0 Views

               ภายในห้องรับรองพิเศษของโรงเตี๊ยมสายลมธารา เสี่ยวเอ้อนำทางสกุลฉินทั้งสามเดินไปยังห้องดังกล่าว ยามที่อู๋เซียงเปิดประตูไม้ก้าวเข้าไปในห้องเขาก็เห็นชายชราผู้คุมสอบนั่งรออยู่ด้านในแล้ว

               “พวกเจ้ามาเร็วยิ่งนัก!” ชายชราลุกขึ้นยืนต้อนรับพวกเขา ตบไหล่เหลียนซานด้วยรอยยิ้มขี้เล่นมันเอ่ยอย่างเกินจริงว่า

              “ผู้นำตระกูลฉินข้ายินดีด้วย! เจ้าช่างมีบุตรชายอันประเสริฐนัก!”

              ตัวเหลียนซานนั้นรู้ว่าผู้คุมสอบเหล่านี้ล้วนเป็นบุคคลผู้ทรงอิทธิพลจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขารู้สึกตื่นตระหนกและถูกบีบบังคับ เมื่อเอ่ยวาจาเขาจึงต้องถ่อมตนสงบเสงี่ยมมากที่สุด “เขาประสบผลเช่นนี้เพราะการฝึกฝนที่หนักหน่วง”

               “เจ้ากล่าวได้ดี ท่ามกลางหมู่ชนของนักสู้สายเลือดใหม่นับหมื่นในเมืองวารีอู๋เซียงของเจ้าเป็นผู้ฝึกเกลาทักษะอย่างแน่วแน่ที่สุด ทุกๆวันเขายังยืนหยัดที่จะปีนป่ายเทือกเขาชางอันยิ่งใหญ่ สำหรับเวลาสิบสองชั่วยามของแต่ละวันนอกจากสามชั่วยามที่ใช้พักผ่อนและทานกับข้าว เวลาที่เหลือเขาล้วนแต่อุทิศให้กับการฝึกฝนทั้งสิ้น ด้วยทักษะความสามารถและการฝึกปรือสม่ำเสมอเช่นนี้หากเด็กผู้นี้มิประสบความสำเร็จแล้วเกรงว่าแม้แต่สวรรค์คงมิยอม!”

              เพียงการกล่าวนำข้างต้นนี้ของชายชราทำให้ทั้งตัวบิดาและบุตรชายสกุลฉินตกตะลึงพูดสิ่งใดมิออก พวกเขารู้สึกประหลาดใจกับการหาข้อมูลข่าวสารมากมายเกี่ยวกับอู๋เซียงภายในระยะเวลาสั้นๆ!

              เมื่อผู้คุมสอบคนดังกล่าวมองเห็นใบหน้าตกตะลึงของพวกเขาชายชราก็พลันหัวร่อและเอ่ยขึ้นว่า “อย่าได้ตกใจนักเลยในอาณาจักรไป่หยู๋นี้มิมีสิ่งใดที่พวกเราดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋มิอาจค้นพบได้”

              “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋… ” ชายหนุ่มกระซิบเรียกชื่ออันศักดิ์สิทธิ์นี้ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของศาสตร์การต่อสู้เริ่มแต่อาณาจักรไป๋หยู๋ไปยังอาณาจักรอื่นๆบนโลกพวกเขาล้วนมีดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋เป็นของตนเองเฉพาะ เป็นตัวแทนอำนาจอันสูงสุดโดยมิมีข้อยกเว้น

              “มิสงสัยเลยว่าบรรดาผู้นำชนชั้นตระกูลมั่งคั่งและโดดเด่นต่างก็มิกล้าหายใจโฮกฮากเสียงดังเกินไปยามเมื่อเห็นผู้ส่งสารที่สง่างามเช่นนั้น!”

              “ฮ่าๆในแต่ละอาณาจักรดินแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนเป็นการดำรงอยู่อันสูงสุดในโลกมนุษย์และมีสิทธิอำนาจสูงสุดเช่นกัน มิต้องกล่าวถึงว่าเพียงชนชั้นมั่งคั่งและโดดเด่นแม้กระทั่งเหล่าขุนนางศักดินาก็ยังมิกล้าลงมือด้วยซ้ำ” ชายชราหนวดสีขาวยาวเอ่ยเสียงแผ่ว

              “เอาล่ะอย่าพูดเรื่องนี้ถึงเรื่องนี้อีกต่อไปเถิด อู๋เซียงข้าจะบอกเจ้าว่าในการทดสอบวิชาการต่อสู้ของนักสู้ฝึกหัดวัยเยาว์ทั้งหมดนับหมื่นนี้ เจ้าเป็นเพียงผู้เดียวที่ได้รับคำเชิญจากเหล่าผู้คุมสอบ!”

              ครั้งแรกเหลียนซานรู้สึกงงงวยยิ่งนักครู่ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นความเบิกบานใจ ถ้อยคำเหล่านี้บอกไว้ชัดเจน ผู้ดูแลการทดสอบของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพิ่งจะบอกกับอู๋เซียงว่าเขานั้นเป็นผู้มีพลังสูงสุดในการทดสอบครั้งนี้!

              การได้รับคำเชิญจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์หมายความว่าเยี่ยงไร? มันช่างกระจ่างชัดแจ้ง เวลานี้บุรุษผู้นำตระกูลฉินภาคภูมิใจยิ่ง ความคิดของเขาวิ่งหยักเป็นเส้นคลื่นทะเล

              หากดินแดนศักดิ์สิทธิ์วาดหวังจับจ้องอู๋เซียงบุตรของเขาแล้วเช่นนั้นตระกูลฉินก็จะได้รับการส่งเสริมสถานะทางสังคมเป็นอย่างมาก

              “เป็นเกียรติของข้ามากนัก” ตัวของอู๋เซียงรู้จักธรรมเนียมมารยาทดี เขาจึงแสดงออกเช่นสุภาพชนมิยาก

              “มิใช่เลย นั่นเป็นสิ่งสมควรที่เจ้าควรได้รับต่างหาก มันยากนักที่จะฟูมฟักทารกเช่นเจ้าซึ่งมาจากชนชั้นต่ำต้อยได้ พวกข้าตรวจสอบพบว่าครั้งหนึ่งตระกูลฉินนั้นเคยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นมั่งคั่งมาก่อนในอดีตกาลข้ากล่าวถูกต้องหรือไม่?”

              เหลียนซานพยักหน้ามิหยุดหย่อน ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่าเป็นการยากที่จะควบคุมอารมณ์ของตน

              “อู๋เซียงข้าแน่ใจว่าเจ้าคงสงสัยว่าเหตุใดจึงได้เพียงระดับเจ็ด ในเมื่อเจ้าประสบผลลัพธ์อย่างยอดเยี่ยมเช่นนั้น” ชายชรากล่าวด้วยรอยยิ้ม “โดยสัตย์จริงแล้วแน่นอนว่าสมควรได้รับระดับที่เก้า แต่หัวหน้าผู้คุมสอบมีเหตุผลส่วนตัวข้ายืนยันได้ว่ามันมิใช่เจตนาร้ายอันใด”

              ชายหนุ่มครุ่นคิดเล็กน้อยจากนั้นก็ผงกศีรษะเข้าใจ “สายลมย่อมพัดทำลายพฤกษาอันโดดเด่นในผืนป่า ด้วยฐานะที่เป็นชนชั้นต่ำหากได้รับระดับเก้าคงจะดึงดูดปัญหาเรื่องร้อนมาเสียมากกว่าและมิช่วยให้ข้าเติบใหญ่ขึ้นมากนัก ท่านหัวหน้าผู้คุมสอบกระทำเช่นนี้เพื่อปกป้องข้าขณะเดียวกันก็กระตุ้นให้ฝึกปรือฝีมือต่อไปอย่าได้พอใจหลงระเริงกับสภาวะปัจจุบันเหตุนี้ข้าจึงยังต้องฝึกฝนอย่างหนักและมุ่งก้าวไปยังเบื้องหน้า ข้ามิอาจสรรหาคำขอบคุณใดให้เพียงพอกับการเตือนสติอันลึกซึ้งนี้จริงๆ”

              แม้ว่าจะเข้าใจดีเพียงใดแต่เขาก็ทำสิ่งใดมิได้เพียงยิ้มขมขื่นเท่านั้น  การปกป้องนี้ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ล้วนเป็นการดีสำหรับบุตรหลานชนชั้นต่ำต้อย อย่างไรก็ตามเขาก็มิสามารถใช้แผนการที่จะทำให้โลกตกตะลึงด้วยความสามารถได้ แต่เส้นทางของนักสู้ย่อมยาวนานเช่นนี้ก็ดี เป็นสิ่งมิดีหากทำให้คนของตระกูลซูและตระกูลจางสงสัยมากเกินไป ให้พวกนั้นตกค้างอยู่ในสถานการณ์อันคลุมเครือ

              ชายชราทุบโต๊ะเสียงดัง ถอนหายใจยาวขณะกล่าวว่า “ทารกประเสริฐ! อายุยังน้อยกลับเข้าใจสถานการณ์ปรุโปร่ง เหลียนซานทายาทของเจ้ามีความสามารถโดยไร้ขอบเขตย่อมต้องมีอนาคตอันสว่างไสว!”

               ที่อีกฝ่ายมีปฏิกิริยาเช่นนี้เป็นเพราะเด็กหนุ่มนั้นเพิ่งมีอายุสิบหกหนาวเท่านั้นแต่กลับเข้าใจสถานการณ์หมดทั้งสิ้นอย่างละเอียดเพียงชั่วพริบตา

               ข้างฝ่ายบิดาเหลียนซานรู้สึกผ่อนคลายโล่งอกเมื่อได้ยินถ้อยคำของบุตรและยินคำชื่นชมของชายชราแต่ก็ยังมิลืมเจียมตัวตนแม้ว่าจะมีความสุขสักเท่าไร “เด็กผู้นี้จิตใจดีและมีรากฐานอันแข็งแกร่งอย่างไรก็ตามเขาก็ยังคงจำเป็นที่จะพัฒนาแก้ไขให้ดีขึ้นด้วยการหมั่นฝึกฝน”

               “ฮ่า ๆ มาๆ ดื่ม!”

               บุรุษสูงวัยมิกล่าวสิ่งใดมากความ เพียงเอื้อมมือหยิบโถเหล้ามาเต็มให้เต็มจอก ฉินซิ่วมีไหวพริบรีบลุกขึ้นหยิบโถเหล้าแทน “ท่านลุงให้ซิ่วเอ๋อร์รินสุราให้เถิด”

               มันตกตะลึงในคราแรกแล้วก็พลันหัวเราะร่วน

               “เหลียนซาน เหลียนซานข้าตราตรึงยิ่งนัก มีบุตรชายผู้มีอนาคตก้าวไกลและยิ่งกว่านั้นก็ยังมีบุตรสาวผู้งดงาม ในเมืองวารีข้ายังมิเคยพบเจอบุตรีของสกุลใดเพริศพรายเช่นนี้”

               หญิงสาวยิ้มเอียงอาย “ท่านลุงอย่าได้ล้อข้าเล่นนักเลย ให้ข้ารินสุราจอกของท่านเถิด”

               สามบุรุษต่างนั่งร่ำดื่มร่ำสุรากัน พวกเขาวางจอกลงและเปลี่ยนเรื่องราว “เหลียนซานบุตรีของเจ้านางยังมิออกเรือนใช่หรือไม่?”

               “ข้านั้นละอายใจนัก บุตรสาวของข้าฉลาดปราดเปรื่องและยังช่วยเหลือดูแลกิจการของตระกูล จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไร้แม่สื่อมาติดต่อขอสมรส ในฐานะบิดาข้ารู้สึกสับสนไปหมด” ยามเมื่อเอ่ยถึงบุตรสาวหนึ่งเดียวน้ำเสียงของเขาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเช่นเดิม

                ชายชราเริ่มกล่าวอย่างสำราญ “ใยต้องรีบร้อนเล่ายี่สิบสองปียังเป็นคนหนุ่มสาว เหลียนซานเจ้ามิควรเร่งรีบนักนงคราญผู้เพียบพร้อมเช่นนี้ย่อมมิอาจมอบการสมรสสุ่มมั่วได้ เจ้าต้องเสาะหาวงศ์ตระกูลที่ดี”

                “ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับบุรุษที่นางชื่นชอบและการเลือกของตัวนางเอง ข้าซึ่งเป็นบิดาย่อมมิกระทำสิ่งใดให้บุตรสาวเสียใจ” เหลียนซานกล่าว

                 “ในอาณาจักรของเราต่างก็ให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการคาดหวังค้นพบตระกูลซึ่งมีสถานะทางสังคมระดับเดียวกัน ฉันขอกล่าวสักหน่อยบรรพบุรุษต้นตระกูลของเจ้าล้วนเคยยืนอยู่บนสถานะชนชั้นมั่งคั่งและในการประเมินชนชั้นตระกูลครั้งนี้เจ้ามีเป้าหมายทะเยอทะยานใช่หรือไม่”

                หัวข้อนี้ทำให้เขารู้สึกอับอายมากยิ่งขึ้น

                “ข้าจะมิปกปิดท่านผู้คุม ข้าฉินเหลียนซานไร้ซึ่งความสามารถ เวลานี้เป้าหมายเดียวของข้าคือการปกป้องที่นั่งชนชั้นต่ำ มันจะเป็นเคราะห์คราวที่ดีหากข้าสามารถปกป้องมิให้ทรัพย์สินตกทอดมานับสี่ร้อยปีตกสู่เอื้อมมือของศัตรู”

                ชายชราผู้คุมการทดสอบถึงกับงงงวย เขาเหลือบไปอู๋เซียงและแนะนำว่า “เหลียนซานเจ้านั้นมีทายาทชายผู้ประเสริฐ ย่อมมีวันหนึ่งที่เจ้าสามารถยกสถานะของตระกูลขึ้นได้ สำคัญที่สุดคือเจ้าอย่าได้ท้อถอยก็พอ”

                 “ท่านพูดถูกต้อง แม้ว่าข้าฉินเหลียนซานจะมิมีพรสวรรค์มากนักแต่ข้าก็มิหวั่นเกรงการรุกรานของอำนาจชั่วร้ายเหล่านั้นเรื่องของตระกูลถือเป็นสิ่งสำคัญข้าต้องจัดการให้จบสิ้น”

                 “ใช่ สวรรค์มิเคยขัดขวางเส้นทาง มาดื่มจอกนี้กันข้าต้องรีบกลับไปรายงานตัวเสียแล้ว”

                เมื่อสกุลฉินทั้งสามกลับมาจากโรงเตี๊ยมแล้ว ทางเหลียนซานมันก็เริ่มตระเตรียมขั้นตอนสุดท้ายสำหรับการประเมินชนชั้นตระกูล มันเริ่มต้นศึกษาข้อมูลความสามรถของคู่ต่อสู้และเตรียมพร้อมกับทุกสิ่งที่มันมี

                ทางด้านชายหนุ่มนั้นเขาอยากจะบอกบิดาของตนยิ่งนักว่าเขาได้ลงทะเบียนการเลื่อนสถานะสำหรับตระกูลฉินเป็นชนชั้นมั่งคั่งแล้ว อย่างไรก็ตามเขาก็มิได้เอ่ยปากย่อมเป็นการดีกว่าหากทำให้บิดาตื่นตะลึง

                อีกนับครึ่งเดือนกว่าจะถึง “การประเมินผลชนชั้นตระกูล” เหลียนซานยังคงพักอาศัยอยู่ในตัวที่พัก แต่ละวันนอกเหนือจากการฝึกปรือฝีมือก็จะใช้เวลาศึกษาข้อมูล

                อู๋เซียงเองก็มิได้ขัดขวางบิดา บางครั้งเขาก็จะไปเที่ยวเล่นบนท้องถนนกับพี่สาวฉินซิ่ว ผ่านไปสองสามวันพวกเขาก็เริ่มคุ้นชินกับเมืองวารีทั้งหมด พากันจับจ่ายซื้อของจำนวนมาก

                วันนี้ฉินซิ่วมิอาจหยุดหวนคิดถึงเมนูปูผัดเผ็ดที่โรงเตี๊ยมสายลมธารได้ หญิงสาวต้องการมันอย่างมากจึงฉุดลากน้องชายมาด้วยกัน

                 ตระกูลมีทรัพย์สินมิจำกัดและร่ำรวยอย่างมาก พวกเขาจึงมิต้องกังวลการใช้จ่ายเงินสำหรับมื้ออาหารและชุดเสื้อผ้า

                 สองพี่น้องมาถึงโรงเตี๊ยมสายลมธาราด้วยจิตวิญญาณเต็มเปี่ยม พวกเขาเอ่ยปากสั่งปูผัดเผ็ดแปดตัว เสี่ยวเอ้อผู้นี้คุ้นเคยกับสองพี่น้องนี้ดี และเป็นเพราะว่าหญิงสาวมีรูปโฉมเป็นเลิศมันจึงพูดหยอกเย้าว่า “ท่านทั้งสองโชคดียิ่งวันนี้เหลือปูเพียงแปดตัวเท่านั้น”

                 เมืองวารีนั้นมิมีปู แต่ละวันสินค้าถูกส่งเข้ามาจำหน่ายด้วยจำนวนจำกัดปูผัดเผ็ดนี้จึงกลายเมนูเลื่องชื่อของโรงเตี๊ยมสายลมธารา ปูหนึ่งตัวมีราคาห้าร้อยตำลึงและมิมีส่วนลดใดๆ

                 อู๋เซียงหัวร่อ “นี่สมควรเรียกว่ากาลสมบูรณ์ พี่ใหญ่ดูเหมือนว่าท่านถูกกำหนดให้ลิ้มลองจานรสเด็ดนี้”

                 ทั้งสองเอ่ยถามถึงห้องรับรองคู่ ตรงขึ้นไปยังชั้นสองเพียงชั่วครู่กับข้าวสามในสี่ก็ถูกวางลงบนโต๊ะของพวกเขาเหลือเพียงอาหารหลักปูผัดเผ็ดที่ยังมามิถึง

                 ชีวิตครั้งก่อนเขาเป็นเพียงนักสู้ผู้เคร่งครัดยากยิ่งนักที่จะเพลิดเพลินไปกับความสุขอื่นๆ และในชีวิตนี้ครอบครัวนั้นมีอิทธิพลกับตัวของเขาตั้งแต่ยังเยาว์เช่นนี้เขาจึงได้ลิ้มรสชาติอันยอดเยี่ยมมากขึ้นอยู่เรื่อย เขาหยิบตะเกียบลงมือทานทดสอบชิมเล็กน้อย

                 “พี่ใหญ่ท่านช่างมีสัมผัสรับรสที่เลิศนัก! ถึงแม้ว่าโรงเตี๊ยมนี้จะมีอาหารอร่อยมากมายแต่หากเอ่ยถึงเมนูที่ดีที่สุดย่อมต้องเป็นปูผัดเผ็ด ข้าเริ่มจะหิวโหยพวกมันเพียงเพราะถ้อยคำของท่านแล้วพี่ใหญ่ทราบหรือไม่”

                 สองพี่น้องหญิงชายหัวเราะพูดคุยพาทีขณะเฝ้ารอเมนูหลักของวันนี้โดยเฉพาะ พวกเขารอคอยแล้วรอคอยเล่าแต่มันก็มิมาสักที

                 “พ่อครัววันนี้ช่างเชื่องช้านักข้าจะไปเร่งเสี่ยวเอ้อ” ขณะที่เขากำลังจะลุกขึ้นก็มีเสียงฝีเท้าของเสี่ยวเอ้อเดินเข้ามา

                 เสี่ยวเอ้อผู้นั้นเดินเข้ามาประตูตัวเปล่า มันแสดงท่าทีกระอักกระอ่วน

                 “เสี่ยวเอ้อเหตุใดพ่อครัวจึงทำอาหารช้ามากนัก พวกเข้ารอเป็นครึ่งชั่วยามแล้วเจ้ารู้หรือไม่”

                 มันพูดพึมพำสักครู่ก็กล่าวว่า “นายท่านทั้งสองมีแขกจากห้องรับรองสวรรค์อยากให้พวกท่านไปหา เขากล่าวว่ามีบางสิ่งอยากจะเอื้อนเอ่ยกับพวกท่าน”

                 “แขกผู้ใดหรือ?” เขาสอบถาม

                “เขาเป็นเช่นเดียวกันกับพวกท่านสวมใส่เสื้อผ้าของชนชั้นสูง แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาจะเป็นนายน้อยจากตระกูลชนชั้นมั่งคั่งและโดดเด่น ทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลสำคัญในเมืองวารี” เสี่ยวเอ้อฉีกยิ้มเชิงขออภัย

                 “มิน่าสนใจ ข้าจะมิไปพบบุคคลพวกนั้นให้เสียเวลา!” อู๋เซียงสะบัดมือไล่อย่างโมโห  เขาขมวดคิ้ว “เร็วเข้ารีบไปเอาอาหารมาวางลงเสีย!”

                ด้วยว่ารู้สึกอึดอัดเสี่ยวเอ้อนั้นจึงต้องเอ่ยปากบอกทุกสิ่งแก่เขา “ข้าจะมิปิดบังนายน้อยนะขอรับแต่มีคนผู้หนึ่งต้องการปูผัดเผ็ดของท่าน!”

                “เจ้าพูดถึงสิ่งใด?” เขากล่าวน้ำเสียงติดไม่พอใจ “ก่อนหน้านั้นเสี่ยวเอ้อด้านล่างยังบอกอยู่ว่ามีปูเหลืออยู่แปดตัวแล้วคนพวกนั้นโผล่มาได้อย่างไร? หรือเจ้าคิดว่าพวกข้ามิมีเงินพอจ่ายเช่นนั้นหรือ?”

                 เสี่ยวเอ้อหนุ่มสะบัดมือปฏิเสธโดยเร็ว “มิใช่ มิใช่ขอรับก่อนหน้านั้นเรายังมีอยู่แต่เวลานี้มีผู้ต้องการสั่งซื้อนั่นคือเหล่านายน้อยทั้งหลาย พวกเขาล้วนมิฟังคำพูดของข้าทั้งสิ้นมิว่าข้าจะพูดสิ่งใดก็ตาม พวกเขาเพียงสั่งซื้อปูผัดเผ็ดอย่างเดียวเท่านั้นนอกจากนี้พวกเขายังกล่าวว่าถ้าหากนายน้อยต้องการโต้แย้งเรื่องนี้ก็ให้พบกับพวกเขาได้!”

                 เขาเคยได้ยินว่าผู้คนล้วนปล้นชิงทรัพย์ที่ดินหรือภรรยาผู้อื่น เป็นครั้งแรกที่ได้ยินเรื่องการปล้นอาหารของผู้อื่นกลางโรงเตี๊ยม เขาตวัดสายตาเกรี้ยวกราดเช่นนัยน์ตาสัตว์อสูร “มิใช่ว่าผู้มาก่อนย่อมต้องสมควรได้รับก่อนหรือ? หุบปาก! ข้าสั่งอาหารเป็นผู้แรกเช่นนั้นข้าย่อมได้รับก่อนผู้ใดใครเล่าอยากพูดยืดยาวให้มากความและกระนั้นจงพาพวกมันมาพบข้าเสีย!”

                เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มโมโหโกรธาหนักมันก็มิกล้าพูดตอบโต้สิ่งใด รีบพยักศีรษะตอบรับและจากไปโดยพลัน

                ทั้งสองต่างก็เป็นบุตรหลานขุนนางหยิ่งผยองมิทำหน้าที่การงานใด มันเป็นเสี่ยวเอ้อตัวน้อยผู้หนึ่งจะให้สามารถไปต่อกรกับพวกเขาได้เช่นไรเล่า จะดีหรือไม่หากมันไปถามเถ้าแก่ก่อน?