0 Views

             หญิงชราสำรวจร่างกายของตัวเองเล็กน้อยหลังจากใช้เวลานานหลายปีก็ยังมิอาจหาหนทางรักษาได้ ต้าซือเหิงแม้เป็นบุตรชายที่มีความสามารถก็มิอาจกระทำสิ่งใดได้เพียงทอดถอนหายใจและประหลาดยิ่งยามที่เห็นฉินอู๋เซียงหนุ่มน้อยผู้มีวัยใกล้เคียงกับทายาทคนสุดท้องของเขากลับเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างถ่องแท้

            หลังไตร่ตรองชั่วครู่ ความปรารถนาจะช่วยมารดาก็เอาชนะทิฐิได้ เขากระซิบว่า “เด็กน้อยเจ้าเหมือนจะทราบวิชาแพทย์ดี เยี่ยงนั้นเจ้าบอกข้ามาว่ามีหนใดหรือไม่ที่จะรักษาอาการป่วยของมารดาข้า?

             เวลานั้นอู๋เซียงถอนหายใจและเอ่ยว่า “เส้นโลหิตของนางมันหดหายไปเสียแล้วนับแต่นางได้สั่งสมแบกความเสียหายที่มากเกินไป มันเป็นไปได้ยากที่จะฟื้นฟูพลังแต่ก็มิยากที่จะฟื้นฟูสุขภาพให้มีชีวิตอยู่ได้อีกยาวนาน หากว่าได้รับการรักษาเหมาะสมและอาหารบำรุงชั้นดีอาจฟื้นคืนพลังได้ถึงห้าส่วน”

             สตรีสูงศักดิ์ผู้นี้ป่วยมานานหลายปีเริ่มตั้งแต่ฝึกฝนวิชาเกินขีดจำกัดของร่างกาย นางเกือบจะสิ้นชีวิตจากผลกระทบแต่เริ่มแรกและดูเป็นปกติทุกวันนี้เพียงเพราะว่าต้าซือเหิงบุตรชายได้ถ่ายทอดลมปราณของเขาให้แก่นาง หญิงชรามักมีท่าทีเหนื่อยล้าเหมือนว่านางจะจากโลกนี้ไปในทุกขณะ

              ด้วยว่าเป็นบุตรกตัญญู ต้าซือเหิงจึงมิต้องการเห็นมารดาของตนทนทุกข์ เขาเชิญแพทย์ชื่อเสียงโด่งดังมามากมายแต่ท้ายที่สุดก็มิมีผู้ใดทำสิ่งใดได้

              อย่างไรก็ตามถ้อยคำเฉียบแหลมของอู๋เซียงเสมือนว่ามันเป็นแพทย์ผู้เก่งกาจ เขาคงจะหลอกลวงหากปฏิเสธว่าถ้อยคำของบุรุษวัยเยาว์นี้มิสั่นคลอนจิตใจ

              “มันมิสำคัญว่านางจะสามารถฟื้นพลังคืนมาได้หรือไม่  หากมารดามีสุขภาพแข็งแกร่งอีกครั้งเจ้าจะถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณครั้งใหญ่ต่อตระกูลต้าซือและข้าจะทำทุกอย่างเพื่อตอบแทนความช่วยเหลือครั้งนี้”

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นอู๋เซียงเพียงยิ้มบาง เหลือบมองด้านหลังของฝูงชน เขาถอนหายใจ สำหรับผู้คนในเมืองวารีแล้วถ้อยคำของท่านคงจะทำให้รู้สึกตื่นเต้น จะอย่างไรในมุมมองของข้าถ้อยคำของท่านผู้นำตระกูลต้าซือแสดงให้เห็นว่าท่านเองก็มิได้แตกต่างจากผู้อื่นในที่นี่มากนัก

               โอ้งั้นรึ?” ต้าซือเหิงคิดว่าตนได้ยินเด็กหนุ่มผิด บุรุษเยาว์วัยผู้นี้กล้าบอกว่าผิดหรือ?

               แพทย์ทุกคนล้วนใจดั่งบิดามารดา ผู้รักษาอาการเจ็บป่วยของมารดาท่านคงมิสนใจความเมตตาของท่านหรอก ข้าเพียงบอกข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโรคของมารดาท่านแค่เพราะพี่ใหญ่ต้าซือหมิง สำหรับความเมตตาของท่านมันเป็นความต้องการที่น้อยที่สุดของข้า หรือบางทีในมุมมองของท่านความเมตตาจากตระกูลต้าซือแห่งชนชั้นอันน่าเคารพถือเป็นคำขอบคุณที่เพียงพอแล้วสำหรับชนชั้นต่ำต้อย ฮ่าๆมันมิใช่เช่นนั้น

               คนที่เคยยิ่งใหญ่เช่นเขาย่อมมีความทระนง เขายินดียื่นมือเข้าช่วยเหลือแต่จะมิลงมือทำเด็ดขาด หากเป็นบุคคลมิชอบหน้าแม้นว่าพวกมันจะคุกเข่าอ้อนวอนให้ช่วยสักเท่าไรเขาก็มิยื่นมือช่วย แน่นอนว่าหญิงชราได้ทิ้งความประทับใจอันดีมันจึงเป็นเหตุผลเดียวว่าเหตุใดเขาจึงเต็มใจจะช่วยเหลือ!

              ต้าซือเหิงยืนยิ้มค้างมิอาจแย้งเรื่องใดได้ เขาต้องเปลี่ยนมุมมองต่อผู้เยาว์นี้ มิเคยคาดคิดว่าบุตรชายสกุลฉินจะมีพรสวรรค์ทางด้านนี้ นับแต่เป็นผู้นำตระกูลต้าซือมาเขาเชื่อมั่นตนเองเสมอมาพลางกล่าวว่า “เหมือนว่าข้าจะฟังบางอย่างผิดไป หลังจบงานเลี้ยงเจ้าสามารถมาหาสู่เราได้หรือไม่?”

              ข้ารับปาก”  อู๋เซียงตอบรับคำขอขณะเหลือบมองพี่สาวของตน

            ชายสูงวัยถอนหายใจยาวมิกล่าวอันใด ความสัมพันธ์ของต้าซือหมิงและฉินซิ่วนั้นตัวมันย่อมมีความสุขยิ่งหากช่วยให้ทั้งคู่ครองรักกันได้โดยปราศจากการหมั้นหมายจากตระกูลซือเมิ๋น

            แต่ทว่า

            ชั่วขณะที่ตกอยู่ในภวังค์ความคิด พลันมีเสียงดังร้องจากข้างนอกขึ้น  แขกท่านทั้งหลาย คุณชายซือเมิ๋นแห่งตระกูลชนชั้นศักดินาเดินทางมาถึงแล้วโปรดทำความเคารพ!

             ตระกูลซือเมิ๋นแห่งชนชั้นศักดินา?

            พริบตานั้นทุกคนล้วนนิ่งเงียบ ต่างมองหน้ากันและมิมีความกล้าสร้างเสียงรบกวนเพราะคำว่าซือเมิ๋นชนชั้นศักดินา เป็นถ้อยคำซึ่งทำให้ผู้คนกลับกลายเป็นศิลาแข็งทันที

           กระทั่งต้าซือหมิงเองก็ตกตะลึงอย่างเงียบงัน รีบคืนสติกลับตัวและเอ่ยว่า หมิงเอ๋อร์หยางเอ๋อร์! ไปต้อนรับแขกคนพิเศษกับบิดา!”

           เมื่อสองพี่น้องได้ยินว่ามีแขกจากตระกูลซือเมิ๋นมา พวกเขามิกล้าล่าช้ารีบติดตามบิดาออกไปทันที

           อู๋เซียงก้าวเท้าไปยืนอยู่ด้านหน้าของฉินซิ่วอย่างรวดเร็วและเปล่งเสียงว่า “พี่ใหญ่ยืนด้านหลังข้า

           คนผู้นี้ย่อมมาด้วยเจตนาอันเลวร้ายแน่แท้เพราะมาโดยมิบอกกล่าวผู้ใด คนจากตระกูลซือเมิ๋นมาในช่วงเวลาสำคัญเยี่ยงนี้คงเกี่ยวข้องกับงานสมรสของต้าซือหมิง

           เพียงชั่วอึดใจ ซือเมิ๋นเฉียนซึ่งสวมผ้าลายปักประณีตงดงามและเข็มขัดเนื้อหยกก็เดินเข้ามา รายล้อมด้วยผู้คนสกุลต้าซือ

           ซือเมิ๋นเฉียนนี้สมควรมีอายุอานามมิเกินสามสิบปี เขามีใบหน้าที่ดุดันและดวงตาคมเฉียบแหลม ยามเดินเข้ามาภายในเขาชำเลืองมองฝูงชนคร่าวๆ เพียงปรายตาหนึ่งครั้งเดียวเขาก็ทำให้ผู้คนในงานยืนสั่นกลัว

             กลิ่นอายเช่นนี้มันเป็นลักษณะของนักรบผู้ยิ่งใหญ่!

             บุตรหลานของชนชั้นศักดินามักมิค่อยปรากฏตัวให้เห็นมากนัก อย่างไรก็ตามพวกเขาปรากฏตัวแล้วนั่นทำให้ทุกคนประหลาดใจในยามที่เยื้องกรายเข้ามา แน่นอนว่าซือเมิ๋นเฉียนต้องแสดงอำนาจของตนในฐานะชนชั้นศักดินานับแต่เข้ามาในเมืองวารีอันน้อยๆ

             มิต้องสงสัยว่าเขาบรรลุผลอย่างที่ต้องการเมื่อปล่อยกลิ่นอายออกมา คนหลายร้อยในงานต่างคนก็ต่างสวมหน้ากากแสดงความนอบน้อมบนใบหน้า มันมิสำคัญว่าจะเป็นความพอใจ ประสบสอพลอหรือเจียมตนขอเพียงทำให้คนผู้นั้นรู้สึกดีก็พอ

             แต่เมื่อมันสังเกตเห็นอู๋เซียง ท่าทีของมันพลันเย็นเฉียบ

             อู๋เซียงยิ้มให้บางๆ แลดูผ่อนคลาย เขาดูเหมือนจะมิใส่การแสดงออกของซือเมิ๋นเฉียนและเมินเฉยราวกับสายลมที่พัดผ่าน

              ซือเมิ๋นเฉียนมิใช่บุรุษผู้ปรานี หากคนผู้นี้มาจากชนชั้นราชวงศ์ย่อมแสดงฐานะต่อหน้าเขาแล้ว

             แต่คนผู้นี้?  มันเหลือบมองเสื้อผ้าของชายหนุ่ม เสียแต่ว่ามันเดาผิดผู้เยาว์คนนี้สวมชุดอันมีเอกลักษณ์บ่งบอกว่าเป็นชนชั้นต่ำแน่นอน

             ข้อเท็จจริงนี้ทำให้มันเกรี้ยวโกรธและอารมณ์มิดียิ่งนัก

            ภายในใจขบคิดว่าตระกูลต้าซือคงละทิ้งความภาคภูมิใจเสียแล้วกระมัง  เป็นขุนนางชนชั้นสูงกลับมีบุตรหลานชนชั้นต่ำกล้าโผล่มาในงานเลี้ยงของตระกูลต้าซือหากข่าวนี้แพร่กระจายออกไปมันคงกลายเป็นเรื่องขำขันนักในหมู่ชนชั้นสูง

             ท่านผู้นำต้าซือ นี่เป็นของขวัญเล็กๆน้อยๆของเรา คงมิมากเกินไปหวังว่าท่านจะรับมันไว้

             ชายร่างท้วมกระฉับกระเฉงซึ่งอยู่ด้านหลังซือเมิ๋นเฉียนยื่นของกำนัลพลางหรี่นัยน์ตามอง

             ต้าซือเหิงมิลังเลและรับของกำนัลอย่างเต็มใจ สำหรับตระกูลซือเมิ๋นนั้นมิจำเป็นแม้แต่น้อยที่จะต้องนำของอันเยี่ยมยอดมามอบให้ มิว่าสิ่งใดย่อมดีเสมอ

            เป็นเพราะว่าชนชั้นศักดินาอยู่เหนือว่าชนชั้นอันน่าเคารพอยู่หนึ่งขั้น ความแข็งแกร่งของทั้งสองอยู่ในระดับที่แตกต่างกันสิ้นเชิง นับว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่พวกเขายอมลดตัวลงมาเยี่ยมเยียน โดยมิต้องคำนึงถึงมูลค่าสิ่งของตระกูลต้าซือย่อมมิมีสิทธิ์โต้แย้ง

              ชายผู้รับใช้ตระกูลซือเมิ๋นเหลือบมองใบหน้าของอู๋เซียงอย่างดุร้ายและทันใดนั้นมันก็พลันเข้าใจความต้องการของนายตนเอง ชนชั้นต่ำผู้นี้กล้าดูหมิ่นนายของมัน มันจะต้องได้รับโทษอย่างสาสม

              คุณชายซือเมิ๋นเชิญนั่ง” ชายสูงวัยซึ่งมองเห็นทุกสิ่งอย่างแต่แสร้งทำเป็นมิเห็นแทน พลางเชื้อเชิญด้วยรอยยิ้ม

              ซือเมิ๋นเฉียนมิกลัวเกรงมารยาท นั่งลงหัวเก้าอี้ที่นั่งหลักโดยใส่ใจ

             ท่ามกลางฝูงชน มีชนชั้นมั่งคั่งและโดดเด่นมากมายมีชนชั้นอันน่าเคารพมิกี่คนและทั้งหมดล้วนเป็นสหายร่วมชั้นต้าซือเยว่ที่มาจากต่างเมือง

             และก็ยังมีชนชั้นศักดินาเพียงผู้เดียวในที่นี้

             มิมีผู้ใดกล้าคัดค้านเมื่อซือเมิ๋นเฉียนนั่งลงตรงนั้น ตรงกันข้ามผู้คนล้วนกระซิบกระซาบส่งเสียงกำลังคิดหาทางเข้าใกล้คุณชายท่านนี้ หากพวกมันสามารถดึงความสนใจตัวตนเช่นตระกูลซือเมิ๋นและเป็นผู้สนับสนุนได้มันย่อมเป็นของขวัญมิคาดฝัน

              สองพี่น้องตระกูลซูนั้นได้พบกับซือเมิ๋นเฉียนที่จวนก่อนหน้าแล้ว พวกมันกำลังเพลิดเพลินกับข้อได้เปรียบอันแสนวิเศษและการเข้าประจบประแจงของคนทั้งหลาย ซูโจวกระซิบหูซือเมิ๋นเฉียนขณะจับจ้องอู๋เซียงด้วยท่าทีมิเป็นมิตร

               ดวงตามันส่องประกายแวววาว ปรากฏรอยยิ้มขึ้นช้าๆอย่างขบคิดบนใบหน้า อย่างไรก็ตามเขามิสนใจฉินอู๋เซียงนักเพียงนึกถึงสตรีนามว่าฉินซิ่วเท่านั้น

               ฉินซิ่วเริ่มขลาดอายจากการถูกจ้องมองกับสายตาอันหยาบคาย นางถอยหลังสองก้าวออกจากด้านหลังของน้องชาย

              น้องเล็กต้าซือหมิง” จู่ๆมันก็ยิ้มและโบกมือทักทายต้าซือหมิง มิเจอกันนานเจ้ายังคงหล่อเหลาเช่นเดิมมิเปลี่ยน มาๆมานั่งนี่ ข้ามีเรื่องจะสนทนาเยอะแยะ

              เมื่อครั้งหลายปีก่อนเหตุการณ์ที่ต้าซือหมิงถูกซือเมิ๋นเฉียนสยบภายในหนึ่งกระบวนท่านั้นกลายเป็นตราบาปภายในใจ เขาจึงหวาดระวังคนผู้นี้อย่างมากและกระจ่างแจ้งเมื่อเห็นสายตาจ้องมองไปยังหญิงสาวสลับเขา

               ชายหนุ่มเดินเข้ามา กล่าวสุ้มเสียงมิยกย่องและอวดดี ข้าจะกล้านับเป็นพี่น้องกับท่านซึ่งเป็นถึงคุณชายซือเมิ๋นแห่งชนชั้นศักดินาได้เยี่ยงไรเล่า?”

               ซือเมิ๋นเฉียนหัวเราะ “ไร้สาระเจ้าต้องสมรสกับน้องสาวข้าอยู่แล้ว ภายภาคหน้าย่อมเป็นน้องเขยข้ามิจำเป็นต้องรู้สึกตะขิดตะขวงใจกับความต่างสถานะของพวกเรานักหรอก”

               มันวางความนัยลงอย่างโจ่งแจ้ง ต้าซือเหิงเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียดมิต้องสงสัยเลยว่าซือเมิ๋นเฉียนย่อมรับทราบความสัมพันธ์ระหว่างต้าซือหมิงกับฉินซิ่วแล้วแน่นอน

               บุรุษนี้เป็นคนใจกล้าตรงๆ พลันเปลี่ยนน้ำเสียงของตนกะทันหัน “มินานมานี้มีข่าวเล่าลือว่าเจ้าใกล้ชิดสตรีนางหนึ่งจากชนชั้นต่ำต้อยมันความเรื่องจริงหรือไม่ หืมม? 

               มันมิได้เอ่ยสุ้มเสียงดุดัน แต่กลับเต็มไปด้วยความมืดมนราวกับถ้อยคำนั้นเป็นพายุที่กำลังตั้งเค้า เหล่าผู้คนต่างรับทราบสัมผัสได้ถึงมรสุมซึ่งกำลังจะพัดโหมกระหน่ำ!