0 Views

             หลังจากนั้นชั่วครู่เสี่ยวเอ้อคนเดิมก็วิ่งกลับขึ้นมาชั้นบน เอ่ยปากพูดทันทีเมื่อมันเดินแกมวิ่งมาถึงห้องของ “นายท่านมิได้ผลขอรับ พวกเขายังคงยืนยันเมนูเดิมข้าน้อยมิอาจหยุดยั้งได้”

             โทสะของชายหนุ่มพวยพุ่งขึ้นทันทีเมื่อได้ยินถ้อยคำดังกล่าว มิใช่เรื่องง่ายที่เขาและพี่ใหญ่จะได้ทานอาหารรสเด็ดเช่นนี้ พวกเขาเพียงต้องการบรรเทาความอยากแต่ก็ยังมีมันบางคนที่ชอบรบกวนทำลายความสำราญนี้

             เขาลุกขึ้นยืนกะทันหันและเปล่งเสียงแหบต่ำว่า “นำทางข้าไปที่นั่น!”

             ฉินซิ่วเพรียกร้องน้องชายตามหลังเมื่อเขาก้าวเท้าออกไปจากห้อง “อู๋เซียงอย่าได้ทำให้เรื่องราวใหญ่โตเถิด หากพวกเขาต้องการเช่นนั้นก็ให้พวกเขาทานเสีย”

             ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึก พลิกตัวหันหลังกลับและเอ่ยว่า “พี่ใหญ่หากแม้นว่าวันนี้เรายินดีมอบปูผัดเผ็ดให้แล้ววันพรุ่งเกิดพวกมันมิพอใจกับชัยชนะอันเล็กน้อยนี้และขอที่ดินสองหมื่นกว่าไร่ของตระกูลฉิน เราควรมอบให้พวกมันโดยดีอย่างงั้นหรือ? ในวันนี้มิว่าจะเกิดสิ่งใดขึ้นข้าจะไม่ยินยอมปล่อยเรื่องไปเด็ดขาด”

             ฉินซิ่วตกตะลึง พริบตานั้นหญิงสาวสัมผัสได้ว่าน้องชายตัวน้อยในวันวานได้กลายเป็นบุรุษเต็มตัวเสียแล้ว และด้วยฐานะพี่สาวฉินซิ่วก็ไร้เหตุผลถ้อยคำใดจะโต้เถียงกับเขาได้

             “ตัวโฉดเขลาใดที่มันมิยอมให้พวกข้าทานข้าวโดยสงบ หากรู้ตัวว่ามิได้เกิดมาจากเต่าโง่ก็จงจากไปเสีย”

              เขาไล่ตะเพิดทั่วทางเดินยาว ทุกสิ่งพลันสั่นสะเทือนอย่างน่ากลัวราวกับแผ่นดินไหว แรงเคลื่อนไหวเช่นนี้ช่างน่าขนลุกหวาดหวั่นยิ่งนัก

              “ทารกเหลือขอไร้ปัญญา … “

              “เป็นมันตัวไหนสร้างเรื่องให้วุ่นวาย!”

              ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา เหล่าคุณชายผู้สูงศักดิ์ห้าหรือหกคนก็วิ่งออกมาจากห้องรับรองสวรรค์หมายเลขหนึ่ง แต่ละคนล้วนเป็นผู้ใหญ่บุรุษผู้อ่อนเยาว์ที่สุดน่าจะมีอายุราวๆเท่ากับฉินซิ่ว

              อู๋เซียงพลางชำเลืองใบหน้าชนชั้นสูงทั้งหกคนเช่นเดียวแท่งเข็มคมกริบ เขาสามารถจดจำสองในหกได้

              ผู้แรกเป็นบุตรคนรองของตระกูลซู นามว่าซูหยวนซึ่งเป็นพี่ชายของซูถิง ผู้คนต่างรู้จักเขาในฐานะ “คุณชายทั้งเจ็ด” ของเมืองวารี แม้จะได้รับการจัดเป็นลำดับสุดท้าย แต่เขาก็ยังเป็นหนึ่งในบุคคลที่มีชื่อเสียงในเมืองวารี

              อีกคนคือจางเหยาบุตรคนโตของจางหม่าหรุย ซึ่งนี่มิใช่ครั้งแรกที่ชายหนุ่มได้พบเจอ เขาหัวเราะขบขันอยู่ภายในใจเมื่อคิดได้ว่าคนผู้นี้หลบซ่อนตัวอยู่ในจวนหลายวันทีเดียว แต่วันนี้มันกลับกล้ากรีดกรายแสดงใบหน้าของตนในที่สุด

              ส่วนอีกสี่คนนั้นเขาไม่รู้จักเป็นการเฉพาะ อย่างไรก็ตามจากรูปลักษณ์เรี่ยวแรงความแข็งแกร่งแล้วคนพวกนี้น่าจะต่ำกว่าซูหยวน

              ในตอนท้ายที่สุดเขาก็พลันเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง คนพวกนี้มิได้มาที่นี่โดยบังเอิญดูเหมือนว่าพวกเขามีเจตนาร้ายแอบแฝงอยู่

               การแย่งชิงปูผัดเผ็ดเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ความจริงก็คือทรัพย์สินขนาดมโหฬารของตระกูลฉินนั่นเองเมื่อตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้เขาก็สงบนิ่งยิ่งขึ้น

               “เฮอะ เจ้าเด็กน้อยเหตุใดเล่าถึงแผดเสียงลั่นเพียงแค่พวกเราขอซื้ออาหารเท่านั้น? ในพื้นที่เมืองวารีแห่งนี้เจ้าย่อมจดจำได้อย่างดีว่าสถานะของตระกูลเป็นเช่นไรจึงกล้าแสดงท่าทางโอหังเยี่ยงนี้” จางเหยาเอื้อนเอ่ยอย่างดุดันก้าวร้าว

                ฉินซิ่วรีบเข้ามาปกป้องน้องชายอย่างที่เคยกระทำเป็นประจำ นางโต้แย้งขึ้นแม้เกรงว่าจะได้รับผลกระทบเลวร้ายจากเรื่องนี้ก็ตาม “พวกท่านเป็นถึงบุตรหลานชนชั้นมั่งคั่งเหตุใดจึงได้กระทำตัวเป็นอันธพาลเช่นนี้กัน? เราเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยเท่านั้น พวกท่านย่อมมิมีสิทธิ์ขอร้องให้เรามอบสิ่งใดให้ได้”

               ตามกฎหมายของอาณาจักรไป่หยู๋ระบุไว้ว่าภายใต้สถานการณ์นี้ ชนชั้นขุนนางที่สูงกว่ามีสิทธิ์ที่จะขอให้ขุนนางชนชั้นต่ำกว่ามอบปูผัดเผ็ดจานนี้ให้ได้ แต่อย่างไรก็ตามในเมืองวารีมีเพียงตระกูลต้าซือตระกูลเดียวเท่านั้นที่เป็นตัวแทนของชนชั้นสูง

               “ว่าอย่างไรเล่าแม่นางน้อย เจ้ามีสามีแล้วหรือไม่?” จางเหยายิ้มกรุ่มกริ่มหยอกล้อเช่นตัวร้าย

               “ฮ่าฮ่า… ” คุณชายผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายที่ยืนอยู่ด้านหลังจางเหยาต่างหัวเราะออกมา มีเพียงซูหยวนที่ยังคงนิ่งเงียบและยืนสงบอยู่แต่แววตาของมันกลับจับจ้วงทั่วทั้งร่างของโฉมคราญมิวางตา

                ใบหน้างามหยาดเยิ้มของหญิงสาวพลันแดงขึ้น ฉินซิ่วกัดริมฝีปากเล็กน้อยและเปล่งเสียงโดยฉับพลันว่า “พวกเจ้าช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!”

                “แม่นางอับอายงั้นหรือ! เช่นนั้นแสดงว่าเจ้ายังเป็นหญิงพรหมจรรย์ใช่หรือไม่? ” น้ำเสียงของจางเหยาแปรเปลี่ยนดูเกินจริงยิ่งขึ้นมา “เวลาเช่นนี้มิง่ายนักที่จะพบเจอสตรีเช่นแม่นางน้อย.. นายน้อยซูท่านสนใจนางงั้นหรือ… ?”

                 อู๋เซียงทราบว่าว่าคนพวกนี้กำลังปลุกเร้าอย่างจงใจเพื่อเป็นข้ออ้างให้เกิดเรื่องพิพาท พวกมันกำลังหาลู่ทางกำจัดเขาภายใต้กฎข้อบังคับอันเข้มงวด

                ทันใดนั้นเองน้ำเสียงเย็นยะเยือกเชิงดุด่าของผู้มิเกี่ยวข้องก็ร้องดังขึ้นมากลางอากาศ “ช่างหน้าด้านเสียจริง!”

                “เป็นผู้ใด? เป็นมันผู้ใดกล้าตำหนิ?” บุตรชายแห่งสกุลจางซักถามอย่างฉุนเฉียว

                “ข้าด่าพวกเจ้าทั้งหมดต่างล้วนเป็นขยะชั้นเลว ภายใต้เสื้อแพรพรรณสูงส่งกลับต่ำช้ายิ่งกว่าเดียรัจฉานตัวใด”

                แม้นว่าสุ้มเสียงนี้ฟังดูหนาวบาดลึก แต่ก็เต็มไปด้วยความนัยบางอย่าง

                “ปัญญาชนใดสบถถ้อยคำดุด่าอยู่ด้านหลังผู้อื่น หากยังเป็นบุรุษเพศก็จงก้าวเท้าออกมาเสีย!” ในเมืองวารีมีมิกี่คนเท่านั้นที่สามารถท้าทายพวกมันได้ แทบทั้งหมดต่างไร้ซึ้งความอาจหาญกล้าติติงต่อหน้าฝูงชน

                “เจ้าต้องการให้ข้าออกมาจริงหรือ?”

                ยามเมื่อบุรุษผู้ลึกลับเอ่ยจบ บุคคลหนึ่งก็เยื้องเท้าออกมาจากห้องรับรองในพริบตาประหนึ่งแสงวูบวาบพิสุทธิ์

                “ห๊า!”

                รอยตบตีถูกประทับลงบนใบหน้าขาวซีดของจางเหยาอย่างชัดเจน

                “ท.. ท่าน … ” ซูหยวนเหม่อมองสายตาไปยังร่างขาวบริสุทธิ์สะอาดตา มันอยากจะร่ำร้องออกมาเมื่อเห็นบุรุษสวมชุดขาวยืนเอนกายพิงอยู่อีกฟากหนึ่งของบันไดด้วยท่าทีผ่อนคลาย

                คนผู้นี้ดูมีอายุมากกว่ายี่สิบเล็กน้อย คิ้วของเขาโก่งงอเช่นต้นหลิวยามแรกเริ่มวสันต์ โครงหน้างดงามราวกับจันทราส่องแสงเต็มดวงในเดือนสิบของปี ใบหน้าอ่อนโยนดูคมสันสง่างามติดเพียงท่าทีไร้อารมณ์เฉื่อยชาไปสักเล็กน้อย เขาเล่นกับจอกแก้วหยกสีขาวในมือของตนลักษณะทั้งมวลล้วนปรากฏเป็นความเย็นชานิ่งเงียบ

                 “เจ้า… เจ้าเป็นผู้ใดจึงกล้าทุบตีบุตรชายขุนนาง?” จางเหยาซึ่งถูกโจมตีโดยมิทราบสาเหตุกลับกลายเป็นบุคคลก้าวร้าว หากมิได้หวาดกลัวความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายมันจะพุ่งตัวออกไปต่อสู้อย่างเต็มกำลัง

                 “ย่อมมิเพียงพอแม้ว่าข้าจะคร่าชีวิตของเจ้าก็ตามแต่ ซูหยวนเจ้าเป็นคบบุคคลเช่นนี้เป็นสหายได้อย่างไรหรือ เจ้าเห็นสมควรจริงหรือที่จะให้บุคคลเยี่ยงนี้เป็นหนึ่งในคุณชายทั้งเจ็ดแห่งเมืองวารี?”

                ใบหน้าของซูหยวนเปลี่ยนเป็นสีคล้ำเขียวชั่วขณะก่อนกลายเป็นสีขาวซีด มันพึมพำมิกล้าตอบโต้กลับ

                 “พี่ชายต้าซือนี่เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น” มันชี้แจงขณะเม็ดเหงื่อเริ่มประดับไปทั่วหน้าผาก

                 “ความเข้าใจผิดหรือ? ข้าเฝ้าชมและรับฟังทุกสิ่งจากอีกด้านหนึ่งมันเป็นความเข้าใจผิดเช่นนั้นหรือ?” สถานะตัวตนของชายหนุ่มผู้สวมชุดขาวบริสุทธิ์นี้คือสมาชิกของตระกูลต้าซือ!

                 จางเหยาตบแก้มของตนเองเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก มันประสบคราวเคราะห์มากนักที่ดันไปยุแหย่บุคคลทรงอำนาจเช่นตระกูลต้าซือเข้า

                 แต่ก็นับว่าเป็นโชคดีที่ยังมิลงมือใดๆ แม้ว่าชายผู้นั้นจะต่อยตีมันจนสิ้นชีวามันก็มิมีหนทางโต้แย้งได้

                “พี่ชายต้าซือ ชาวชนบทนี้ไร้อารยะ จางเหยาจึงเพียงอยากสั่งสอนขนบธรรมเนียมเล็กน้อยมิเช่นนั้นแล้วพวกเขาอาจสร้างความเสื่อมเสียบนใบหน้าให้แก่เมืองของเราในภายภาคหน้าได้” ซูหยวนกล่าวลิ้นสองแฉก

                 “ฮ่าๆ…”

                 ขณะนั้นเองอู๋เซียงก็เปล่งเสียงหัวเราะออกมาฉับพลัน

                 “ข้าเคยเห็นผู้คนหยาบช้ามามากมาย แต่นี่กลับครั้งแรกที่ข้าได้พบเห็นบุคคลไร้ยางอายกลับกลอกเช่นท่านคุณชายซู ท่านกล่าวว่าข้านั้นมิมีมารยาทแต่ตัวท่านกลับต้องการปล้นชิงสิ่งของที่เป็นข้าไปเสียเอง ข้าอยากจะถามท่านนักว่าตัวท่านยังมีผิวหนังมนุษย์อยู่บนใบหน้าหรือไม่? เพราะโดยปกติแล้วเป็นไปมิได้ที่ผิวหน้าของคนเราจะหนาทึบเช่นนี้”

                 ซูหยวนไม่กล้าที่จะแสดงความเกรี้ยวกราดยามที่บุตรหลานตระกูลต้าซือยังยืนมองอยู่ อย่างไรก็ตามในสายตาของมันฉินอู๋เซียงก็เป็นเพียงมดปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น เจตนาฆ่าฟันปรากฏขึ้นบนใบหน้าของซูหยวน  “เด็กน้อยเจ้าพูดสิ่งใดออกมา ลงไปยังเบื้องล่างข้าจะเป็นผู้สั่งสอนบทเรียนแก่เจ้าเอง”

                การต่อสู้ชำระหนี้ส่วนต่อเป็นเรื่องต้องห้าม แต่อย่างไรหากท้าทายประลองกันท่ามกลางสาธารณชนแล้วพวกเขาสามารถกระทำได้ตราบที่สองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน

                 “น้องเล็กอย่าได้ตอบตกลง” ฉินซิ่วเตือนน้องชายด้วยความกระวนกระวาย

                 “เฮอะๆ เจ้าคิดว่าตนมีพรรคพวกเป็นถึงคุณชายทั้งเจ็ดแล้วสามารถท้าต่อยตีนักสู้ผู้เยาว์ได้เช่นนั้นหรือซูหยวน ข้าคิดว่าเจ้ากำลังจะทำให้ภาพลักษณ์ตระกูลซูเสื่อมเสียเสียมากกว่า วันนี้ข้าจะทิ้งถ้อยคำไว้ ณ ที่แห่งนี้มันผู้ใดก็ตามที่กล้ากำแหงทำร้ายผู้คนโดยรอบนั่นแปลว่าเจ้ากำลังท้าท้ายข้าต้าซือหมิง”

                    เมื่อเสร็จสิ้นแล้วต้าซือหมิงบุตรชายแห่งตระกูลต้าซือซึ่งเป็นอันดับหนึ่งในบรรดาคุณชายทั้งเจ็ดหันมองรอบๆก่อนเดินกลับเข้าไปในห้องของเขาตามเดิม

                    หญิงสาวยังคงพิศมองท่าทางอันแน่วแน่และผ่อนคลายของต้าซือหมิงขณะที่เขาหมุนตัวเดิน บุรุษผู้นี้ย่อมเป็นแบบอย่างของผู้ได้รับการศึกษาและเป็นเชื้อสายของขุนนางชั้นสูงโดยสัตย์จริง

                    วาจาของต้าซือหมิงได้ยับยั้งโทสะของซูหยวนไว้ มันขึงตาจ้องอู๋เซียงเขม็ง “นับว่าวันนี้สวรรค์ยังเข้าข้างเจ้า!”

                    “ไปกันเถอะ!”

                   จางเหยาและคนของมันครั่นคร้ามอำนาจของตระกูลต้าซือนัก พวกมันมิกล้าสร้างปัญหาอีกต่อไปก้าวฝีเท้าเดินลงไปยังชั้นล่างด้วยใบหน้าขื่นขม

                   “ทายาทแห่งสกุลฉินอย่าได้ดีใจนัก วันหนึ่งข้าจะปลิดชีพของเจ้าและมอบเป็นเครื่องสังเวยวิญญาณให้น้องชายข้าบนสรวงสวรรค์!” ขณะที่กำลังจะเดินลงไปจางเหยามันก็มิลืมที่จะหันกลับมาด้วยสายตาชั่วร้ายและข่มขู่อีกฝ่าย

                   “มิมีเวลาประวิงมากนักข้าอยู่ที่แห่งนี้เพียงวันนี้และข้านั้นก็มิได้หวาดกลัวชนชั้นขุนนางอันน่าเคารพเช่นตระกูลต้าซือแล้วเจ้าเล่าหวาดกลัวสิ่งใด?” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วเบา

                  ซูหยวนพลันหยุดฝีเท้าทันทีภายในใจของมันเริงร่านับแต่ทารกผู้นี้ร้องขอความตาย เวลานี้มันอยากทราบว่าว่าต้าซือหมิงจะปกป้องฉินอู๋เซียงได้อย่างไร พริบตานั้นมันก็เปล่งเสียงร้องว่า “พี่ชายต้าซือท่านได้ยินหรือไม่ เด็กน่าตายผู้นี้เป็นผู้ริเริ่มท้าทายก่อนเช่นนั้นท่านคงมิอาจตำหนิข้าได้เสียแล้ว?”

                   บุรุษนามต้าซือหมิงขมวดคิ้วเล็กน้อยและก้าวออกมาอีกครั้ง เขาเหลือบมองดูอู๋เซียง เขามิคาดคิดว่าบุตรชายตระกูลฉินจะเป็นศัตรูเพียงเพราะเรื่องนี้

                    ด้วยกิริยาท่าทางอันนิ่งสงบและสำรวมอู๋เซียงยกมือขึ้นคารวะ “ข้าฉินอู๋เซียงขอบคุณพี่ชายต้าซือหมิงยิ่งนักที่ช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องราวให้ แต่กระนั้นเวลาที่ผ่านมานายน้อยตระกูลซูและตระกูลจางต่างละโมบปรารถนาที่นั่งของตระกูลฉิน ทั้งสองต่างวางแผนอำพรางกำจัดข้าเพื่อให้ตระกูลฉินสูญสิ้นทายาทเพียงหนึ่งเดียวเช่นนี้แล้วพวกเขาจึงจะบรรลุเป้าหมาย”

                   ทั้งซูหยวนและจางเหยาต่างมองหน้ากันด้วยความตกใจ พวกเขามิคาดคิดว่านักสู้เยาว์วัยผู้นี้จะเปิดโปงแผนการอันน่ารังเกียจซึ่งซ่อนอยู่ภายในจิตใจและมันก็ได้ตอกตะปูใส่ศีรษะของพวกเขาแล้ว!

                   “อย่างงั้นหรือ?” ต้าซือหมิงยกยิ้มริมฝีปากและถามว่า “เจ้ากำลังจะกล่าวถึงสิ่งใด?”

                   “เนื่องจากความขัดแย้งนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้ เป็นการดีที่สุดหากจบสิ้นลงภายในวันนี้โดยเร็วแทนที่จะเป็นภายหลัง พี่ชายต้าซือโปรดเป็นพยาน ข้ากับคุณชายทั้งสองจะประลองโดยเปิดเผย เส้นด้ายแห่งชีวิตล้วนมีแต่เทพบนสวรรค์ที่รับรู้ข้าจะช่วยพวกเขาประหยัดเวลาวางแผนซึ่งได้สร้างความรำคาญให้แก่ตัวข้า”

                    ต้าซือหมิงไตร่ตรองเพียงครู่หนึ่ง เขาเห็นว่าอู๋เซียงนั้นเคร่งเครียดเอาจริงเอาจังนักแต่อย่างไรก็ตามสตรีที่ยืนอยู่ด้านหลังของชายหนุ่มก็ดูค่อนข้างร้อนร้นใจ

                    “เจ้าเป็นเพียงนักสู้เยาว์วัยผู้หนึ่งสามารถตัดสินใจได้เองแล้วเช่นนั้นหรือ? พี่สาวของเจ้าเล่านางเห็นด้วยหรือไม่?”

                    “คุณชายต้าซือนี่ล้วนแต่เป็นการประลองอันยุติธรรมตัวต่อตัว ซิ่วเอ๋อร์ย่อมยินยอมให้น้องชายลงต่อสู้โดยดี” นางเคยได้ยินจากบิดาว่าน้องเล็กนั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าตัวบิดาเสียอีก

                     “ตกลง! จางเหยาเจ้ามีสิ่งใดจะเอื้อนเอ่ยหรือไม่?” เขารู้ว่าซูหยวนก้าวผ่านระดับขั้นที่หนึ่งของกำลังแก่นแท้แล้วเช่นนั้นจึงจงใจหลีกเลี่ยงซูหยวน และเลือกที่จะไถ่ถามจางเหยาแทน

                    “ข้ามิมีสิ่งใดคัดค้าน!” จางเหยามันมิอาจเฝ้ารอโอกาสเพื่อแก้แค้นให้น้องชายได้ เพราะว่าฉินอู๋เซียงเป็นเพียงนักสู้ระดับที่เจ็ด! ขณะที่มันนั้นอยู่บนจุดสูงสุดของกำลังพื้นฐานและจะก้าวเข้าสู่กำลังแก่นแท้แล้ว!

                    นี่มิใช่ว่าเป็นเรื่องง่ายดายนักหรือที่จะมันมาท้าประลองกับนักสู้ระดับต่ำต้อยเช่นนี้? วันนี้จะเป็นวันที่มันได้ชำระความแค้นให้กับน้องชายที่สิ้นชีวิตไป!

                   ต้าซือหมิงผงกศีรษะลงเมื่อเห็นว่ามิมีการคัดค้านจากทั้งสองฝ่าย “เรียบร้อยดี การต่อสู้ตัวต่อตัวท่ามกลางฝูงชนทั้งหลายจะอยู่ที่ลานวารี! พวกเจ้าจะต้องรับผิดชอบชีวิตของตนเอง!”