0 Views

                 ลานวารีเต็มไปด้วยฝูงชนและจอแจกระวีกระวาดต่างเฝ้ารอถึงฉากจบอันยิ่งใหญ่ระหว่างตระกูลซูและตระกูลฉิน พวกเขาต้องการจะทราบผลลัพธ์ของการการประลองนี้มันจะจบลงอย่างไรและผู้ใดจะเป็นฝ่ายยิ้มร่าในท้ายที่สุด

                เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วและผู้ดูแลก็มาถึง ตระกูลฉินก็เช่นเดียวกัน

                อย่างไรก็ตามกลับมิมีวี่แว่วของตระกูลซูเลย

                หนึ่งก้านธูปที่ถูกจุดจวนจะหมดแล้ว หลังก้านธูปนี้หมดนั่นเป็นสัญญารของการเริ่มต้นประลองในรอบสาม

                ดวงตานับหมื่นคู่ต่างจับจ้องที่ก้านธูป ทุกคนต่างก็อยากให้มันรีบๆเผาไหม้จนหมดเร็วๆขณะที่จ้องมองก้านธูปก็พากันมองดูโดยรอบหากตระกูลซูมาถึง

                พวกเขาเริ่มต้นนับถอยหลัง แต่คนของตระกูลก็มิมาแสดงตัวเลยสักคน ที่ลานวารีเหล่าผู้คนเริ่มกระซิบกระซาบกันเองแน่ชัดว่าโมโหความล่าช้าของตระกูลซู บางคนก็สาปแช่ง

               การประลองตอนเช้าสองรอบทำให้ตระกูลหวาดกลัวจนต้องหลบหนีงั้นรึ? การหวาดกลัวกะทันหันนับเป็นสิ่งน่าอัปยศสำหรับเหล่าขุนนางพวกมันมิสมควรเป็นชนชั้นมั่งคั่งกระทั่งคนธรรมดาก็ยังกล้าหาญกว่าพวกมัน”

              ใช่หากพวกมันตกตายบนลานประลองก็ยังได้รับเสียงปรบมือชื่นชมอยู่บ้างอาการเช่นใดที่ทำให้มิกล้าลงประลอง? พวกมันใจฝ่อหรือ?

              อ่านี่เรียกว่าบุรุษฉลาดที่ยอมจำนนต่อสถานการณ์ต่างหากเล่า เจ้ามิเข้าใจหรืออย่างไรข้าได้ยินว่าทายาทสกุลฉินนี้เป็นวิญญานเด็กผู้ซึ่งกลับชาติมาเกิดใหม่ บุรุษร้ายกาจเพียงก็มิอาจเทียบกับเขาได้แล้วตระกูลซูจะนับเป็นตัวอันใดเล่า? ยามนี้กระทั่งตระกูลซือเมิ๋นก็ยังร้องขอการให้อภัยจากตระกูลฉินเสียด้วยซ้ำ!

              ตระกูลซือเมิ๋นถือเป็นที่หนึ่งในมณฑลหมอกเมฆาแล้วพวกเขาจะมาก้มศีรษะให้ตระกูลได้เยี่ยงไรกัน?”

              เพียงปุบปับข่าวนี้ก็แพร่กระจายในกลุ่มฝูงชน ภายในชั่วครู่ทุกคนก็ต่างแสดงสีหน้าท่าทางแตกต่างกันออกไปพลางจ้องมองบนเวที

               พวกเขาดูชื่นชมและหวาดหวั่น

               ผู้ดูแลที่ได้รับมอบหมายจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนพากันมองดูก้านธูป เห็นชัดพวกเขาเองก็รู้สึกแปลกที่ตระกูลซูยังมิมาถึงสักที

                      

                 ในจวนตระกูลซู ซูซานหลี่เดินกลับไปมาบนทางเดินใบหน้ามืดครึ้มกังวล มองแขกในห้องซึ่งเหมือนกำลังเฝ้ารออะไรสักอย่าง

                 ประตูห้องรับรองถูกเปิดออกพร้อมเสียงเอี๊ยดอ๊าด ซือเมิ๋นเฉียนเดินออกมาจากห้องพักด้วยใบหน้าถมึงทึง

                 ราวกับคนจมน้ำจะคว้าเส้นฟางช่วยชีวิต ซานหลี่มันเดินเข้ามาอย่างกังวล “คุณชายซือเมิ๋นนี่ก็เกือบจะถึงเวลาแล้วเราจะทำอย่างไร?

                 ซานหลี่มันอยู่ในสภาพตื่นกลัว การประลองสองรอบที่ผ่านมาช่วงเช้าได้ทำลายความรู้สึกที่เหนือเป็นต่อของมันในฐานะผู้นำตระกูล มันได้ทำลายความมั่นใจและความภาคภูมิใจทั้งหมดมิมีชิ้นดี

                 ซือเมิ๋นเฉียนถามเสียงเย็นว่า “ท่านผู้นำสองคนที่แข็งแกร่งที่สุดในตระกูลท่านเป็นผู้ใดหรือ?

                 แม้ตะลึงพูดสิ่งใดมิออกก็ยังตอบกลับว่า “ท่านลุงไคได้เสียสละตนเองเพื่อตระกูลแล้วยามนี้คนที่แข็งแกร่งที่สุดคงเป็นผู้อาวุโสเยว่และข้าเอง”

                อืมถ้าหากท่านและผู้อาวุโสเยว่ร่วมมือกันพวกท่านสามารถเอาชนะต้าซือเหิงได้หรือไม่? ” มันค่อนข้างงงงวยกับคำถามของอีกคน เหตุใดเรื่องตระกูลต้าซือจึงเกี่ยวข้องกับการประลองของตระกูลฉินเล่า?

                มันมิกล้าละเลยคำถามของซือเมิ๋นเฉียนจึงส่ายหน้าอย่างซื่อตรง “ข้าอยู่ขั้นที่ห้า ส่วนผู้อาวุโสทั้งสองอยู่ขั้นที่สี่ หากต้องสู้จริงคงสู้กับขั้นที่หกได้แต่ข้าได้ยินว่าต้าซือเหิงบรรลุขั้นที่เจ็ดแล้วข้าเกรงว่าคงเป็นไปมิได้ คุณชายซือเมิ๋นนี่เป็นสิ่งที่เกี่ยวพันกับการแข่งขันรอบบ่ายอย่างงั้นรึ?

                ใบหน้าหล่อเหลาของซือเมิ๋นเฉียนเหมือนถูกฟาดหวดขณะที่มันเปล่งเสียงรุนแรง “มันสำคัญสำคัญยิ่งยวด ยามนี้มีทางออกอยู่สองวิธีท่านควรตัดสินใจคิดให้ดี ทางที่หนึ่งคือยอมแพ้การประลองรอบสามสละที่นั่งและยอมรับความพ่ายแพ้”

                สละที่นั่งและยอมรับความพ่ายแพ้?

                สีหน้าของมันพลันเปลี่ยนไปกะทันหัน หลังจากเฝ้ารอมานานเขากลับเสนอทางเลือกนี้ให้นะหรือ?

                ทางเลือกนี้สำหรับมันคงมิอาจยอมรับได้ มองอย่างมิพอใจ “แล้วทางที่สองเล่า?

                ทางที่สองนะหรือ?” ซือเมิ๋นเฉียนส่ายศีรษะ “ท่านอย่าเลือกทางนี้เลย”

                โปรดบอกข้าคุณชาย” ซานหลี่ยืนยัน

                 บุรุษหนุ่มเอ่ยว่า “ทางเลือกที่สองคือพวกเจ้าต้องต่อสู้ อย่ากล่าวโทษว่าข้ามิเตือนท่านมันมิแตกต่างจากการฆ่าตัวตาย มิว่าท่านจะยืนตายหรือนั่งคุกเข่าตายก็ตาม ท่านเลือกได้เพียงหนึ่งเท่านั้นท่านผู้นำที่คือทางเลือกของท่าน”

                  มันตกตะลึง พึมพำอย่างมิน่าเชื่อ “มิแตกต่างจากการฆ่าตัวตายตระกูลฉินเป็นปีศาจอย่างงั้นรึ? 

                  ท่านมิเชื่อข้าหรือ?

                ส่ายหน้าปฏิเสธด้วยท่าทางอันทุกข์ทรมาน “มิใช่ว่าข้ามิเชื่อท่านแต่ข้ามิอาจยอมรับได้ตระกูลฉินเป็นชนชั้นต่ำด้อยค่าแล้วจู่ๆพวกมันจะเก่งกาจขนาดนี้ได้เยี่ยงไร?

                 ข้าเองก็มิรู้ว่าพวกมันเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร แต่ขั้นที่แปดในตระกูลของข้าได้พบกับบุตรชายสกุลฉินเขาเพียงนำคำหนึ่งมาบอก – ความแข็งแกร่งของเด็กผู้นี้มิต่ำกว่าเขาด้วยซ้ำ”

                 ความจริงนั้นชายชุดดำได้บอกอีกประโยคแทนว่า —– มันมิคุ้มค่าหากต้องขัดแย้งกับตระกูลฉินด้วยจะลุกฮือต่อต้านแทนตระกูลซูอันมิสลักสำคัญ

                แน่นอนมันมิพูดประโยคนี้ออกเสียงดังมันเองก็รู้สึกมิพอใจ บุตรชายสกุลฉินเคยลบหลู่มันที่งานเลี้ยงวันเกิดของต้าซือเยว่มันจึงส่งนักฆ่าไปสังหารแต่ยามนี้ต้องเลือกกระทำให้เหมาะสมเพราะถ้อยคำที่ถูกเอ่ยออกมาจากปากของชายชุดดำ

               ซานหลี่มันเพียงรู้สึกถึงเสียงอื้ออึงในหู ถอยหลังสองสามก้าวอย่างมึนงงราวกับโดนอัสนีบาตร ใบหน้าปราศจากสีสัน

               นักสู้ทรงพลังขั้นที่แปดเอ่ยว่าทายาทสกุลฉินมีพลังเทียบเท่าเขา

               ทั้งหมดนี้มันเป็นไปได้อย่างไรกัน?

               แม้นว่าบุตรสกุลฉินจะเริ่มฝึกศาสตร์วิชาต่อสู้นับแต่อยู่ในครรภ์ของมารดา แต่มันจะสามารถข้ามผ่านบรรลุขั้นที่แปดในเวลามิกี่สิบปีได้อย่างงั้นหรือ?

               มิต้องพูดมัน กระทั่งซือเมิ๋นเฉียนก็มิอาจยอมรับข้อเท็จจริงได้แม้แต่น้อย ในฐานะทายาทแห่งตระกูลชนชั้นศักดินาทารกที่สวรรค์ส่งเสริมทั้งสถานะสังคม สายโลหิตและคัมภีร์วิชาต่อสู้มากมาย มันได้เปรียบในทุกๆอย่าง

               ตอนนี้มันใกล้จะสามสิบแล้วและบรรลุขั้นที่หกนับเป็นหนึ่งในมณฑลหมอกเมฆา เทียบทั่วทั้งนครรัฐเพลิงไพรีมันเป็นหนึ่งในสี่นักรบสีชาด

              อย่างไรก็ตามทุกสิ่งอย่างที่ทำให้มันหยิ่งผยองและภาคภูมิใจได้แตกเป็นเสี่ยงๆในเมืองวารีเล็กๆนี้ เด็กน้อยผู้เยาว์ได้เปลี่ยนกิตติศัพท์และความสำเร็จทั้งหมดให้ความหมายโดยพลัน

                 ท่านผู้นำ

                 ท่านผู้นำถึงเวลาแล้วขอรับ!

              สมาชิกในตระกูลซูทั้งหมดต่างมุ่งเข้ามาหาซานหลี่ พวกมันเฝ้ารอยู่ด้านนอกห้องโถงและแน่นอนว่าพวกมันล้วนกระวนกระวายดั่งถูกไฟลนเมื่อผู้นำของพวกมันมิออกมาสักที ใกล้จะหมดเวลาแล้วและท่านผู้นำก็ยังมิออกมาหากไปประลองช้าอาจเสี่ยงถูกตัดสิทธิ์แล้วจะมิให้พวกมันกังวลได้อย่างไรกัน?

              ซานหลี่นิ่งเหวอมันเงยหน้าขึ้นมาด้วยสายตาไร้ชีวิตชีวาดั่งโดนเทวทัณฑ์ มันมองกลุ่มผู้คนและขยับปากของตน อยากจะพูดบางสิ่งแต่ก็หยาบกร้านและแหบแห้งจนมิอาจเปล่งได้แม้เพียงคำเดียว

                ท่านผู้นำโปรดออกคำสั่งเรามิมีเวลามากแล้ว!” ซูซีไห่น้องชายของซานหลี่เร่ง

             ผู้อาวุโสเยว่พูดอีกว่า “จะสู้หรือมิสู้จะส่งผู้ใดไปสู้ ท่านผู้นำโปรดแจ้งพวกเราบางอย่างเวลามิอาจรีรอทุกคนล้วนกัวลมิทราบว่าควรทำสิ่งใด”

            ทั้งสองมีสิทธิ์ที่จะเอ่ยออกมา ส่วนคนอื่นๆแม้จะกังวลก็มิกล้าแสดงความเห็น

             ซานหลี่ยกศีรษะขึ้นอย่างไร้เรี่ยวแรง “ส่งถ้อยคำออกไปลูกหลานตระกูลซูทั้งหมดห้ามออกไปเด็ดขาด ตระกูลซูจะขอสละที่นั่งชนชั้นมั่งคั่ง!”

                ห๊ะ?” ซูซีไห่เกือบจะคิดว่ามันได้ยินผิด

               สละที่นั่ง!” ซานหลี่ร้องตะเบ็งเสียง “ข้าพูดว่าจะเราจะสละที่นั่งขอยอมแพ้พวกเจ้าเข้าใจหรือไม่? พวกเราไร้ซึ่งอำนาจแล้ว!”

               ตะโกนเสร็จซานหลี่ก็ทรุดนั่งลงพื้นราวกับถูกใครบางคนดูดวิญญาณออกจากร่าง

              ท่านผู้นำเรามิอาจยอมแพ้ได้”

              ให้เราสิ้นชีพบนลานประลองดีกว่ายอมแพ้!”

               ใช่หากเราพ่ายแพ้เราจะสูญเสียคววามภาคภูมิใจ มิกล่าวถึงพวกมันเป็นเพียงชนชั้นต่ำแล้วตระกูลซูของเราเล่าจะยอมสละที่นั่งงั้นรึ?

                มิมีคนขี้ขลาดตาขาวในตระกูลซู มิมีการยอมแพ้เด็ดขาด!”

                 ท่านผู้นำก่อนหน้านี้ท่านบอกคติแก่พวกเราที่ตระกูลซูสมควรมีต่อศัตรู —- จะมิมีวันยอมแพ้จนกว่าจะทำลายศัตรูราบเป็นหน้ากลอง ยามนี้ศัตรูกำลังรอพวกเราอยู่บนลานประลองเราหันหลังหนีได้อย่างไร?

             อารมณ์ความโกรธแค้น มึนงง มิเต็มใจ เคลือบแคลงและตำหนิติเตียนพล่ามออกมาเต็ม

             ซานหลี่พลันกระโจนออกมาและร้องว่า “เจ้าพวกโง่เง่าหุบปากไปเสียหากจะสังหารศัตรูก็ต้องมั่นใจว่าเราแข็งแกร่งกว่าพวกมัน บุตรชายสกุลฉินมีความแข็งแกร่งอยู่ขั้นที่แปดระดับกำลังแก่นแท้ยอมรับเสียเถอะว่ามิมีผู้ใดสังหารมันได้แม้นว่าพวกเจ้าจะรวมกันทั้งหมดผนึกกำลังต่อสู้ก็ตาม มันมากพอที่จะสู้กับขั้นที่แปดได้อย่างงั้นหรือ 

            เส้นเลือดลำคอของมันปูดขึ้นเพราะผิดหวังอย่างถึงที่สุด มันเข้าใจความทุกข์ร้อนของผู้อื่นดีอย่างไรก็ตามในฐานะผู้นำตระกูลผู้ใดจะเข้าใจความเจ็บปวดรวดร้าวอย่างที่มันกำลังประสบอยู่เล่า?

 

                

           หนึ่งก้านธูปถูกเผาไหม้จนสิ้นสุดและและเมื่อดับลงก็กลายเป็นขี้เถ้า

           ได้เวลาแล้ว

           ผู้แทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ลุกขึ้นยืนและประกาศว่าการแข่งขันจะเลื่อนออกไปอีกครึ่งชั่วยามรวมถึงจะมีลงโทษสำหรับการล่าช้า ทันใดนั้นเองก็มีเสียงฝีเท้าวิ่งมาจากภายนอกลานประลอง

            คนจากตระกูลซูผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาอย่างน่าอดสู มันเดินไปขึ้นมาบนเวทีและมุ่งหน้าหาผู้แทนที่ดูแลงานประเมินนี้ กระซิบสองสามคำและพลันจากไป สีหน้าของมันมืดอึมครึม

            ช้าก่อน” ผู้ดูแลเรียกคนของตระกูลซูไว้ “คนของตระกูลซูจะต้องเป็นคนเอื้อนเอ่ยวาจายอมรับเองเมื่อขอยอม”

            มิมีทางเลือกมากนัก คนของตระกูลผู้นั้นก้มหน้าลงและประกาศเสียงมืดมนพร้อมประหนึ่งโหยหาหน้ากากมาสวมบนใบหน้า “การประลองชิงที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งนั้นตระกูลซูขอสละสิทธิ์”

            ตระกูลซูสละสิทธิ์ยอมแพ้…..

            เมื่อคำเหล่านี้เปล่งออกมาต่างคนต่างตื่นตะลึง ช่วงเวลานั้นเสียงทุกคนดังขึ้นดั่งน้ำไหลท่วม ความคาดหวังที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าและเฝ้ารอระหว่างพักเที่ยง เตรียมพร้อมรอสำหรับฉากจบตอนสุดท้าย

            ในท้ายที่สุดพวกเขาก็ได้รับแค่สี่คำเท่านั้น — ตระกูลซูขอยอมแพ้

            มันเหมือนกับการเทน้ำเย็นลงบนจิตใจที่เร้าร้อนและมุ่งหวัง ช่างทำร้ายจิตใจยิ่งนัก

            อดสูนักนี่คือความอัปยศของเมืองวารีขุนนางชนชั้นมั่งคั่งที่ถูกสยบจนถึงจุดที่มิอาจลงประลองได้เป็นตระกูลที่สมควรจะสาบสูญไปจากเมืองวารี!”

            ตายไปซะออกจากเมืองวารีไปเลย!”

            ขี้ขลาดหลอกลวงพวกขยะเน่าเสียของหมู่ขุนนาง!”

            เสแสร้งสร้างชื่อเสียงจอมปลอม จะดีที่สุดหากพวกมันฆ่าตัวตายไปเสียพวกน่ารังเกียจอย่างแท้จริง!”

              ผู้ชมต่างก่นด่าสาปส่งและคำถากถางทั้งหมดล้วนเข้าประสาทหูของบุรุษสกุลซูผู้นั้น ใบหน้ามันปกคลุมด้วยความโสมมและสกปรกมันมิกล้าต่อขานรีบหันหลังหนีอย่างรวดเร็วที่สุดเมื่อฝูงชนมิให้ความสนใจ

              ในตอนท้ายผู้ดูแลจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์จึงต้องก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อรักษาความสงบ ตะโกนเสียงดังว่า “ทุกท่านอย่าได้ประณามผู้พ่ายแพ้มากจนเกินไปนักมายินดีกับผู้ชนะของเรากันเถอะ! “

               ลำดับถัดไปในฐานะผู้แทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ๋นอู๋ข้าขอป็นตัวแทนประกาศว่าผู้ชนะการประลองที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งได้แก่ตระกูลฉินแห่งเมืองตะวันออก!”

               เฮ้!

               ยอดเยี่ยมที่สุด