0 Views

                เหตุที่เรียกว่าประกาศิตแห่งนักสู้เพราะมันคือความจริง ชีวิตจริงๆและนำไปสู่ความตายได้ ในการประเมินชนชั้นตระกูลทุกคนล้วนแต่ต่อสู้เพื่อสถานะทางสังคมของตระกูลตน เป็นเรื่องราวของเกียรติยศ ผลประโยชน์แม้กระทั่งความรุ่งโรจน์และความอยู่รอดของพวกเขา แน่แท้ว่ามันเป็นการต่อสู้บนเส้นด้ายแห่งชีวิตโดยปราศจากมิตรภาพรวมถึงความรู้สึกใดๆทั้งสิ้น

                แม้นพื้นหลังจะเป็นสหายแต่ยามอยู่บนเวทีประลองทุกคนล้วนเป็นคู่ปรปักษ์ เป้าหมายเดียวคือเอาชนะเพื่อปกป้องที่นั่งตระกูลตน

                ห้าตระกูลกำลังจะต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงที่นั่งชนชั้นต่ำต้อย ตระกูลกู่และตระกูลเวิ๋นเมืองวารี ตระกูลหนี่เมืองฝั่งตะวันออก ตระกูลหลันและตระกูลหลี่เมืองเก้านักปราชญ์

                ท่ามกลางตระกูลทั้งห้า ตระกูลหลี่เป็นเพียงตระกูลเดียวที่ลงต่อสู้เพื่อรักษาที่นั่ง ส่วนที่เหลือล้วนเป็นผู้ท้าชิง อย่างไรก็ตามมีเพียงตระกูลกู่และตระกูลเวิ๋นแห่งเมืองวารีตระกูลหนี่จากเมืองฝั่งตะวันออกเท่านั้นที่จะได้รับที่นั่งของตระกูลฉิน เป็นเพราะว่าตระกูลฉินได้ละทิ้งไปท้าชิงที่นั่งของชนชั้นมั่งคั่งแทนเช่นนั้นจึงมีเพียงสามตระกูลที่แย่งชิงที่นั่งชนชั้นต่ำนี้

                อีกที่นั่งชนชั้นต่ำอีกอันจะถูกมอบให้กับผู้ชนะ ซึ่งเป็นการประลองระหว่างตระกูลหลันและตระกูลหลี่จากเมืองเก้านักปราชญ์

                ต่อมาผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งห้าตระกูลขึ้นไปบนเวที พวกเขาต่างเอ่ยถ้อยคำอันหนักแน่นและลงนามแห่งความเป็นตายแล้วก็เดินลงมา ก่อนการต่อสู้ครั้งสำคัญพวกเขามิปรารถนาเอ่ยสิ่งใดเพียงจัดการให้รู้แล้วรู้รอดเสีย!

                เพื่อความอยู่รอดของวงศ์ตระกูลแล้ว พวกเขาพร้อมก้าวไปเบื้องหน้าโดยมิคิดถึงความตาย มิคิดถึงโลหิตที่หลั่งรินแม้นชนชีพมลายสิ้น!

                ครอบครัวเป็นรากฐานของหนึ่งชีวิต สมาชิกของครอบครัวต่างก็ต้องแบกรับหายนะและเกี่ยวจูงชีวิตซึ่งกันและกันไว้ คนผู้หนึ่งย่อมมิลังเลที่จะสิ้นชีวาเพื่อครอบครัวของพวกเขา!

                ในกลุ่มชนชั้นโดดเด่นทั้งตระกูลโจวและตระกูลเซี่ยต่างก็มีอำนาจด้วยกัน พวกมันมักขับเคี่ยวกันผ่านทางกิจการร้านค้า ต่างก็เป็นคู่อริอันยาวนานหลังจากขึ้นเวทีพวกมันก็เดือดพล่านด้วยแรงแค้นและความเกลียด กัดฟันสาบานว่าอีกฝ่ายจักต้องประสบกับความตายอย่างสังเวช

                ผู้ใดจะสิ้นลมหายใจตายอนาถด้วยเงื้อมมือของผู้ใด มันจะถูกเปิดเผยในการประลองนี้

                เวลานี้การชิงชัยระหว่างชนชั้นโดดเด่นมิใช่สิ่งที่ทุกคนเฝ้ารออีกแล้ว แต่เป็นการต่อสู้แย่งที่นั่งของชนชั้นมั่งคั่งต่างหาก

                คนทั้งหลายล้วนแต่อยากรู้ว่าตระกูลฉินคิดเห็นเยี่ยงไรจึงได้ท้าชิงชนชั้นมั่งคั่ง พวกมันมีความเชื่อมั่นมากเพียงใดจึงท้าทายตระกูลซู?

                คนทั้งหลายต่างพากันรอคอย

                ตัวแทนของตระกูลซูซึ่งผู้พิทักษ์ของตระกูลกล่าวขึ้นมาเป็นผู้แรก

                 เขาเป็นท่านลุงของซูซานหลี่ เป็นนักสู้ของตระกูลซู

                 เห็นได้ชัดว่าบุรุษสูงวัยผู้นี้โมโหยิ่งมันกล่าวด้วยสุ้มเสียงฉุนเฉียวและหยิ่งผะยองว่า “ข้ามิเคยได้ยินเรื่องราวของตระกูลฉินมาก่อนและข้าจะมิกล่าวสิ่งใดมาก มีเพียงสองสามคำที่จะบอกกล่าวนับแต่ตระกูลซูมีพลังอำนาจบุคคลผู้ใดที่มีความกล้าท้าทายตระกูลซูพวกมันย่อมจากไปปรโลกเสียแล้ว เวลานี้ตระกูลฉินก็มิใช่ข้อยกเว้น!”

                  ถ้อยคำเหล่านี้มีแต่ความอหังการและก้าวร้าว ซึ่งแสดงถึงพลังและความเชื่อมั่นของรากฐานตระกูลชนชั้นมั่งคั่ง หากพวกเขามันมิแข็งแกร่งพอย่อมมิอาจเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ออกมาได้

                  และมันก็ราบเรียบและเข้าใจมิยากนักว่าประโยคเหล่านี้ล้วนหมายถึงตระกูลฉินโดยตรง มิมีถ้อยคำใดเกี่ยวพันถึงตระกูลต้าซือแห่งชนชั้นอันน่าเคารพ

                  ผู้แทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพียงยิ้มมิเอ่ยแสดงความเห็นใด เขากล่าวกับตระกูลฉินว่า “ตระกูลฉินก็ควรจะส่งตัวแทนมาเช่นกัน”

                  เหลียนซานมิทราบว่าจะหันมองไปที่ใด เขากำลังจะลุกขึ้นแต่อู๋เซียงหยุดไว้ก่อน

                  ชายหนุ่มเดินขึ้นลานประลองด้วยท่าทางสงบสำรวม ภายใต้การจับจ้องของบุคคลเป็นหมื่นเขายังคงดูหนักแน่นและมีความมั่นใจอยู่ เปล่งเสียงอย่างช้าๆว่า “ทุกท่าน ในวันทดสอบนักสู้ฝึกหัดเหล่าขุนนางชั้นสูงซึ่งสวมใส่ชุดอันประณีตงดงามได้หยุดข้ารวมทั้งบิดาและพี่สาวของข้าไว้ พวกเขาได้สอนเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าคุณสมบัติของสุภาพชน หนึ่งในนั้นได้เตือนบิดาของข้าบางสิ่งถึงการรู้ว่าเมื่อใดควรก้าวเมื่อใดควรถดถอย เขาบอกว่าบิดาควรตัดสินใจปล่อย พวกท่านทั้งหลายอาจคงมิทราบถึงความหมายถ้อยคำเหล่านั้น โดยสัตย์จริงแล้วแม้ว่าคนผู้นี้จะเป็นผู้นำของตระกูลชนชั้นมั่งคั่งแต่เขาก็ยังเป็นผู้ละโมบโลภมากอยู่ดี เขาปรารถนามรดกอันเป็นรากฐานของตระกูลข้า เขาวางแผนใช้กลอุบายทำให้ตระกูลฉินยอมแพ้ต่อที่นั่งชนชั้นต่ำและรับทรัพย์สมบัติของตระกูลเราไป ข้าอยากจะถามพวกท่านที่อยู่ที่นี้ว่าในโลกของนักสู้ว่าเราควรจะยอมจำนนโดยที่ยังมิได้ประลองยุทธ์ตัดสินเช่นนั้นนะหรือ? ผู้ใดกระทำอย่างนั้นคงมิต้องติดป้ายแขวนว่าตัวขี้ขลาดหรอกกระมัง?”

                  แม้ว่าเขาจะพูดด้วยน้ำเสียงแหลมสูงและโกรธเคือง ถ้อยคำของเขาก็ยังคงกระตุ้นเร้าผู้คน

                  ผู้ชมด้านล่างตอบเสียงกึกก้อง “อย่าได้ยอมจำนนเรามิเคยขลาดกลัว!”

                  “ใช่แล้ว! มันมิแปลกประหลาดอันใดหากพวกท่านต้องทรัพย์สินตระกูลข้า อาณาจักรไป๋หยู่เราให้น้ำหนักความสำคัญกับการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดโดยสมควรและกฎบ้านเมือง หากว่าท่านมีทักษะความสามารถก็เข้ามาหยิบฉวยไป! และผู้นำตระกูลชนชั้นมั่งคั่งนี้เป็นผู้ใดเล่า? พวกท่านคาดเดาได้ถูกต้องแล้ว! ใช่มันคือผู้นำตระกูลซู ซูซานหลี่! ข้าเคยบอกเขาครั้งหนึ่งแล้วว่าข้ายินยอมมอบที่นั่งตระกูลฉินให้แต่ข้าก็ลืมกล่าวสิ่งหนึ่งคืนเช่นกัน!”

                    อู๋เซียงหยุดชั่วครู่ ผู้คนนับหมื่นตะโกนว่า “สิ่งใด?”

                    เขายิ้มบางและกล่าวว่า “สิ่งที่ข้าจะบอกกล่าวเวลานั้นคือ — เป็นเพราะว่าท่านผู้นำตระกูลซูต้องการที่นั่งชนชั้นของพวกข้าเช่นนั้นแสดงว่าพวกเขาย่อมต้องการซื้อขายแลกเปลี่ยนกับที่นั่งตระกูลชนชั้นมั่งคั่งของพวกเขาเอง!”

                   ประกายเย็นเฉียบปรากฏบนใบหน้าของซูซานหลี่ทันที นัยน์ตาของมันเต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน

                   วาจาของอู๋เซียงได้ตอกย้ำความภาคภูมิของในฐานะนักสู้ แม้ว่าตระกูลฉินนี้จะมิได้รับการสนับสนุนจากตระกูลต้าซือ แต่พวกเขาก็สามารถก้าวผ่านพวกมันได้

                    แม้นว่าตระกูลฉินจะมีตระกูลต้าซือเป็นเงาเบื้องหลัง แต่คิดหรือว่าตระกูลซูเองจะมิมีบุคคลทรงอำนาจใดหนุนหลังอยู่?

                   ในเมืองวารีชนชั้นอันน่าเคารพเป็นตัวตนที่ดำรงอยู่สูงสุด แต่หากมองทั่วทั้งอาณาจักรพวกเขาก็เป็นเพียงชนชั้นผู้น้อยของกลุ่มขุนนางชั้นสูงเบื้องบนเท่านั้น

                    ซานหลี่มิสนใจจะปิดบังเจตนาสังหารอีกต่อไป เขาพูดเสียงเย็นว่า “ทายาทแห่งสกุลฉินแล้วข้าจะทำให้เจ้าเข้าใจถึงคำว่าคิดได้ก็สายเกินไปเสียแล้ว!”

                    บุรุษหนุ่มมิได้หวาดกลัว เขายิ้มอย่างเยือกเย็น  “ข้าจะรอดู! ข้าบอกได้เลยว่าตัวท่านเวลานี้มิได้ดูสงบนิ่งเสียแล้ว อย่าลืมว่ามิช้าก็เร็วท่านจะต้องจ่ายค่าตอบแทนทุกสิ่งที่ท่านเคยกระทำลงไป ณ สถานที่นี่! และมันเป็นไปได้หรือที่พวกท่านจะวางแผนตัวคนเดียวเพื่อจำกัดข้า มิต้องห่วงใยว่าตระกูลฉินจะกระทำเช่นเดียวกันกับพวกท่าน? มีเพียงความยุติธรรมเท่านั้นที่เราจะตอบโต้คืน!

                   ซานหลี่มันหัวร่อแทนโทสะ “ฮ่าฮ่าฮ่า ด้วยทารกผู้เยาว์เช่นเจ้าที่กำลังเล่าความฝันอย่างงั้นหรือ? แล้วข้าจะรอชมว่าจะสามารถทวงคืนความยุติธรรมได้หรือไม่!”

                    เขายิ้มบางมิกล่าวสิ่งใดมากกว่านั้น อย่างไรก็ตามการแสดงออกอย่างห้าวหาญครั้งนี้ก็ทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านล่างส่งเสียงชื่นชมมิขาดสาย

                    ผู้นำตระกูลมองเห็นแรงสนับสนุนจากฝูงชนนั้นก็ราวกับยุแหย่ตระกูลซู! ภายในใจมันเดือดพลุกพล่าน ตระกูลฉินอันเลวร้ายนี้จะมีชื่อเสียงทำให้ผู้คนชื่นชอบมากกว่าตระกูลซูของพวกมันได้อย่างไร?

                   มันปฏิเสธที่จะเชื่อเรื่องนี้ มันเห็นชัดว่าตระกูลฉินมีเพียงสามคนประกอบด้วยบิดา บุตรชายและบุตรสาวที่ไร้พรสวรรค์ในศาสตร์การต่อสู้ เพียงตระกูลเล็กๆพวกมันจะมีพลังมากเท่าใดกันจึงคิดจะท้าทายชนชั้นมั่งคั่งเช่นนี้?

                   กฎข้อบังคับได้ระบุว่าการประลองของชนชั้นต่ำต้อยจะเริ่มต้นขึ้นก่อน

                   ผู้แทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เอ่ยขึ้นอย่างเป็นทางการว่า “ท่านผู้นำตระกูลซูข้าจำเป็นต้องแจ้งเรื่องบางอย่างให้ท่านทราบ”

                   “เชิญท่านว่ามา” บุรุษสูงวัยพูด

                   “ตามหลักการแล้วตระกูลฉินเป็นผู้ท้าทายตระกูลของท่าน หากว่าตระกูลซูชนะท่านจะยังคงดำรงอยู่ในที่นั่งชนชั้นมั่งคั่ง และตระกูลฉินซึ่งเป็นผู้พ่ายแพ้ก็จะสูญเสียคุณสมบัติที่จะอยู่ในชนชั้นต่ำต้อย แต่หากว่าตระกูลฉินชนะพวกเขาจะเข้ามาแทนที่กลายเป็นชนชั้นมั่งคั่งโดยทันที  ส่วนพวกท่านก็จะถูกลดลำดับสถานะเป็นชนชั้นต่ำต้อยตามกฎที่ระบุชัดแต่แรก อย่างไรก็ตามก็ได้มีคนมาท้าทายที่นั่งชนชั้นต่ำแล้ว หากว่าท่านต้องการลงชิงชัยที่นั่งชนชั้นต่ำท่านสามารถใช้สิทธิ์ที่จะลงประลองล่วงหน้าก่อนได้”

                    จิตใจของซานหลี่มันเต็มไปด้วยความขุ่นมัว กฎพวกนี้ช่างน่าขันนัก คนเหล่านั้นมิมองเห็นตระกูลซูอยู่ในสายตาหรอกหรือ? ที่นั่งชนชั้นต่ำต้อย… นี่กำลังกล่าวเรื่องนี้เพื่อล้อเลียนตัวมันใช่หรือไม่?

                    ตระกูลซูจะสูญเสียได้อย่างไร?

                   มันปฏิเสธเร็วพลัน “มิจำเป็นเพียงที่นั่งของชนชั้นต่ำ ตระกูลซูและข้ามิมีสายตาจะเหลือบแลด้วยซ้ำ!”

                    ตัวมันได้ใช้กำลังเข้าช่วยตระกูลกู่เต็มที่สำหรับการแย่งชิงที่นั่งชนชั้นต่ำและเพราะพวกมันต้องการเพียงทรัพย์สินตระกูลฉินมิใช่ที่นั่งชนชั้น มันประจักษ์ชัดเจนว่าตระกูลซูมิปรารถนาที่จะสิ้นเปลืองกำลังเพื่อแย่งชิงรางวัลอันน้อยนิดนี้เช่นที่นั่งชนชั้นต่ำ เพื่อมิให้สูญเสียที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งพวกเขามิอาจให้ใบหน้าแตกพ่ายได้

                    ถึงแม้ว่าการชิงชัยที่นั่งชนชั้นต่ำอาจเป็นทางเลือกสำรองหากสูญเสียที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งไป

                    ชายผู้ดูแลการประลองพยักหน้าเข้าใจ “ตกลงหากมิต้องการลงชิงชัย เช่นนั้นตระกูลซูจะเป็นสามัญชนธรรมดาทันทีหากพ่ายแพ้การต่อสู้และมิมีแม้กระทั่งที่นั่งชนชั้นต่ำต้อย!”

                    ซูซานหลี่กัดฟันกล่าวว่า “ขอบคุณสำหรับความห่วงใยของท่าน ตระกูลซูย่อมมิปราชัย!”

                    ผู้แทนนั้นเอ่ยยิ้มๆว่า “ข้าเพียงแจ้งกฎเกณฑ์แสดงความนับถือต่อกลุ่มชนชั้นมั่งคั่งเท่านั้น”

                    กระนั้นจากมุมมองของซานหลี่มันรู้สึกว่าผู้แทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ดูหมิ่นตระกูลซูอยู่มิเช่นนั้นเขาจะเอ่ยถึงที่นั่งชนชั้นต่ำต้อยได้อย่างไร?

                    ท้ายที่สุดซานหลี่มันก็ได้ตัดเส้นทางหนีทีไล่ของตนทิ้งมิใยดี

                   บุรุษผู้แทนกล่าวน้ำเสียงชัดเจน “ต่อไปข้าจะประกาศกฎข้อบังคับของงานประเมินชนชั้นตระกูล สามตระกูลจะต่อสู้ชิงชัยที่นั่งอันว่างเปล่าของตระกูลฉินจากเมืองฝั่งตะวันออก ผู้ชนะจะได้รับที่นั่งนี้ไปถัดจากนั้นก็จะเป็นตระกูลหลี่และตระกูลหลันจากเมืองเก้านักปราชญ์จะชิงชัยอีกที่นั่งหนึ่ง ซึ่งกฎนั้นมีอยู่ว่า…. “

                   เมื่อเสร็จสิ้นการประกาศกฎแล้วมิมีการคัดค้านจากผู้ใด ถือว่าเสร็จสิ้นการลงนาม

                   จากนั้นมิต้องพูดสิ่งให้มากความเป็นการต่อสู้ระหว่างตระกูลโจวและตระกูลเซี่ยของชนชั้นโดดเด่น ผู้ชนะจะกลายเป็นชนชั้นโดดเด่นส่วนผู้ปราชัยก็จะเป็นชนชั้นต่ำ มันย่อมเป็นเพียงการละเล่นของสองตระกูลที่พวกมันจะสามารถรักษาสถานะเดิมหรือแปรเปลี่ยนไป!

                   ตามกฎบังคับเหล่านี้ได้มีการชี้แจงให้ทั้งตระกูลฉินและตระกูลซูรับทราบแล้ว ตระกูลฉินจะก้าวสู่ชนชั้นมั่งคั่งหากชนะและตระกูลซูจะมีสถานะเป็นสามัญชนธรรมดาแทน ตรงกันข้ามหากตระกูลซูชนะพวกมันถือว่ารักษาสถานะชนชั้นมั่งคั่งไว้ได้ ฟากฝั่งตระกูลฉินก็จะกลับกลายเป็นสามัญชนทันที!

                   “ท่านผู้นำตระกูลซู ท่านผู้นำตระกูลฉิน พวกท่านสมควรจะหารือพิจารณาโดยละเอียดถึงกฏการประลอง! ในกฎนั้นกล่าวว่าสำหรับชนชั้นต่ำต้อยจะต่อสู้หนึ่งรอบ ชนชั้นโดดเด่นสามรอบและชนชั้นมั่งคั่งจะชิงชัยห้ารอบจึงจะสามารถประกาศผู้ชนะ”

                   ตัวของผู้แทนนั้นเขาต้องอดทนเป็นอย่างมาก เขาจำเป็นต้องอธิบายกฎระเบียบให้ทราบก่อนเพื่อให้มั่นใจว่านี่จะเป็นการแข่งขันอันยุติธรรมที่ทั้งผู้ชนะและผู้พ่ายแพ้จะมิกล่าวหาต่อว่าเรื่องใด

                    ซานหลี่หัวเราะเสียงเย็น “ตระกูลของพวกเจ้าคงจะพ่ายแพ้เสียแล้วหากให้สู้ถึงห้ารอบ นับรวมแล้วทั้งตระกูลของพวกเจ้าก็มีสองบุรุษชายฉกรรจ์เท่านั้น! ด้วยจำนวนเท่านี้ย่อมมิเพียงพอจะเอาชนะถึงรอบที่สามด้วยซ้ำ”

                    “แต่ดูเหมือนว่าในกฎกล่าวว่าคนผู้หนึ่งสามารถลองประลองต่อเนื่องถึงห้ารอบมิใช่หรือ? ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นช้าๆ

                    “คนผู้หนึ่งจะต่อสู้ถึงห้ารอบรวดเดียว? นี่ปัญญาของเจ้ายังปกติดีหรือไม่? ” ซานหลี่หัวเราะเยาะ

                    ผู้แทนตัดสินใจเอ่ยขัดขวางแทรกว่า “ตามกฎแล้วมิได้ขัดแย้งหากคนผู้หนึ่งจะยืนหยัด มันเป็นการยากที่จะแสดงให้เห็นถึงความเที่ยงธรรมในกรณีที่ตระกูลนั้นมีนักสู้ที่เก่งกาจทรงพลังส่วนผู้คนที่เหลืออยู่ระดับปานกลาง และปรากฏว่านักสู้ผู้นี้มีพลังความแข็งแกร่งมากกว่าฝ่ายตรงข้าม เช่นนั้นเขาย่อมสามารถใช้ช่องว่างของกฎเกณฑ์ต่อสู้ถึงห้ารอบได้”

                    อู๋เซียงผงกศีรษะเข้าใจ เช่นว่าคนผู้หนึ่งของตระกูลมีความแข็งแกร่งกำลังแก่นแท้ขั้นที่ห้า เขาสามารถสยบนักสู้ห้าคนที่อยู่ในระดับกำลังแก่นแท้ขั้นที่สามหรือสี่ของอีกตระกูลได้ตัวต่อตัว โดยใช้ความแข็งแกร่งของตนเพียงอย่างเดียว

                    มันจะแบบอย่างของการใช้ประโยชน์ลู่ทางจากช่องโหว่ ในเรื่องจุดแข็งของทั้งสองตระกูล อีกตระกูลหนึ่งย่อมมีพลังอำนาจมากกว่าเป็นแน่แท้เนื่องด้วยจำนวนของสมาชิก ตรงข้ามกันกับอีกตระกูลที่มีนักสู้ผู้เก่งกาจผู้เดียว จำเป็นต้องส่งคนออกไปประลองเพื่อเอาชนะ สถานการณ์เช่นนี้คงมิถูกต้องมากนักด้วยมิสอดคล้องกันและการละเมิดช่องโหว่ของกฎก็มีนัยสำคัญเพราะเหตุนี้

                     “เพราะว่ามันเป็นกฎอยู่แล้วแล้วเช่นนั้นก็กระทำตามกฎเสีย!” อู๋เซียงมีความมั่นใจพอควรด้วยเพราะเขาได้ศึกษามาอย่างละเอียดแล้ว

                     “หากกระทำตามกฎที่วางไว้ในรอบแรกจะเป็นการประลองหนึ่งต่อหนึ่ง รอบที่สองจะเป็นหนึ่งต่อสอง จวบจนถึงรอบที่ห้ามันจะเป็นการต่อสู้หนึ่งต่อห้า!”  ผู้แทนได้เตือนเขาว่า “ในระเบียบที่กล่าวนั้นมันเป็นเรื่องยากที่ให้นักสู้ผู้หนึ่งยืนหยัดต่อสู้!”

                      เขาเอ่ยว่า “ในห้าต้องชนะสามงั้นหรือ? ดูท่าทีโดยรวมแล้วมิจำเป็นต้องเหนี่ยวรั้งจนถึงรอบที่ห้า”

                 บุรุษผู้ตัดสินเปล่งเสียงเป็นทางการ “เช่นนั้นแล้วตระกูลฉินก็ต้องส่งผู้ที่มีความสามารถต่อสู้กับสามคนได้หนทางนี้เท่านั้นจึงสามารถยืนยันความมั่นคงในชัยชนะทั้งสามรอบ!”

                      “หนึ่งสู้กับสามนะหรือ?” ชายหนุ่มหัวเราะและเอ่ยวาจาร่าเริงว่า “อย่างงั้นแล้วก็ปล่อยให้มันเป็นการต่อสู้หนึ่งต่อสามเสีย!”

                 ยามเมื่อเขาเปล่งถ้อยคำออกมาผู้ชมที่อยู่ด้านล่างต่างตกใจแซ่เซ็ง! ผู้เยาว์นี้เสียสติไปแล้วแน่ๆ ลำพังผู้เดียวจะสู้กับสามคนในเวลาเดียวกันและคู่ต่อสู้ยังเป็นตระกูลซูด้วยซ้ำ! ในตระกูลฉินผู้ใดจะมีท่าร่างอันรวดเร็วและทักษะการสู้รบที่ร้ายกาจเพียงนั้นเล่า?

                 แม้กระทั่งเหลียนซานซึ่งเป็นผู้นำตระกูลก็ตกใจมิแพ้กัน ร่างของมันสั่นเทาและลุกขึ้นยืนโดยมิรู้ตัว