0 Views

             ข่าวการตายของจางเซียนไม่เพียงทำให้เกิดความโกลาหลมากมายภายในสำนักแต่ยังกลายเป็นข่าวนินทาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองวารี เหมือนกับระเบิดข่าวนี้ได้แตกกระจายเข้าไปทั่วน่านฟ้าของเมืองวารี

            “นี่สหายเจ้าได้ยินหรือไม่? ในสถาบันการต่อสู้นี้ นักสู้ชนชั้นต่ำได้ฆ่านักสู้จากชนชั้นโดดเด่นอย่างตระกูลจาง”  นักพเนจรต่างถิ่นผู้หนึ่งเอ่ยทัก

            “ทุกคนล้วนมีสองหู ใครเล่าจะมิเคยได้ยิน? ข้าบอกเลยว่าเจ้านะรู้รายละเอียดเรื่องนี้ดีหรือไม่?” นักเดินทางอีกคนพูดอย่างโอ้อวด

            “ข้าไม่รู้ เจ้าทราบหรือ?”

            “อ่านี่เป็นเรื่องราวซับซ้อนนัก เจ้าจะต้องเลี้ยงสุราแล้วข้าจะอธิบายให้ฟังช้าๆ” นักเดินทางยังคงไว้ซึ่งการแสดงออกอันเย่อหยิ่ง

            “ได้ตกลงไปร่ำสุราที่ฮวนน้อยกันเถอะ”

             …

              มีข่าวนินทาเกิดขึ้นมากมายบนท้องถนน ซึ่งพวกเขาส่วนใหญ่ล้วนพูดถึงเรื่องเดียวกันเกี่ยวกับฉินอู๋เซียงได้แก้แค้นบุตรชายตระกูลจางหลังจากได้ฝึกฝนอย่างหนักหน่วง รอคอยโอกาสอันเหมาะสมจนประสบความสำเร็จในที่สุด มันแสดงถึงความมุ่งมั่นของบุตรหลานชนชั้นต่ำต้อย

             เมื่อเทียบกับข่าวนินทาบนท้องถนน ตระกูลจางซึ่งเป็น “เหยื่อโดยตรง” ต่างแสดงท่าทีแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง พวกเขายืนยันว่าการตายของจางเซียนมิได้เกิดจากความอ่อนแอแต่เป็นเพราะถูกฆ่าปลิดชีพ

              กับลูกหลานของตระกูลต้าซือในฐานะพยาน พวกเขามิกล้าโต้แย้งเรียกร้อง “การต่อสู้” นี้ ดังนั้นคำว่า “ถูกฆ่า” จึงเป็นคำอธิบายแบบคลุมเครือ เป็นได้ว่าเขาอาจถูก “ฆ่า” ในระหว่างการต่อสู้หรือความแค้นส่วนตัวก็เป็นได้

                 จางหม่าหรุยทุกข์ทมอย่างมากต่อการตายของบุตรชาย หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมาตระกูลซูนั้นต้องการทรัพย์สินขนาดใหญ่ของสกุลฉิน แต่พวกเขาเป็นเพียงผู้ทำธุระให้ตระกูลซูเพียงเท่านั้น

             อย่างไรก็ตามจางหม่าหรุยไม่สามารถระบายโทสะนี้แก่ตระกูลซูได้ ดังนั้นมันจึงนำความเกลียดชังนี้ไปสู่ตระกูลฉิน

            สกุลซูมิได้ใส่ใจการตายของจางเซียนนัก พวกเขาเพียงส่งผู้อาวุโสคนหนึ่งของตระกูลมาเพื่อปลอบประโลมตระกูลจาง และตรวจสอบบาดแผลของจางเซียนอย่างละเอียด

               อู๋เซียงฉลาดมากนักในการโจมตี เขาไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดในตอนแรกเขาโจมตีด้วยฝ่ามือเพื่อทำให้จางเซียนพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยใช้พลังต่อสู้แทนกำลังภายใน หมัดนับสิบซึ่งนำไปสู่ความตายของจางเซียนมาจากวิชาหมัดหมัดวานรขั้นแรก และลดพลังลงเหลือเพียงสองถึงสามส่วน

            ด้วยวิธีนี้ทำให้ดูเหมือนว่าการตายของจางเซียนเกิดขึ้นการต่อสู้อันเรียบง่าย

            “ท่านผู้นำหม่าหรุย ความตายซึ่งเกิดจากการทุบต่อยศีรษะรุนแรงถึงสิบกว่าครั้ง ทายาทของตระกูลฉินผู้นี้เป็นคนโหดเหี้ยมนักเขาคงต้องการทำให้จางเซียนสิ้นชีพแน่นอน การทุบตีหนึ่งหรือสองครั้งมิอาจฆ่าเขาได้และจากบาดแผลนี้บุตรชายของท่านต้องถูกทุบตีสิบสามหรือสิบสี่ครั้ง!”

               ผู้อาวุโสหยูซึ่งถูกส่งมาจากตระกูลซูถอนหายใจออกมาหลังจากที่ได้ตรวจดูบาดแผลแล้ว

               จางหม่าหรุยโคลงศีรษะอย่างเจ็บปวด “บุตรผู้นี้ของตระกูลฉิน … มีความแตกต่างอย่างมาก ความแข็งแกร่งระหว่างมันกับบุตรชายของข้าจากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายเมื่อมิกี่เดือนก่อนหน้า มันสามารถฝึกฝนรุดหน้าได้อย่างรวดเร็วในเวลาไม่กี่เดือนจนถึงจุดที่จางเซียนมิมีพลังอำนาจจะต้านทานได้”

            “ฉันได้สอบถามเรื่องเด็กนี่แล้วจากคำอธิบายของซูถิงมันมิมีผู้ใดช่วยเหลือเวลานั้นและยังกล่าวอีกว่าทายาทของสกุลฉินผู้นี้มีความแข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก ท่านผู้นำนี่ย่อมเป็นอุบัติเหตุ ท่านผู้นำของข้าได้ฝากข้อความมาบอกท่านว่า “ได้โปรดอย่าให้เรื่องนี้เป็นจุดแตกหักความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล”

             หลังจากได้ยินถ้อยคำของผู้อาวุโสหยู เขาทำได้เพียงหักฟันของตนเองและกลืนลงท้องเสีย หม่าหรุยเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุกข์ทม “นี่เป็นความผิดของสกุลฉินชนชั้นต่ำข้าเข้าใจดี พวกมันต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้”

             ชายชราพยักหน้าอย่างนุ่มนวลและพูดอีกครั้งว่า “ท่านผู้นำย่อมหมายถึงให้ชะลอการแก้แค้นด้วยเพราะเป็นเรื่องราวซับซ้อน”

            “ด้วยเหตุผลใด?”  จางหม่าหรุยแสดงออกด้วยสีหน้าสับสน

            “เพราะบุตรหลานของชนชั้นสูงตระกูลต้าซือเป็นพยาน!” กล้ามเนื้อบนใบหน้าของชายชรากระตุกเล็กน้อย เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงตึงเครียด “มิมีใครทราบว่าบุตรชายสกุลฉินได้ไปสนิทกับบุตรชายสกุลต้าซือได้อย่างไร ดังนั้นหากท่านต้องการเคลื่อนไหวโปรดตรวจสอบเรื่องนี้ให้แน่ชัด”

             จางหม่าหรุยรู้สึกไม่พอใจนัก เขาตอบรับเสียงเบาด้วยคำเดียวว่า “โอ้” จิตใจของมันเกรี้ยวกราดโหมกระหน่ำได้แต่กัดฟันข่มอารมณ์อันมืดมัว

            ชายแก่ยังได้เตือนอีกว่า “ท่านผู้นำหม่าหรุยอีกเพียงไม่ถึงสามปีจนกว่าจะถึง “การประเมินภายในตระกูล” หากเราเตรียมตัวอย่างเหมาสมย่อมสามารถทำให้ตระกูลฉินสูญเสียที่นั่งชนชั้นต่ำต้อยได้แน่นอน มันจะเป็นเยี่ยงไรหากเวลานั้นเราทำให้ตระกูลของมันหมดสิ้นประดาตัวไร้ซึ่งที่อยู่อาศัยเล่า?”

             สามปี … หากต้องการเป็นเช่นนั้นพวกเขาจะต้องรออีกสามปี!

            ภายใต้ใบหน้าอมทุกข์ของจางหม่าหรุย เห็นได้ชัดว่ามันไม่พอใจที่ปล่อยให้ตระกูลฉินอยู่ได้แม้แต่วันเดียว!

            ……

            ในจวนตระกูลต้าซือ ต้าซือหยางถูกบิดาของเขาต้าซือเหิงเรียกเข้าพบเพื่ออธิบายเรื่องราวปัจจุบัน

              ต้าซือหยางรายงานบิดาของตนเองถึงสิ่งรู้เห็น ผ่านช่วงเวลาแห่งความเงียบชั่วอึดใจต้าซือเหิง ผู้นำตระกูลเพียงถอนหายใจ “บุตรชายตระกูลฉินเป็นบุคคลน่าทึ่งนัก เขาเฝ้าคอยเป็นเวลานาน รออย่างรอบคอบเพื่อตอบโต้ด้วยพลังที่เหนือกว่า วิธีการเช่นนี้บุคคลชั่วร้ายที่วางแผนที่จะปล้นชิงทรัพย์สินตระกูลฉินนั้นคงยากจะพบเจอ”

            “เหตุใดพวกเขาจึงยากจะพบเจอ? ตระกูลชนชั้นต่ำเช่นตระกูลฉินไม่มีอำนาจมากนัก ความจริงที่ว่าอู๋เซียงได้ฆ่าจางเซียนเป็นเพียงการวิวาทระหว่างนักสู้ฝึกหัดเท่านั้น เรื่องนี้คงมิทำให้สิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปมากนัก” ต้าซือหยางยังใสซื่อเกินไปเขาย่อมมิอาจเข้าใจสถานการณ์มุมกว้างเฉกเช่นบิดาได้

            “อืม.. หากเจ้ามิได้มาเป็นพยานแล้วแน่นอนว่าพวกเขาคงมิได้พบสิ่งเรื่องยากลำบากใด อย่างไรก็ตามสถานการณ์เปลี่ยนไปแล้วนับแต่เวลาที่เจ้าก้าวเท้าออกมาข้างหน้า” ต้าซือเหิงถอนหายใจ

                เด็กหนุ่มกัดริมฝีปาก คิดชั่วขณะหนึ่งจากนั้นเขาก็พลันเข้าใจและหัวเราะ “ด้วยวิธีนี้ดูเหมือนว่าตระกูลฉินนั้นได้หยิบยืมอำนาจของเราขณะที่ข้าก้าวเท้าและพูดความจริงออกมา?”

            “ถูกต้อง เวลานี้ตระกูลซูและผู้อื่นต่างสงสัยเคลือบแคลงว่าตระกูลฉินนั้นมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับพวกเรา” ต้าซือเหิงยกยิ้ม

               “โอ้จริงหรือ? แล้วพวกเราควรทำเช่นไรต่อไป? เราควรให้น้ำหนักความเป็นกลางและระยะห่างของพวกเรากับตระกูลฉินหรือไม่?”  ความตั้งใจแรกเริ่มของต้าซือหยางนั้นคือเป็นพยานและพูดเพียงความจริงเท่านั้น

                บุรุษผู้มากด้วยประสบการณ์ส่ายศีรษะอย่างมิเร่งรีบ เขากล่าวว่า “รักษาระยะห่างหรือ?  หากตัดห่างความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลฉินแล้ว ในท้ายที่สุดตระกูลต้าซือก็จะอยู่ในระดับเดียวกับพวกเขา หากมิมีสิ่งใดเกิดขึ้นไม่จำเป็นจะต้องให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาขุนนางทั้งหลายเฉกเช่นตระกูลจาง”

            เพื่อเข้าหาขุนนางชนชั้นต่ำและอธิบายว่าเรื่องนี้ไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกับพวกเขาหรือ?  มิมีความจำเป็นนักหากพวกมันจะสูญเสียสถานะทางสังคม

              เด็กหนุ่มพยักหน้าอย่างมีความหมาย “เป็นเรื่องที่ดี ลองสร้างความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลฉินมิใช่เรื่องเสียหาย ข้าเห็นว่าบุตรชายสกุลฉินได้แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อาจเป็นไปได้ว่าตระกูลฉินอาจประสบความสำเร็จกับเขาในฐานะผู้นำคนถัดไป และข้ายังได้ยินมาอีกว่าสกุลฉินมีชื่อเสียงดีงามประชาชนเมืองฝั่งตะวันออกต่างเทิดทูนพวกเขา “

            “เนื่องจากชื่อเสียงอันดีงามของพวกเขาจึงทำให้อำนาจของคนรุ่นหลังถดถอยลง ในอาณาจักรไป๋หยู่ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะปกป้องและยกย่องในเวลาเดียวกัน เจ้าจะอยู่รอดได้หากรักษาสติปัญญาและพิจารณาอย่างแจ่มแจ้งไว้ตลอดเวลา! หยางเอ๋อร์เจ้าต้องจดจำสิ่งนี้ไว้ ” ต้าซือเหิงเอ่ยน้ำเสียงจริงจัง

               ตัวมันชื่นชมบิดาเป็นแบบอย่าง โดยปกติเขายอมรับถ้อยคำจริงจังทั้งหมดเมื่อบิดาให้คำแนะนำ

            “ดีมากเจ้าไปได้แล้ว อย่าได้เข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องราวภายในสำนัก เจ้าจำเป็นต้องรักษาสถานะผู้ปกครองที่เหนือกว่าต่อไป”

            “ขอรับ” ต้าซือหยางพยักหน้าเข้าใจ ก่อนถามอีกครั้งว่า “บิดา.. มีข่าวของพี่ใหญ่หรือไม่?”

             ต้าซือเหิงส่ายหน้าไปมา “พี่ใหญ่ของเจ้า… ตอนนี้เขาไม่สามารถยอมรับเรื่องราวได้ อย่าได้กังวลไปเลยพี่ใหญ่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วในไม่ช้าย่อมเข้าใจเอง “

            “พี่ใหญ่… ” ต้าซือหยางเอ่ยเสียงเบา แล้วจึงเดินออกไปข้างนอก

             ……

            ขณะที่ดวงอาทิตย์เฉิดฉายอยู่ทางทิศตะวันตก อู๋เซียงได้วิ่งวนรอบนอกเมืองวารีแล้วห้ารอบ ช่วงที่เขามาถึงประตูเมืองเขามองเห็นนักสู้ฝึกหัดซึ่งชุดสีฟ้าทั้งตัวยืนเกาะอกด้วยท่าทางผ่อนคลาย มองอู๋เซียงด้วยรอยยิ้ม

            “ข้าได้ยินมาว่าเจ้ากำลังจะออกจากสำนักหรือ?” ต้าซือหยางพูดขึ้นก่อน

            “เพียงออกไปชั่วคราวเท่านั้น”

            “อยู่ต่อมิได้หรือ?” ต้าซือหยางถามอีกครั้ง

            “เพราะเหตุใด?”  อู๋เซียงงงงวย

            “มิมีใครที่น่าสนใจปรากฏตัวในเมืองวารีนี้เป็นเวลานานมากแล้ว ในที่สุดเจ้าก็อยู่ที่นี่หากจากไปวันเวลาย่อมกลายเป็นสิ่งน่าเบื่ออย่างเหลือเชื่อเจ้าไม่คิดเช่นนั้นหรือ? ” ต้าซือหยางถอนหายใจยาว

            “อะไรกันเล่า? ข้ามิคาดคิดว่าใครบางคนในสำนักคิดว่าข้าน่าสนใจ นี่เป็นเรื่องหายากนักข้าดีใจที่ได้ยินถ้อยคำเหล่านี้จากเจ้า ต้าซือหยาง”

            “จำเป็นต้องไปจริงหรือ?”

            “ยากนักหากจะให้ข้าอยู่ ข้าจะกลับมาในอีกสามปีข้างหน้า หวังว่าเวลานั้นข้ายังคงสามารถพูดคุยกับเจ้าได้อย่างอิสระ”

             เด็กหนุ่มสวมเสื้อสีฟ้าถอนหายใจ ด้วยรู้ว่าอู๋เซียงมุ่งมั่นจะจากไปเป็นแน่ เขาพึมพำว่า “เจ้าปกปิดตัวเองไว้อย่างลึกซึ้งและข้ามิอาจตระหนักได้เลย หลังจากใช้เวลาหลายปีในสำนักศึกษาร่วมกันจนกระทั่งเมื่อเร็วๆนี้ข้ากลับตระหนักได้ว่ามีบุคคลผู้มีพรสวรรค์จำนวนมากได้หลบซ่อนตัวอยู่ข้างกายข้า เจ้าเจตนาให้ตนเองทนทุกข์ทรมานตอนที่ต่อสู้กับจางเซียนครั้งแรกใช่หรือไม่?”

             ชายหนุ่มไม่ทราบว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี การทำร้ายตัวเองมิใช่แผนการอันชาญฉลาด แม้เป็นวิธีที่เหมาะสมจะหลอกลวงผู้คนอื่นๆ ด้วยการทำร้ายตัวเองแม้กระทั่งศีรษะถูกฉีกออกเป็นแผลขนาดใหญ่ วิธีการนี้เหล่านี้เรียกได้ว่าเป็นการทำร้ายตัวเองอย่างเจตนาหรือ มันแตกต่างจากการฆ่าตัวตายอย่างไรเล่า?

             ข้างในจิตใจของเขาหัวเราะอย่างขมขื่น อย่างไรก็ตามเขาก็จัดการกับเรื่องนี้ในขณะที่กล่าวว่า “โลกใบนี้เป็นสถานที่อันน่ากลัว ข้ามิมีทางเลือกมากนัก”

             “ตกลง ข้าแน่ใจว่าเราย่อมได้พบกันในวันข้างหน้า” ต้าซือหยางยิ้มอ่อนโยน และกล่าวเสริมอีกว่า “วันหนึ่งพวกเราอาจจะปรากฏตัวร่วมกันกลางเวทีใหญ่ใช่หรือไม่?”

               “อาจจะ” ชายหนุ่มตอบแผ่วเบา ทันใดนั้นเขาก็จำบางอย่างได้และพูดว่า “ขอบใจเจ้ามาก”

            “ขอบคุณข้าด้วยเรื่องอันใด ข้าเพียงไม่ต้องการให้ผู้อื่นคิดว่าสำนักต่อสู้เมืองวารีนี้ไร้ซึ่งผู้เป็นธรรม”

               อู๋เซียงยิ้มขบขัน “ข้ามิได้ขอบคุณเจ้าสำหรับการเป็นพยาน แต่ข้าขอบคุณเจ้าที่ไม่เปิดเผยตัวข้าในคืนนั้นต่างหาก”

            “คืนนั้นเจ้ารู้หรือว่าข้าอยู่ที่นั่น?”  ต้าซือหยางตกตะลึง “เหตุใดเจ้าถึงไม่กล่าวว่าข้ามิได้อยู่ตอนที่เจ้าอยู่นอกประตูเล่า?”

            “ข้ามิต้องการทำให้เจ้าตกอยู่ในสถานการณ์อันน่าอึดอัด เพราะเจ้าไม่ได้เปิดเผยตัวข้าดังนั้นข้าย่อมจะไม่ลากเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง”

            เมื่อต้าซือหยางจดจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคืนนั้นเขาก็พลันหัวเราะ “ความรวดเร็วและการปฏิบัติตอบโต้ของเจ้านั้นแหลมคมและเฉียบขาดนัก! เมื่อคิดว่าซูถิงแน่นิ่งราวกับเห็นภูติผีอย่างไรข้าอยากจะหัวร่อเสียงดังออกมาจากห้องพัก”

            “โชคดีนักที่เจ้ามิได้หัวเราะหรือกระทำอย่างอื่น ไม่งั้นซูถิงและคนของมันย่อมหวาดระแวงว่าเจ้าเป็นผู้มีส่วนร่วมกระทำแน่นอน”

             ต้าซือหยางจับมือของเขาและกล่าวด้วยท่าทีปราศจากความกังวล “ความจริงก็คือพวกมันย่อมสงสัยอยู่แล้วว่าเป็นข้าเพียงแต่พวกมันหวาดกลัวเกินกว่าจะพูดออกมาได้”

             เฉพาะน้ำเสียงเช่นนี้ลักษณะเช่นนี้และท่าทางเช่นนี้จึงสามารถเรียกได้ว่าเป็นพื้นฐานของขุนนางชนชั้นสูง! เขาไม่เคยรับการปฏิบัติตนของตระกูลซูอันมั่งคั่งเข้าภายในหัวใจ!

             ซึ่งการกระทำของต้าซือหยางได้สอนบทเรียนแรงจูงใจให้แก่อู๋เซียง เกี่ยวกับบุคคลชั้นสูงและผู้มีอำนาจที่ควรได้รับการเคารพ!