0 Views

เมื่ออู๋เซียงมาถึงโรงเตี๊ยมสายลมธารา เขาดื่มแทนบิดาสองสามจอกและจ่ายเงินให้รอบที่บิดาของเขาเลี้ยง ในระหว่างงานเลี้ยงสหายร่วมสำนักต่อสู้มากหน้าหลายตาซึ่งมาพร้อมครอบครัวนั้นแสดงท่าทางกระอักกระอ่วนและยิ้มเจื่อนต่อหน้าอู๋เซียง แต่เพราะได้ความช่วยเหลือจากสุราพวกมันทั้งหมดจึงพากันเปล่งวาจาขอโทษอย่างตะกุกตะกัก

อาจเพราะอู๋เซียงเคยคนเดิมบาดหมางเพียงเล็กน้อยกับพวกมัน แต่ความจริงแล้วเขามิได้จดจำพวกมันด้วยซ้ำเขาได้หัวเราะร่าออกมา

อย่างไรก็ตามมุมมองของเขา ในสายตาของเหล่าผู้เยาว์และบิดามารดาพวกมันกลับมองว่าเป็นการกระทำอันใจกว้าง ในใจพวกมันต่างกำลังยกย่องเขาผู้ซึ่งเป็นทายาทตระกูลแห่งชนชั้นมั่งคั่ง

“คุณชายฉิน”

เสียงเรียกดังมาจากด้านหลังขณะที่เขากำลังจะจากไปภายหลังดื่มไปหลายจอก

“หืม?” เขาหันตัวกลับและเห็นหญิงสาวลึกลับที่มักไปมากับสองพี่น้องตระกูลหยุน เมื่อพวกเขาอยู่บนท้องถนนสายตาจับจ้องประหลาดนี้เขาคิดว่ามาจากนางอย่างแน่นอน

“ข้าขอคุยเป็นการส่วนตัวกับท่านได้หรือไม่?”

ราวกับนางกลัวว่าอู๋เซียงจะปฏิเสธ นางเสริมถอยคำอย่างมั่นใจว่า “ข้าสาบานเลยว่าท่านจะต้องสนใจมันแน่”

เขามองนางอย่างมีความหมายและทำท่าเชิญไปยังบริเวณประตู “ว่ามาสิ”

พวกเขาเดินออกจากประตู มีนักดื่มสองหรือสามคนยังเมามายอยู่บนพื้นถนน บทเพลงพื้นบ้านร้องขับขานด้วยถ้อยคำหยาบโลนพวกมันดื่มจนบ้าเสียสติ

หญิงสาวหยุดนิ่งเมื่อมาถึงบริเวณเงียบสงบ ทันใดนั้นนางเอ่ยว่า “คุณชายฉินท่านทราบหรือไม่ว่าภัยร้ายในเงามืดนั้นอยู่โดยรอบตัวท่าน?”

ถ้อยคำเหล่านี้ค่อนข้างรวดเร็วและเขามิคาดคิดเลยด้วยซ้ำ เขาเงยหน้าและพิศมองสตรีแปลกประหลาดภายในใจขบคิดความนัยที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำของนาง

นางยิ้มแย้ม “คุณชายกำลังคาดเดาความหมายของคำพูดข้าใช่หรือไม่? ”

ชายหนุ่มไม่ได้ปฏิเสธ “ขออภัยที่ล่าช้าแม่นาง ตามสัตย์จริงข้ามิเข้าใจความหมายนักว่าท่านว่าหมายถึงสิ่งใด”

“เช่นนั้นก็ยื่นหมูยื่นแมวกัน ข้าอยากให้ท่านรับปากบางอย่างและข้าจะบอกทุกสิ่งโดยพลัน”

อู๋เซียงรู้ว่านางกำลังทำให้เขามิกล้าตัดสินใจและมิได้รับประโยชน์อย่างใดจากนาง

“สัญญาประเภทใดรึ?”

“ท่านอย่ากังวลใจเลยคุณชายฉิน คำสัญญานี้มิได้ขอให้ท่านสังหารหรือลอบวางเพลิงมันมิเกี่ยวข้องกับการคุกคามผู้ใด ยามนี้ข้ามิอาจเปล่งวาจาได้แต่ในวันหนึ่งข้างหน้าข้าขอแค่เพียงท่านอย่าปฏิเสธคำร้องข้าก็พอ ท่านเห็นว่าอย่างไร?”

กล่าวเสร็จสตรีผู้นั้นก็มองเขาพร้อมสายตาคาดหวังและเฝ้ารอคำตอบ

“จบแล้วหรือ?” เขาเอ่ยเสียงเรียบ

“จบแล้ว”

“ดีเช่นนั้นข้าขอตัวลา” เขาหันหลังกลับจะเดินจากไป

“ท่าน!” นางมิคาดคิดว่าอู๋เซียงจะเมินเฉยข้อเสนอของตนเองและเดินจากไปปุ๊บปับ นางรีบร้อนตะโกนว่า “ท่านมิคิดจะฟังเลยจริงหรือ?”

“ข้ามิสนใจต่อรองหรือสร้างพันธะสัญญาใดๆกับคนแปลกหน้า”

“โอ้” หญิงสาวฉีกยิ้มอย่างภูมิใจและกล่าวเสียงเรียบ “ข้าเข้าใจท่านกำลังหวาดกลัวข้า”

อู๋เซียงพลันหยุดกับที่และแสยะยิ้ม “เจ้าจะเทียบกับตระกูลซือเมิ๋นอย่างงั้นหรือ?”

“ตระกูลซือเมิ๋นแห่งชนชั้นศักดิดาอันมีชื่อเสียงโด่งดัง”

“ใช่ข้ามิหวาดดกลัวตระกูลซือเมิ๋นแม้แต่น้อยเสียด้วยซ้ำ เจ้าคิดหรือว่าจะมีสิ่งใดทำให้ข้ากลัวได้? ”

สตรีผู้นั้นหัวร่อ “ใช่ข้ามิมีสิ่งใดให้ท่านหวาดกลัวเลยแล้วเหตุใดจึงมิให้ข้าพูดเสร็จก่อนเล่า?”

“ข้ามิสนใจ” ชายหนุ่มเอ่ยไว้เพียงสามคำนี้ เขาเชื่อในคำกล่าวที่ว่าการจะตัดสินคนผู้หนึ่งชั่วดีก็อยู่ที่สหาย เพราะสตรีผู้นี้มีความใกล้ชิดสองพี่น้องตระกูลหยุนซึ่งนางก็คงเป็นคุณหนูจอมโอหังเช่นเดียวกัน เขามิสนใจจะทำข้อตกลงร่วมกับนาง

“ฉินอู๋เซียงหยุดนะ” นางกัดฟันตะโกนพลางโมโห “หากท่านจากไปตอนนี้ข้ารับรองด้วยเกียรติของสตรีอันบริสุทธิ์ว่าท่านจะต้องเสียใจไปทั้งชีวิตแน่!”

ร่างพยัคฆ์ร้ายอู๋เซียงสั่นสะท้านเล็กน้อย นับแต่สตรีผู้นั้นยืนยันด้วยชื่อเสียงของนางมันคงมิใช่เรื่องเล็กแล้ว

“แม่นางหากท่านมีข้อมูลเรื่องสำคัญโปรดแถลงแจ้งแก่ข้า ตัวข้าฉินอู๋เซียงแบ่งแยกชัดเจนระหว่างความขุ่นแค้นกับบุญคุณและมิมีวันตระบัดสัตย์ คำสัญญานั้นท่านคิดหรือว่าสามารถเชื่อคำสัญญาของบุคคลที่มิเคยพบเจอมาก่อน?”

“ข้าเชื่อ เพราะเป็นคำสัญญาของท่านข้าจึงเชื่อ” นางกัดริมฝีปากตนเองแผ่วเบา “อืม ข้ามิต้องคำสัตย์สัญญาของท่านหรอกข้าเพียงต้องการให้ท่านทราบเรื่องสำคัญยิ่งเท่านั้น”

“เชิญท่านเอ่ยมา” ชายหนุ่มเปล่งเสียงจริงจัง

หญิงสาวพยักศีรษะ “มันมาจากแหล่งข่าวของข้าตระกูลซูกำลังจะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ แน่นอนว่าพวกเขามีเป้าหมายอยู่ที่ตระกูลฉินของท่านโดยมิต้องสงสัย เหมือนว่าพวกเขาจะออกเดินทางคืนนี้แม้ว่าข้าจะมิทราบรายละเอียดมากนักแต่ข้ามั่นใจว่าพงกเขาจะลงมือในมิช้า”

“ท่านได้ข่าวสารมาจากที่ใดหรือ?”

“ข้ามีสหายผู้หนึ่งซึ่งสนิทสนมกับบุตรชายคนโตซูซานหลี่นั่นคือซูโจวและมินานมานี้ซูโจวนั้นมีพฤติกรรมผิดแปลก จากข้อมูลต่างๆตระกูลซูมีเหตุจูงใจลงมือต่อสู้กับตระกูลของท่าน”

เขาคิดทบทวนอย่างรวดเร็วและพิจารณาหนทางการแก้แค้นของตระกูลซู?

ลอบสังหารรึ? ตระกูลซูสมควรรู้ความแตกต่างของพวกมันแล้วตั้งแต่ปราชัยบนลานประลองนอกจากนี้นักรบของตระกูลซือเมิ๋นคงเตือนทางนั้นแล้วนับแต่มาเยือนครั้งล่าท้าย

แล้วเช่นนั้นเล่า?

สีหน้าของอู๋เซียงเปลี่ยนเล็กน้อย เขายกมือขอบคุณ “ขอบคุณแม่นางสำหรับข้อมูล ความช่วยเหลือของท่านในวันนี้สักวันหนึ่งข้าจะทดแทนคืนแน่นอน”

นางพยักหน้าอย่างพึงพอใจที่สุด “แน่นอนข้าแน่ใจ … ”

ขณะที่นางกำลังคิดเหนี่ยวรั้งชายหนุ่มอู๋เซียงก็จากไปแล้ว ใบหน้านวลแดงระเรื่อพลางกระทืบพื้นและเอ่ยอย่างขุ่นมัว “นี่ท่านมิคิดถามชื่อแซ่ข้าเลยงั้นรึแล้วท่านจะตอบแทนข้าคืนได้เยี่ยงไรเล่า!”

คิดอย่างฉับพลันหญิงสาวตะโกนอีกว่า “ฉินอู๋เซียงหากท่านอยากตอบแทนคืนจงมาหาข้าที่สำนักต่อสู้เมืองเพลิงไพรี!”

 

“พี่ใหญ่ต้าซือข้ามีเรื่องรบกวนท่านหน่อย” เขามาพบต้าซือหมิงด้วยตนเองและเอ่ยตรงไปตรงมา

“เหตุใดเจ้าจึงดูสุภาพนัก?” ต้าซือหมิงพูดเสียงประหลาดใจ

“คืนนี้ท่านโปรดดูแลพี่สาวของข้าด้วยพรุ่งนี้ข้าจะส่งเกี้ยวมาเชิญท่านแม่เฒ่าและพี่ใหญ่ไปที่จวนตระกูลฉิน ท่านมีปัญหาใดหรือไม่? ”

“มิมี” ต้าซือหมิงตอบทันทีและเอ่ยถามว่า “มีบางอย่างเกิดขึ้นใช่หรือไม่?”

“มิมีเวลาอธิบายแล้วข้าจะกลับมาขอบคุณอีกครั้ง”

หลังจากนั้นเขาก็กลับไปที่โรงเตี๋ยมสายลมธารา กระซิบคำมิกี่คำข้างหูบิดา ท่าทางของชายสูงวัยพลันถูกแช่แข็งบัดดลลุกขึ้นยืนและกุมมือขอบคุณ “ทุกท่านวันนี้ข้าดื่มมากแล้ววันข้างหน้าข้าจะเลี้ยงตอบแทนคืนที่จวนหวังว่าพวกท่านจะมาทุกๆคน”

“แน่นอนๆ พวกเราย่อมไปแน่แท้”

“น้องเหลียนซาน อู๋เซียงมาเยี่ยมเยือนจวนข้าได้หากมีเวลา?”

ยามที่เหลียนซานตอบโต้อยู่กับกลุ่มขุนนาง เขาก็เดินไปหาผู้แทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ชายชราแซ่โจวลุกขึ้นยืนทันทีและพุ่งเข้าหาเมื่อเห็นสีหน้าอันขุ่นแค้นของเหลียนซานและอู๋เซียงเขากระซิบว่า “เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”

“ผู้อาวุโสโจวข้าได้ยินว่าตระกูลซูจะเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เร็วๆนี้ พวกมันวางแผนจะจัดการกับตระกูลของข้า มันง่ายที่จะหลบหนีหอกในที่แจ้งแต่ยากจะหลีกหนีในที่มืด เราทั้งสามจากลาเมืองฝั่งตะวันออกมาพักใหญ่ข้าเกรงว่าตระกูลซูจะสร้างปัญหาเร้นลับแก่เมืองของพวกเรา”

ชายชราค่อยๆผ่อนปรนและพยักหน้าเข้าใจ “ต้องเฝ้าระวังให้ดีแล้วพวกเจ้าวางแผนอย่างไร?”

เหลียนซานเปล่งเสียงกังวล “เราจะควบม้ากลับไปตระกูลยามนี้ทุกความล่าช้าอาจทำให้เสียหาย”

“ดีพวกเจ้าไปเสียและนำอาชาสองตัวที่ดีที่สุดข้าไป เร็วเข้าเถอะ”

ทั้งบิดาและบุตรมิสนใจมารยาทใดนักและยืมม้าสองตัวที่ดีที่สุดไป มุ่งหน้าสู่จวนของพวกเขาในเมืองฝั่งตะวันออก

แม้ว่าตระกูลซูมิอาจจัดการกับพวกเขาได้แต่พวกมันก็ยังสามารถก่อปัญหากับตระกูลฉินได้อยู่ดี มันง่ายที่จะสะสางแต่เหล่าบรรพชนของตระกูลฉินอยู่ที่นั่นจวนของพวกเขา หากว่าตระกูลซูโจมตีและทำลายรากฐานบรรพชนเหลียนซานคงรู้สึกผิดไปทั้งชีวิตเพราะวิญญาณบรรพบุรุษรุ่นก่อนๆย่อมมิเป็นสุข

“เร็วเข้าอู๋เซียงเร่งเร็วเข้า” เหลียนซานเร่งเขา “บิดารู้สึกย่ำแย่นัก”

บนระหว่างทางอู๋เซียงหยุดพักแค่สองสามครั้ง แต่ละครั้งเมื่อปีนลงจากม้าเขาจะกำดินบนพื้น ตรวจสอบสัญญาณจากก้อนดินและพืชพรรณไม้ข้างทาง

สีหน้าของเขาเริ่มเคร่งเครียดพลางพึมพำว่า “มีคนจำนวนมากกำลังมุ่งตรงไปยังทางจวนตระกูลฉิน โชคดีที่มันมิอยู่ไกลจากเรานัก หากควบม้าเร็วถึงโดยมิหยุดพักเราอาจหยุดยั้งได้”

บุรุษต่างวัยทั้งสองกระวนกระวายยิ่ง พวกเขาควบม้าเร็วเท่าที่เป็นไปได้และปรารถนาอยากให้ม้ามีปีกโบยบินกลับจวนโดยด่วน

กับบุคคลเลวทรามเช่นตระกูลซู เมื่อพวกมันวางแผนจะแก้แค้นแล้วพวกมันจะใช้วิธีการอันโหดเหี้ยมทรมานยิ่งกว่าบีบหัวใจ

 

ยามนี้ทั่วทั้งจวนตระกูลนล้วนสว่างไสวบ่าวข้ารับใช้ทุกคนต่างได้รับข่าวดีว่าตระกูลฉินเป็นผู้ชนะ ภายใต้การดูแลของพ่อบ้านซือซีพวกเขาต่างวุ่นวายไปหมดขณะที่พากันตกแต่งตัวจวนด้วยโคมแดงและตะเกียง

แม้นว่าจะมีสมาชิกเหลือเพียงมิกี่คนซึ่งสืบสายโลหิตมาจากตระกูลฉินโดยตรงพวกเขาก็มีข้ารับใช้จำนวนมากนอกจากนี้การดูแลคนรับใช้ของตระกูลฉินนั้นดียิ่งนักในบรรดาตระกูลขุนนาง นั่นจึงทำให้เหล่าข้ารับใช้ยอมติดตามรับใช้ด้วยตระกูลนี้ด้วยหัวใจ

ทั้งจวนตระกูลฉินถูกปกคลุมด้วยบรรยากาศอันปรองดอง

“เจ้าเก้าเหตุใดโคมแดงใหญ่อันหนึ่งถึงตั้งอยู่สูงกว่าอีกอันหนึ่งเล่า? ฝั่งซ้าย..ขยับขึ้นสูงอีกหน่อย ใช่มันต้องเสมอกัน” ฉินซือซีดูแลงานอย่างภาคภูมิและจัดการตบแต่งให้เรียบร้อย รู้สึกพึงพอใจนักขณะเฝ้ามองทุกคนซึ่งกำลังยุ่งวุ่นวายอยู่

เขาต้องการตระเตรียมทุกอย่างให้เสร็จก่อนที่ท่านผู้นำจะกลับมา เมื่อท่านผู้นำกลับมาสิ่งแรกที่เห็นจะเป็นภาพของการเฉลิมฉลอง

“เจ็ดน้อยเอาบันไดยาวขึ้นไปตรงนี้นะระวังอย่าให้ถูกโคมล่ะ”

“เจ้าจ๋อหกพรุ่งนี้ตอนเช้าไปซื้อพลุดอกไม้ไฟมาสักหน่อย ซื้ออันที่งดงามและเสียงดังๆยามที่ท่านผู้นำกลับมาพวกเราจะต้อนรับท่านด้วยพลุดวงไฟงดงาม”

“ขอรับท่านพ่อบ้าน วันข้างหน้าพวกเราทุกคนล้วนเป็นบ่าวข้ารับใช้ของชนชั้นมั่งคั่ง! ฮ่าฮ่า”

“เจ้าโง่ทำไปเลย มันเหมือนกำลังชอบคนผู้หนึ่ง?”

“ฮ่าๆท่านพ่อบ้านอย่าว่าข้าสิขอรับ โลกนี่ช่างหนาวเหน็บท่านจำแม่นางลี่น้อยร้านขายเต้าหู้ฝั่งตะวันตกได้หรือไม่?”

“จำได้ข้าเคยชอบพอนางพักหนึ่ง แต่มารดาของนางคงมิชอบเจ้าซึ่งต่ำต้อยไร้อนาคตแน่! แล้วมีเรื่องดีอันใดขึ้นเล่า?”

เจ้าลิงจ๋อหกร้องป่าวว่า “ท่านพ่อบ้านมันยิ่งกว่าข่าวดีเสียอีก! ตอนบ่ายนี้แม่นางลี่น้อยได้มาบอกข้าว่ามารดาของนางจะมิได้อยู่ได้อีกนานนัก วันนี้มารดานางจึงบอกให้นางมาหาข้า”

ฉืนซือซีเปล่งเสียงจิ๊ “เจ้านักฉกฉวย จะได้พบกับแม่สามีแล้วหรือนี่”

บุรุษที่ถูกเรียกว่าเจ้าจ๋อหกหัวเราะอย่างมีความสุข “ท่านพ่อบ้านแม่นางลี่น้อยมิชอบใจนักหรอกเป็นมารดาของนางต่างหากเล่า และข้าก็มิได้ใช้วันเวลาอยู่กับมารดาของนางเสียหน่อย?”

“เหตุผลช่างโง่เง่านัก” ฉินซือซีตอบด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี พลางเอ่ยเตือนว่า “มีความสุขได้แต่เจ้าต้องจัดก่อนพวกมันเสียก่อนอย่าทำให้งานฉลองของท่านผู้นำล่าช้ามิทันการเป็นอันขาด”

“แน่นอนขอรับ หากปราศจากการกระทำกล้าหาญของท่านผู้นำกับคุณชายน้อยชีวิตของพวกเราคงมิมีความสุขเพื่อตระกูลแล้วข้ายอมกระโดดน้ำลุยกองเพลิงโดยมิต้องคิดแม้เสี้ยวลมหายใจ”

ขณะที่พวกเขาพูดคุยกันอย่างมีชีวิตชีวา ห่างไกลออกไปเสียงม้าวิ่งอื้ออึงจำนวนมากดังสนั่นทั่วถนน

เสียงม้าวิ่งนี่เหมือนมุ่งตรงมายังจวนตระกูลฉิน

“ท่านผู้นำกลับมายามวิกาลรึขอรับ?” เจ้าจ๋อน้อยเอ่ยเสียงร่าเริงแล้วก็กังวลแทน “ข้ายังมิได้ออกไปซื้อพลุมาจุดฉลองเลยทำอย่างไรดี?”

เพราซือซีผ่านประสบการณ์มามาก เมื่อฟังเสียงดูแล้วเขาก็ส่ายหัวว่า “นี่มิสมควรใช่ท่านผู้นำและคนของท่าน เสียงฝีเท้าของเหล่าอาชามันคล้ายมิได้กลับมาด้วยชัยชนะ”

“ถ้าเช่นนั้นนี่ … ”

ทันใดนั้นสีหน้าของฉินซือซีพลันเปลี่ยนไป เพรียกร้องหาทุกคนการด่วนว่า “ทุกคนเข้าไปจวนและปิดประตูให้หนาแน่น สวมชุดเกราะเตรียมพร้อมการป้องกันในมิช้าทั้งจวนจะตกอยู่ในวิกฤต! ให้เร็ว…เร็วเข้า!”

เมื่อเอ่ยคำพูดเหล่านี้ ผู้คนโดยรอบก็พลันอลหม่านตื่นกลัวทันที

เคราะห์ดีที่ตระกูลฉินได้ฝึกเตรียมพร้อมข้ารับใช้ไว้ดี พวกเขาจึงสามารถเป็นทหารรักษาความปลอดภัยรับคำสั่งได้ในทันที

ปัง ปัง ปัง!

ประตูจวนถูกปิดทีละชั้น

มีการเตรียมการป้องกันและวางกับดักไว้พร้อมอย่างฉับพลัน และกองกำลังผู้พิทักษ์ของตระกูลก็รวมกลุ่มกันเร่งด่วน

เสียงอาชาหยุดกึกอยู่หน้าประตูจวนตระกูลฉิน ซูซานหลี่มันเป็นผู้นำกลุ่มนี้มาด้วยตนเองนอกเหนือเชื้อสายตระกูลซูสายตรงแล้วยังมีทหารนับร้อยที่ติดตามพวกมันมา

ซูซานหลี่ ผู้อาวุโสเยว่ ซูโจวและสองพี่น้องเป็นตัวหลักในกลุ่มนี้

“ผู้อาวุโสเยว่เหมือนว่าพวกมันจะรู้ข่าวดีแล้ว! พวกมันห้อยโคมไฟประดับพร้อมจะเฉลิมฉลองแต่เช้าตรู่ เราจะให้พวกมันได้สัมผัสสิ่งที่เรียกว่าความสุขขั้นสุดกลับกลายเป็นความทุกข์รวดร้าว!”

ซานหลี่กระตุกบังเหียนม้าและจ้องจวนตระกูลฉินอย่างมุ่งร้าย นัยน์ตาของมันสว่างโรจน์ด้วยความเกลียดชัง