0 Views

“คนสกุลฉินจงฟัง ตระกูลฉินสมคบคิดกับต่างอาณาจักรและมีความผิดเป็นกบฏขายชาติ พวกเราเป็นเจ้าหน้าที่ทางการมาที่นี่เพื่อตรวจสอบรีบมาเปิดประตูเร็วเข้า เราเพียงจะนำศีรษะคนร้ายไปผู้ที่ให้ความร่วมมือกับทางการจะถูกละเว้นจากโทษประหารชีวิต หากพวกเจ้ายังดื้อดึงและยืนกรานขัดขืนเช่นนั้นพวกเราก็จำเป็นต้องสังหารพวกเจ้าเช่นกัน”

กลอุบายของซานหลี่นั้นเลวร้ายยิ่ง มันแสร้งทำเป็นคนของทางการใส่ร้ายป้ายสีให้ตระกูลฉินเป็นกบฎทรยศบ้านเกิด เมื่อสาดน้ำโสมมนี้ใส่พวกมันแน่นอนว่ามันจะเป็นระเบิดลูกหนักต่อจิตใจของคนตระกูลฉิน

บ่าวรับใช้ทุกคนล้วนเกิดในอาณาจักรไป๋หยู่และมิมีวันคิดทรยศบ้านเกิด ยามที่จู่ๆก็ถูกใครบางคนกล่าวหาเป็นกบฎย่อมรู้สึกขลาดกลัว

ซูซานหลี่ขบคิดประเด็นนี้และตัดสินใจใช้วิธีนี้เพื่อลดการต่อต้านจากทั้งหมด มันอยากจะบุกเข้าไปในจวนตระกูลฉินรีบสังหารปล้นชิงและจากไปโดยเร็ว

ชายชรานามว่าเยว่มองซานหลี่เชิงขอบคุณ จากนั้นก็พลันร้องตะโกนอีกว่า “เราจะนับถอยหลังเริ่มจากสิบ เมื่อนับเสร็จแล้วเราจะบุกจู่โจมและลงมือสังหารทุกชีวิตทันที”

เพราะบิดาและบุตรชายตระกูลฉินมิได้จวน ฉินซือซีจึงถือเป็นผู้รับผิดชอบทุกสิ่งอย่างภายในตระกูลแทน สำหรับความปลอดภัยและการอารักขานั้นเป็นฉินเหลียนชวนหัวหน้ากลุ่มกองกำลังพิทักษ์

ฉินเหลียนชวนมิได้เป็นสมาชิกแต่เริ่มแรก เขาเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับฉินเหลียนซานมิได้มีสายเลือดตระกูลฉินแม้แต่น้อย จะอย่างไรภายหลังที่เอ่ยคำสาบานเป็นพี่น้องเขาก็ทำงานให้กับตระกูลฉินมากกว่าครึ่งชีวิต ด้วยเหตุนั้นจึงได้เปลี่ยนมาใช้นามสกุลฉินแทน

ในสายตาของเหลียนซานเขามิต่างจากบุตรหลานสายตรงตระกูลฉินด้วยซ้ำ

เหลียนชวนเป็นนักสู้ขั้นที่เก้าระดับกำลังพื้นฐาน โดยฝึกทหารรักษาจวนตระกูลเป็นการส่วนตัวซึ่งมีทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบคนแบ่งออกเป็นสี่กอง

ทั้งหนึ่งร้อยยิ่สิบคนนี้รู้จักในนามกองกำลังผู้พิทักษ์ของตระกูลฉิน ถึงแม้ว่าจะมีสถานะที่ห่างจากชนชั้นอันน่าเคารพและชนชั้นมั่งคั่งแต่อย่างไรพวกเขาก็ถือเป็นตระกูลขุนนางสูงสุดในเมืองฝั่งตะวันออก

“ท่านพ่อบ้านพวกเขาเป็นคนของทางการจริงหรือ?” เหลียนชวนถามเสียงเคร่งขรึม

ซือซีปฏิเสธคำถามในบัดดลว่า “เป็นไปมิได้ ท่านผู้นำและคุณชายเพิ่งได้รับชัยในการประลองที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งยามนี้คงกำลังฉลองชัยกันอยู่แล้วจะคิดกบฏสมคบกับต่างบ้านต่างเมืองได้อย่างไรกัน? ยังมิรวมถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋ซึ่งเป็นผู้ดูแลงานประเมินชนชั้นตระกูลให้ทางการ พวกเขาจะหาเวลาที่ใดมาตรวจสอบรึ?”

“นี่หมายความว่าพวกมันหลอกลวง!” ด้วยท่าทางอันเดือดดาล เหลียนชวนจับจ้องทางประตูที่อีกฝ่ายอยู่ข้างนอกนั่น เขาบีบมือแน่น “มิว่าพวกมันจะเป็นผู้ใดหรือมาจากที่ใดก็ตามข้าจะทำให้พวกมันมิมีวันย้อนกลับมาเด็ดขาด”

“อย่ารีบร้อนนัก ความปลอดภัยของจวนย่อมสำคัญกว่า”

ฉินเหลียนชวนพยักหน้า “อืมข้าเข้าใจ”

เขาก้าวเท้าสองสามก้าวและเปล่งเสียงชัดเจนว่า “เจ้ามีหลักฐานใดยืนยันตัวตนว่าเป็นคนของทางการหรือไม่?แผ่นป้ายทางการเล่า? ”

ที่ด้านนอกซานหลี่เอ่ยเสียงเย็น “พวกเจ้ายังกล้าต่อลองรึมิกลัวว่าจะถูกประหารสามชั่วโคตรหรืออย่างไร? ”

ฉินเหลียนชวนหัวเราะ “เป็นเพียงมารร้ายและตัวโง่งมมิแจ้งแซ่นามกลับกล้าสวมรอยเป็นคนของทางการ หากเจ้ามีความกล้าหาญข้าก็กล้าให้เข้ามา ข้าสาบานว่าจะสับหัวพวกเจ้าทุกคนออกเป็นชิ้นๆ”

เมื่อซานหลี่มันเห็นว่าการขู่ของมันมิสำเร็จ จึงส่งสัญญาณกับผู้อาวุโสเยว่และร้องบอกคนเบื้องหลังว่า “ซูโจว ซูหยวนเจ้าสองพี่น้องนำคนไปและรอสัญญาณบอก ผู้อาวุโสเยว่และข้าจะปีนข้ามกำแพงและจะผิวปากเป็นสัญญาณ ”

“ขอรับบิดา!” ทั้งซูโจวและซูหยวนต่างเกลียดชังตระกูลฉินสุดหัวใจ พวกมันทั้งสองจึงกระเหียนหระหือทำตามคำสั่งนัก

ซานหลี่และชายชราร้องบอกเสียงเบา ดั่งนกพิราบโผบินสู่ท้องฟ้าร่างกายพวกมันลอยขึ้นจากหลังม้าและทันใดนั้นก็กระโดดขึ้นไปบนกำแพงสูงตระหง่าน

นักสู้กำลังแก่นแท้ขั้นที่ห้าแลขั้นที่สี่มิอาจดูแคลนได้

เหลียนชวนมองเห็นสองร่างกระโดดข้ามมาจากภายนอกราวกับภูตผี เขาร้องตะโกน “พลธนูเตรียมพร้อม ยิงภายในหนึ่งร้อยตำแหน่ง!”

เฮ้!

ในสี่กองกำลัง สองทีมหลักประกอบด้วยพลธนูซึ่งมีทักษะสูงและมิธรรมดา เหลียนชวนเป็นผู้คัดเลือกมือของเขาเองและผ่านการฝึกอันทรหดทั้งหมด

แม้จะต้องเผชิญกับนักสู้ระดับสูง พวกเขาก็มิหวาดกลัว

“ท่านพ่อบ้านท่านบ่าวรับใช้ไปซ่อนตัวในห้องลับเสีย พวกเราจะจัดการตรงนี้เอง!” เมื่อฉินเหลียนชวนศัตรูที่ทรงพลังเขาก็รู้เลยว่ามันมิง่ายนักและอันตรายอย่างยิ่ง เพราะเหตุนั้นเขาจึงกระซิบบอกพ่อบ้านซือซีทันที

ซือซีมิลังเลอีกต่อไปรีบเรียกทุกคนให้หลบหนีโดยพลัน ภายหลังที่นำข้ารับใช้เหล่านั้นไปหลบซ่อนเสร็จเขาก็กลับมาหาเหลียนชวน

“ท่านพ่อบ้านเหตุใดจึงมิจากไปเล่า?”

“เหลียนชวนแบ่งกำลังอีกสองทีมมาให้ข้าช่วยปกป้องบ้านของเหล่าบรรพบุรุษเรา!”

เจ้าของนามเข้าใจทันที พยักหน้าตกลง “กองที่สองและสี่ตามท่านพ่อบ้านไป ปฏิบัติทำคำสั่งของท่านส่วนกองที่หนึ่งและสามจงทำหน้าที่ยิงต่อไป! ”

ราวกับการทำลายล้างของฝูงตั๊กแตนยักษ์ ลูกศรพุ่งตรงขึ้นสู่อากาศและปะทะกับซูซานหลี่และชายชราซึ่งกำลังเข้ามาใกล้

แม้ว่าทั้งสองจะแข็งแกร่งแต่ภายใต้ลูกธนูที่พุ่งใส่เป็นห่าฝนมันจึงยากที่จะเข้าใกล้ได้ เบี่ยงซ้ายขวาหลบอย่างรวดเร็ว ขณะที่พวกมันยังคงหลบลูกธนูก็ผิวปากยาวเรียกให้ซูโจวเข้ามาเสริมด้านหลัง

ขณะศัตรูถูกรุมโจมตีจากสองฝั่ง คนจากตระกูลซูก็ทำตัวดั่งพยัคฆ์บ้าคลั่งวิ่งเข้ามาด้วยคลื่นโทสะมากมาย

เหลียนชวนรู้เลยว่านี่มิใช่เรื่องดีแน่นอนเมื่อคนยี่สิบสามสิบคนมุ่งเข้ามา แต่ละคนล้วนมีความว่องไวและปราดเปรียวและมิต้องพูดว่าพวกมันถูกนำพามาโดยนักสู้กำลังแก่นแท้หลากหลายคน

“กองที่หนึ่งยิงธนูต่อไป กองสามถอยกลับมาหนึ่งร้อยก้าวคอยคุ้มกันและเปลี่ยนเป็นศรเพลิง!”

ซูโจวสะบัดมือให้มุ่งโจมตีเมื่อเห็นทหารของตระกูลฉินเริ่มหลบ มันร้องตะโกนเดือดว่า “ไป ฆ่าคนตระกูลให้หมดอย่าให้พวกมันมีชีวิตอยู่แม้แต่คนเดียว! ฆ่า ฆ่า ฆ่าพวกมัน!”

หวือ! หวือ! หวือ!

เสียงลูกศรและศรอื่นๆพุ่งลงเป็นเม็ดฝน

ปึก! ปึก! ปึก!

เหล่าสมาชิกตระกูลซูอันเลวทรามยังคงเข้ามาโจมตีเรื่อย เสียแต่ว่าถูกธนูยิงและร่วงลงจากหลังม้า

เวลานี้ประจักษ์ชัดว่าตระกูลซูมิสนใจคนบาดเจ็บล้มตายของฝ่ายตน ตราบเท่าที่ลูกหลานเชื้อสายหลักมิได้รับบาดเจ็บ พวกมันจะทำทุกอย่าง

พวกมันมีเพียงเป้าหมายเดียวนั่นคือการฆ่า ฆ่าและฆ่า!

ฆ่าทุกคนและทุกสิ่งอย่าง!

ฉินเหลียนซานอยู่ในสภาวะมืดมนจนถึงยามนี้ทางฝั่งของเขาก็มิมีผู้บาดเจ็บล้มตายแต่ก็ยังมิอาจทำลายศัตรูได้มากนัก

อย่างไรก็ตามเห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายนั้นมีนักสู้ขั้นที่หกกำลังแก่นแท้ถึงเจ็ดคนพวกมันเหล่านี้ย่อมมิได้รับบาดแผลอันใด

ทันทีที่หลบลูกธนูได้ อาวุธของพวกเขาก็มิอาจหยุดความยั้งศัตรูได้อีกต่อไป เมื่อต้องต่อสู้แบบตัวต่อตัวกับคนเหล่านี้ก็เหมือนดั่งหมาป่าเดินเข้ามาหาฝูงแกะ

ส่วนทหารจวนตระกูลฉินแต่ละคนล้วนมีพลังอยู่ขั้นที่ห้าหรือหกกำลังพื้นฐานเท่านั้น กระทั่งเหลียนชวนซึ่งเป็นหัวหน้าก็อยู่เพียงขั้นที่เก้า

กล่าวอีกนัยหนึ่งหากปราศจากนักสู้กำลังแก่นแท้แล้ว มันก็เป็นไปได้ยากที่จะควบคุมสถานการณ์ได้อยู่แล้ว

เมื่อครุ่นคิดเหตุผลเหล่านี้ เขาจึงร้องกะโกนว่า “ร่นถอยไปยังห้องโถงบรรพชนปกป้องที่นั่นด้วยชีวิต หากที่พำนักของเหล่าบรรพชนดำรงอยู่พวกเราก็ย่อมอยู่!”

ซานหลี่วางมือค้ำเอว หลังมองเห็นสถานการณ์พักหนึ่งจึงร้องว่า “ตามพวกเขาไป โจมตีและทำลายห้องโถงบรรพบุรุษของตระกูลฉิน ทำลายให้แน่ใจว่าวิญญาณบรรพชนของพวกมันจะมิมีวันได้กลับมาและกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนหายสาบสูญ!”

ก่อนถึงห้องโถงบรรพบุรุษ เหลียนชวนนำกองกำลังที่สองมาและจัดตั้งเป็นกลุ่มใหม่ผนวกเข้ากับกองที่สองและสี่อันเดิม เขาวางกองกำลังเฝ้ารอ

ทหารพวกนี้ล้วนแต่เคยทำงานรับใช้ตระกูลฉินมาตั้งแต่วัยเยาว์ เป็นกลุ่มที่จงรักภักดีกับตระกูลฉินที่สุด ในยามนี้ถึงแม้ว่าจะมีศัตรูที่แข็งแกร่งยืนอยู่ต่อหน้าก็มิมีผู้ใดขอถอนตัว ด้วยความปรารถนาจะปกป้องห้องโถงท่าน สีหน้าแต่ละคนล้วนเอาจริงเอาจังพลางมุ่งมั่นตัดสินใจแน่วแน่จะต่อสู้แลกชีวิต

ซานหลี่กับพรรคพวกมาถึงแล้ว หัวร่ออย่างภาคภูมิใจเหลือบมองยังห้องโถงวิญญาณของบรรพชนตระกูลฉินด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวและคุกคามอย่างตั้งใจ “ผู้ที่พ่ายแพ้ล้วนมิต้องการความตาย ส่วนผู้ที่อยู่ล้วนมิเกรงกลัวความตายทั้งสิ้น”

บุรุษชราเยว่เปล่งเสียงบ้าคลั่งพลางแกว่งดาบกล้า “ข้าจะชำระหนี้เป็นผู้แรกเอง!”

มันสะบัดดาบอันแวววาวคมกล้า กระโจนใส่แนวป้องกันพร้อมความเร็วสูง

“ยิง!” ฉินเหลียนชวนสั่ง

หวือ!

เสียงปะทะดังแกร๊ง! ชายชราใช้ดาบปัดบรรดาลูกศร หลังจากลงมือมินานมันก็เข้ามาถึงใจกลางของกองกำลังที่หนึ่ง

“ใช้หอกโจมตี!” มีคำสั่งอีกอย่างลงมา

เก็บกวาดให้สิ้น!

แท่งหอกยาวสามสิบอันสวนแทงหาชายชราจากเบื้องหลัง

มันหมุนตัวของเขาและแกว่งดาบปะทะ แรงพลังหมุนรอบดาบจากการกวัดแกว่ง แสงสีขาวส่องแปลบปลาบปลายดาบกวาดรอบทั่ววงกลมและปลายหอกแหลมเหล็กก็หล่นลงสู่พื้น

มันเผยรอยยิ้มอันชั่วร้าย อึดใจต่อมามันก็ปรากฏอยู่กลางกลุ่มเสียแล้ว เมื่อใดก็ตามที่มันตวัดดาบทหารห้าหรือหกก็พลันร่วงหล่นลงทันทีราวกับว่ากำลังเก็บเกี่ยวข้าว

ถึงอย่างไรทหารเหล่านี้ล้วนต่างทนทายาดอย่างมาก เพราะพวกมันมิสิ้นชีวิตลงทันทีหลังถูกดาบฟัน เหวี่ยงตนเองใส่ศัตรูอย่างบ้าคลั่ง ดึงหรือรุมฉีกขาทั้งสองด้วยฟันของพวกมัน แต่ละคนล้วนต่อสู้ฟันฟ่าเพื่อชีวิต

บุรุษชรารู้สึกเท้าทั้งสองของมันเริ่มชาหนึบขณะที่ถูกทหารสองคนคว้าขาไว้

เสียงฟู่ดังยาวปลายดาบเฉือนสะบั้นและตัดแขนออกเป็นสี่ท่อน แขนซึ่งพันเกี่ยวไว้กับขาทั้งสอง ความหวาดกลัวเกาะกุมชั่วครู่มันถอยหลังสองสามก้าวและเห็นว่าเหล่าทหารพยัคฆ์ของตระกูลฉินนั้นยังคงโจมตีใส่มันโดยมิคิดถึงความแตกต่างของระดับพลังด้วยซ้ำ

หากคนพวกนี้เอาขาของมันได้ไปก่อนหน้าเพียงเล็กน้อยและหากช้ากว่านี้มันคงจะกลายเป็นเม่นอันมีหอกนับสิบทิ่มแทงอยู่

“พี่น้องทั้งหลาย สังหารมัน! สังหารเหล่านักสู้กำลังแก่นแท้ซึ่งจะเอาประยชน์จากความพยายามของพวกเจ้า!” ฉินเหลียนชวนร้องตะโกน จับดาบและพุ่งกระโจนใส่

ทันใดนั้นเองประกายแสงเจิดจ้าสีขาวก็สาดผ่านใส เหลียนชวนมิรู้สึกถึงแขนของตนอีกต่อไป แขนของเขาถูกเฉือนออกจากไหล่แล้ว

ซานหลี่วิ่งเข้าหาพร้อมยิ้มร้าย ในการโจมตีหนึ่งดาบมันตัดแขนของอีกคนออกแล้ว

“สั่งให้พวกมันหยุด!” ซานหลี่พาดดาบขวางบริเวณลำคอและร้องตะโกน

เขาถ่มน้ำลายอย่างเกลียดชัง “ฝันไปเถอะไอ้สวะ!”

“เช่นนั้นก็ตา–”

ซานหลี่ขยับแขนและกำลังจะฆ่าเหลียนชวน แต่ก่อนที่มันจะพูดคำว่าตายจบเสียงระเบิดก็ดังขึ้นจากฟากฟ้า

หวือ!

แสงเจิดจรัสอันเข้มข้นและคลื่นพลังกระแทกเข้าสู่ใบดาบของมัน

มันรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านจากสิ่งฉีกขาดระหว่างหัวนิ้วมือกับนิ้วชี้ โลหิตไหลอาบทั่วบาดแผลและมันมิอาจควบคุมดาบได้อีกต่อไป

เวลาเดียวกันนั่นเองพลันมีเสียงร้องตะโกนดังว่า “อย่าปล่อยมารร้ายแซ่ซูตัวใดรอดชีวิตไปอันขาด! ”

 

 

ป.ล ยังไม่ได้แก้คำผิด