0 Views

จากทิศบูรพาลูกแก้วสีขาวอ่อนค่อยๆเบิกรุ่งอรุณท้องฟ้าด้วยตัวของมันเอง อาทิตย์แรกทำลายความเงียบสงบยามเช้าและขับไล่ความมืดมิดทั่วโลก วันใหม่มาถึงแล้ว

ฉินเหลียนซานนอนมิหลับทั้งคืน  เขารอยู่ที่ประตูพร้อมกลุ่มข้ารับใช้จำนวนมาก

บนท้องถนนเสียงฝีเท้าวิ่งของอาชาดังมาจากที่ไกลๆ

เสียงร้อยินดีดังแซ่เซ็งทั่วจวน “คุณชายน้อย เป็นคุณชายน้อย!”

“คุณชายน้อยกลับมาแล้ว!”

อู๋เซียงควบม้านำมาผู้แรกและพร้อมด้วยม้ามิต่ำกว่าสามสิบตัวอยู่ด้านหลังเขา หนึ่งคนถูกผูกติดกับม้าหนึ่งตัวแน่นอนว่าคนเหล่านี้ย่อมเป็นบุตรหลานของตระกูลซู

และพวกเขายังมีชีวิต

มิใช่เพราะว่าอู๋เซียงมิทราบว่าจะสังหารพวกมันอย่างไร เขาไว้ชีวิตพวกมันไว้เพราะเหตุผลส่วนตัว

เมื่อมาถึงจนสุดถนนเขาก็กระโดดลงจากม้าแสดงความเคารพต่อบิดาและคนในตระกูล หลังจากค่ำคืนการต่อสู้อันโหดร้ายเหล่าข้ารับใช้ต่างรอคอยการกลับมาของชายหนุ่ม พวกเขาสมควรคารวะอู๋เซียง

“บิดาข้ามิได้นำความอัปยศกลับมาหรอกนะ” อู๋เซียงเดินนำบิดาพลางยิ้ม เขาดูผ่อนคลายและจากใบหน้านั้นมองมิเห็นความเมื่อยล้าอ่อนเพลียจากการเดินทางแม้เพียงนิด ราวกับว่าเขาเพียงมาพักผ่อนที่บ้านและกลับมาจากการฝึกฝนยามเช้าเท่านั้น

“คนทั้งสองกลุ่มของตระกูลซูมีทั้งสามสิบเอ็ดคนอยู่ที่ทั้งหมด”

เหลียนซานตื่นเต้นนัก “ดียอดเยี่ยมนัก!”

“สุดยอด!” ด้านหลังเขาเสียงปรบมือดังเกรียวกราว ความปิติยินดีของผู้คนล้วนมาจากก้นบึ้งของหัวใจ สังเกตดูใบหน้าแล้วมิมีความเหนื่อยล้าและความขัดเคือง มีเพียงสิ่งเดียวที่มองเห็นได้นั่นคือความภาคภูมิใจและความเชื่อมั่น

ตระกูลได้กลับคืนสู่ชนชั้นมั่งคั่งมันหมายความว่าจากตอนนี้พวกมันจะกลายเป็นทหารของตระกูลชนชั้นมั่งคั่งทั้งภาพลักษณ์และสถานะทางสังคมก็เปลี่ยนไปตามรูปการปัจจุบัน!

 

ในห้องลับของตระกูลฉินจิตใจของโกวเจิงแทบพังทลายมิมีชิ้นดี

ภายใต้อำนาจของอู๋เซียง เหงื่อมันไหลออกมากกว่าถังน้ำหนึ่งถังแล้ว ในทางกลับกันชายหนุ่มมิเอ่ยสิ่งใดด้วยซ้ำเพียงยิ้มถือดาบคมกริบและรนไฟบนเทียนเป็นครั้งคราว ดาบทั้งสองข้างได้รับความร้อนส่องประกายวิบวับ คมดาบนั้นปรากฏเป็นดั่งแสงสีเงินของปีศาจ

เส้นขนทุกเส้นบนร่างกายของโกวเจิงลุกชันและทำให้เส้นผมของมันก็ลุกตั้งชัน มันไร้ซึ่งความคิดว่าทายาทสกุลฉินจะทำสิ่งใด

ในที่สุดจิตใจของมันพังทลายหมดสิ้น อ้อนวอนอย่างเจ็บปวด “คุณชายฉินท่านเป็นบุรุษผู้กรุณาได้โปรดยกโทษความผิดของข้าเถิด ข้าโกวเจิงที่มิสามารถแยกทองออกจากหยกได้และเพราะสายตาอันต่ำตม ฝีปากที่เหม็นเน่าได้โปรดเฆี่ยนทุบตีข้าเถิด… ”

ชายหนุ่มเพียงยิ้มและมิพูดสิ่งใดเงยหน้าขึ้นและมองโกวเจิงสีหน้าเหยียดหยาม รอยยิ้มแปลกๆพลันโผล่ออกจากมุมปาก

“คุณชายฉิน ข้า…ข้ารู้ว่าท่านจะมิสังหารข้าเพราะท่านมีเหตุผลส่วนตน หากท่านต้องการใช้ข้าเพียงสั่งมาข้าจะทำให้สุดความสามารถและใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน”

อู๋เซียงตบหน้าขาตัวเอง “ดีเจ้าเอ่ยถูกจุด ข้าได้ดาบเล่มนี้มาจากซูซีไฮ่มันเคลือบยาพิษ หากข้าฟันลงบนร่างของเจ้าเบาๆร่างของเจ้าไร้ซึ่งการควบคุม น้ำลายฟองปากร่างกระตุกอยู่สามวันสามคืนและในที่สุดเจ้าก็จะตายอยากลองหรือไม่เล่า?”

“อย่าข้าขอร้อง คุณชายฉินท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใดหรือ? ข้าจะทำตามโดยพลันและยืนยันความพอใจเต็มสิบส่วน ข้าจะมิทำให้ตระกูลฉินแห่งชนชั้นมั่งคั่งเสื่อมเสียเป็นอันขาด”

“ใช่เจ้าเอ่ยว่าตระกูลจะหลบหนีชั่วข้ามคืนไปยังอาณาจักรอู๋อันยิ่งใหญ่และทรยศต่ออาณาจักรไป๋หยู่นี่เจ้าสร้างเรื่องขึ้นเอง? หรือว่าเป็นความจริง?”

“มัน … มันเป็นความจริง” โกวเจิงตอบทันที “ข้ามิกล้าโกหกเรื่องนี้แน่”

“เริ่มแรกตระกูลซูเป็นเพียงชนชั้นมั่งคั่งตัวน้อยๆพวกมันมิมีคุณสมบัติจะทรยศขายชาติและไปยังอาณาจักรอู๋ได้ พวกมันมีพื้นหลังที่ลึกซึ้งกว่านี้ใช่หรือไม่?” เขาเอ่ยถามอย่างอดทนและเป็นเรื่องเป็นราว

มันเอ่ยด้วยฝบหน้าเศร้าสร้อย “เรื่องนี้ข้าโง่งมนัก”

“เจ้ามิรู้หรือ?” สีหน้าของอู๋เซียงมืดครึ้ม “เจ้ามิรู้เรื่องนี้มิรู้เกี่ยวกับมัน เช่นนั้นการรักษาชีวิตเจ้าไว้คงเสียข้าวสุกเปล่าๆ เจ้านี่ไร้ประโยชน์ทุกเรื่องจริง”

เมื่อได้ยินว่าเหตุการณ์กำลังแย่ลงโกวเจิงพลันขอร้องทันทีว่า “คุณชายน้อย คุณชายฉินโปรดให้ข้าคิดทบทวนดูเถิดๆ”

อู๋เซียงยิ้มมาดร้าย “คิดให้ดีเจ้ามีเวลามิมากนัก”

โกวเจิงมันเป็นคนฉลาดหลังคิดมินานก็พลันเข้าใจเจตนาและท่าทีของอู๋เซียง “ข้าจำได้ระหว่างงานประเมินชนชั้นตระกูลซือเมิ๋นเฉียนได้มาพักอยู่ที่จวนตระกูลซูแต่ข้ามิทราบว่าพวกเขาวางแผนทำสิ่งใดกัน”

“เจ้ามิทราบรูปแบบธุระเลยรึ? เจ้ามิทราบจริงหรือ?” เขายกดาบขึ้นมาสะบัดครั้งสองครั้งต่อหน้าโกวเจิง

“ข้าจำได้ข้าจำได้แล้ว” มันตะโกนอย่างขวัญผวา “จากข้อมูลของข้า คนของตระกูลซือเมิ๋นนั้นมาหาสู่ตระกูลซูเพื่อเชื่อมต่อสัมพันธ์ไปยังอาณาจักรอู๋”

“เหตุใดตระกูลซือเมิ๋นจึงต้องสร้างความสัมพันธ์กับตระกูลซูเล่า?”

“นี่ … นี่ … ” ขณะที่มันกำลังลังเลอยู่นั้นมันก็เห็นเจตนาสังหารในแววตาของชายหนุ่ม ภายในใจร่ำร้องว่าแย่แล้ว มิกล้ารีรอเลยกล่าวว่า “เหมือนว่าตระกูลซือเมิ๋นมีเจตนาจะหักหลังอาณาจักรไป๋หยู่พวกมันให้ตระกูลเป็นผู้ทดสอบกระแสธารเพื่อสร้างรากฐาน….. ”

อู๋เซียงดูมิพอใจขณะส่ายศีรษะว่า “สาเหตุเล่า สิ่งใดเป็นสาเหตุเบื้องหลังเรื่องนี้ กระนั้นในอาณาจักรไป๋หยู่ชนชนศักดินาอย่างตระกูลซือเมิ๋นก็เป็นถึงหนึ่งในสิบสองตระกูลชนชั้นศักดินา พวกมันมีตำแหน่งสำคัญอยู่แล้วเหตุใดจึงจะทรยศต่อบ้านเมือง?”

หยดเหงื่อไหลรินลงจาหน้าผากโกวเจิงหยดแล้วหยดเล่า แน่นอนว่ามันเข้าใจว่าอู๋เซียงกำลังชี้นำให้มันกล่าวโทษว่าตระกูลซือเมิ๋นนั้นขายชาติบ้านเมือง มันกลัวเช่นเดียวกันว่าทางนั้นจะตามมาล้างแค้นอย่างไรก็ตามยามนี้ระหว่างความเป็นความตาย หากมันมิให้คำตอบที่ถูกต้องศีรษะของมันคงหลุดออกจากร่างเป็นแน่ มันเห็นชัดกับตาว่าบุตรชายสกุลฉินลงมือสังหารคนตระกูลซูนับมิถ้วน

มันคงจะเป็นเรื่องหวานหมูสำหรับชายหนุ่มที่จะฆ่าเขา

“สาเหตุ … สาเหตุ… ” โกวเจิงพยายามคิดและทันใดนั้นมันก็รู้เอ่ยว่า “อาณาจักรอู๋ก็เป็นเช่นอาณาจักรไป๋หยู่ อยู่ในกลุ่มอาณาจักรระดับกลาง ตลอดเวลาทั้งสองชาติมีความขัดแย้งบาดหมางกันหลายๆสิ่งเสมือนน้ำกับไฟ เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่ทั้งสองอาณาจักรได้ใช้วิธีมากมายในการต่อสู้เพื่อสังหารอีกฝ่าย ตระกูลซือเมิ๋นคงทำสัญญาลับกับตระกูลใหญ่โตในอาณาจักรอู๋หากทำสำเร็จอาณาจักรอู๋ย่อมสามารถขยับขยายอาณาเขต มีทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มและเปล่งประกายกลายเป็นอาณาจักรระดับสูงและตระกูลซือเมิ๋นก็จะได้รับมงกุฏในฐานะตระกูลชนชั้นศักดินาของต่างเมือง!”

ชายหนุ่มหัวร่อพลางใช้ฝ่ามือปิดหน้า มิสงสัยแลยว่ามันรอดชีวิตอยู่ได้เพราะฝีปากคารม โกวเจิงผู้นี้ช่างฉลาดพูดจาทุกเรื่องจริงเชียว ด้วยวิธีนี้เขาย่อมใช้ดาบอันสกปรกในมือสังหารมันได้แต่หากเขารู้จักใช้มันโกวเจิงนี่จะเป็นเหมือนสุนัขกัดชั้นดีและสุนัขนี้จะกัดเจ็บลึกแม้เพียงครั้งเดียวก็ตาม

“เอาล่ะเพราะเจ้าแสดงละครดีนักข้าจะไว้ชีวิตอันต่ำต้อยไว้แล้วกัน เจ้าอยู่ที่นี่ได้และตริตรองให้ดีว่าสมควรเลือกทางใดจึงจะฉลาด ปัจจุบันตระกูลฉินของข้ามิขัดสนสถานะทางสังคมแล้วก็จริงแต่เรายังต้องการสุนัขสำหรับกัดอยู่ คนโดยทั่วไปคนมักมิทำตัวว่าง่ายเช่นเดรัจฉาน….. ”

คำพูดเป็นนัยนั้นโกวเจิงมันเข้าใจทันที มันก้มหมอบลงกับพื้นและสาบานกับฟ้าดินว่า “คุณชายฉินข้าเต็มใจ ข้าพร้อมที่จะรับใช้ท่านด้วยชีวิตของข้า”

“เจ้าหรือ?” เขาถามแสยะยื้มเย็น “เจ้าสามารถทำได้จริงหรือ?”

“ขอรับ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปข้าจะเป็นสุนัขที่ที่ภักดีต่อสกุลฉินเหนือที่สุด ข้าจะขบกัดมันผู้ใดก็ตามที่ท่านต้องการ”

“ผู้ใดจะพูดมิเป็นเล่าเพียงคำพูดแสนหวานมิกี่คำ?” อู๋เซียงเอ่ยเสียงเรียบ “แน่นอนหากเจ้าอยากเป็นสุนัขที่ภักดีของสกุลฉินแล้วย่อมสมควรแสดงบางอย่างให้เห็นเสียก่อนนับเป็นช่วงทดลองงานก่อนแล้วกัน”

“ใช่ๆขอรับ ท่านต้องการให้ข้ำสิ่งใด?”

“เป็นงานเฉพาะโดยตรงเพียงรอคำสั่ง กฎข้อแรกของสุนัขรับใช้คือทำตามคำสั่งเจ้านายเสมอ อย่ากระทำตามใจชอบและจงอย่าทำตัวฉลาด ยิ่งกว่านั้นอย่าทำให้เห็นว่ากำลังจะทรยศเจ้านายเจ้าทำได้หรือไม่?”

“ขอรับ!”

“หากเจ้าเป็นคนฉลาดข้าเชื่อว่าทำได้ เงียบไว้คำเหล่านั้นหากเจ้าต้องการกระทำเพื่อตระกูลฉินโดยแท้จริง ข้าให้สัจจะว่าเจ้าจะมีชีวิตที่แสนสบายและคนรอบข้างล้วนยกย่องสรรเสริญ แต่หากคิดทรยศพวกเราเพียงข้าขยับนิ้วเดียวและตระกูลของเจ้าทั้งชั่วโครตจะม้วยดับทันที”

การให้ทั้งคุณและข่มขู่เป็นวิธีการหนึ่งเดียวที่ทำให้ข้ารับใช้ตกอยู่ภายใต้การปกครองทั้งหมด อู๋เซียงแสดงพลังอำนาจของเขาไปแล้วและตระกูลฉินก็เปล่งประกายกลายเป็นชนชั้นมั่งคั่งจึงมิมีผู้ใดเคลือบแคลงพลังอำนาจของตระกูลฉิน

“ข้าสัญญาด้วยชีวิตว่าข้าจะติดตามรับใช้ตระกูลฉินโดยมิมีข้อแม้ หากข้ามีความคิดเป็นอื่นไปก็ขอรับการลงโทษจากสวรรค์ให้หัวใจของข้าถูกลูกศรนับพันลูกยิงใส่และเชื้อสายโลหิตของข้าทั้งหมดจะตกตายโดยไร้ดินกลบหน้า”

โกวเจิงมันชาญฉลาดเสียยิ่งกว่าวานรและมีวิธีตัดสินทักษะความสามารถของผู้คนเป็นของมันเอง จากการสังเกตของมันฉินอู๋เซียงนี้เป็นผู้เยาว์หนุ่มที่มีอนาคตสดใสมิมีขีดจำกัด

ผู้ใดจะสนใจเล่าแม้เป็นตระกูลซือเมิ๋นก็ตามที? กระทั่งนักสู้กำลังแก่นแท้ขั้นที่แปดก็ยังมิกล้าเอ่ยว่าสามารถเอาชนะคนผู้นี้ได้ ขอบเขตพลังของเขาอยู่ที่ใดกันแน่? อนาคตของเขาจะเปรียบเทียบกับตระกูลซือเมิ๋นได้อย่างไร?

จากท่าทีของอู๋เซียงนี้โกวเจิงมันรู้ว่าทารกผู้นี้ต้องการจะทำสิ่งใด พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือมันยอมจำนนต่ออู๋เซียงแล้วโดยสิ้นเชิง

แน่นอนว่าด้วยบุคลิกอันสูงส่งและมีอำนาจต่อจิตใจของมัน ทั้งวิธีการ สถานะพื้นหลังและสภาวะอารมณ์มันมิเคยเห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวผู้นำตระกูลคนอื่นๆเลยสักนิด

แม้กระทั่งซือเมิ๋นฉียนบุรุษที่ได้รับการขนานนามว่าเป็นผู้เยาว์อันดับหนึ่งในมณฑลหมอกเมฆาก็เปรียบมิได้กับคนผู้นี้

บุรุษคนนี้ย่อมเป็นคนที่มีความทะเยอทะยานสูง!