0 Views

ถึงแม้ว่าเหลียนชวนจะได้รับบาดเจ็บสาหัสแต่ยามที่ได้ยินเสียงจิตใจของเขาก็ฟื้นคืน “คุณชาย คุณชายน้อยกลับมาแล้ว!”

“เหลียนชวนเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” สุ้มเสียงจากวงนอก เป็นเสียงของฉินเหลียนซานซึ่งดูห่วงใยเฉพาะ

“ท่านผู้นำ”

“ท่านผู้นำก็กลับมาเช่นกัน!”

สภาพจิตใจของทหารทั้งหลายล้วนดีขึ้น พากันร้องตะโกนและกลับไปประจัญหน้ากับตระกูลซูอีกครั้งเพราะมีขวัญกำลังใจต่อสู้เพิ่มขึ้น

ด้วยความหวาดกลัวเป็นนิจ ซานหลี่ร้องตะเบ็งเสียงโดยพลันเมื่อได้ยินเสียงของอู๋เซียง “ถอนกำลังกลับ!”

จะหนีหรือ?

ทั้งที่เพิ่งมาถึงที่นี่กลับจะหนีจากไปเร็วไย?

อู๋เซียงพุ่งทะยานเข้าสู่ตัวจวนดั่งลูกศร เขากระโดดสลับขามิกี่ครั้งกลางอากาศและก็มาโผล่อยู่ท่ามกลางคนของสกุลซูชั่วพริบตา หมัดและฝ่ามือซึ่งเขาโจมตีใส่ คนของตระกูลซูรู้สึกเหมือนตกอยู่ในการต่อสู้ของลูกแกะที่กำลังเผชิญหน้ากับพญาราชสีห์

ยามที่บุรุษสูงวัยมองเห็นการบาดเจ็บล้มตายของทหารของตระกูล เพลิงแค้นก็พวยพุ่งเต็มดวงตาของเหลียนซาน เวลานี้มีเพียงสิ่งเดียวในความคิดของเขา–

คืนนี้มันผู้ใดกล้าโจมตีตระกูลฉินมันจักต้องสังเวยชีวิต!

ซานหลี่รู้สึกกกระวนกระวายเต็มเหนี่ยว เมื่อเห็นคนของตนถูกบดเคี้ยวเป็นข้าว

อย่างไรก็ตามความเกลียดชังก็ได้เกาะกุมอู๋เซียงไปเสียแล้ว จะให้ปล่อยมันจบโดยเร็วได้อย่างไรเล่า?

กึก!

ชายหนุ่มทำลายกะโหลกศีรษะศัตรูออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยเพียงปุบปับ

เขาเหวี่ยงยกแขนขึ้นขณะเดินหาเป้าหมายต่อไป ซานหลี่เบิกตากว้างร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง “ไม่!”

นิ้วทั้งห้าของอู๋เซียงคว้าจับได้ใครบางคน เขามองดูใกล้ๆและเห็นว่าเป็นซูหยวนบุตรชายของซานหลี่

ตัวของซูหยวนยามนี้จะมีความพิเศษเพียงใดด้วยอยู่เพียงระดับกำลังแก่นแท้ขั้นที่หนึ่งเท่านั้น? มันเอาความกล้าหาญมาจากที่ใดยามลงมือสังหารทหารของตระกูลฉิน? ดั่งลูกแกะตัวน้อยไร้หนทางมันตัวสั่นงกอย่างหวาดหวั่นขณะที่นัยน์ตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ร่างกายสั่นสะท้านและริมฝีปากอมสีเขียว

“ซูหยวนรึ? เจ้าสมควรถูกเรียกว่าเป็นหนึ่งคุณชายทั้งเจ็ดแห่งเมืองวารีงั้นรึ? ครั้งที่แล้วเจ้าให้จางเหยาตายแทนกลางลานวารีตอนนี้ผู้ใดจะตายแทนเจ้าเล่า?”

ซูหยวนได้แค่ไอกระท่อนกระแท่นเป็นคำตอบ เพราะถูกอู๋เซียงบีบคอไว้มือทั้งสองข้างบีบตีกันไปมาอย่างตื่นตระหนก

“อู๋เซียงไม่!”

เมื่อคนของมันตายมันมิรู้สึกสิ่งใด จะถึงอย่างไรบุตรชายของมันก็เป็นเลื้อดเนื้อเชื้อไขแล้วจะมิรู้สึกเจ็บปวดได้อย่างไร?ซานหลี่ตะโกนเดือดดาด แกว่งดาบยาวโจมตีใส่อู๋เซียงเสมือนคนสติฟั่นเฟือน

อู๋เซียงยิ้มโหดเหี้ยม “บุตรชายของเจ้าเป็นคนและคนของข้าก็เช่นกัน พวกเขามิใช่บุตรหลานซึ่งถูกบิดามารดาเลี้ยงดูรึ? พวกเขามิคนงั้นรึ? เพราะเจ้ากล้าสังหารผู้คนของข้าในบ้านเจ้าคงปลงชีพที่จะตายแล้ว!”

ทันทีที่พูดจบเขาก็ใช้ลมปราณจากนิ้วมือทั้งห้าและหักคอของซูหยวนลง

“ฉินอู๋เซียงข้าจะสังหารเจ้า!” ซานหลี่กระโจนออกมาข้างหน้าเหมือนคนบ้าเสียสติเมื่อเห็นบุตรชายค่อยๆร่วงลงสู่พื้น ดาบยาวลอยพุ่งขณะที่มันถูกฟันเข้าหลายสิบครั้ง พลังโจมตีอันรุนแรงของนักสู้กำลังแก่นแท้ขั้นที่ห้า

แต่ในสายตาของอู๋เซียงแล้ว ความสามารถระดับนี้จะแตกต่างอันใดจากซูหยวนหรือ?

เพียงชำเลืองเสี้ยวเดียวเขาก็เห็นถึงจุดอ่อนหลายๆอย่างในการโจมตีของซานหลี่มัน นี่มิใช่จุดอ่อนอันสลักสำคัญแต่สำหรับอู๋เซียงผู้ซึ่งเคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดมันถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

ร่างของเขาหายไปและหลบการโจมตีของคมดาบได้ ส่งข้อศอกอันเร็วยิ่งกระแทกเข้ากับแขนของซานหลี่ ทันใดนั้นซานหลี่มันก็พลันรู้สึกราวกับถูกอสนีบาตฟาด

พละกำลังจากมือมิมีอีกแล้ว อู๋เซียงคว้าดาบโดยพลันพาดผ่านลำคอของอีกฝ่าย

ชายหนุ่มตะเบ็งเสียง “ท่านลุงเหลียนชวนนี่ใช่ตัวเลวร้ายที่ตัดแขนท่านหรือไม่?”

เหลียนชวนงงงวยพักนึงก่อนเอ่ยน้ำเสียงเกลียดชังว่า “เป็นมัน”

“ดี!”

อู๋เซียงเปล่งวาจาพลางยิ้มชั่วร้ายมุมปาก เกิดแสงสว่างสีเขียวจ้าเมื่อฟันสองครั้งลงไป คมดาบเฉือนร่างกายของซานหลี่จากทั้งสองด้าน

มันพยายามตะเกียกตะกายหลบหนี  อย่างไรก็ตามมันมิคาดฝันว่าการลงมือด้วยดาบของอู๋เซียงนี้จะแยบยลยิ่งนัก มันรวดเร็วเกินว่าที่ซานหลี่จะหยั่งรู้ได้

เลือดสีแดงชาดแตกกระจาย สองแขนลอยลับออกจากที่ที่ลงดาบ

อู๋เซียงเปล่งเสียงกระซิบยาว “ท่านลุงเหลียนชวนท่านชำระหนี้ตัวการจนพอใจแล้วหรือไม่?”

แม้นว่าจะรู้สึกเจ็บปวดจากบาดแผลยิ่ง เขาก็หัวร่อได้ “ใช่ดียิ่งนัก”

ความเจ็บปวดแทรกซึมทั่วร่างซูซานหลี่มันสูญเสียแขนทั้งสองข้างไปแล้ว มันต้องกระเสือกกระสนทุกทางเพราะยังมิอาจตายได้

และเมื่อมีดาบอยู่ในมือของเขาอู๋เซียงก็เหมือนพยัคฆ์ติดปีก ชำระหนี้แค้นทั่วสมรภูมิสังหารคนของตระกูลซูนับมิถ้วนในพริบตาและมาหยุดอยู่ต่อหน้าชายชราเยว่ขัดขวางการการลงมือของอีกคน เขาร้องตะโกนว่า “ตาแก่เจ้านั้นได้สังหารคนจำนวนไปในวันนี้ใช่หรือไม่?”

โดยแท้จริงแล้วชายชรายังคงเร่งก้าวเท้าลงมือเนื่องแม้รู้ว่าตนเองมิอาจรอดแล้ว มันแผดเสียงลั่น “ซูโจวซูถิงรีบหนีไปเสีย!”

ทั้งซูโจวและซูถิงต่างร้อนรนยิ่งยามที่เห็นบิดาและเหล่าพี่น้องถูกสยบ เมื่อได้ยินคำสั่งจากผู้อาวุโสเยว่ทั้งสองนึกถึงแผนความรอดของตระกูลและรีบวิ่งหนีออกไปโดยพลัน

อู๋เซียงแสยะยิ้มเย็นและขยับฝ่าเท้าปราดเดียว ปลายเท้าไล่เตะดาบสองอันจากพื้นดินสู่อากาศ ส่งลมปราณเข้าผสานกับตัวดาบเล็งตามหลังของสองพี่น้อง

สิ่งหนึ่งที่มิควรดูแคลนนั่นคือลูกเตะทั้งสอง มันดูเหมือนง่ายแต่พลังอำนาจที่ปล่อยออกมานั้นมิน้อยกว่าคันศรยักษ์แล้วการหลบหนีของทั้งสองคนจะเร็วยิ่งกว่าความเร็วของดาบได้เยี่ยงไรเล่า?

ก่อนที่พวกมันจะตระหนักได้ก็มีเสียงดังฉึกฉึก เป็นใบดาบที่แทงทะลุร่างของพวกมันจากด้านหลัง ความเร็วของมันนำร่างทั้งสองพุ่งตรงไปข้างหน้าและตรึงร่างลงกับพื้นดิน

ฉินเหลียนชวนใช้มือข้างหนึ่งกุมแขนที่ขาดและเฝ้ามองทุกสิ่งอย่างอย่างตื่นตะลึง สีหน้าแสดงความอัศจรรย์ใจ

ก่อนหน้านั้นเขารับรู้ถึงความแข็งแกร่งและชั่วร้ายของศัตรู โดยเฉพาะบุคคลที่เพิ่งถูกสังหารด้วยฝีมือนายน้อยนั่นล้วนแต่เป็นนักสู้ระดับกำลังแก่นแท้ กระทั่งพลธนูก็มิอาจสร้างความเสียหายพวกมันด้วยลูกศรพิรุณ

อย่างไรก็ตามนักสู้ที่เก่งกาจเหล่านี้ต่อหน้าคุณชายน้อยแล้วก็เป็นดั่งลูกไก่น้อยที่เผชิญหน้ากับเหยี่ยวเวหา นอกจากจะหลบหนีตายวกมันก็มิมีทางต่อกรได้

ท่ามกลางการเคลื่อนไหวของชายหนุ่ม เพียงชั่วครู่ก็สังหารไปนับสิบแล้วบรรดาผู้ที่ได้รับการโจมตีล้วนแต่ตกตาย มิมีการปรานีในระหว่างนี้ทั้งสิ้น

เมื่อนักสู้พวกนั้นหายไป ขวัญกำลังใจของทหารก็ดีขึ้น ด้วยจำนวนคนที่มากกว่าพวกเขาฟันร่างคนของสกุลซูออกเป็นชิ้นๆอย่างรวดเร็ว

มิมีปาฏิหาริย์ใดแก่บุรุษชราอีกแล้วแม้นว่าจะใช้พลังทั้งหมดสวนคืออู๋เซียงก็ตาม มันหมดหนทางที่จะป้องกันมิให้ผู้เยาว์หนุ่มลงมือสังหารตนเองแล้ว

ยิ่งมันต่อสู้นานเท่าไรจุดอ่อนของมันก็ยิ่งปรากฏขึ้น เมื่อทราบกับซานหลี่แล้วมันอ่อนด้อยยิ่งกว่า เบื้องหน้าเป็นฉินอู๋เซียงแน่นอนว่ามันไร้หนทางต้านทาน

อู๋เซียงใช้ดาบฟันสองครั้งเช่นเดียวกับที่เขาทำกับซานหลี่ ในมิช้าแขนของชายชราถูกแยกออกจากหัวไหล่

ทันทีบุรุษชราได้พ่ายแพ้ คนของตระกูลซูที่ยังอยู่ทั้งหมดก็ล้วนแต่ถอยกรูดทันทีแต่ทหารของตระกูลก็ตามสังหารกลุ่มคนที่ไร้ประโยชน์นี้จนหมด

การต่อสู้ทั้งหมดจบลงในเวลามิถึงครึ่งชั่วยาม อย่างไรก็ตามความขื่นขมที่หลงเหลือก็ทำให้ทหารเหล่านี้ตกอยู่ในความเสียใจ

แต่ละคนล้วนมองอู๋เซียงด้วยสายตาชื่นชม เริ่มแรกพวกเขาตั้งใจที่จะสละชีพเพื่อตระกูลโดยมิคาดคิดกลับเป็นคุณชายน้อยซึ่งมักจะถูกรังแกเสมอจากเมืองวารีมาช่วยเหลือพวกเขาจากความสิ้นหวังไว้

ทหารทั้งหมดต่างเงียบลงเมื่อมองบนพื้นอันเต็มไปด้วยร่างไร้วิญญาณและโลหิตสาดกระเซ็น พากันเก็บศพของเหล่าสหายเรียงให้เป็นระเบียบและบ้างก็แทงศพตระกูลซูอย่างคับแค้น

“ท่านผู้นำฉิน….โปรดยกโทษให้ข้าเถิด..ไว้ชีวิตข้า.. ”

สุ้มเสียงอ้อนวอนนั่นทำให้อู๋เซียงหันมองดูอย่างประหลาดใจ

มันเป็นใครกัน?

บุคคลที่อ้อนวอนขอชีวิตนั่นคือโกวเจิงที่เคยมาเจรจาร่วมกับซูซีไฮ่และคราวที่จินปู่ยี่มา บุรุษผู้นี้มีชีวิตอยู่ด้วยฝีปากแล้วมันตามตระกูลซูมาที่นี่ด้วยเหตุใด?

“โกวเจิง?” ในที่ลับเหลียนซานรู้จักคนผู้นี้ดี

“เป็นข้าเป็นข้าเอง! ท่านผู้นำฉิน น้องเหลียนซานข้าเองข้าโกวเจิงไงเล่า” โกวเจิงร้องขอชีวิตสีหน้าเศร้าโศกด้วยมันต้องการมีชีวิตอยู่ต่อ

“ท่านโกวเจิงมาที่นี่เพื่อชี้ทางสว่างให้แก่ตระกูลฉินงั้นรึ? หรืออยากจะขว้างก้อนหินและถ่มน้ำลายรดบนใบหน้าของข้ากัน? ”

เหลียนซานจดจำได้ว่ามิกี่ที่ผ่านมาโกวเจิงนั่นมาพร้อมกับซูซีไฮ่และจินปู่ยี่เพื่อเยาะเย้ยและถากถางตระกูลฉินถึงที่จวน นับแต่ที่พวกมันข่มเหงพวกเขาในวันนั้นเหลียนซานก็เก็บกดความแค้นและความเกลียดชังมาจนถึงทุกวันนี้..

ใบหน้าของโกวเจิงซีดเซียวขณะที่มันก้มหมอบคลาน “เหลียนซานมันเป็นความเข้าใจผิด ความเข้าใจผิด! เป็นซูซานหลี่ที่ลักพาตัวข้ามา”

“ลักพาตัวท่านหรือ?” อู๋เซียงเดินผ่านพร้อมแสยะยิ้มเย็น “ท่านสมควรถูกซูซานหลี่ลักพาตัวด้วยหรือ? ดูเหมือนว่าท่านจะตามดูผลงานที่จวนตระกูลฉินโดยเต็มใจกระมัง?”

“ข้าถูกใส่ร้าย จริงๆนะมันเป็นคำกล่าวหาเท็จ” ถึงแม้ว่าโกวเจิงมันจะปฏิเสธคำกล่าวหาว่าเป็นเรื่องเท็จ แต่ภายในนั้นมันยิ่งกว่าสุนัขเพศเมีย ก็ดั่งเช่นที่อู๋เซียงกล่าวมาคนต่ำต้อยซึ่งมีเพียงฝีปากกล้าเพื่อให้อยู่รอดเป็นวันๆซูซานหลี่จะลักพาตัวมันมาด้วยเหตุใด? เพียงตามตระกูลซูอันหัวแข็งมาเพราะเกรงว่าตระกูลฉินจะมาหาตนยามขัดสน

เหลียนซานกล่าวว่า “อู๋เซียงมิต้องพูดแล้วฆ่ามันเสีย”

โกวเจิงขวัญเสียไปหมดขณะเปล่งวาจา  “ไม่ ไม่ ไม่ อย่าฆ่าข้า ข้า….ข้ารู้เรื่องสำคัญ!”

“เรื่องสำคัญอันใด?” เขายกตัวโกวเจิงขึ้น เปล่งเสียงเผ็ดร้อนว่า “หากข้อมูลของเจ้าสำคัญจริง ข้าจะไว้ชีวิตอันแสนสั้นของเจ้าหากเป็นเรื่องเหลวไหล..ฮืมมม… ”

“มิเหลวไหลแน่นอน”

อู๋เซียงกล่าวเสียงเรียบ “พูด!”

โกงเจิงรีบพูดเสียงสำลัก “ตระกูลซูจะทรยศอาณาจักรไป๋หยู่และจะภักดีกับอาณาจักรอู๋อันยิ่งใหญ่แทน!”

“มีสิ่งใดอีก?”

เขารู้สึกว่ามันมีอะไรมากยิ่งกว่านี้จากปากของโกวเจิง

“ตระกูลซูได้แบ่งออกเป็นหลายๆกลุ่ม ทำลายทุ่งหญ้า บ่อเลี้ยงปลา โรงงานต่างๆ ร้านค้าและโรงกลั่นน้ำมันของพวกเจ้า”

เขาจ้องมองอย่างเคียดแค้น รู้สึกเลยว่าจำนวนของคนตระกูลซูที่เห็นตอนนี้นั้นมีเพียงหนึ่งในสามเท่านั้นแท้จริงแล้วพวกมันแบ่งกลุ่มออกเป็นหลายๆส่วนนี่เอง

“ไปกัน มัดคนที่ยังไม่ตายไว้” อู๋เซียงออกคำสั่ง

โกวเจิง บุรุษชราและซานหลี่ที่ไร้แขนเป็นเพียงคนกลุ่มเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่

ที่ยังมิฆ่าซานหลี่นั่นมิใช่เพราะว่าเขาเป็นคนปรานี แต่เป็นเพราะเขามีเจตนาวิธีการอันโหดเหี้ยมอย่างอื่นที่อยากจะใช้ต่างหาก

“บิดา ทุ่งหญ้าของเราล้วนตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลและเป็นทรัพย์อันยิ่งใหญ่ ข้าจะรีบไปเร่งด่วนและข้าคิดว่าข้าทำได้”

“ดีอู๋เซียงระวังตัวด้วยมันมืดค่ำแล้ว บิดาจะพาคนไปหยุดพวกมันที่ห้างร้านและโรงกลั่นน้ำมัน หากหยุดมันมิได้บิดาจะยุดพวกมันด้วยเปลวเพลิงแทน หวังว่าคงมิเสียหายมากนัก! บ่อเลี้ยงปลาและทุ่งหญ้าอยู่เส้นทางเดียวกันหากเจ้าช่วยได้ก็ช่วย หากไม่ก็คงได้รับความเสียหายบ้าง”

ในช่วงเวลาอันสำคัญยิ่งยวดดนี้ เหลียนซานได้เผยให้เห็นถึงลักษณะท่าทางซึ่งผู้นำควรจะมีออกมา เขาสั่งว่า “ให้ทหารครึ่งหนึ่งอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องจวน อีกครึ่งมากับข้า”

อู๋เซียงก้าวไปหาเหลียนชวน “ท่านลุงเหลียนชวนควรห้ามเลือดและป้องกันแขนที่หายก่อน  ยามกลับมาข้าจะคิดหาหนทางช่วยเหลือให้ ”

เขาขยับนิ้วมือและสกัดจุดบนไหล่ของอีกคน ใต้บริเวณรักแร้และย้อนกลับมาเพื่อป้องกันมิให้สูญเสียเลือดมากจนเกินไป

ภายหลังเสร็จแล้วอู๋เซียงก็ส่งเสียงฟู่ยาวขณะที่ร่างหายกระพริบหายและเหินลอยออกจากตระกูล เหมือนห่านตะวันออกโผล่มาเพียงแวบเดียวแล้วก็หายตัวไป

เหลียนชวนและทหารที่เหลือล้วนเฝ้ามองอย่างตกตะลึง