0 Views

             เมื่อเงาผู้คุ้มครองขอซือเมิ๋นเฉียนมองเห็นบรรยากาศอันตึงเครียด มันยิ้มสู้พยัคฆ์และก้าวออกไปข้างหน้าผ่อนคลายสถานการณ์ “ท่านผู้แทน คุณชายของข้าเพียงล้อเล่นเท่านั้นมิควรปฏิบัติกับสิ่งที่เอื้อนเอ่ยโดยจริงจังนัก เขาแค่ต้องการส่งเสริมการแข่งขันอย่างยุติธรรมนับแต่ที่ตระกูลฉินได้ท้าทายตระกูลซู ในฐานะตระกูลอันดับหนึ่งแห่งมณฑลหมอกเมฆา ชนชั้นศักดินาซือเมิ๋นย่อมมีหน้าที่เป็นกลางยุติธรรมต่อการประเมินชนชั้นตระกูลในแต่ละภาค คุณชายเพียงต้องการย้ำเตือนตระกูลต้าซือมิให้เข้าข้างฝ่ายใดนอกเหนือจากนี้ย่อมมิมีเจตนาอื่นๆ”

              ชายคิ้วดาบขมวดคิ้ว “ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพวกเจ้ามิมีเจตอื่นใด ดินแดนศักดิ์เซิ่นอู๋เป็นผู้ดูแลงานประเมินชนชั้นตระกูล หากมีขั้วอำนาจอื่นเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้พวกมันจะทำให้เกิดความเสียมิใช่ต่อผู้อื่นเท่านั้นยังรวมถึงตัวมันเองด้วย  เพราะว่าตระกูลฉินได้เข้าร่วมงานประเมินชนชั้นนี้พวกเขาย่อมมิสมควรได้รับการแบ่งแยกและความอยุติธรรมใดทั้งสิ้น”

              ทันทีที่เขาเอ่ยคำเหล่านี้ทุกคนล้วนประหลาดใจ มันเป็นความจริงที่ว่าดินดนศักดิ์สิทธิ์มักกระทำตัวเป็นธรรมอยู่เสมอ อย่างไรความเป็นธรรมนั้นก็บนหน้ากระดาษอ้างจากกฎเกณฑ์

              ระหว่างชนชั้นศักดินาและชนชั้นต่ำต้อย พวกเขาย่อมรู้ว่าฝั่งใดมีความสำคัญกว่ากันด้วยความเป็นไปของสังคม แต่ผู้แทนดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ฟังแล้วเหมือนกับว่าเขาจงใจส่งเสริมตระกูลชนชั้นต่ำเช่นสกุลฉิน

              พวกมันได้ยินผิดหรือมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องพื้นฐานภายในอาณาจักรไป๋หยู่งั้นรึ? ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ภาพลักษณ์ของชนชั้นศักดินามีค่าน้อยกว่าการคงอยู่ของชนชั้นต่ำอย่างตระกูลฉินกัน?

                 ซือเมิ๋นเฉียนรู้สึกว่าสถานการณ์ยามนี้ประหลาดนัก ภายใต้สถานการณ์โดยปกติแม้นคำพูดของมันจะมิสมควร พวกเขาอาจเพียงหัวเราะส่งๆ เรื่องเช่นนี้มันสาหัสหรือเบาบางและผู้แทนคนสำคัญนี้จงใจเปลี่ยนให้มันเป็นเรื่องเคร่งเครียดงั้นหรือ

              มิต้องสงสัยเลยว่านี่มิใช่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต้องการปกป้องความเป็นธรรม พวกเขาต้องมีเหตุผลซ่อนเร้นบางอย่าง

              แต่เรื่องราวในวันนี้ซือเมิ๋นเฉียนมันรู้แน่ว่าต้องอับอายเพราะถ้อยคำของผู้แทน มันจะเป็นเรื่องขบขันหากมันอยากลองหรือทวงคืนความภาคภูมิใจตน

               มีท่าทีหากยังดึงดันต่อมันคงนำไปสู่ความอัปยศอีกครั้ง มันยกมือคำนับและเอ่ยว่า “โปรดยกโทษให้ข้าในวาจาอันมิเหมาะสมก่อนหน้าเถิด เรื่องมันจบลงแล้วข้าต้องขอตัวลาขออภัยด้วย”

               ชั่วพริบตาที่เอ่ยจบ มันก็เริ่มเดินจากไปพร้อมใบหน้าขึงขัง แม้ว่าบุตรหลานชนชั้นศักดินามิอาจแสดงท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับตัวแทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้แต่ก็มิได้หมายความว่ามันจะแสดงความหยิ่งผยองมิได้

                เพราะตระกูลซือเมิ๋นถูกจัดเป็นลำดับที่ห้าจากสิบสองตระกูล อำนาจของพวกเขาจึงเป็นที่จดจำทั่วทั้งอาณาจักรไป๋หยู่ แน่แท้ว่าต้องมีเครือข่ายหนุนหลังจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์

                ชายวัยกลางคนที่มีคิ้วรูปดาบกับชายชราเคราสีเทาผงกศีรษะให้ซือเมิ๋นเฉียน ทั้งสองมิได้หยุดมัน

                เวลานั้นอู๋เซียงยิ้มและกล่าวว่า “คุณชายซือเมิ๋นข้ามีบางอย่างเอื้อนเอ่ยมันอาจจะระคายเคืองหูของท่านแต่ข้าจำเป็นต้องกล่าวเตือนท่านบุรุษผู้ก้มศีรษะของตนก่อนผู้อื่น ถึงแม้ว่าท่านจะเป็นชนชั้นสูงก็จริงแต่ท่านก็มิมีอะไรต่างไปจากใบหญ้าตนหนึ่งในทุ่งหญ้าท่ามกลางห้วงสมุทรสีเขียว ท่านใช้สถานะของตนหักหน้าตระกูลต้าซือและตระกูลฉินของข้า เป็นเพราะท่านดูถูกพวกเราเยี่ยงนั้นก็อย่าได้ประณามผู้อื่นที่ดูถูกท่านในภายภาคหน้า”

                 คำพูดยุแหย่ดังกล่าวมันชัดเจนและเสียงดังผู้คนที่ได้ยินล้วนเงียบกริบ ก่อนหน้านั้นพวกมันทั้งหมดต่างเป็นพยานเห็นว่าอู๋เซียงผู้นี้เปิดเผยความภาคภูมิใจของตนต่อบุตรหลานชนชั้นมั่งคั่ง แต่พวกมันก็มิคิดว่าทายาทสกุลฉินยังมีความกล้าเปิดเผยต่อบุคคลของ อันที่จริงนั้นอู๋เซียงมิเคยกลัวสักนิด

                บรรดาบุตรหลานตระกูลต่างๆแห่งชนชั้นอันน่าเคารพซึ่งก่อนหน้านี้เรื่องราวการกระทำของอู๋เซียงต่อตู๋เซียงเพียงยืนตริตรองการการะทำของพวกมันเอง จริงๆแล้วพวกมันล้วนอับอายหากอู๋เซียงที่เป็นชนชั้นต่ำต้อยสามารถแสดงความกล้าหาญและยืนหยัดต่อหน้าชนชั้นศักดินา ชายหนุ่มองอาจยิ่งกว่าพวกมันเสียอีก ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้หากเป็นพวกมันเองเล่าพวกมันจะอาจกล้ายืนต่อกรกับซือเมิ๋นเฉียนหรือไม่?

                โทสะของซือเมิ๋นเฉียนพลันถึงจุดสูงสุด ในเหตุการณ์ปกติหากบุตรหลานชนชั้นต่ำกล้าตอแยเช่นที่อู๋เซียงกระทำมันคงจะพุ่งเข้าโจมตีและสั่งสอนบทเรียนอันหลาบจำไปเรียบร้อยแล้ว

                แต่ตอนนี้มันทำได้เพียงยับยั้งตนเองเท่านั้น มันจ้องมองอู๋เซียงตั้งแต่หัวจรดเท้า เปล่งวาจาร้ายกาจว่า “บุตรชายแห่งสกุลฉินในมณฑลหมอกเมฆาเจ้าเป็นผู้แรกที่กล้าหยาบคายกับข้าที่เป็นถึงชนชั้นศักดินา เร็วๆนี้เจ้าจะต้องตอบแทนคืนราคางามสำหรับเรื่องนี้!”

                ข้าจะรอ” ชายหนุ่มยิ้มกริ่ม เขาเคยถูกข่มขู่ด้วยบุคคลพิเศษและอันตรายยิ่งกว่าซือเมิ๋นเฉียนเสียด้วยซ้ำในชีวิตก่อน ในท้ายที่สุดก็มิมีผู้ใดจัดการเขาได้สักคน

                เหลียนซานสนทนากับสหายมิกี่คนและเพิ่งมาถึงห้องโถงหลังเกิดเรื่องราว เขาโกรธอย่างหนักเมื่อได้ทราบรายละเอียดจากบุตรสาว ยามที่ได้ยินว่าตระกูลซือเมิ๋นแห่งชนชั้นศักดินาเข้ามาสอดมือก็เริ่มกังวลมากยิ่งขึ้น

                ตอนท้ายงานเลี้ยงฉลองกลับกลายเป็นงานแสดงท่าทีก่อนของแต่ละขั้วอำนาจซึ่งฟาดฟันกันอย่างตรงไปตรงมาและแผนยุทธ์อันซ่อนเร้น

                 ทั้งสองตัวแทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์พูดคุยชั่วครู่กับต้าซือเหิง มอบของกำนัลและจากไปไม่นานหลังจากนั้นชายชราหนวดสีเทามองอู๋เซียงด้วยรอยยิ้มที่แทบมองไม่เห็น เขามิอาจแสดงความโปรดปรานต่อเด็กหนุ่มได้มากนัก

                 แขกทุกคนต่างกังวลอย่างหนักและรู้สึกมิสบายใจ จากไปหลังอาหารมื้อเบาทั้งหมดล้วนรับรู้ว่ายามนี้ตระกูลต้าซือขัดแย้งกับตระกูลซือเมิ๋น

                 ตระกูลซือเมิ๋นเป็นผู้ใดเล่า? พวกเขาคือการคงอยู่ของขุมอำนาจซึ่งได้รับการยอมรับจากทั่วทั้งอาณาจักร ตระกูลอันดับหนึ่งและอำนาจเด็ดขาดในมณฑลหมอกเมฆา

                 เมื่อเปรียบเทียบกัน ตระกูลต้าซือผู้นำหัวเรือในเมืองเล็กๆจะต่อสู้กับพวกนั้นได้อย่างไร?

                ต้าซือเหิงมองเห็นทุกสิ่งอย่าง แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจเพียงเฝ้ามองอย่างสงบนิ่งขณะที่แขกเหรื่อเดินทางกลับ

                 ธาตุแท้ของใครคนหนึ่งจะปรากฏให้เห็นโดยเฉพาะภายใต้แรงบีบคั้นและกาลเวลาจะเปิดเผยความจริง ในช่วงเวลาอันสำคัญนี้ย่อมสามารถมองเห็นความจริงที่ซุกซ่อนอยู่

                มินานแขกเกือบทั้งหมดก็จากไป ที่เหลืออยู่เป็นสหายคนสนิทของตระกูลต้าซือ

                น่าแปลกใจที่คนตระกูลฉินยังมิจากไป

                ก่อนที่เขาจะมีโอกาสได้เปล่งวาจา อู๋เซียงก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ท่านผู้นำต้าซือ โปรดเตรียมห้องว่างสักห้องแก่ท่านแม่เฒ่าใหญ่ข้าจะรักษาอาการบาดเจ็บของนาง”

                  ต้าซือเหิงหน้าแดงก่ำอย่างละอายใจ ภายในใจรู้สึกชื่นชมธารน้ำใจของบุรุษผู้นี้ อย่างก่อนหน้านี้ที่ซือเมิ๋นเฉียนกล่าวมิพอใจเขา แม้ว่าจะมิได้หย่อนหินลงกระทบสกุลฉินเขาก็มีเจตนาจะตัดขาดความสัมพันธ์อยู่ทุกเมื่อไป มิคาดคิดว่าอู๋เซียงจะไม่ว่าอะไรและยังคงเต็มใจรักษามารดาของเขาต่อ ประจักษ์ชัดว่าฉินอู๋เซียงเป็นบุรุษน้ำใจกว้าง

                 ชายหนุ่มเหมือนจะอ่านความคิดของต้าซือเหิงออก กล่าวยิ้มๆว่า “ข้าเคยบอกท่านแล้วว่าข้ายินดีรักษามารดาของท่านเพียงเพราะพี่ใหญ่ต้าซือ แผนการเมืองเหล่านี้จะทำสิ่งใดกับข้าได้งั้นรึ?

                 บุรุษมากประสบการณ์พลันตระหนักได้ว่าผู้เยาว์นี้มิใช่ผู้ทำสัญญากับใครส่งเดช เป็นบุรุษผู้ซื่อสัตย์และเที่ยงตรง แท้จริงแล้วเขามีบุคลิกอันสง่างามและสมบูรณ์อย่างมิต้องสงสัย และคงมิต้องการสิ่งใดจากตระกูลของเขา

               หรือมิฉะนั้นด้วยสถานการณ์ก่อนหน้า เขาอาจจะจากไปแล้ว

               ต้นเหตุความเจ็บป่วยของหญิงชราได้ยึดติดแน่นกับการไหลเวียนของเส้นโลหิต เนื่องจากเส้นโลหิตแดงและดำได้รับความเสียหายการรักษาจึงควรมุ่งเน้นที่บริเวณนั้น อู๋เซียงเลยใช่เข็มทองฝังลงจุดขาด้านในจากนั้นใช้ลมปราณควบคู่กันเพื่อดึงเอาโลหิตดำออกมา เขาจะทำอย่างนี้ทุกวันวันละหนึ่งในสี่ชั่วยาม

                ในชีวิตก่อนของเขาเรียกว่าอู๋เซียงมีพรสวรรค์ด้านการฝังเข็ม เมื่อเขาแทงลงไปจะไม่มีใครรู้สึกถึงมัน ทักษะอันยอดเยี่ยมของเขาแสดงให้เห็นนับแต่เข็มแรก และเขายังได้ฝึกฝนวิชาสุริยาสาดแสงซึ่งเป็นการส่งเสริมการรักษาอันเหมาะสมเพื่อขับของเสียที่อยู่ในร่างกายออกอีกด้วย

                 หญิงเฒ่าเริ่มแรกยังมิมีการเปลี่ยนแปลงใดและใบหน้าซีดเซียวดูมิแข็งแรงก็พลันเปล่งประกายเล็กน้อย ดูเหมือนว่ารักษาของเขาจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นพอควรก็ต่อเมื่อต้าซือเหิงถ่ายทอดลมปราณตนเข้าสู่ร่างของนาง

                 “ท่านแม่เฒ่าร่างกายของท่านจะฟื้นตัวหลังข้าฝังเข็มประมาณครึ่งเดือน ส่วนพลังนั้นจะคืนกลับมาได้เท่าไรนั่นขึ้นอยู่กับตัวของท่านเองทั้งหมด น่าหดหู่นักที่มิมีมนุษย์วิเศษผู้ใดช่วยท่านได้ตรงจุดนั้น”

                 สตรีสูงเอ่ยอย่างมิอาจปกปิดความสุขของนางได้ “ข้ามีชีวิตมาเกือบแปดสิบปีด้วยร่างกายครึ่งหนึ่งอยู่ในหลุมฝังศพแล้ว พลังอำนาจมิมีความหมายใดกับข้าหรอก ข้าขอเพียงความสุขสบายมิทุกข์ทนจากความเจ็บป่วยในบั้นท้ายของชีวิตเท่านั้น อาเหิงนับจากวันนี้ตระกูลฉินนับเป็นผู้มีบุญคุณครั้งใหญ่ต่อตระกูลต้าซือของเราเจ้าต้องจดจำไว้ตระกูลต้าซือแห่งชนชั้นอันน่าเคารพจะมิมีวันแทงกระบี่ใส่หลังผู้ใดโดยเฉพาะผู้มีบุญคุณต่อเรา!

                ต้าซือเหิงยังมิยอมแพ้ เขามิกล้าคัดค้านเพียงพยักหน้า

                ข้ารู้ว่าเหล่าผู้อาวุโสของตระกูลแบ่งแยกเรื่องเรื่องส่วนกับตระกูลออก พวกเขาต้องปกป้องตนเองต่อหน้าตระกูลซือเมิ๋น พวกเขาทำถูกต้องแต่ข้าก็อยากให้เจ้าจดจำไว้ว่าความกตัญญูเป็นแก่นแท้ของการเป็นมนุษย์”

                 ขณะที่ต้าซือเหิงลังเลที่จะตอบคำถาม อู๋เซียงหัวเราะเบาๆ “ท่านแม่เฒ่ามิจำเป็นต้องปฏิบัติต่อข้าเช่นเจ้าของชีวิต แม้นว่าตระกูลฉินจะมีสถานะต่ำต้อยเราก็ใช่พวกหาผลประโยชน์จากความโปรดปราน ข้าเพียงรักษาท่านเพราะชื่นชอบพี่ใหญ่ต้าซือ แต่หากเป็นใครบางคนจากตระกูลซือเมิ๋นซึ่งเจ็บป่วยและคุกเข่าขอร้องข้าย่อมเพิกเฉยพวกมัน!

                 ก่อนต้าซือเหิงจะมีโอกาสตอบโต้อู๋เซียงเขาก็เดินออกไป เขาเดินออกไปสมทบกับบิดาและพี่สาวในห้องโถง จับมือต้าซือหมิง “พี่ใหญ่ต้าซือพรุ่งนี้ยามนี้โปรดพาท่านแม่เฒ่าไปที่โรงเตี๊ยม ข้าจะฝังเข็มวันเวลาเดียวกันเป็นเวลาครึ่งเดือน นางจะสุขภาพดีขึ้นในมิช้า”

                 ยามเฝ้ามองคนสกุลฉินจากไป ต้าซือเหิงเดินมาทางเข้าประตูเขาแสดงออกอย่างจริงจังเมื่อจับจ้องร่างของผู้เยาว์หนุ่มที่กำลังออกไป ผ่านไปชั่วครู่ก็ถอนหายใจยาว

                 เหตุใดบิดาจึงถอนหายใจเล่า?” ต้าซือหยางตกตะลึงจนพูดสิ่งใดมิออก

                 เขาจะเป็นบุคคลที่นำพาตระกูลฉินไปสู่ความรุ่งโรจน์หยางเอ๋อร์ยกโทษให้บิดาที่ต้องเอ่ยเยี่ยงนี้ด้วย ถึงแม้ว่าเจ้าได้ลำดับที่สูงกว่าอู๋เซียงในการทดสอบนักสู้ฝึกหัดแต่พลังอำนาจที่แท้จริงของเด็กผู้นี้นั้น…. ฮ่าๆ ข้าบอกได้เพียงว่าคนๆนี้มิใช่ผู้เยาว์ทั่วๆไปและจะไปได้อีกไกลมาก เมืองวารีเล็กๆแห่งนี้มิอาจใหญ่โตรองรับเขาได้อีกต่อไปแล้ว!

                 บิดาตระกูลฉินเคยเป็นชนชั้นมั่งคั่งมาก่อนและซุกซ่อนพลังอำนาจของตนไว้ ซือเมิ๋นเฉียนจะต้องจดจำความแค้นนี้ไปอีกนาน ข้ารู้สึกว่าในอนาคตตระกูลฉินจะข้ามผ่านได้”

                ต้าซือหยางแสดงความคิดของตัวเอง ต้าซือเหิงย้มไม่พูดอันใดขณะปรายตามองต้าซือหมิง เขาอยากรู้ความคิดของบุตรคนโต

                ฉินอู๋เซียงเป็นบุรุษที่อยู่ด้วยนามของตน มิต้องเอ่ยถึงพรสวรรค์และบุคคลิกเขาจะเป็นคู่แข่งที่มิมีผู้ใดทัดเทียมได้ ลืมเมืองวารีเล็กน้อยนี่เสียแม้แต่อาณาจักรไป๋หยู่ก็เล็กเกินไป ขีดจำกัดของเขาย่อมเป็นเขตแดนจิตวิญญาณ!

                นี่เป็นการยกย่องสูงสุดของต้าซือหมิงและผู้เยาว์ที่ได้รับการยกย่องสูงสุดในอาณาจักรไป๋หยู่ กระทั่งซือเมิ๋นเฉียนซึ่งเคยเอาชนะเขาในกระบวนท่าเดียวก็ไม่เคยได้รับการประเมินที่สูงเยี่ยงนี้จากต้าซือหมิง!

                 ต้าซือเหิงพยักหน้าหนักแน่นเห็นด้วยกับความคิดเห็นของบุตรชาย “ซือเมิ๋นเฉียนจะนำความอัปยศมาสู่ตนเองอีกครั้ง  วันหนึ่งมันอาจพบกับตอไม้ใหญ่อย่างฉินอู๋เซียงตระกูลต้าซือ… ฮ่าๆ มันอาจถึงเวลาเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ของมณฑลหมอกเมฆาแล้ว… 

                 การที่เขาถอนหายใจยาวนี้มันมีความหมายที่ซับซ้อน เป็นน้ำหนักของความคาดหวังและร่องรอยความเสียใจ  เขามองยังเบื้องหน้ากับการเปลี่ยนแปลงซึ่งจะอุบัติขึ้นในบรรยากาศอันสงบนิ่งของมณฑลหมอกเมฆาและรู้สึกผิดเพราะว่าเป็นเรื่องตระกูลฉิน เขาเหมือนปล่อยให้โอกาสอันสำคัญหลุดลอยออกไปด้วยฝีมือตน…