0 Views

                ภาพลักษณ์มิคุ้นตาแสดงขึ้นทั่วทั้งใบหน้าของต้าซือหมิงขณะที่ยิ้ม  “น้องชายเจ้าเยี่ยมยอดนัก! เจ้าเสแสร้งจนทำให้ข้าประเมินฝีมือเจ้าต่ำไปจริงๆ และดูเหมือนกับว่าในการทดสอบนี้พวกเขาจะปกปิดคะแนนของเจ้าไว้เสียด้วย”

               “น่าเสียดายนัก ซูหยวนนั้นเจ้าเล่ห์ไหลลื่นเสียยิ่งกว่าบุตรแห่งสกุลจางด้วยซ้ำ” อู๋เซียงถอนหายใจอย่างเสียดาย

               “บุรุษผู้นี้อาจหลบหนีออกจากสนามประลองได้ แต่เขามิอาจมีชีวิตอยู่ได้นานนักแม้ว่าเจ้าจะมิได้สังหารเขาก็ตาม” ต้าซือหมิงเอ่ยสบประมาท

                “ด้วยเหตุใด? บิดาของเขาจะเป็นผู้จัดการเช่นนั้นหรือ?” บุรุษเยาว์วัยเอ่ยถาม

                “ฮ่าๆ พยัคฆ์แม้ว่าจะโหดเหี้ยมเพียงใดมันก็จะไม่กัดกินลูกของตน และบิดาของซูหยวนย่อมจะไม่ทำร้ายบุตรของตนเช่นกันแต่อย่าได้หลงลืมว่าเขาดำรงฐานะหนึ่งในคุณชายผู้สูงศักดิ์ทั้งเจ็ด เขาได้สูญเสียใบหน้าอับอายและนำพาความเสื่อมเสียมาสู่ผู้อื่นในกลุ่มคุณชายทั้งหลายด้วย เจ้าคิดว่าพวกเขาจะให้อภัยงั้นหรือ” เหตุผลของต้าซือหมิงทำให้เขามึนงงอีกครั้ง

              บางครั้งตรรกะเหตุผลของโลกนี้มันก็ช่างน่าขันและอับอายอย่างมิน่าเชื่อ

              “ข้าได้ยินมาว่าพี่ใหญ่ต้าซือเป็นผู้นำของกลุ่มคุณชาย แล้วท่านคิดเยี่ยงไรหากท่านนั้นสูญเสียใบหน้า?” อู๋เซียงรู้ว่าเขาเป็นพี่ชายของต้าซือหยางและยังเป็นตำนานบุคคลของเมืองวารีนี้

               ต้าซือหมิงยิ้มบางก่อนถอนหายใจ “ข้ามิเคยชื่นชอบชื่อคุณชายสูงศักดิ์เลยสักนิด ข้าก็คือข้าเพียงต้าซือหมิงผู้เดียวเท่านั้นมิจำเป็นต้องมีชื่อเสียงโด่งดังเช่นผู้คนอื่นๆ”

                “พวกเขาใช้ชื่อแซ่ของท่านใช้พลังอำนาจของท่านข่มขู่ผู้คน เช่นซูหยวนเป็นต้น แต่คนบางคนนั้นกลับชื่นชอบเขาซึ่งมันเกี่ยวโยงไว้กับแซ่ของท่าน เขาได้ป้ายโคลนใส่ตัวท่านพี่ชาย”

                ถ้อยคำของอู๋เซียงเป็นความรู้สึกเช่นเดียวกันกับต้าซือหมิง “น้องชายที่ดี ยามที่เจ้าว่างสามารถมาพบข้าได้ทุกเมื่อยังจวนตระกูลต้าซือ”

                 ในเวลาเดียวกันนั้นเขาเมี่ยงมองไปยังฉินซิ่ว มิได้แสดงท่าทีโอ้อวดใดๆตรงกันข้ามกันเขาเอ่ยวาจาด้วยความสุภาพว่า “ขอเชิญแม่นางมาเช่นเดียวกันข้าจะต้อนรับพวกเจ้าทั้งสองอย่างดี”

                 “ได้แน่นอน” อู๋เซียงมิลืมมารยาทธรรมเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้มีอำนาจ

                  จะอย่างใดก็ตามฉินซิ่วเพียงพยักหน้ารับและยิ้มบางๆ แต่ภายในใจเปี่ยมล้นด้วยความเบิกบานต้าซือหมิงผู้นี้ช่างเป็นบุรุษที่สง่างามและจิตใจดีนัก เขาได้ทิ้งรอยสลักความประทับใจอันวิเศษลงยังจิตใจของหญิงสาวเสียแล้ว

                   ต้าซือหมิงสาวเท้าเข้าไปยังใจกลางลานเปล่งเสียงอันดังว่า “ทุกท่านการประลองวันนี้เป็นไปอย่างยุติธรรม ข้าต้าซือหมิงเป็นผู้ตัดสินโดยตรง หากผู้ใดคัดค้านการตัดสินของข้าก็จงไปยื่นหลักฐานแสดงแก่ข้าที่จวนของตระกูลต้าซือ”

                   ในเมืองวารีตระกูลต้าซือนับว่ามีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ผู้คนหลากสารทิศต่างปรบมือให้แก่ต้าซือหมิงโหมดังกระหน่ำมากขึ้นเรื่อยๆ

                    “ผู้ใดเล่าจะคัดค้านในเมื่อคุณชายต้าซือเป็นผู้ตัดสินด้วยตนเองเช่นนี้?”

                    “ถูกต้องๆ มันเป็นการต่อสู้อันยุติธรรมที่ทุกคนล้วนแต่ประจักษ์ด้วยสายตา มิมีการหลอกลวงทั้งสิ้น”

                     ผู้ชมการประลองนั้นมิได้แยกย้ายทันที พวกเขายังคงคิดย้อนหวนถึงการต่อสู้และมึนงงจากช่วงเวลาอันน่าตื่นเต้นนั้น

                     โลกใบนี้ล้วนมีผู้คนหลงใหลศาสตร์วิชาการต่อสู้มากมายเช่นเดียวกับอู๋เซียงเมื่อครั้งยังเป็นซิงเหอในชีวิตก่อน พวกเขารวมตัวกันสองหรือสามคนถกเถียงการต่อสู้

                     น่าเสียดายนักที่ว่าความจริงของการประลองนั้นรวดเร็วเกินไปจนแทบจะมิมีสิ่งใดให้กล่าวถึง และเพราะเป็นการประลองเพียงช่วงเวลาพริบตามันจึงกลายเป็นเรื่องคู่ควรแก่การพูดถึง

                    แม้นว่าผู้เยาว์ทั้งหลายจะมิเคยได้ยินเรื่องราวที่นักสู้ระดับที่เจ็ดสามารถปลิดชีพนักสู้ซึ่งอยู่ระดับสูงสุดของกำลังพื้นฐาน ต่อให้สืบเสาะย้อนไปถึงห้าชั่วอายุคนแน่ใจได้ว่าต้องมิมีผู้ใดได้ยินเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน

                    ผ่านไปครึ่งวันผู้คนที่อยู่ในเมืองต่างก็พากันพูดถึงข่าวใหญ่โตนี้  ข้อคิดเห็นต่างๆนานาค่อยสั่นไหวนำไปสู่วีรบุรุษผู้ซึ่งได้สร้างภาพลักษณ์อันโดดเด่นของนักสู้เยาว์วัย ฉินอู๋เซียงนักสู้ฝึกหัดจากเมืองฝั่งตะวันออกได้กลายเป็นต้นแบบอันดับหนึ่งของนักสู้รุ่นเยาว์จำนวนมากมาย

                      ……

                   ที่จวนของตระกูลจาง จางหม่าหรุยกอดร่างไร้วิญญาณของบุตรชายแน่นด้วยร่างกายสั่นเทา

                   ตู้ม!

                   หมัดถูกกระแทกใส่หนึ่งในเก้าอี้ ตามด้วยเสียงเก้าอี้นั่งทั้งหมดถูกแยกออกเป็นชิ้นส่วนต่างๆ มันจดจำได้ขึ้นใจว่าศพของนักสู้ระดับที่หนึ่งของกำลังแก่นแท้ถูกส่งมาพร้อมกับข้อความซึ่งแขวนไว้ประตูหน้าของจวน

                   คนถัดไป – จางเหยา

                   แม้จะเป็นการข่มขู่ก็ยังคงรู้สึกเบาใจและผลลัพธ์คือมันได้ขว้างชีวิตของบุตรชายคนโตทิ้งไป หากถามความรู้สึกเวลานี้มีเพียงวลีนี้เท่านั้น – ทุกข์ทมชั่วกัลปาวสาน

                   ตัวหม่าหรุยได้ตกลงไปยังหลุมในที่เดียวกันถึงสองครั้ง! วิธีการและการกระทำเกือบจะเหมือนกันเพียงแค่สองครั้งและเวลานี้บุตรชายทั้งสองได้จากไปแล้ว มันอยากจะทำลายทายาทของฉินเหลียนซาน ทดแทนที่มันสูญเสียครั้งแรก

                   มันเสียใจเป็นอย่างมากจนอยากจะทุบตีตนเอง จะอย่างไรมันสามารถหาซื้อยาแก้ความช้ำตรมใจนี้ได้ที่ใดในโลก?

                   ในกลุ่มของคนทั้งหมดและเป็นอีกครั้งหนึ่งบุตรชายของมันสิ้นชีวิตเพียงผู้เดียว! โลกนี้ช่างไร้ความยุติธรรม เหตุใดผู้เยาว์คนอื่นถึงยังมีชีวิตอยู่แต่บุตรชายของมันกลับสิ้นชีวิตลง

                   เวลานี้จางหม่าหรุยรู้สึกเกลียดชังตระกูลซูยิ่ง

                   แม้ว่าเกลียดชังสักเท่าใดแต่มันก็มิอาจนำชีวิตของบุตรกลับมาได้ ฆาตกรยังคงอยู่และใช้ชีวิตโดยอิสรเสรี!

                   ในสนามประลองศัตรูเพียงขยับนิ้วเดียวสามารถสังหารบุตรของชายของมันได้ทันที และสิ้นหวังมากยิ่งขึ้นยามได้ยินเรื่องราวโดยละเอียดจากผู้รับชม เพราะบุตรคนโตนั้นเป็นนักสู้ระดับสูงสุดของกำลังพื้นฐานและยังอยู่ห่างจากระดับกำลังแก่นแท้เพียงก้าวเดียว

                   นักสู้ระดับที่เจ็ดสามารถสังหารจางเหยาในเสี้ยวลมหายใจ? นี่เป็นไปได้อย่างไร? เหลวไหลนัก!

                   มันมิอาจเชื่อได้จะต้องมีใครบางคนเล่นเล่ห์กลสกปรกเป็นแน่ อาจมีนักสู้ผู้มีพลังอำนาจบางคนคอยช่วยเหลือตระกูลฉินอยู่ในเงามืดและนักสู้ผู้นี้ย่อมมิใช่คนธรรมดาสามัญ!

                   ตัวตนที่สามารถฆ่าผู้ที่อยู่ระดับสูงสุดของกำลังพื้นฐานได้อย่างน้อยต้องมีความแข็งแกร่งระดับที่สามหรือสี่ของกำลังแก่นแท้

                   จางหม่าหรุยนั้นบรรลุระดับที่สามของกำลังแก่นแท้ ระหว่างตระกูลชนชั้นโดดเด่นด้วยกันความแข็งแกร่งของมันอยู่เหนือผู้อื่น หากมิมีพลังมากพอมันคงมิอาจเอื้อมกระหายเนื้อชิ้นใหญ่เช่นตระกูลฉินโดยมิปิดบัง

                   สองครั้งแล้วที่บุตรชายแห่งสกุลฉินได้สังหารทายาทของมัน ทางตระกูลต้าซือเองก็ได้แสดงออกเป็นพยานนั่นทำให้ยิ่งรู้สึกหมดสิ้นท่ามากขึ้น ท่ามกลางอารมณ์ขุ่นมัวมันเริ่มกลัดกลุ้ม

                   “ฉินเหลียนซานข้าขอสาบานต่อหน้าฟ้าดินว่าจะต้องฆ่าเจ้าและตระกูลฉินให้หมดสิ้น!”

                   ชายวัยกลางคนกัดฟันด้วยความรุนแรง หลังจากทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นบุตรชายของมันต้องมิสิ้นชีพโดยเปล่าประโยชน์!

                  ทันใดนั้นมันก็ลุกขึ้นกล่าวถ้อยคำรวบรัดกับหลานชายที่อยู่ด้านข้างว่า “เจ้าจงแต่ในจวนอย่าได้ออกไปเที่ยวเล่นที่ใดเด็ดขาดจำไว้ให้ดี!”

                   ตอนนี้น่าหวั่นกลัวหากจะเสียหลานชายอีกคน แม้ว่าจะเป็นบุตรหลานที่เกิดจากฝ่ายญาติแต่เด็กผู้นี้เป็นสายโลหิตคนสุดท้าย เป็นทางเลือกสุดท้ายและจะให้มีสิ่งใดเกิดขึ้นกับเขามิได้!

                   หากเกิดขึ้นอีกครั้ง มันจะปราศจากทายาทสืบทอดตระกูลทันที

                   ภายในจวนของตระกูลซูบรรยากาศเต็มไปด้วยความหดหู่ทรมาน เมื่อจางหม่าหรุยมาถึงหน้าจวนก็พบว่าซูหยวนกำลังถูกเฆี่ยนตีอย่างหนักอยู่ ซูซานหลี่ผู้นำตระกูลซูมีใบหน้าทะมึงทึ่งรุนแรงมิน่าชม

                    เมื่อสังเกตเห็นการปรากฏตัวของจางหม่าหรุย เขายกมือขึ้นว่า “หยุดอีกสามสิบครั้งที่เหลือจะลงโทษในภายหลัง!”

                     “ท่านผู้นำซู… ” จางหม่าหรุยเกือบจะร้องไห้ออกมา “บุตรของข้า… บุตรของข้าสองคนสิ้นชีวิตอย่างเปล่าประโยชน์! ข้าให้สัตย์ว่าจะทำลายตระกูลฉินให้สิ้นซากดังนั้นท่านได้โปรดช่วยเหลือข้าในเรื่องนี้เถิด!”

                    หากมันมิกระทำหน้าที่นี้แทนในนามของตระกูลซู จางหม่าหรุยจะมิมีวันจบสิ้นเยี่ยงสถานการณ์นี้

                     “ข้าเองก็ได้รับผลกระทบเรื่องนี้เช่นกัน ต้าซือหมิงได้ทิ้งถ้อยคำไว้หากผู้ใดคัดค้านก็จงไปแสดงหลักฐานโต้เถียงกับเขาได้ที่จวนตระกูลต้าซือแล้วเจ้าอยากจะให้ข้ากระทำสิ่งใดงั้นหรือ?” ซานหลี่รู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างยุ่งยากซับซ้อนนัก

                     ยามเมื่อฉินอู๋เซียงได้สังหารบุตรชายคนเล็กของจางหม่าหรุย บุตรชายคนเล็กของตระกูลต้าซือก็ก้าวท้าวออกมาข้างหน้าเป็นพยาน คราวนี้เมื่อบุตรคนโตถูกสังหารบุตรชายอีกคนของตระกูลต้าซือก็เป็นผู้ตรวจสอบเรื่องราวทั้งหมดด้วยตนเอง เขารู้สึกว่ามันอยุติธรรมนักดูเหมือนกับว่าตระกูลจางจะเป็นผู้ที่ได้รับความทุกข์ทมอย่างมากเพราะพวกเขาได้กระทำผิดต่อตระกูลต้าซือ

                  เขามิอาจแข่งขันกับตระกูลต้าซือได้แต่กับตระกูลฉินนั้น…

                  แม้ว่าทางนั้นจะได้ตระกูลต้าซือเป็นผู้คุ้มครอง แต่เขาจะทำให้พวกมันต้องจ่ายค่าตอบแทนราคาหนัก!

                  “แล้วอย่างไรเล่า? ท่านจะให้บุตรข้าทั้งสองจบสิ้นโดยเปล่างั้นหรือ?” จางหม่าหรุยร้องคำรามเนื่องด้วยมิอาจยอมรับความจริงเรื่องนี้ได้และใบหน้าก็พลันปรเปลี่ยนเป็นความชั่วร้ายอันตราย

                  “แน่นอนว่าไม่ อย่าหลงลืมว่ายังคงเหลือการประเมินชนชั้นตระกูลอยู่ หากต้องการทำลายตระกูลฉินพวกเราจะต้องจัดการภายใต้เงื่อนไขของชนชั้นต่ำเป็นสิ่งแรก” แม้ว่าซานหลี่จะมิพอใจที่อีกฝ่ายตะเบ็งเสียงคำรามใส่เขาก็พอจะเข้าได้ว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดจากการสูญเสียบุตรชาย

                  “แต่บุตรของฉินเหลียนซานแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก มันสามารถฆ่าบุตรชายของข้าได้ในเสี้ยวพริบตาแม้นหากให้ข้าไปสู้ดูแล้วย่อมมิอาจมีชัยได้!” จางหม่าหรุยกัดฟันพูด

                  “ผู้เยาว์เพียงอายุสิบหกปีจะมีพลังเช่นนั้นได้อย่างไรต่อให้เริ่มต้นฝึกจากหลุมฝังศพของมารดามันก็ตาม! เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือที่มันสามารถสังหารบุตรชายคนโตของเจ้าได้?” ซูซานหลี่ถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

                  “แล้วจะเป็นผู้ใดได้เล่านอกจากมัน?”

                  ใบหน้าของซูซานหลี่แปรเปลี่ยนไปมา หลังจากนั้นเพียงชั่วครู่ใบของเขาพลันกระตุกและกล่าวว่า “อย่าลืมว่าในช่วงเวลานั้นต้าซือหมิงยืนห่างออกไปมิไกลนักจากสนามประลอง! และข้าก็ได้สอบถามซูหยวนและคนสนิทแล้วพวกเขากล่าวว่าต้าซือหมิงนั้นชมชอบอยู่กับบุตรสาวของฉินเหลียนซาน พวกมันค่อนข้างคุ้นเคยกัน… “

                   จางหม่าหรุยถึงกลับตื่นตกใจ “ท่านหมายความว่าต้าซือหมิงเป็นผู้ลงมือกระทำเช่นนั้นหรือ? เป็นไปได้หรือไม่ว่าตระกูลฉินมีตระกูลต้าซือหนุนหลังอยู่? ทั้งสองครั้งที่กระทำทายาทของตระกูลต้าซือก็ล้วนแต่ปกป้องพวกมัน?”

                    “ต้าซือหมิงเป็นนักสู้มีความแข็งแกร่งระดับที่สี่ของกำลังแก่นแท้เป็นอย่างต่ำ บางคนกล่าวว่าเขาสามารถข้ามผ่านไปยังระดับที่ห้าแล้วด้วยซ้ำ! จะมีกี่คนเล่าในเมืองวารีที่สามารถสังหารบุตรชายของเจ้าในชั่วพริบตาได้? นอกจากว่าเป็นทายาทสกุลฉินที่กล้าลงมือกระทำโดยลำพังและเจ้าเชื่อหรือว่าจะมิมีผู้ใดอยู่เบื้องหลังมัน?”

                   ซูซานหลี่ได้สอบถามเรื่องราวจากปากของซูหยวนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ขบคิดสถานการณ์นับครั้งมิถ้วนในท้ายที่สุดเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นไปมิได้ที่นักสู้ผู้เยาว์จะสามารถสังหารนักสู้ที่อยู่จุดสูงสุดของกำลังพื้นฐานได้โดยง่าย

                   เช่นนั้นจึงเห็นได้ชัดว่าต้าซือหมิงเป็นผู้ลงมือสังหารจางเหยาอย่างลับๆ

                   เขาเริ่มสั่นสะพรึงกลัวยามเมื่อจินตนาการถึงข้อสันนิษฐานนี้ หากตระกูลต้าซือเป็นผู้วางแผนการทุกอย่างให้กับตระกูลฉิน ไปได้อย่างสูงว่ามันย่อมมีความนัยแฝงไว้ทุกการกระทำที่เกิดขึ้น —ตระกูลต้าซือแห่งชนชั้นอันน่าเคารพอาจจะมิชอบตระกูลซูของเขาและใช้ตระกูลฉินเป็นผู้โจมตีพวกเขาแทน

                   เรื่องราวอันเด่นชัดคือตระกูลต้าซืออาจมิพอใจกับสภาวะที่เป็นอยู่ของเมือง พวกเขาจึงวางแผนจะเปลี่ยนแปลงการปกครองลำดับชนชั้นในเมืองวารีนั่นเอง

                  วาจาของซานหลี่แทบจะทำให้จางหม่าหรุยหงายหลังตกเก้าอี้ มันเปล่งเสียงอย่างสับสนมึนงงว่า “หากต้าซือหมิงเป็นผู้กระทำเองเช่นนี้แล้วข้าย่อมมิอาจแก้แค้นได้!”

                   “หม่าหรุย จะเป็นการดีกว่าหากผ่านโพ้นช่วงเวลานี้ไปก่อนและจะดีที่สุดหากเจ้าลืมเรื่องราวเช่นนี้ไปเสียกับต้าซือหมิง เจ้าต้องแสร้งเป็นว่าบุตรของสกุลฉินต่างหากที่เป็นผู้สังหารบุตรของเจ้าแทนเจ้าเข้าใจหรือไม่?  หากเจ้ากล้าเอ่ยความคิดเช่นนี้ออกมาอย่าได้พูดถึงตระกูลจางเลย แม้กระทั่งตระกูลซูเองก็จะสาบสูญหายไปจากประวัติศาสตร์ของเมืองวารีโดยพลันเช่นกัน อย่าได้เคลือบแคลงว่าตระกูลต้าซือมิมีพลังอำนาจสามารถกระทำได้!”

                    ซานหลี่รีบเตือนสติอีกฝ่ายอย่างเคร่งเครียดในทันที

                    “เป็นเช่นนั้นแล้วพวกเราควรกระทำอย่างไร?”

                    “รอจนงานประเมินชนชั้นตระกูลเสร็จสิ้น สำหรับตระกูลต้าซือแล้วตระกูลฉินจะไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงหากสูญเสียที่นั่งชนชั้นต่ำของพวกมัน เมื่อถึงเวลานั้นตระกูลของเราทั้งสองจะรวมกองกำลังและทำลายตระกูลฉินให้ราบเป็นหน้ากอง เวลานี้เราต้องเสแสร้งว่ามิมีสิ่งใดเกิดขึ้นและเมินเฉยเรื่องของต้าซือหมิงที่กำลังชมชอบกับบุตรสาวของตระกูลฉินเสีย ด้วยวิธีการเช่นนี้เราย่อมสามารถตามติดตระกูลต้าซือได้ยามเมื่อต่อสู้กับตระกูลฉิน หากพวกเขาไถ่ถามเราก็เพียงตอบว่ามิทราบเรื่องใดทั้งสิ้น และแน่นอนว่ามันจะยอดเยี่ยมนักหากมีโอกาสล้างผลาญทำลายผู้คนของตระกูลฉิน!”

                    “ฮืมม ต้าซือหมิงผู้นั้นแน่ชัดว่าคงเล่นสนุกเท่านั้น ด้วยฐานะบุตรชายของตระกูลชนชั้นขุนนางอันน่าเคารพจะทอดสายตาเหลือบแลมองชนชั้นต่ำต้อยได้เยี่ยงไร? นอกเสียจากว่าเขามิได้มีหมายกำหนดงานสมรสใด?” จางหม่าหรุยกล่าวสุ้มเสียงเกลียดชัง

                   “นั่นย่อมมิใช่ธุระกงการใดของเรา” เมื่อเทียบจางหม่าหรุยแล้วซานหลี่นั้นฉลาดและมีความคิดลึกซึ้งเสียยิ่งกว่ามันด้วยซ้ำ