0 Views

              ใบหน้าของสองโฉมงามแห่งตระกูลหยุนซีดเผือกโดยพลันยามที่เห็นเย่เฟิ่งกระอักเลือดออกมา พวกนางรู้สึกตกใจนักด้วยว่าเย่เฟิงนั้นมีอายุเพียงยี่สิบเอ็ดหนาวแต่กลับเข้าสู่ระดับที่สามกำลังแก่นแท้แล้ว

              ในกลุ่มหนุ่มสาวคลื่นลูกใหม่ เขานับเป็นผู้มีพรสวรรค์ผู้หนึ่ง

              และวันนี้ที่เมืองวารี เขากลับประสบความพ่ายแพ้อย่างมิคาดคิดจากบุตรหลานตระกูลชนชั้นต่ำ

              เป็นเคราะห์ดีที่บริเวณนี้มิมีผู้คนมากนัก นอกจากนี้ทั้งเย่เฟิงและอู๋เซียงเพียงต่างก็แลกเปลี่ยนลงมือโจมตีอีกฝ่ายเพียงกระบวนท่าเดียวเท่านั้น นี่มันมิใช่ละครฉากเดียวกันที่เกิดกับจางเหยาและจางเซียนหรอกหรือ

              “เราสมควรหยุดการต่อสู้นี้เสีย แม่ทางทั้งสองเห็นด้วยหรือไม่?” ต้าซือหมิงทำราวกับสอบถามความคิดเห็นแต่ในความจริงนั่นเขาได้ตัดสินมันไปแล้ว

              หยุนฉิงหยูเปล่งเสียงตะกุกตะกัก “คุณชายต้าซือ … “

              แม้ว่าเย่เฟิงจะได้รับความทุกข์ทรมานมากเพียงใดแต่เขาก็รู้เป็นอย่างดีว่าควรกระทำเยี่ยงไรกับสถานการณ์ เขาทราบดีว่าชื่อเสียงจะป่นปี้ทันทีหากผู้คนรับรู้เรื่องในวันนี้ เพราะต้าซือหมิงเป็นผู้เอ่ยขอโดยตรงเขาจึงพอใจกับการตัดสินใจนี้

             ชายหนุ่มสูงศักดิ์เช็ดเลือดจากปากและผงกศีรษะ “มิสงสัยเลยว่าวีรษุรุษทั้งหลายล้วนมาจากรากหญ้า วันนี้ข้าเข้าใจคำที่ว่าเหนือเนินเขาใหญ่น้อยยังมีเทือกเขาตั้งตระหง่านอยู่และยังมีผู้มีพรสวรรค์จำนวนมากอยู่ ณ ที่แห่งนั้น ข้าจะยินยอมปราชัยและสิ้นสุดเพียงเท่านี้  อย่างไรก็ยังมีคำที่กล่าวว่าสายน้ำย่อมหลั่งไหลแม้ขุนเขามิยินยอม ข้าจะตอบแทนสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ในภายภาคหน้าพี่ต้าซือโปรดเข้าใจ”

              ต้าซือหมิงพูดเสียงเรียบ “พวกเจ้าล้วนเป็นแขกของพวกเรา เพราะพวกเจ้าเดินทางมาอย่างยาวไกลข้าจึงต้องดูแลโดยเฉพาะเว้นเสียแต่ว่าพวกเจ้าจะเป็นผู้ก่อปัญหาให้แก่เมืองวารี สำหรับสิ่งที่เกิดภายนอกเมืองวารีนั้นข้าจะเข้าไปวุ่นวายได้อย่างกัน?”

              แม้ภายในใจจะให้อภิสิทธิ์กับสองพี่น้องตระกูลฉินมากกว่า แต่ต้าซือหมิงก็ยังคงเปล่งวาจาแสดงความเที่ยงธรรมและเขาก็ยังทราบว่าตระกูลเย่เป็นตระกูลชนชั้นอันน่าเคารพซึ่งอาศัย ความแกร่งแกร่งของพวกเขามิต่ำต้อยกว่าตระกูลต้าซือนัก เขามิมีอำนาจมากพอที่จะแทรกแซงได้มาตรแม้นว่าต้องการมากเพียงใดก็ตาม

              ถึงอย่างไรต้าซือหมิงก็มีสายตาที่เฉียบแหลมและมองออกว่าอู๋เซียงยังมิได้ใช้กำลังเต็มส่วนด้วยซ้ำยามที่ส่งฝ่ามือออกไปปะทะกับเย่เฟิง

              เย่เฟิงอายุมากกว่าอู๋เซียงราวๆสี่หรือห้าปี ซึ่งการที่มันมิอาจเอาชนะเหนืออู๋เซียงได้ก็พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนว่าทั้งความแข็งแกร่งหรือกระบวนมันล้วนอ่อนด้อยกว่าอู๋เซียงทั้งสิ้น จะต้องมีแข็งแกร่งมากเท่าใดจึงจะแก้แค้นได้? ซึ่งแน่นอนว่าต้าซือหมิงย่อมมิเปิดเผยเด็ดขาด

               ทางฝั่งเย่เฟิงก็ใจกล้าเช่นกันที่ปล่อยผ่านยามพ่ายแพ้ ลักษณะเยี่ยงนี้แสดงให้เห็นว่ามันเองก็เป็นผู้หนึ่งที่ยอดเยี่ยมเช่นกัน

                หยุนฉิงหยานซึ่งเป็นชนวนของเรื่องราวได้เปลี่ยนมันเป็นความอาจหาญฮึกเหิม กลับกลอกและพฤติกรรมอันหยาบกระด้าง สายตาของนางเปลี่ยนลุกรี้ลุกรนราวกับว่านางได้กลับกลายเป็นเด็กน้อยที่กระทำผิด

                อู๋เซียงกุมมือของตนขึ้นขอบคุณต้าซือหมิง “พี่ใหญ่ต้าซือคำเชิญของท่านทำให้ข้าเหนื่อยล้ายิ่งนัก ข้ามาเยี่ยมชมร้านขายเครื่องประดับที่ขึ้นชื่อที่สุดแต่พวกเขากลับปฏิเสธทำว่าพวกเรานั้นเป็นขุนนางชั้นต่ำเพราะคิดว่ายากจน คนเหล่านี้ช่างประหลาดแท้ทันที่เจอหน้าข้าพวกเขาก็ดูประหนึ่งว่าติดโรคพิษสุนับบ้าไปเสียอย่างงั้น ข้าเสียดายนักที่มิได้ตรวจสอบฤกษ์ยามก่อนออกจากโรงเตี๊ยมวันนี้”

               “โรคพิษสุนัขบ้า? มันคือสิ่งใดรึ?” ต้าซือหมิงรู้สึกมึนงงเมื่อได้ยินถ้อยคำที่ไม่รู้จัก

               ชายหนุ่มหัวเราะแห้ง “มัน… มันเป็นโรคป่วยอันแปลกประหลาด อาการดูหงุดหงิดโหดเหี้ยมบ้าคลั่งและอีกอย่างคือมันจะกัดทุกคนที่มองเห็น”

               เย่เฟิงทราบโดยชัดเจนว่าคำเหล่านี้มิใช่สิ่งดีขณะที่ใบหน้าของเขาค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีแดงจัด แต่ด้วยฐานะผู้พ่ายแพ้เขาจึงมิกล้าพูดมันออกไป บังคับตนเองให้กลืนคำก่นด่าลงลำคอทำให้เกิดอาการสำลักไอมิหยุด

               หยุนฉิงหยานหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมและมองดูชายหนุ่มด้วยความสงสัย นางมิเข้าใจว่าเหตุใดฉินอู๋เซียงผู้ที่แทบจะเอาตัวไม่รอดในสำนักจึงได้กลายเป็นบุคคลแตกต่างออกไป เขาเอาชนะพี่เย่เฟิงที่อยู่ระดับที่สามของกำลังแก่นแท้จนทำให้กระอักเลือดออกมา!

               ยิ่งกว่านั้นตระกูลอันดับหนึ่งในเมืองวารีอย่างตระกูลต้าซือยังได้ส่งคำเชิญให้ตระกูลฉินเช่นกัน!

                มิว่าจะมองอย่างไรมันก็ดูเหลวไหลเป็นไปมิได้ที่ตระกูลชนชั้นสูงจะเชิญตระกูลระดับต่ำเข้าร่วมงานเลี้ยง

                นับแต่ที่แสดงออกเช่นนี้อู๋เซียงก็มิได้สนใจการซื้อเครื่องประดับอีกต่อไป เขาสะบัดแขนเสื้อและยิ้มให้ต้าซือหมิง “ดูเหมือนว่าวันนี้คงมิใช่วันที่ดีนักที่ออกมา ข้าจะกลับไปพักที่โรงเตี๊ยมพี่ใหญ่ต้าซือข้าหวังว่าจะเราจะได้พบกันอีกครั้ง”

                ฉินซิ่วเมื่อเห็นว่าน้องชายจากไปอย่างรวดเร็ว นางชำเลืองมองต้าซือหมิงและยิ้มอย่างขอภัยจากนั้นจึงเร่งฝีเท้าตามหลังน้องชายตนเองไป

                ต้าซือหมิงอายุมากกว่าเย่เฟิงห้าหรือหกปี เขามิได้มีส่วนข้องเกี่ยวส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้ เขาเอ่ยว่า “เย่เฟิงข้าจะเอ่ยปากขอให้ผู้รู้เห็นเหตุการณ์นี้ปิดเงียบ ตราบเท่าที่กลุ่มของพวกเจ้ามิเอ่ยเรื่องภายในวันนี้ข้าให้สาบานเลยว่ารายละเอียดของการท้าประลองครั้งนี้จะมิถูกเปิดเผย”

                ใบหน้าหล่อเหลาของเย่เฟิงเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มขณะที่เขาเอ่ยวาจาว่า “ขอบคุณสำหรับความเมตตาของท่านพี่ต้าซือ ข้ากำลังจะกลับเมืองหมอกเมฆาและฝึกฝนวิชาต่อให้โดยเคร่งครัด ข้าฝากคำขอโทษแก่น้องสาวของท่านด้วยยามที่ข้ากลับมาอีกครั้งจะมอบของกำนัลอันโอบเอื้อให้กับนาง”

                ต้าซือหมิงตอบรับอย่างสุภาพ “ข้ารับปาก” แต่อย่างไรก็ตามความคิดของเขาก็ถูกครอบคลุมโดยเรื่องอื่นขณะเอ่ยถามอย่างลังเล “เหตุใดจึงมิจากไปภายหลังงานเลี้ยงเสร็จเล่า?”

                “ขอบคุณสำหรับน้ำใจของท่านพี่ต้าซือ เพียงช่วยส่งคำขอโทษอย่างจริงใจต่อน้องสาวของท่านก็พอ”

                เย่เฟิงเป็นบุคคลผู้ถือทิฐิ เขาจะอยู่ต่อได้อย่างไรภายหลังพ่ายแพ้การต่อสู้? เขาจะสามารถปล่อยให้เหล่าสหายมองดูตนอย่างเยาะเย้ยเมื่อทราบเรื่องได้อย่างงั้นหรือ?

                เย่เฟิง หลิงเทียนและหยุนฉิงหยูเป็นศิษย์สำนักต่อสู้ขั้นสูงในเมืองไพรสีชาด พวกเขาเป็นเพื่อนร่วมชั้นกับน้องสาวองต้าซือหมิงหรือก็คือต้าซือเยว่ เช่นนั้นพวกเขาจึงมาที่เมืองวารีเพื่อร่วมฉลองวันเกิดของนาง

               เย่เฟิงผู้นี้เป็นบุรุษเจ้าสำราญและชื่นชอบต้าซือเยว่ แต่ก็ยังคงใกล้ชิดกับหยุนฉิงหยูเป็นปกติ เห็นได้ชัดว่าเขาชอบเที่ยวเล่นกับความรู้สึกของหญิงสาว

               เวลานี้เมื่อได้พบกับอู๋เซียง มันตั้งใจที่จะใช้อู๋เซียงเพื่อแสดงความสามารถของตนและเอาชนะใจของหยุนฉิงหยู แต่กลับบังเอิญเตะเข้ากับตอเหล็กอย่างมิคาดคิด

              ต้าซือหมิงได้แต่หัวเราะขณะเฝ้ามองกลุ่มคนเหล่านี้ละทิ้งอารมณ์ความโกรธ หากบุตรหลานของตระกูลเย่กระทำตนเฉกเช่นเย่เฟิงเขาคงมิต้องกังวลมากนัก

               เมื่อเขาเดินเข้าไปในร้านขายเครื่องประดับ พนักงานผู้ดูแลร้านต่างพากันขานรับคำสั่งของเขา โดยพวกนางให้สัตย์ว่าจะปิดเงียบเรื่องภายในวันนี้

                ต้าซือหมิงสะบัดแขนเสื้อและเดินจากไป เขากำลังเก็บงำการประลองนี้เป็นความลับมิใช่เป็นเพราะว่าเขาห่วงชื่อเสียงของเย่เฟิง แต่มันเป็นเพราะเขามิต้องการผลักดันอู๋เซียงเข้าสู่ใจกลางมรสุมก่อนการประลองที่นั่งชนชั้นมั่งคั่ง เหลือเพียงมิกี่วันก็จะเริ่มต้นการประลองแล้วและตัวของต้าซือหมิงเองก็มิต้องการให้เกิดเรื่องอันใดขึ้นแม้แต่น้อย

                เป็นเรื่องโดยสามัญสำหรับตระกูลต้าซือที่จะปิดข่าวนี้

                เถ้าแก่เจ้าของร้านเครื่องประดับรุ่งเรืองค้ำฟ้ารีบวิ่งมาทันทีที่ได้ทราบข่าว เมื่อรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดมันโกรธยิ่งนัก สบถด่าชั่วบัดดลว่า “พวกเจ้าไม่อยากได้งานทำหรืออย่างไร? กี่ครั้งแล้วที่ข้าบอกพวกเจ้าว่าอย่าตัดสินผู้คนด้วยหลักการชั้นสูงของพวกเจ้า บุคคลที่เดินเข้ามาในร้านพวกเขาจะมิมีเงินทองและทรัพย์สมบัติพอประมาณเลยหรืออย่างไร?

                 “เจ้า … ” เถ้าแก่ชี้ผู้ดูแลที่คอยแนะนำอู๋เซียง “มากับข้าและนั่งคุกเข่าจนกว่าบุรุษผู้นั้นจะให้อภัยเจ้า”

                 “หากเขามิยอมให้อภัยเช่นนั้นเจ้าก็จงนั่งคุกเข่าสำนึกจนตายไปเสีย”

                 กับบางคนที่ทำงานมาอย่างหนักจนประสบความสำเร็จ ชัดเจนว่าย่อมมีวิธีการอันไร้ความปราณีลงโทษ ฉับพลันที่ได้ยินว่าต้าซือหมิงได้พูดคุยกับตระกูลฉินมันซึ่งเป็นผู้หูตาว่องไวก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ผิดปกติออกไป ด้วยเหตุนั้นมันจึงเดินเข้าไปด้านในและเลือกเครื่องประดับชิ้นงามให้ผู้แลคนที่ถูกลงโทษนำไปขอโทษตระกูลฉินที่โรงเตี๊ยม

                 อู๋เซียงมิได้คาดคิดว่าว่าสถานการณ์จะตาลปัตรเยี่ยงนี้ มันเป็นการเอ่ยทุบตีผู้อื่นด้วยใบหน้ายิ้มเมื่อเขาเห็นสีหน้ายำเกรงของเถ้าแก่ร้านเครื่องประดับ เขาพูดเสียงเรียบว่า “มิจำเป็นต้องคุกเข่าหรือหมอบคลาน ข้าเพียงต้องการซื้อเครื่องประดับและเป็นเพราะว่าท่านมายังที่นี่มันช่วยให้ข้าประหยัดเวลาที่จะแวะเยี่ยมชมอีกครั้ง วางสินค้าลงเถิดข้าจะมันจ่ายเต็มราคา”

                  “ข้าเกรงว่าคงมิได้ คุณชายท่านได้รับการปฏิบัติที่มิดีในร้านของข้านั่นจึงทำให้ข้ารู้สึกผิดยิ่งนัก ข้าจะคิดเพียงราคาส่งของสินค้าท่านจ่ายเพียงทองหกสิบชั่งเท่านั้น”

                  ท่ามกลางกลุ่มชนชั้นต่ำต้อยในเมืองวารี ตระกูลฉินถูกจัดเป็นอันดับหนึ่งของตระกูลที่มีทรัพย์สินมากที่สุด ซึ่งจำนวนนั้นมันมากกว่าตระกูลชนชั้นโดดเด่นเสียอีก ทองหกสิบชั่งนะหรือมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมากสำหรับพวกเขา

                  ภายหลังที่ได้รับการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว เถ้าแก่ร้านเอ่ยขอโทษอีกสองสามครั้งจึงจากไป ผู้ดูแลนี้นางเสียใจนักกับการกระทำของตน ในแง่หนึ่งนางรู้สึกดีใจที่ชายหนุ่มมิได้ถือสาเอาความจากความผิดพลาด ในทางกลับกันนางก็รู้สึกโกรธตนเองกับท่าทางอันบกพร่องก่อนหน้าเหตุใดนางจึงมิปฏิบัติกับเขาให้ดี?

                  ดูเถอะว่าเขาสามารถจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้โดยง่ายดายเพียงใด เขามิได้กระพริบตาด้วยซ้ำยามที่จ่ายทองหกสิบชั่ง เวลานี้นางมิเพียงล่วงละเมิดบุตรหลานขุนนางแต่นางยังพลาดเงินจำนวนมหาศาล นางจะได้รับกำไรหนึ่งส่วนจากการขายหากนางมิได้กระทำเยี่ยงนั้นลงไป!