต้องการสิ่งใด? เป็นอย่างใด??”

มันผงกศีรษะรัว “ประเสริฐ ทันทีที่บุตรชายของท่านอู๋เซียงตัดสินใจโปรดส่งข้อความมาแจ้งข้าด้วย”

เหล่าขุนนางโดยรอบต่างสาปแช่งเฉียนบู้ป๊าอย่างหนักหน่วงที่มันอาจหาญแนะนำบุตรีของตน แม้นว่าคนส่วนใหญ่ล้วนคิดจะทำเช่นเดียวกันก็มีเพียงเฉียนบู้ป๊านักวาณิชที่กล้าพูดมันขึ้นมา

เพราะตระกูลเฉียนเปล่งวาจาขอทาบทามผูกสัมพันธ์ตระกูลหยุนก็มิอยากสูญเสียโอกาสนี้เช่นกัน

ผู้นำตระกูลหยุนเอ่ยเสียงเชิงหยอกล้อเชิงจริงจัง “บู้ป๊าบุตรสาวของเจ้านั้นยังเยาว์วัยเกินและมิคุ้นเคยกับอู๋เซียง แต่บุตรของข้านั้นเล่าเรียนมาพร้อมกับเขาที่สำนักต่อสู้เมืองวารี พวกเขาเป็นดั่งสหายกันตั้งแต่เด็ก”

ทุกคนพบว่ามันน่าขันเพียงใดเมื่อได้ยินผู้นำตระกูลหยุนกล่าวเช่นนั้น

เป็นฉากอันน่าอัศจรรย์ที่สองในสามของตระกูลชนชั้นมั่งคั่งต่อสู้กันชิงทายาทตระกูลฉินมาเป็นบุตรเขยของตน

ดูผิวเผินเหลียนซานมิแสดงท่าทางอันใดบนหน้านอกจากยิ้มบาง แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความสุข บุตรชายของเขามีชื่อเสียงโด่งดังแล้วบิดาอย่างเขาจะมิภาคภูมิใจได้อย่างไร?

เมื่อบู้ป๊าได้ยินถ้อยวาจาเช่นนั้นก็มิสบายใจ มันยิ้มพูดเสียงกรรโชก “เทียนฮ่าวข้าได้ยินมาว่าบุตรสาวของเจ้าขัดแย้งกับอู๋เซียงมาก่อน ”

“ข่าวลือไร้สาระพวกมันเป็นเพียงแค่ข่าวลือ คนทั้งหลายต่างก็ทราบบุตรของตระกูลซูซูถิงนั้นขัดแย้งกับอู๋เซียงเหตุการณ์นี้เกี่ยวพันถึงฉิงหยานของข้า ด้วยเหตุนี้ข้าจึงได้สร้างฉากอันใหญ่โตพร้อมเหล่าคณาจารย์ขึ้นในสำนักต่างหากเล่า”

“ฮ่าๆ จริงหรือนี่? เทียนฮ่าวข้าได้ยินอีกแบบหนึ่งว่าบุตรสาวของเจ้านำกลุ่มคนมาเคาะประตูห้องอู๋เซียงด้วยต้องการให้เขาเป็นแพะรับบาปสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและยัง…. ”

สองบุรุษเริ่มโต้เถียงกัน ณ เวลานั้น

โชคดีที่เหลียนซานก้าวออกไปหยุดยั้งก่อน “พวกท่านมิจำเป็นต้องเอ่ยถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมาแล้ว ตระกูลนั้นขุ่นแค้นกับตระกูลข้าเพราะอยากได้ทรัพย์สมบัติ สกุลฉินเป็นผู้รักความสงบนอกเหนือจากกการถูกตระกูลซูและตระกูลจางระรานอย่างร้ายกาจก็มิได้ขัดแย้งกับตระกูลอื่นใด”

 

 

ณ จวนตระกูลซู โลงศพสองโลงถูกตั้งไว้กลางห้องโถงใหญ่ ซานหลี่สวมชุดไว้ทุกข์ขณะที่นั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าแถวสมาชิกตระกูลซูคนอื่นๆอยู่ทางด้านหลังแต่ละคนล้วนสวมชุดไว้ทุกข์หม่นคลุมยาว

มันนำทุกคนก้มศีรษะติดพื้น คำนับครบเก้าครั้งก็พลันลุกขึ้นด้วยสีหน้าเยือกเย็น

“ซีไห่จัดเตรียมเส้นทางไว้พร้อมหรือยัง?”

“พร้อมแล้วท่านผู้นำ”

“ดีทุกคนจดจำหน้าที่และทางหลบหนีได้แล้วใช่หรือไม่?”

ลูกหลานตระกูลทั้งหมดต่างพยักหน้าและตอบว่า “จำได้ขอรับ”

“ผู้ใดอยากถอนตัวและอาลัยอาวรณ์?”  ซานหลี่จ้องมองทุกคนเขม็ง

“มิกลัว มิอาลัย!” พวกมันเร้าอารมณ์

“ดีมากจดจำไว้ว่าทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ก็เพื่อตระกูลของเราเพื่อความอยู่รอดของเรา หากตระกูลซูมิออกจากเมืองวารีเราจะเผชิญหน้ากับการทำลายล้างภายในครึ่งปี” มันเอ่ยเสียงเย็น  “แต่การหลบเช่นนี้เราจะปล่อยให้พวกมันทำร้ายเราฝ่ายเดียวให้ศัตรูสำราญอยู่เช่นไรนะหรือ? ให้ตระกูลฉินพลันโด่งดังมาเยาะเย้ยเรานะหรือ? ฉะนั้นแล้วยามนี้เราจะไปที่จวนพวกมันและซุ่มโจมตีเราต้องทำลายทุกอย่างของพวกมันให้หมด ฮืมมมแล้วพวกมันจะนั่งอยู่บนที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งได้อยู่หรือ? หากปราศจากทรัพย์สมบัติตระกูลก็ไร้ซึ้งรากฐานและมิอาจดำรงอยู่ได้ ในมิช้าพวกมันก็จะกลายเป็นตัวตลกของเมืองวารี”

ซูซีไห่พูดขึ้นว่า “ท่านผู้นำเราและตระกูลฉินมิอาจอยู่ร่วมแผ่นฟ้าเดียวกัน เราทุกคนจะไปทำลายรากฐานทั้งหมดของพวกมันแต่ยามนี้เราจะไปทางอาณาจักรอู๋และต้องผ่านเส้นทางนับหมื่นลี้ของภูเขาชางซานร่วมด้วยหลายๆมณฑล การเดินทางนั้นยาวไกลและคงจะยากลำบากนัก”

“เราต้องไปอยู่ดีมิว่ายากลำบากเพียงใดก็ตาม! เพราะอาณาจักรไป๋หยู๋ทอดทิ้งเราแล้วเหตุใดจึงจะมิขอความช่วยเหลือจากทางอาณาจักรอู๋เล่า? เรามีขุนนางคนคุ้นเคยที่ผู้อาวุโสเยว่รู้จักในอาณาจักรอู๋ แน่นอนว่าเขาช่วยเราได้ผู้อาวุโสเยว่ท่านคิดเห็นอย่างไร?”

บุรุษชราพยักน้าด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “มิว่าจะยากเพียงใดเราก็ต้องไปหากอาศัยอยู่ในเมืองวารีตระกูลซูจะถูกทำลาย ตระกูลฉินจะเป็นผู้แรกที่ลงมือก่อนหน้านี้เราเป็นชนชั้นมั่งคั่ง แม้ว่าเราจะมีศัตรูจำนวนมากก็มิมีผู้ใดกล้าลงมือพละการยามนี้เราเป็นชาวเมืองธรรมดาจงคิดถึงผลลัพธ์ที่จะตามสิ! หากมิไปเราจะตายที่สุด!”

ความตายจะมาเยือนหากยังอยู่ การขอความช่วยเหลือจากอาณาจักรอื่นอาจทำให้พวกมันรอด เพื่อปกป้องตระกูลแล้วนี่มิใช่เส้นทางอันยากลำบากสำหรับทุกคน

แต่ละคนเคยสาบานด้วยโลหิตและตามติดตระกูลจนสิ้นชีพ มีชีวิตอยู่และตายมอบให้กับตระกูล

ซานหลี่พยักหน้าเมื่อเห็นความพร้อมของทุกคน “ดีมากทุกเวลามีค่าเสมอไปกันเถอะ เราจะแยกออกเป็นสี่กลุ่มกลุ่มแรกจะไปที่จวนตระกูลฉินและเผามันให้วอดวายทำลายห้องบรรพชนและสิ่งยึดมั่นของพวกมันเสีย อีกหนึ่งจะไปที่ที่ดินวางยาพืชผลของพวกมัน กลุ่มที่สามจงไปวางเพลิงร้านค้าและโรงกลั่นน้ำมัน กลุ่มที่สี่จะไปวางยาในบ่อเลี้ยงปลาพวกมัน หลังเสร็จสิ้นแล้วให้ทุกคนควบม้ามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้และรวมตัวกันที่ชายแดนเมืองศิลาเวหาของนครรัฐเพลิงไพรี”

ประชุมสรุปทุกอย่างเสร็จทุกคนก็พร้อมออกเดินทางทันที