0 Views

             ความสงบกลับคืนสู่เมืองวารี การตายของจางเหยามิก่อให้เกิดคลื่นกระแสใดๆ การแก้แค้นที่น่าจะมาจากตระกูลจางก็มิเกิดขึ้น

             แม้กระทั่งตระกูลซูอยู่ที่เบื้องหลังของตระกูลจางก็มิได้เคลื่อนไหวสิ่งใด ราวกับว่าทุกคนได้ลืมเรื่องนี้ไปหมดสิ้นแล้ว

             จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ตระกูลจางอาจหวาดผวามากเกินไป? หรือพวกเขาวาดแผนการเคลื่อนไหวใต้เงามืด?

             หรืออาจเป็นเพราะว่าตระกูลฉินอยู่ภายใต้ปกป้องของตระกูลต้าซืออย่างที่ผู้คนคาดเดา?

             เหลียนซานมิได้กล่าวตำหนิอู๋เซียงภายหลังได้รับรู้ความจริง ในทางกลับกันเขากลับเบิกบานใจเสียอีก ความแข็งแกร่งของบุตรชายเขาเป็นที่ตราตรึงใจของทุกคนยามที่ได้สังหารบุคคลเช่นจางเหยาซึ่งอยู่ระดับสูงสุดของกำลังพื้นฐาน เวลานี้พวกเขามีโอกาสสูงที่จะปกป้องที่นั่งชนชั้นต่ำในงานประเมินชนชั้นตระกูลได้อย่างแน่นอน

             และในที่สุด “การประเมินชนชั้นตระกูล” ที่ได้เหนี่ยวรั้งชีวิตของตัวเหลียนซานไว้ก็จะเริ่มต้นขึ้นอีกมิกี่วัน

             เหล่าตระกูลขุนนางทั้งหลายในเมืองวารีต่างมารวมตัว ณ ลานวารี เทศกาลอันยิ่งใหญ่กำลังจะเปิดเผยด้วยตนเองแล้วที่นี่!

             บรรดาตระกูลทั้งหลายประกอบด้วยหนึ่งตระกูลชนชั้นอันน่าเคารพ สามตระกูลชนชั้นมั่งคั่ง แปดตระกูลชนชั้นโดดเด่นและยี่สิบหกตระกูลชนชั้นต่ำต้อย

             มีทั้งหมดสามสิบแปดตำแหน่งที่นั่งในเมืองวารีที่มีการเพิ่มเข้ามา

             ตระกูลต้าซือมีสถานะสูงสุด ตระกูลอื่นใดมิมีสิทธิ์จะท้าทายพวกเขาทั้งสิ้น เช่นนั้นจึงมิจำเป็นต้องให้พวกเขาเข้าร่วมงานประเมินนี้และยังคงสามารถรักษาสถานะไว้ได้

             สำหรับสามตระกูลชนชั้นมั่งคั่ง ตระกูลซู ตระกูลเฉียนและตระกูลหยุนก็ยังสามารถรักษาที่นั่งไว้ได้เช่นกันสำหรับการจัดตระกูลผู้ทรงอำนาจในเมืองวารีเหล่านี้ ผู้ที่มีคุณสมบัติจะท้าชิงก็ยังมิมีเจตนาในเวลาเช่นนี้ ทั้งสามจึงยังพึงพอใจเชื่อว่าสถานะของพวกเขาจะยังคงเดิม

             สำหรับชนชั้นโดดเด่นมักจะมีการเปลี่ยนแปลงหนึ่งหรือสองที่นั่งจากแปดตระกูล

             ส่วนชนชั้นต่ำต้อยนั้นมักจะเป็นผู้ได้รับประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ผู้คนภายนอกต่างคิดว่าต้องมีอย่างน้อยสามหรือสี่ที่นั่งจะการแปรเปลี่ยนเจ้าของ

             หรือกล่าวได้ว่าสามหรือสี่ที่นั่งของตระกูลชนชั้นต่ำจะสูญเสียที่นั่งขุนนางชนชั้นสูง ช่วงเวลาเดียวกันนั้นสามหรือสี่ของตระกูลชนชั้นสามัญธรรมดาก็จะก้าวเข้าสู่ชนชั้นขุนนาง

             แต่อย่างไรก็ตามมันก็เป็นเพียงแค่การคาดเดา ยังคงต้องรอดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ๋นอู๋เป็นผู้ประกาศสถานะที่แท้จริง

             ดังนั้นสิ่งแรกที่เกิดขึ้นในการประเมินชนชั้นตระกูลมันคือการเปิดเผยให้ทราบถึงการปรับเปลี่ยนโดยตรง การปรับเปลี่ยนเหล่านี้จะเป็นไปตามการลงทะเบียนซึ่งแต่ละตระกูลได้แจ้งความประสงค์ไว้ชัดเจนแล้ว

             เช่นว่าหากตระกูลชนชั้นสามัญมีการแสดงเจตจำนงจะท้าทายที่นั่งชนชั้นต่ำในใบลงทะเบียน พวกเขาจะต้องทราบว่ามีการกำหนดระบุที่นั่งใดไว้กี่ตำแหน่ง

             หากมีการกำหนดไว้แค่สองตระกูล เช่นนั้นก็จะมีถึงเจ็ดตระกูลที่จะต้องต่อสู้ชิงชัยสองที่นั่งนี้

             ส่วนที่นั่งเหลือของชนชั้นต่ำต้อยที่มิถูกท้าทายย่อมมิมีการเปลี่ยนแปลงใดเกิดขึ้น

             ดวงตานับหมื่นคู่ต่างจดจ้องตัวแทนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ผู้แทนกระแอมลำคอและกล่าวด้วยน้ำเสียงแหลมสูงว่า “แขกทุกท่านเรากลับมาพบกันอีกครั้งภายหลังผ่านไปสองทศวรรษ อาณาจักรไป๋หยู่ของเราต่างยึดมั่นเทิดทูนประเพณีอันทรงเกียรตินั่นคือการปกครองด้วยศาสตร์วิชาต่อสู้อันเข้มแข็งและทำให้อาณาจักรของเราแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น เป็นเวลายี่สิบปีมาแล้วที่แต่ละตระกูลได้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอันเยี่ยมยอดในการประเมินชนชั้นตระกูลนี้! ลำดับถัดไป ข้าจะเปิดเผยให้ทราบว่าการประเมินชนชั้นตระกูลนี้มีสองที่นั่งจากชนชั้นต่ำต้อยถูกท้าทายซึ่งก็คือตระกูลฉินแห่งเมืองฝั่งตะวันออกและตระกูลหลี่แห่งเมืองเก้านักปราชญ์! มีห้าตระกูลที่จะต้องต่อสู้กันเพื่อที่นั่งนี้ได้แก่ตระกูลกู่และตระกูลเวิ๋นเมืองวารี ตระกูลหนี่เมืองฝั่งตะวันออก ตระกูลหลันและตระกูลหลี่เมืองเก้านักปราชญ์!”

               หลังจากกล่าววาจาเสร็จตัวแทนผู้นี้ก็หยุดชะงักชั่วขณะ มันเป็นประเพณีที่จะเกิดผู้คนได้มีเวลาขบคิดเวลาหนึ่งหากมีข้อผิดพลาดใดๆเกิดขึ้น

               เหลียนซานมันตื่นตกใจจ้องมองไปที่บุตรชายและถามว่า “อู๋เซียงเจ้ากรอกใบลงทะเบียนถูกต้องหรือไม่? ตระกูลของเราถูกท้าทายแล้วเหตุใดจึงมิปรากฏในรายชื่อเล่า?”

               ทางด้านฉินซิ่วเองก็ตกใจมากเช่นกัน  “อู๋เซียงเจ้า … “

               ชายหนุ่มดึงอารมณ์ของบิดาและพี่สาวให้สงบลงเอื้อนเอ่ยอย่างผ่อนคลาย “บิดาอย่าตื่นตกใจ! เรามาฟังผู้แทนพูดให้จบดีหรือไม่? ในเวลานี้ท่านยังมิมีเชื่อมั่นบุตรของท่านหรืออย่างไร?”

               ฉินเหลียนซานพูดสิ่งใดมิออก ภายในใจเขาคิดว่าแม้นจะมีความมั่นใจมากเพียงใดแต่มันจะไร้ประโยชน์หากมิได้ลงทะเบียน ความเชื่อมั่นอย่างเดียวมิอาจแก้ปัญหาได้!

               ผู้คนต่างเริ่มพากันสนทนาอย่างออกรสออกชาติ

               “ฮ่าๆน่าประหลาดใจนัก! ตระกูลฉินแห่งเมืองฝั่งตะวันออกนั้นอ่อนแอขนาดนั้นเลยหรือ? ผู้อื่นได้ท้าทายพวกมันแต่พวกมันกลับมิมีความห้าวหาญที่จะปกป้องที่นั่งของตนด้วยซ้ำ มิใช่ว่าพวกมันยอมแพ้แล้วหรอกหรือ?”

               “พวกเขาเป็นตระกูลที่สืบทอดมานับหลายร้อยปี น่าเศร้านักที่ภายหลังลูกหลานกลับตกต่ำลงมายามเมื่อผ่านมาหลายชั่วอายุคน!”

               “ถูกต้อง แล้วลูกหลานของตระกูลฉินจะสามารถมองหน้าบรรพบุรุษที่ประตูปรโลกได้อย่างไร … “

               “คนทั้งหลายกล่าวว่าตระกูลต้าซือคอยช่วยเหลือตระกูลฉินเช่นนั้นหรือ? ดูเหมือนว่าการค้ำจุนดังกล่าวมิมีอยู่จริง!”

               กระแสน้ำเสียงของการเยาะเย้ยดังกล่าวทำให้สมองของเหลียนซานถึงกับว่างเปล่า

               บางคนกล่าวอีกว่า “เจ้ารู้หรือไม่? ดูเหมือนว่าตระกูลฉินจะลงเล่นกระดานหมากใหญ่ล่ะ! แม้ว่าพวกเขาจะยอมแพ้กับที่นั่งชนชั้นต่ำแต่ก็มิใช่ว่าพวกเขามุ่งหวังชนชั้นโดดเด่นหรอกหรือ?”

               “เจ้ากล่าวถูกแล้ว! ข้าเกือบลืมไปเสียแล้วว่าตระกูลฉินมีทายาทตัวประหลาดอยู่ เขาสามารถสังหารนักสู้ที่อยู่ระดับสูงสุดของกำลังพื้นฐานได้ในพริบตา ความแข็งแกร่งของเขาต้องอยู่ที่ระดับที่สามหรือสี่ของกำลังแก่นแท้เป็นอย่างน้อย เป็นไปได้ว่าพวกเขาอาจจะท้าชิงกับชนชั้นโดดเด่น!”

               ประกายวูบวาบขึ้นภายในนัยน์ตาของเหลียนซาน เป็นไปได้หรือไม่… ?

               ฉินซิ่วก็มองน้องเล็กด้วยท่าทีสงสัย “อู๋น้อยเจ้ากรอกข้อมูลลงทะเบียนท้าทายชนชั้นโดดเด่นเช่นนั้นหรือ?”

               เขาเพียงแค่ยิ้มบาง “รอฟังเสียอย่ารีบร้อยเลย”

               ฝูงชนต่างถกเถียงอย่างบ้าคลั่ง ผู้แทนเหลือบมองทั่วทั้งลานและเอ่ยว่า “มีเพียงตระกูลเดียวที่ได้รับการท้าทายในชนชั้นโดดเด่นนั่นก็คือตระกูลเซี่ยแห่งเมืองวารี สองตระกูลนี้ต้องต่อสู้แย่งชิงที่นั่งกัน—ตระกูลเซี่ยและตระกูลโจวจากเมืองวารี!”

                ตระกูลโจวขึ้นชื่อว่าเป็นอันดับหนึ่งของชนชั้นต่ำในเมืองวารี นั่นหมายความว่าท่ามกลางเหล่าตระกูลในชนชั้นต่ำต้อยตระกูลโจวมีพลังอำนาจมากที่สุด และมีคุณสมบัติเงื่อนไขเพียงพอที่จะท้าทายชนชั้นโดดเด่น!

                มันจะเป็นการต่อสู้อันน่าลุ้นระทึกที่สุดเป็นเหตุการณ์สำคัญของงานประเมินชนชั้นตระกูลนี้เป็นฉากปิดท้ายอันยิ่งใหญ่น่าจดจำ

                และเนื่องจากชนชั้นมั่งคั่งและชนชั้นอันน่าเคารพนั้นมีพลังอำนาจมากเกินไปและมีที่นั่งอันมั่นคงจึงมิมีขุนนางตระกูลผู้ใดกล้าอุกอาจท้าทายพวกเขา

                “โอ้มันน่าตื่นเต้นเสียจริงยามคิดถึงตระกูลโจวกับตระกูลเซี่ยต่อสู้กัน!”

                “งั้นหรือ? มันจะเป็นฉากปิดท้ายอันยิ่งใหญ่ได้จริงหรือ?”

                “ข้าขอลงพนันว่าตระกูลโจวจะประสบผลสำเร็จจากการท้าทายนี้และก้าวเข้าสู่ชนชั้นโดดเด่นได้แน่นอน!”

                 บุรุษสูงวัยมิอาจนั่งนิ่งได้อีกต่อไป ดูเหมือนว่าบุตรชายของเขามิได้ท้าทายชนชั้นโดดเด่นและในลำดับถัดไปมันคือชนชั้นมั่งคั่ง!

                 มีเพียงสามตระกูลจากชนชั้นมั่งคั่งและก็ยังเป็นตระกูลที่ทรงอำนาจ ด้วยจำนวนผู้คนอันจำกัดของตระกูลฉินพวกเขาจะสามารถต่อกรกับคนเหล่านี้ได้เยี่ยงไร?

                 “บิดา พี่ใหญ่จะถึงเวลาของเราแล้ว” อู๋เซียงยิ้มกริ่ม

                 ตัวแทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์กระแอมลำคออีกครั้งและกล่าวน้ำเสียงตื่นเต้นว่า “ทุกท่าน ทุกท่าน! ได้โปรดตั้งใจฟังให้ดีเรื่องที่ข้าจะประกาศต่อนี้มีความสำคัญนัก! ในการต่อสู้ประเมินชนชั้นตระกูลนี้เราทุกคนจะได้เป็นพยานกับการต่อสู้แย่งชิงที่นั่งชนชั้นมั่งคั่ง เราทั้งหลายต่างเฝ้ารอเหตุการณ์อันยิ่งใหญ่นี้ใช่หรือไม่? แล้วอยากทราบหรือไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้ท้าชิงและผู้ใดถูกท้าทาย?”

                 “อยาก!” เสียงตอบรับดังกึกก้องทันทีจากบริเวณลานประลอง เมื่อได้ยินข่าวนี้อย่างฉับพลัน

                 คำพูดของของผู้แทนนี้ได้ผลักดันไปสู่บรรยากาศอันลุ้นระทึกสุดยอด!

                 การท้าทายกลุ่มชนชั้นมั่งคั่งอย่างงั้นหรือ?

                 ทุกคนต่างคิดว่าตนได้ยินมิถูกต้อง ในเมืองวารีมิมีตระกูลใดแข็งแกร่งเทียบเคียงกับสามตระกูลชนชั้นมั่งคั่งนี้อีกแล้ว

                 เป็นม้ามืดตัวใดหนอ? ถึงได้มีความกล้าหาญมากพอที่จะท้าทายชนชั้นมั่งคั่งเช่นนั้น? ผลลัพธ์จะออกมาเป็นตระกูลซู ตระกูลเฉียนหรือตระกูลหยุนกันที่ถูกท้าทาย?

                 ผู้นำของทั้งสามตระกูลต่างนั่งอยู่ในตำแหน่งที่สะดุดสายตา เริ่มแรกพวกมันต่างปลีกตัวออกห่างและดูมิสนใจการประเมินชนชั้นนี้อย่างไรก็ตามเวลานี้พวกมันล้วนรู้สึกกระสับกระส่ายและเป็นกังวลมากนัก

                 มิมีมันผู้ใดกล้าท้าทายชนชั้นมั่งคั่งโดยสะเพร่าบ้าบิ่น นี่คือการต่อสู้เป็นตายเพื่อปกป้องเกียรติยศและผลประโยชน์ของตระกูลแน่นอนว่ามันจะมิจบลงง่ายดายหากอีกฝ่ายมิสิ้นชีวิต

                 นับแต่คนผู้นี้กล้าท้าทายพวกเขา แน่นอนว่ามันจะต้องมีทั้งคุณสมบัติและทักษะอันล้ำเลิศ! พวกเขาอยากจะทราบโดยเร็วว่าหนึ่งในสามของตระกูลใดเป็นผู้ถูกท้าทาย?  ภายในจิตใจลึกๆ ต่างล้วนภาวนาว่าเคราะห์ร้ายนี้จะตกไปอยู่กับตระกูลอื่นแทน!

                 หากว่ามันได้ตกสู่พวกตน พวกเขาจะต้องสังหารศัตรูอย่างเต็มกำลัง ทำลายให้สิ้นเช่นอสุนีบาตฟาดกระหน่ำจะมิมีการแสดงความเมตตาใดๆทั้งสิ้น!

                 มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีความทระนงของชนชั้นมั่งคั่ง หากพยัคฆ์มิแสดงพลังอำนาจให้เห็นคงถูกผู้อื่นข่มเหงเช่นแมวนอนป่วย แน่แท้ว่าพวกเขาจะต้องสั่งสอนให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นเพื่อกอบกู้เกียรติยศมิฉะนั้นในภายภาคหน้าผู้คนจะคิดว่าชนชั้นมั่งคั่งนั้นสามารถรังแกได้โดยง่าย ผลลัพธ์คือย่อมจะท้าทายพวกเขาอยู่เรื่อยไป

                 มันคือผู้ใด? เหล่าผู้ชมที่อยู่ด้านล่างลานประลองต่างก็ต้องการรู้คำตอบโดยเร่งด่วน ส่งเสียงถากถางและส่งเสียงอึกทึก ทั่วทั้งบริเวณนี้ดูดุเดือดร้อนรนไปหมด!

                 บุรุษผู้แทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้กระตุ้นผลักดันฝูงชนที่กำลังบ้าคลั่งอยู่นั้น เขาเผยยิ้มออกมา “ให้ข้าประกาศเสีย ตระกูลชนชั้นมั่งคั่งที่ถูกท้าทายคือ—ตระกูลซูแห่งเมืองวารี!”

                 ใบหน้าของตระกูลซูทุกคนพลันแปรเปลี่ยนทันทีเมื่อได้ถ้อยคำเหล่านั้น พวกเขารู้สึกราวกับท้องฟ้ามืดครึ้มลง

                 อารมณ์มืดถมึงทึงค่อยๆเปลี่ยนเป็นโทสะที่มาพร้อมกับสายฝนและลมพายุ ชัดเจนว่าอารมณ์ของพวกเขาสามารถแปรเปลี่ยนตั้งเค้าเป็นเมฆฝนและพายุเดือดพล่านได้ทุกเวลา!

                 ผู้แทนหยุดเพียงชั่วครู่ เขารู้สึกพึงพอใจยามที่ได้เห็นฝูงชนแทบจะกลั้นลมหายใจ มิอาจละสายตาจากเขาได้และจึงกล่าวต่อว่า “ผู้ท้าชิงคือตระกูลฉินจากเมืองฝั่งตะวันออก! ในท้ายที่สุดทั้งสองตระกูลจะต้องมาชิงชัยเพื่อลำดับที่นั่งนี้! ผู้เข้าชิงทั้งหมดจะต้องประจันหน้ากันและจะมีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะชนะ! ข้าขอเริ่มต้นงานฉลอง ณ บัดนี้… “

                 แม้ว่าจะมิมีเสียงสนับสนุนแต่ผู้คนก็มิอาจหยุดพูดคุยได้

                 “มิมีทาง! ตระกูลฉินแห่งเมืองฝั่งตะวันออกมิได้มีชื่อเสียงเลื่องลือขนาดนั้น”

                 “พวกเขาแข็งแกร่งงั้นหรือ? ถึงกลับสามารถท้าทายตระกูลซูได้เช่นนี้สถานะพื้นหลังของตระกูลฉินเป็นอย่างไรกัน?”

                 “ชนชั้นต่ำต้อยสามารถโลดโผนผ่านระดับท้าทายชนชั้นมั่งคั่งได้อย่างไร? ตระกูลฉินมิใช่ว่าพวกมันเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร?”

                 “ฮ่าๆ นี่มันน่าสนใจนัก ก่อนหน้านั้นข้าคิดว่าตระกูลยอมแพ้ที่จะรักษาที่นั่งชนชั้นต่ำของตน แต่ใช่แล้วพวกมันกล้าที่จะท้าทายชนชั้นมั่งคั่งช่างมีความทะเยอทะยานยิ่งนัก!”

                 “ใช่ๆ เราควรปรบมือให้แก่ตระกูลฉินแม้นว่านี่จะเป็นเพียงความกล้าหาญของพวกมัน!”

                 “นี่คือรากฐานและการแสวงหาของนักสู้! ตระกูลฉินพวกเจ้ายอดเยี่ยมเสียจริง!”

                 “ใช่แล้วมิว่าตระกูลฉินจะล้มเหลวหรือประสบผลในการต่อสู้ครั้งนี้ข้าก็จะยืนข้างพวกเขา! ตระกูลซูมีบางสิ่งที่เลวร้ายเหลือคณา!”

                  “เจ้าพูดได้ดี สามตระกูลใหญ่แห่งชนชั้นมั่งคั่งได้ควบคุมเมืองวารีมาเป็นเวลานานแล้ว ถึงช่วงเวลาแห่งการผลัดเปลี่ยนท้องฟ้าเสียที”

                  “ตระกูลฉินอันแข็งแกร่ง ตระกูลฉินจะผงาดลุกขึ้นยืน!”

                  โดยมิทันตั้งตัวสุ้มเสียงโห่ร้องยินดีดังกังวานตลอดทั่วทั้งลานวารี แท้จริงแล้วตัวละครระดับรากหญ้านั้นเป็นผู้เด็ดเดี่ยวมิยอมแพ้ พวกเขามิมีพลังอำนาจจะท้าทายศัตรูผู้แข็งแกร่งแต่พวกเขาก็คาดหวังว่าจะได้เห็นใครบางคนเป็นผู้ท้าทายพวกมันแทน

                  ยามที่ผู้แทนเห็นว่าบรรยากาศดังกล่าวนั้นถูกกระตุ้นขึ้นมาแล้ว เขาเปล่งเสียงตระโกนว่า “ตัวแทนของตระกูลผู้ท้าชิงและตระกูลที่ถูกท้าประลองโปรดมาที่เวทีประลองและลงนามประกาศิตแห่งนักสู้!”