0 Views

แม้แต่คนที่ยืนมองการแสดงจากที่ไกล ๆ ยังคล้ายคนโง่เขลา

ฉากตรงหน้านี้มันยากที่จะเชื่อได้

โรงเตี๊ยมวิหคเพลิงนั้นภาคภูมิใจในป้ายนี้มาตลอด เป็นพระสนมซวนพระสนมคนโปรดของฮ่องเต้แห่งแคว้นไป่เยว่ที่มอบป้ายนี้ให้

และเบื้องหลังของเฒ่าแก่ใหญ่ของโรงเตี๊ยมวิหคเพลิงนั้นเป็นผู้อาวุโสของพระสนมซวน นับว่าโรงเตี๊ยมนี้มีความข้องเกี่ยวกับราชวงศ์

หรือจะกล่าวให้ถูกนั่นคือเฒ่าแก่ใหญ่ของโรงเตี๊ยมวิหคเพลิงคือท่านลุงของฮ่องเต้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้เกิดจากมารดาเดียวกันกับพระสนมซวน ทว่าผู้คนในโลกล้วนให้ความสำคัญกับสายสัมพันธ์ของตระกูลทั้งสิ้น

ดังนั้นหากหน้าตาของเฒ่าแก่ใหญ่ถูกทำร้ายก็เท่ากับหักหน้าพระสนมซวงเช่นกัน

ผู้คนที่ทราบเบื้องหลังของโรงเตี๊ยมวิหคเพลิงต่างส่ายหน้า “ทารกผู้นี้ปรารถนาดี ทว่าเขาลงมือหนักไป คาดว่าแม้นไม่ตายก็คงไม่อาจเติบใหญ่ได้ในแคว้นไป่เยว่ได้อีกต่อไป”

หลังผ่านช่วงเวลาสับสน ไม่นานผู้จัดการสองก็ฟื้นคืน จากความโกรธกลายเป็นหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “เด็กน้อยเจ้ารู้หรือไม่ว่าทำสิ่งใดลงไป”

“พวกท่านบอกเองไม่ใช่หรือว่าป้ายศักดิ์สิทธิ์นี้สามารถใช้สังหารผู้คนสุ่มสี่สุ่มห้าได้? ข้าอยากจะเห็นป้ายนี้จะสามารถทำสิ่งใดได้ มันสามารถใช้เช่นดังกฎหมายบ้านเมืองอย่างงั้นรึ?”

“กฎบ้านเมืองรึ?” ผู้จัดการสองหัวเราะเยาะ “ไม่นานเจ้าก็จะรู้ว่าตนเองไร้เดียงสาเพียงใด”

จากนั้นใบหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขาร้องตะโกนว่า “คนที่ไม่เกี่ยวข้องกับคนเหล่านั้นโปรดจากไปหากต้องการจะมีชีวิตอยู่!”

เมื่อตะโกนเสร็จแล้วก็เป่าเสียงหวีด ส่งเสียงแหลม

ในเวลาต่อมาพลันมีนักธนูกลุ่มหนึ่งโผล่ออกมาจากระเบียงทางเดินทุกชั้นของโรงเตี๊ยม แต่ละคนถือคันธนู ส่วนลูกศรเล็งไปยังอู๋เซียง

ผู้จัดการสองโมโหแทบคลั่ง “ยิง! ยิงมันให้ตายเสีย!”

เมื่อได้รับคำสั่งนักธนูทั้งหลายก็ง้างสาย ส่งลูกศรแหลมคมพุ่งลงมาคล้ายฝูงตั๊กแตนล้อมโจมตีเป็นวงกลม

ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว

นักธนูเหล่านี้ต่างได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี พวกเขายิงลงมาต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว

แม้นว่าการโจมตีด้วยลูกธนูบ้าคลั่งนั้นคล้ายจะสร้างความวุ่นวายพอสมควรกับปัญหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะต้องมาจัดการกับเด็กหนุ่มรุ่นเยาว์ ทว่าเขาไม่มีตัวเลือก

แม้จะต้องยิงเด็กหนุ่มผู้นี้ให้กลายเป็นตัวเม่น ก็ยังไม่อาจชดเชยความเสียหายของโรงเตี๊ยมได้

เพราะป้ายศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาถูกทำลาย!

จะอย่างไรก็ตามป้ายศักดิ์สิทธิ์นี้สามารถซ่อมคืนได้หรือ? ใบหน้าและศักดิ์ศรีที่ถูกทำลายลงย่อมไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้

ภายใต้สายตาของมากมาย ป้านศักดิ์สิทธิ์ถูกทำลายกลายเป็นเศษผง

จากนี้ไปอีกไม่กี่ปีข้างหน้าความอัปยศครั้งนี้จะกลายเป็นเรื่องขบขันที่สุดของผู้คนในแคว้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงน้ำชากับสหายคนสนิท

ดังนั้นแล้วทางเลือกเดียวของผู้จัดการสองก็คือการฆ่าคนที่มันทำลายป้ายศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา จากนั้นก็ค่อยคิดหาทางรับมือกับพายุความเกรี้ยวกราดของเฒ่าแก่ใหญ่

“ยิง ยิงมันอีก!” เขาร้องคำรามด้วยความบ้าคลั่ง

ถึงลูกธรพวกนั้นจะแหวกว่ายผ่านอากาศอย่างรวดเร็ว แต่อู๋เซียงก็เป็นดั่งหมอกควัน ลูกศรเหล่านั้นเหมือนจะพุ่งเข้าใส่เขา แต่เมื่อเข้ามาใกล้กลับไม่สามารถพุ่งเข้าสู่เป้าหมายโจมตีในระยะไม่กี่คืบ

“หืม เจ้ากำลังแสดงความสามารถของมือธนูงั้นรึ?” ภายในใจอู๋เซียงเต็มไปความดูถูก แม้แต่บุหรงโบยบินของตระกูลฉินก็สามารถยิงได้อีกระดับหลังฝึกซ้อมไม่กี่เดือน

ซึ่งในความแล้วจริงแล้วมันไม่สามารถทำร้ายอู๋เซียงได้แม้แต่ปลายเสื้อ

ผู้จัดการสองแทบไม่เชื่อสายของตนเองเมื่อเห็นร่างของอู๋เซียงเดินผ่านพายุลูกศรอย่างง่าย ๆ บุรุษผู้นี้เป็นปีศาจหรืออย่างไรกัน

ความจริงแล้วพลธนูของเขาล้วนเป็นทหารของทางวังหลวงมาก่อน แม้นจะปลดเกษียณอายุไปหลายปีก่อนและความแข็งแกร่งก็ลดลงมาบ้าง แต่พวกเขาก็ยังถือว่ามีฝีมืออยู่ ทว่านักธนูสี่สิบห้าคนนี้กลับไม่อาจทำร้ายชายหนุ่มได้เลยรึ?

ผู้จัดการสองถามตัวเองซ้ำ ๆ ภายในใจ ในฐานะนักรบปฐพีระดับเจ็ดคงจะไม่สบายนักเมื่อต้องรับมือห่าลูกศรนี้

ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่ความตายในชั่วพริบตา

“ดูเหมือนว่าข้าจะต้องขอความช่วยเหลือจากเฒ่าแก่ใหญ่แล้ว…” เมื่อเขาคิดถึงวิธีการอันโหดร้ายของเฒ่าแก่ใหญ่ผู้จัดการสองก็อดไม่ได้ที่จะตัวสั่นสะท้าน คราวนี้เป็นเขาที่จะต้องรับผิดชอบป้ายศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกทำลาย เมื่อคิดถึงบทลงโทษก็ทำให้ขาอ่อนแรงได้

“เจ้าเก้าไปเรียกเฒ่าแก่ใหญ่ เร็วเข้า!”

 

ในขณะนั้นเอง เฒ่าแก่ใหญ่กำลังต้อนรับหนึ่งในคนที่มั่งคั่งของแคว้นไป่เยว่อยู่ที่สวนรับรองแสนรื่นรมย์

“ท่านเฟย สำหรับการทำงานร่วมกันของพวกเรา ข้าจะดื่มเป็นผู้แรก” ชายร่างสูงใหญ่ดูแข็งแกร่งและชายวัยกลางคนสุภาพพูดและยกจอกขึ้นดื่ม

“ฮ่า ๆ มาดื่มเถอะ” อีกฝ่ายหนึ่งแต่งชุดขุนนาง ท่าทางโอ่อ่า

ทั้งสองยกจอกขึ้นดื่มทั้งหมด

“ท่านซ่ง กับสุราข้านั้นคออ่อนยิ่งนัก ข้าจะลองคิดหาวิธีดูแต่อย่างไรการค้าขายของท่านย่อมเติบโตมากกว่านี้แน่”

“ฮ่า ๆ ทั้งหมดล้วนต้องขอบคุณความเอาใจใส่ของท่านเฟย”

ขณะที่ทั้งสองร่วมดื่มจนสำราญใจแล้วก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากข้างนอกประตู เสียงเคาะรัวประตูเฒ่าแก่ใหญ่ย่อมจดจำคนรับใช้ได้

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ในระหว่างการพบปะนี้ไม่ควรมีผู้ใดมารบกวน

ตรงกันข้ามกับอีกคนที่รู้สึกเกรงใจพลางเอ่ยยิ้ม ๆ “ท่านซ่งทำไมไม่ให้เขาเข้ามาเล่าว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ไม่ต้องเกรงใจข้าถึงเพียงนั้น”

เขาพยักหน้า “ต้องขออภัยท่านได้”

จากนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า “เข้ามา”

ประตูถูกเปิดออก ซึ่งเป็นคนรับใช้คนเขาไว้ใจนั่นเองที่มาหา “เฒ่าแก่ ผู้จัดการเก้าอยากจะพบท่าน”

“เจ้าเก้างั้นรึ? มีธุระอันใด? มิใช่ว่ามันรู้อยู่แล้วรึว่าข้ากำลังดูแลแขกพิเศษอยู่”

“ข้าแจ้งเขาแล้วขอรับ แต่เขาบอกว่าเป็นเรื่องด่วนและต้องพบท่านให้ได้”

เฒ่าแก่ใหญ่เงียบ ในสถานการณ์ปกติเขามีผู้จัดการสองซึ่งดูแลโรงเตี๊ยมวิหคเพลิงอยู่ แทบไม่มีสิ่งใดที่เขาต้องเข้าไปจัดการ และในเมืองหลวงก็ทราบดีว่าเบื้องหลังของโรงเตี๊ยมวิหคเพลิงผู้คนจึงให้ความเคารพเขาไม่น้อย

“ให้เขาเข้ามา”

คนรับใช้ผงกศีรษะรับทราบเดินออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักผู้จัดการเก้าก็เดินคล้ายวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นแขกพิเศษเขานั้นไม่ได้ก้มศีรษะเคารพ แต่กลับพูดด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น “เฒ่าแก่ใหญ่ขอรับมีบางอย่างไม่ดีเกิดขึ้นที่โรงเตี๊ยมวิหคเพลิง ผู้จัดการจัดควบคุมสถานการณ์ไม่ได้แล้วเขาให้ข้ามาแจ้งแก่ท่านขอรับ”

“แม้แต่เจ้าสองยังจัดการไม่ได้? คนพวกนั้นเป็นผู้ใด?” เฒ่าแก่เงียบลงด้วยความตกตกใจ อย่างไรก็ตามเขาก็ยังรักษาท่าทีของตนได้

“มัน… เป็นผู้เยาว์สองคนขอรับ หนึ่งในนั้นหนไปแล้วเหลือเพียงเจ้าคนที่ร้ายกาจเขา… เขา… ” ผู้จัดการเก้าลังเลไม่กล้าเอ่ยต่อ

“มันอะไร?” เฒ่าแก่ใหญ่ไม่ได้พูดเสียงดัง แต่คนฟังกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว มองอีกคนที่กำลังตัวสั่น

“มันเตะป้ายศักดิ์สิทธิ์หน้าโรงเตี๊ยมเราเป็นชิ้น ๆ ขอรับ”

“อะไรนะ?”เฒ่าแก่ใหญ่คิดว่าตนเองได้ยินผิดไป พร้อมกับจอกในมือที่แตกออกเป็นชิ้น ๆ และหล่นลงบนพื้น

“ป้ายชื่อโรงเตี๊ยม? ป้ายที่พระสนมซวนมอบให้น่ะหรือ?” เฒ่าแก่ใหญ่พยายามทำใจเชื่อ

“ขอรับ” ผู้จัดการเก้าผงกหน้ารับ เขาไม่สามารถจินตนาการถึงสีหน้าของเฒ่าแก่ได้เลย

“สารเลว!” หากไม่มีแขกพิเศษอยู่ เขาคงวิ่งเข้าไปคว่ำโต๊ะและต่อยมันแล้ว

“เป็นผู้เยาว์? มาจากที่ใด? มีสัมพันธ์กับราชวงศ์หรือไม่?” เฒ่าแก่ใหญ่สูดหายใจลึกและกล่าวอย่างใจเย็น เขาไม่สามารถทำตัวผิดพลาดได้เมื่ออยู่ต่อหน้าแขกคนพิเศษ

“ไม่..ไม่ขอรับ เขามากจากต่างมณฑล”

“มาจากต่างมณฑล?”เฒ่าแก่ใหญ่พึมพำ “ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ผู้เยาว์จากต่างที่ทำตัวยโสถึงเพียงนี้ เขากล้าสร้างปัญหาขึ้นในเมืองหลวงงั้นรึ ไม่งั้นก็อาจมีความเกี่ยวข้องกับทางราชวงศ์อยู่บ้าง”

ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นญาติกับทางราชวงศ์ แต่เขาจะไม่กล้ำกลืนความอัปยศนี้ ถึงแม้ว่าราชวงศ์นั้นจะเป็นเชื้อสายของฮ่องเต้ แต่พวกเขาก็ยังมีที่ดินพื้นที่ของตนเอง หรือบางคนก็อาจไม่ได้มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฮ่องเต้เช่นเขาเป็นต้น

“ไม่ใช่ตระกูลราชวงศ์ขอรับ” ด้วยน้ำเสียงเบาราวกับยุงของผู้จัดการเก้าทำให้คนฟังอาจต้องฟังให้ดี “จากเสื้อผ้าของพวกเขาหนึ่งในนั้นเป็นตระกูลอันน่าเคารพ อีกหนึ่งคล้ายเป็นตระกูลชนชั้นต่ำ”

“ลูกหลานของชนชั้นต่ำ?” เฒ่าแก่หัวเราะด้วยความโกรธ “แน่ใจหรือไม่ว่าดูไม่ผิด”

“ไม่ผิดแน่ขอรับ เว้นแต่พวกเขาจงใจลดสถานะของตนเองจึงสวมเสื้อผ้าเช่นนั้น ข้าไม่เคยดูผิดพลาด”

เฒ่าแก่ใหญ่ลุกขึ้นยืนและกล่าวเสียงแฝงโทสะ “เข้าไปจะดูสักหน่อยว่าพวกมันมาจากตระกูลไหน พวกมันมีสามหัวหกแขนหรืออย่างไร”

“ท่านเฟย ข้าต้องขออภัยสำหรับวันนี้ด้วย ข้าไปเยือนท่านที่ตระกูลและชดใช้ให้อย่างแน่นอน”

คนที่ถูกกล่าวถึงก็ยืนเช่นกัน “ท่านซ่งไม่ต้องจริงจังนักหรอก เข้าเข้าใจกิจการค้าขายเป็นเรื่องสำคัญ”

“ได้ เจ้าเก้าไปส่งท่านเฟยกลับที่พัก ส่วนข้าจะไปโรงเตี๊ยม!”

เอ่ยจบเขาก็ผายมือเป็นเชิงให้แขกของตนเอง และเดินออกมาข้างนอก

“เชิญนายท่านเฟยขอรับ” ผู้จัดการเก้าไม่กล้าทำตัวหย่อนยาน เอ่ยวาจาสุภาพเสียงเคารพ

จากนั้นบุรุษที่เรียกว่าท่านเฟยก็เดินออกมาจนถึงหน้าประตู เข้าก้าวเท้าขึ้นไปนั่งบนเกี้ยวใหญ่ ทางด้านผู้จัดการเก้าก็กำลังจะบอกข้ารับใช้ยกเกี้ยวออกเดินทาง แต่ทันใดนั้นท่านเฟยก็พลันเอ่ยวาจาขึ้น “ช้าก่อน”

ผู้จัดการเก้าเอ่ยถาม “ท่านเฟยหรืออะไรงั้นหรือขอรับ?”

เขาพลันเอ่ยถามขึ้น “ผู้จัดการเก้าท่านกล่าวว่าเป็นผู้เยาว์สองที่สร้างเรื่องราวนั้นเป็นคนจากต่างมณฑลใช่หรือไม่?”

“ใช่แล้วขอรับ พวกเขาคล้ายเพิ่งมาจากสำนักต่อสู้” ขนาดผู้จัดการเก้ากล่าวเช่นนี้ก็ยังรู้สึกหงุดหงิด ความเกลียดชังนั้นสามารถสัมผัสได้ผ่านสุ้มเสียงของเขา

ท่านเฟยครุ่นคิดและเอ่ยพึมพำ “คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญใช่หรือไม่ที่พวกเขามายังเมืองหลวงนี้”

“เรื่องบังเอิญอันใดหรือขอรับ แล้วผู้ใดมาเมืองหลวงกัน?”

ทันใดนั้นเขาก็เอ่ยน้ำเสียงร้อนรน “ผู้จัดการเก้าไม่ต้องไปส่งข้าแล้ว ไปที่โรงเตี๊ยมวิหคเพลิงเดี๋ยวนี้ เจ้าต้องรีบไปหาท่านซ่งและบอกเขาเรื่องหนึ่ง”

“เรื่องอะไรหรือขอรับ?”

“ยามนี้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสิ่นอู๋มีการทดสอบนักรบรุ่นเยาว์ที่เทือกเขานภาร่ำร้อง บางทีแล้วผู้เยาว์ฝีมือร้ายกาจจากต่างสถานที่พวกนี้อาจเป็นกลุ่มที่เข้ารอบแข่งขันต่อ! หากเป็นดังที่ว่าจริงท่านซ่งจะต้องดูแลพวกเขาอย่างดี มันเป็นเรื่องสำคัญมากเกี่ยวกับความเป็นและตาย เขาจะต้องตรวจสอบอย่างไม่ว่าจะเป็นศักยภาพและคะแนนของพวกเขา…”

ผู้จัดการเก้าใบหน้าซีดเซียว คล้ายจะเข้าใจเรื่องราว ทันใดนั้นเขาก็จำข่าวลือที่ว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสิ่นอู่ให้ความสำคัญกับการทดสอบครั้งนี้อย่างมาก กระทั่งว่าท่านเทพยุทธ์เองก็เคยกล่าวถึงอยู่หลายครั้ง

และเด็กหนุ่มที่แสดงฝีมือเหนือล้ำผิดปกตินั่น หากว่าเขาเป็นผู้เข้าร่วมการทดสอบที่ผ่านการแข่งขันมาจริงคะแนนของเขาย่อมไม่อยู่ในระดับทั่วไป และหากมีเรื่องใดเกิดขึ้นกับคนผู้นี้ผู้ใดก็จินตนาการของปฏิกิริยาของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เสิ่นอู๋…

ยามที่คิดทบทวน สีหน้าของเขาพลันมืดมน รีบสั่งให้เคลื่อนขบวนทันทีพลางภาวนาให้ไปถึงโดยเร็ว และก็หวังว่าเฒ่าแก่ใหญ่จะยังไม่เคลื่อนไหวทำสิ่งใดลงไปก่อน!