0 Views

            ลึกเข้าไปในเทือกเขาชาง อู๋เซียงแผดเสียงออกมาเป็นเคล็ดถ้อยคำของวิชา “ระลอกเกลียวคลื่น” อย่างเต็มขีดสุด

            “ย่างเท้าดั่งห้ำหั่น ตั้งหลักเช่นหยั่งราก!”

            จือหยวนก้าวเท้าไปข้างหน้าราวกับภูผาอันหนักแน่น  เสียงฮ้าดังขึ้นเมื่อปล่อยหมัดออกมา

            “มังกรครามโบยบินเหนือนพสวรรค์ หยั่งรากลึก ณ ต้นไม้โบราณ”

            ฮ้า! ตามด้วยหมัดอื่นๆ

            หลังผ่านไปหนึ่งปีจือหยวนได้เรียนรู้วิชาอย่างธารทั้งสิบแปด ส่วนเซี่ยวจงก็มิเลวร้ายมากเวลานี้มันสามารถใช้เลื้อยอสรพิษได้อย่างคล่องแคล่วแล้ว

            ขณะนี้การสอบสำหรับนักสู้ฝึกหัดเหลือไม่ถึงหนึ่งปี อู๋เซียงมิเพียงสอนวิชาต่อสู้รุกฆาตศัตรูเท่านั้น แต่เขายังได้สอนกลอุบายต่อสู้บางอย่างให้แก่ทั้งสอง

            เวลานี้ชายหนุ่มสามารถช่วยพวกเขาได้เพียงแค่นี้  ด้วยสภาวะของพวกเขาในปัจจุบัน ย่อมมิได้รับคะแนนเลวร้ายในการสอบหลังผ่านพ้นปีการฝึกฝน สำหรับวิชาต่อสู้ระดับสูงนั้นจะสูญเสียเปล่า หากสั่งสอนก่อนที่คนทั้งคู่จะเข้าถึงระดับกำลังแก่นแท้ ภายภาคหน้าหากพวกเขายังฝึกซ้อมอย่างหนักและมีโอกาสอันเหมาะสมเขาย่อมรับไว้แน่นอน

            อู๋เซียงได้ฝึกฝ่ามือนวพันแสงตามด้วยดัชนีอัคคี ในตอนท้ายเขาจัดเรียงฝ่ามือนวพันแสงตามความเชี่ยวชาญและฝึกฝนเป็นระยะเวลาหนึ่ง

            เขาฝึกฝนขั้นพื้นฐานฝ่ามือที่แปดนามว่าแปดตะวันเผาไหม้ของนวพันแสง เขาต้องใช้เวลาชั่วพักหนึ่งเพื่อรวมรวบพลัง หากใช้ฝ่ามือนี้ได้อย่างอิสระแล้วไซร้เขาย่อมสามารถต่อกรกับนักสู้ระดับที่เจ็ดของกำลังแก่นแท้ได้

            อีกหนึ่งปีจะถึงการสอบของนักสู้ฝึกหัด เขากำลังเฝ้ารอคอยการทดสอบที่จะเกิดขึ้น

            ชนชั้นโดดเด่นจำต้องมีอย่างน้อยสองขั้นกำลังแก่นแท้ และชนชั้นมั่งคั่งจำต้องมีนักสู้ระดับที่สี่กำลังแก่นแท้เพื่อควบคุมตระกูล กล่าวได้ว่าหากตระกูลใดมีระดับที่สี่ของกำลังแก่นแท้ พวกเขาก็ย่อมจะมีสิทธิ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสถานะผู้มีอันจะกิน หลังชนะคำท้าทาย

             แน่นอนว่านี่เป็นเพียงข้อกฎเกณฑ์ขั้นต่ำเท่านั้น ในความเป็นจริงความแข็งแกร่งของผู้มีอำนาจแต่ละแห่งจะเหนือกว่ากฎเกณฑ์เบื้องต้นเล็กน้อย

             ชายหนุ่มมิเคยลืมคำพูดของบิดา เห็นได้ชัดว่าเหล่าตระกูลซูชนชั้นโดดเด่นและตระกูลจางชนชั้นมั่งคั่งต่างได้สูญเสียทรัพย์สินตระกูลตลอดเวลา พวกเขามิลังเลที่จะลงมือฆ่าทายาทเพียงผู้เดียวของสกุลฉิน ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตนัก!

             เหล่าทรราชทรามเหล่านี้จะมิมีวันยอมจำนนก่อนถึงเป้าหมายของตนเอง ข้อนี้พิสูจน์ได้จากโกวเจิงที่มาหาพวกเขาพร้อมกับตระกูลซู

             โลกนี้ผู้คนจำนวนมากมักเดินตามเส้นหนทางที่มีผลกำไรมากกว่าความยุติธรรม ตัวอย่างเช่นตระกูลซูอันมั่งคั่งนั้นมิใช่บุคคลมีเมตตาอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากพวกมันได้รับที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งมาแล้ว โดยธรรมชาติพวกมันจะใช้ทุกหนทางเพื่อให้ได้สิ่งที่ปรารถนา

            ถึงแม้ว่าอู๋เซียงจะได้รับพรให้เกิดใหม่อีกครั้งในฐานะมนุษย์เป็นเวลาสองช่วงชีวิต เขาเป็นผู้ถูกเลือกเช่นนั้นหรือ?

            คำตอบมักเป็นผลในแง่ร้าย

            นับแต่ตระกูลซูต้องการปล้นชิงทรัพย์สินตระกูลเรา เช่นนั้นข้าก็จะประเดิมกับพวกเจ้าเอง!

            เขาคาดหวังว่าตระกูลซูจะมีนักสู้ระดับที่สี่กำลังแก่นแท้ มิฉะนั้นมันคงมิสนุกเท่าไหร่สำหรับตัวเขา

            ขณะอยู่ในห้วงความคิดเขาลุกขึ้นยืน เหม่อมองลงมาจากภูเขาติดเมืองด้วยดวงตาเย็นเฉียบ เขาเอ่ยสัตย์สาบานด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “มันผู้ใดก็ตามที่วางแผนมาดร้ายต่อตระกูลฉินของข้ามันผู้นั้นจะต้องพร้อมหลั่งรินโลหิตออกมาชดใช้… “

             “อู๋เซียง อู๋เซียง ถึงยามทานข้าวแล้ว”

             เสียงเรียกอันกระตือรือร้นของฉินซิ่วเชิงดังมาจากบริเวณเชิงเขา เวลาเที่ยงวันของแต่ละวันหญิงสาวจะรอน้องชายกลับจวนและทานข้าวด้วยกัน เมื่อเขามองร่างผอมบางของพี่สาวหัวใจของเขาพรั่งพรูเป็นประกายอบอุ่น พี่ใหญ่ของเขาฉินซิ่วเป็นนงคราญโฉมงามอายุยี่สิบเอ็ดหนาวแล้ว หญิงสาวกลับยังต้องแบ่งปันรับภาระบางอย่างของตระกูลกับบิดา ดังนั้นจนถึงเวลานี้จึงยังมิได้ออกเรือน

             ขณะที่หญิงสาวหลายคนในวัยเดียวกัน ต่างสมรสออกเรือนมาสี่หรือห้าปีได้แล้ว

             เมื่ออายุสิบหกปีเธอได้รับหน้าที่มอบหมายเก็บค่าเช่าจากผู้เช่าที่ดินของตระกูล คนของตระกูลฉินเป็นบุคคลโอบเอื้ออารีมากนักต่อชาวบ้านคนธรรมดา  พวกเขาเก็บค่าเช่าต่ำที่สุดในเขตพื้นที่เมืองวารีทั้งหมดด้วยเหตุผลนั้นเกษตรกรชาวนาทั้งหลายจึงรักพวกเขา

            “พี่ใหญ่พวกท่านน่าจะทานข้าวก่อนด้วยซ้ำ มิจำเป็นต้องรอข้า” ชายหนุ่มเข้ามาหาด้วยรอยยิ้ม เขาค่อนข้างจะรู้สึกผิดต่อพี่สาวของตนอยู่เสมอด้วยเขารู้ว่าหญิงสาวยังออกเรือนสมรสมิได้เพราะตัวเขาเองยังมิเหมาะสมพอที่จะแบ่งปันภาระหน้าที่ของตระกูลกับบิดา เช่นนั้นหญิงสาวซึ่งเป็นกุลสตรีจึงต้องแบกรับความรับผิดชอบของตระกูล

            “จะทำเยี่ยงนั้นได้อย่างไรเล่าพวกเราล้วนเป็นครอบครัวเดียวกัน เราจะมิเริ่มลงมือทานข้าวเด็ดขาดหากผู้ใดผู้หนึ่งยังมิพร้อม”

            ฉินซิ่วมีลักษณะมั่นคงและนิ่งสงบ ด้วยอารมณ์ความรู้สึกหรือรูปโฉมของเธอนั้นย่อมมิพ่ายแพ้ต่อหญิงสาวชนชั้นอื่นเลยแม้แต่น้อย

             เธอเหลือบมองน้องชายและเปรียบเทียบความสูงระหว่างทั้งสองจึงเอ่ยว่า “อู๋เซียงเจ้าเติบโตเร็วนักเพียงแค่สิบห้าแต่เจ้ากลับสูงกว่าพี่ใหญ่เสียอีก”

             “นั่นเป็นเพราะว่าพี่ใหญ่มักให้ข้าทานกับข้าวทั้งหมดต่างหากเล่า” เขาหัวเราะ

            “พี่ใหญ่มอบให้เจ้าหมดทุกอย่างแต่อย่างไรข้าจะมิยอมยอมแพ้เรื่องนี้เด็ดขาด” ฉินซิ่วยิ้มขำขัน ทั้งสองมาถึงจวนด้วยเสียงหัวเราะหยอกล้อและพูดคุยตลอดเส้นทาง

             หญิงสาวมิได้คาดคิดล่วงหน้าว่าจะมีแขกมาที่จวนเมื่อออกไปรับน้องเล็กกลับ สิ่งที่แย่กว่านั้นคือเธอไม่ต้องการพบเจอแขกทั้งสอง

             เป็นบิดาและบุตรชายตระกูลหนี่ พวกเขาเป็นเจ้าของร้านกิจการยาสมุนไพรในเมืองฝั่งตะวันออก

             เถ้าแก่หนี่หัวเราะเปิดปากกว้าง เขาพูดด้วยเสียงดังสนั่น “ว่าไงซิ่วเอ๋อร์เจ้ากลับมาแล้วหรือ เฟิ่นน้อยไปคุยทักทายซิ่วเอ๋อร์สิ”

             มันเป็นบุรุษหนุ่มนักสู้เยาว์วัยอายุราวยี่สิบหนาว หากให้อู๋เซียงอธิบายลักษณะของมันโดยใช้วลีนิยมจากอดีตชาติแล้วก็บอกได้ว่า “สารรูปตัวของมันช่างขัดต่อบ้านเมือง” โดยเฉพาะปากอันกว้างใหญ่นั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยมีปากขนาดใหญ่เช่นนี้แม้ว่าพวกเขาจะงอกเติบโตมีปากที่สองออกมาก็ตาม

            มันดูน่าตกใจยิ่งยามหัวเราะ เหมือนกับว่าสายน้ำทั้งสายล้นออกมาเพราะน้ำลายของพวกเขาสาดกระเด็นใส่ทุกแห่งหน

            ชายหนุ่มรู้ว่าคนๆนั้นเป็นบุตรชายคนโตเจ้าของร้ายขายยาสมุนไพรตระกูลหนี่ มีนามว่าหนี่เฟิ่น บุรุษผู้น่าสงสารซึ่งบิดาของเขาตั้งชื่ออันสอดคล้องว่าหนิวฉี่(อุจจาระวัว) มันเป็นพี่ชายของนักสู้ฝึกหัดฟันยื่นหนี่ตู่

           “เหลียนซาน เฟิ่งน้อยของข้าได้เล่าเรียนที่สำนักต่อสู้อยู่ภายนอกเป็นเวลาสิบปีมาแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ระดับที่เก้ากำลังพื้นฐาน เร็วๆนี้ย่อมเหนือกว่าบิดาของเขาอย่างแน่นอน”

           อู๋เซียงเริ่มหัวเราะ “เถ้าแก่หนี่ ท่านกำลังพยายามแนะนำบุตรชายหรือท่านกำลังคุยโม้ความแข็งแกร่งของตัวท่านกันแน่ โอ้!ได้โปรดลดเสียงของท่านลงสักนิด แม่โคเนื้อตัวเมียของพวกเรากำลังนอนหลับอยู่ด้านหลังจวน”

            “พวกเจ้าเลี้ยงโคเนื้อกันหรือ?” เถ้าแก่หนี่จ้องมองอย่างงงงวย และเมื่อมองเห็นฉินซิ่วซึ่งยืนอยู่ด้านหลังของน้องชายกำลังยืนหัวเราะก็พลันเข้าใจทันทีว่าเด็กทารกนี้กำลังล้อเลียนมัน เขาสาปแช่งเด็กนรกอยู่ในใจอย่างพลั้งปาก

             อย่างไรก็ตามมันหลบซ่อนเจตนาและโทสะไว้ ตัวมันมิได้มาที่นี่ด้วยต้องการเกี่ยวดองสัมพันธ์ ความปรารถนาที่แท้จริงของมันคือวางอุบายและจัดการเอาที่นั่งชนชั้นต่ำต้อยจากตระกูลฉินต่างหาก

              “ฮ่าๆเหลียนซานตัวข้าหนี่ต้ามิได้ซ่อนเร้นสิ่งใด วันนี้มือข้างหนึ่งของข้านำพาเฟิ่นน้อยมาเพื่อสอบถามการสมรสและเรื่องอื่นๆ ข้าต้องการพูดคุยความร่วมมือในอนาคตข้างหน้าของตระกูลพวกเรา” ใบหน้าท่าทางของหนี่ต้าดูตรงข้ามกับสิ่งเอื้อนเอ่ยขณะที่เก็บซ่อนเจตนาของมันไว้

              เหลียนซานปรับเปลี่ยนตนเองให้เหมาะสมกับคำร้องขอมิคาดฝัน เขากล่าวว่า “เถ้าแก่หนี่โปรดระมัดระวังถ้อยคำของท่านด้วย”

              อู๋เซียงที่ยืนอยู่ด้นข้างก็เอ่ยขึ้นมาว่า “หากเถ้าแก่หนี่มาเจรจาหารือเกี่ยวกับที่นั่งของชนชั้นต่ำกับตระกูลเรา โชคร้ายยิ่งนักท่านมาช้าไปเสียแล้ว”

              “ช้าเกินไปหรือ?” หนี่ต้าขมวดคิ้ว

              “ถูกต้อง ท่านผู้นำตระกูลซูแห่งเมืองวารีได้นำผู้คนมาส่งมอบเจตนาอันโหดร้าย พวกเขามิเพียงต้องการที่นั่งชนชั้นต่ำต้อยของพวกเราแต่พวกเขาต้องการให้ตระกูลฉินเป็นผู้อเนจอนาถมิมีที่พักพิง” ชายหนุ่มหัวเราะ

               “อ่า? มีเรื่องเช่นนี้จริงหรือ? ” เถ้าแก่หนี่แสร้งทำตัวเป็นผู้โง่งม ในเวลาเดียวกันก็ถามอย่างลังเล “เหลียนซานชนชั้นมั่งคั่งเช่นตระกูลซูเป็นหนึ่งในทรราชเมืองวารีพวกเขามิกลัวเกรงเมื่อจะทำสิ่งใดแล้วแผนการของเจ้าเป็นเช่นไร?”

                อู๋เซียงมิรอให้บิดากล่าววาจาและแทรกแซงสิ่งใดจึงพูดขึ้นว่า “พวกเราย่อมรอให้ตระกูลซูแสดงพลังอำนาจ เถ้าแก่หนี่นี่มิใช่สิ่งที่ท่านหมายมั่นไว้มิใช่หรือ? หากนั่นเป็นสิ่งที่ท่านต้องการก็จงกลับไปยังสถานที่จากมาเสีย!”

                หนี่ต้าเหลือบมองไปยังเหลียนซาน กล่าววาจาเย้ยหยันว่า “เหลียนซานเวลานี้บุตรหลานของตระกูลฉินสามารถกล่าววาจาอันเหลวไหลเช่นนี้ได้หรือเหตุใดเจ้าจึงมิสามารถตัดสินมันด้วยตนเองได้กัน? “

              บุรุษผู้นำสกุลฉินกรอกกลิ้งนัยน์ตาและถามกลับน้ำเสียงเย็น “ข้าเป็นผู้สั่งการหรือ? เถ้าแก่หนี่เห็นด้วยหรือว่าข้าเป็นผู้สั่งการ? หากข้าบอกว่าตระกูลฉินจะมิให้ที่นั่งชนชั้นต่ำแก่ท่านเถ้าแก่หนี่คิดว่ากระทำเช่นไร? “

               มันหัวเราะ “ในโลกนี้ทุกอย่างมีทั้งรุ่งเรืองและตกต่ำมีขึ้นมีลงเสมอ น้องเหลียนใยเจ้าต้องดันทุรังและใส่ใจการสูญเสียอันชั่วคราวนั้นเล่า? เจ้าต้องเข้าใจว่าหากถอยหลังเพียงหนึ่งก้าวย่อมมองเห็นแผ่นฟ้ากว้างขึ้น! “

              “ถอยหลังหรือ? สกุลฉินของข้าจะกลายเป็นสามัญชนหากเราก้าวถอยหลังเพียงก้าวเดียวเราจะสูญเสียทุกสิ่งอย่าง! ทะเลกว้างใหญ่อยู่ที่ใดผืนฟ้าอันไร้ขอบเขตอยู่ที่ใด เมื่อถึงเวลานั้นข้าเกรงใจว่าเราคงเป็นทาสเสียมากกว่า เถ้าแก่หนี่มิว่าท่านจะใช้สิ่งหว่านล้อมก็ตามล้วนไม่มีหนทางใดทั้งสิ้น แม้ว่าข้าฉินอู๋เซียงจะมิมีวิชาอันดีเลิศประเสริฐแต่กระดูกของข้านั้นยังคงแข็งแรงอยู่มากนัก!”

              “ซิ่วเอ๋อร์ส่งแขก!”

              คนของตระกูลหนี่ทั้งบิดาและบุตรดูเกรี้ยวกราดเมื่ออู๋เซียงส่งพวกเขาออกนอกประตู หนึ่งในพวกเขาซึ่งก็คืออุจจาระโคได้ถ่มน้ำลายลงบนพื้นและเอ่ยกับเขาว่า “เจ้าเด็กเหลือขอ วันนี้บิดามิได้สู่ขอสมรสฉินซิ่วให้แก่ข้า แต่ภายภาคหน้าข้าจะมิเหลือบแลนางสักนิดแม้เจ้าจะอ้อนวอนข้าเพียงใดก็ตาม!”

              “อย่าได้กังวลเลยนายน้อยหนี่ แม้โคนมตัวเมียของเราจะคลุ้มคลั่งเป็นสัด แต่พวกเราก็มิได้ตาบอดมืดมัวเช่นนั้น และเหตุใดพวกท่านจึงมิรีบกลับไปยังสถานที่จากมาเสีย!”

               ปัง! ประตูถูกปิด ทิ้งไว้เพียงอารมณ์ขุ่นมัวเต็มแก่ของเถ้าแก่หนี่และบุตรชาย