0 Views

         “อู๋เซียงเจ้าต้องบอกทุกสิ่งกับบิดา จางเซียนบุตรชายคนรองของตระกูลจางมันกระทำเช่นไรกับเจ้าจนทำให้เกิดการต่อสู้ได้”   เหลียนซานยังคงโมโหไม่เลิกกับตระกูลจาง แม้ว่าบุตรชายของเขาจะยังมีชีวิตอยู่ ตระกูลจางนั้นมีบุคคลจำนวนหนึ่งซึ่งมีพรสวรรค์โดดเด่น ชนชั้นของพวกมันสูงกว่าตระกูลฉินหนึ่งระดับ อย่างไรก็ตามตัวเหลียนซานนั้นมิเคยยอมจำนนต่อพวกมันแม้ว่าตระกูลจางจะมีสถานะทางสังคมซึ่งสูงกว่าครอบครัวมันก็ตาม

 

          มันสงวนท่าทีของตนไว้ต่อหน้าเด็กๆ ปกปิดสาเหตุการฝนทวนไว้ข้างในอย่างมิดชิด อย่างไรก็ตามไหล่ของมันทั้งสองข้างนั้นกลับแบกรับน้ำหนักความเกลียดชังมหาศาล

 

        สมองของซิงเหอยังคงมีความทรงจำหลงเหลืออยู่บ้างในเหตุการณ์ดังกล่าว คนผู้นั้นพูดจาข่มขู่และหลอกล่อให้เขาท้าประลอง แต่เขาไม่ต้องการจะย้อนทบทวนดูความทรงจำที่น่าอับอาย ดังนั้นเขาจึงพูดเสียงเรียบว่า “บิดาอย่าได้เสียเวลาพูดถึงอดีตเลย พวกเราควรมองไปยังสถานการณ์เบื้องหน้าดีกว่า”

 

        นอกจากนี้ซิงเหอยังไม่อยากทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โตและทำสัญญากับว่างเปล่า เนื่องจากไม่ใช่เวลาเหมาะสมเพราะตัวมันได้พ่ายแพ้ในการต่อสู้ตัวต่อตัวแล้ว

 

       บุคคลผู้มีพรสวรรรค์โดดเด่นของตระกูลจาง? จางเซียนบุตรชายคนรองของตระกูลจาง?

 

       ซิงเหอไม่ได้ปฏิบัติต่อคนเช่นนั้นเป็นอาหารมื้อเดียว มันกลายเป็นเพียงเรื่องหนึ่งของประวัติศาสตร์ตระกูล อู๋เซียงหวาดกลัวพวกมันราวกับหมาป่า เขาต้องการที่จะทิ้งเรื่องเก่าทั้งหมดนี้ลงกระโถนให้หมดสิ้น ในทางตรงกันข้ามซิงเหอไม่สนใจรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ตั้งแต่ต้น

 

        สิ่งที่เขาต้องการคือสถานการณ์มุมมองทางการเมืองภายในเมืองวารีและอาณาจักรไป๋หยู่มากกว่า

 

         “มองไปยังเบื้องหน้า … ” เหลียนซานทวนประโยคย้ำ มันเงยหน้าขึ้นและมองไปบุตรชายด้วยความประหลาดใจ บุตรชายของมันซึ่งอยู่ตรงหน้ามิแสดงอารมณ์แปลกประหลาดอันใดออกมา

 

         ถ้าตัวมันเป็นบุตรชายคนนี้ผู้ที่มีลักษณะอารมณ์ร้ายผิดแปลก มันคงจะเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความมุ่งมั่นแก้แค้น แต่นี่มันยังนิ่งเฉยราวกับลืมการต่อสู้อันน่าอดสูนั้นแล้ว?

 

         “บิดา มองไปยังเบื้องหน้าบุตรมิได้หมายถึงโยนความเกลียดชังออกไป” ซิงเหอนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญทักษะการต่อสู้ในชีวิตก่อนหน้า ย่อมเข้าใจความคิดของบิดาตนเองได้ในทันที

 

        “แต่ความเกลียดชังย่อมมิอาจช่วยพวกเราตระกูลฉินในการหลบหนีจากสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ได้”

 

         ริมฝีปากของเหลียนซานเปิดกว้างด้วยความประหลาดใจ มันกว้างมากพอที่จะทำซาลาเปานึ่งได้ บุตรชายของมันเป็นผู้เอื้อนเอ่ยวาจาเหล่านี้ใช่หรือไม่? ดูเหมือนว่าระดับของเขาได้รับการพัฒนาอย่างมาก!

 

         เป็นไปได้หรือไม่ว่าภายหลังการต่อสู้ในที่สุดบุตรชายของมันเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่และกลายเป็นคนฉลาด?

 

         แม้ว่าเหลียนซานจะประหลาดใจมากแค่ไหน แต่มันก็มิได้เป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถแบ่งปันความรู้สึกเดียวกันกับบุตรได้ มันพยักหน้าและกล่าวว่า “อู๋เซียงเจ้ากล่าวได้ถูกต้องแล้ว พวกเราควรมองไปยังเบื้องหน้าต่างหาก! จากนี้ไปเจ้าไม่ต้องไปเรียนที่สำนักต่อสู้แล้ว ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เจ้าจะได้ฝึกฝนวิชาการต่อสู้ของต้นตระกูลเรา เฮ้อออ.. มันยากที่จะเชื่อยิ่งนักว่าวิชาการต่อสู้ตระกูลฉินนั้นมิสามารถสร้างนักสู้ผู้มีพรสวรรค์ได้! ตระกูลฉินรุ่นก่อนหน้าล้วนมีแต่ผู้โดดเด่น แต่เวลานี้กลับเป็นสถานการณ์บางอย่าง แม้ว่าอำนาจของตระกูลนั้นลดลงเช่นไรแต่ความสามารถของพวกเราย่อมไม่ลดลงอย่างที่พวกมันต้องการได้!”

 

        เมื่อกล่าวถึงเกียรติยศของตระกูล น้ำเสียงของบุรุษวัยกลางคนดูว่างเปล่าและภาคภูมิใจในหลายส่วน ท่ามกลางความรู้สึกเช่นนี้น้ำเสียงของเขายังแฝงด้วยความรู้สึกที่มิอาจเข้าใจระหว่างความดื้อรั้นและความตั้งใจ

 

       ซิงเหอนั้นคงไม่อาจเอื้อนเอ่ยพูดปลอบใจได้ แต่มันความรู้สึกเช่นเดียวกันเมื่อได้ยินถ้อยคำของเหลียนซาน  เขาเกลียดการสูญเสียเช่นนี้ซึ่งเหมือนกับตัวตนของเขากับชีวิตก่อนหน้านี้

 

       “ใช่แล้ว อู๋เซียงของพวกย่อมต้องถูกรังแกอีกครั้งหากกลับไปสำนักต่อสู้ เช่นนี้ใยเจ้ามิมาอาศัยอยู่ที่เมืองฝั่งตะวันออกเล่า? ” ฉินซิ่วเอ่ยทันทีขณะที่ธอรีบเดินเข้ามา

 

       อารมณ์ความรู้สึกแปลกวิ่งผ่านหัวใจของซิงเหอ เมื่อเขาได้รับความรักความใส่ใจจากครอบครัว ความรู้สึกเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นให้เขาความปรารถนาอยากปกป้องครอบครัว นอกจากนี้ยังทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่าเขาควรช่วยเหลือครอบครัวนี้

 

        บ้านเกิด ความรักของครอบครัว และพี่สาว เขาล้วนเคยมีมาก่อนที่ตัวเขาจะเสียชีวิต และตอนนี้เขาได้รับโอกาสอีกครั้งเพื่อมีชีวิตอยู่ สวรรค์ให้โอกาสอันดีงามนี้ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือเหตุผลใดก็ตาม เขาย่อมไม่มีเหตุผลที่จะยอมแพ้มันง่ายดาย

 

       ผู้คนล้วนมิใช่ต้นไม้ใบหญ้า ย่อมต้องมีความรู้สึกอ่อนไหวเป็นธรรมดา

 

       ซิงเหอเอ่ยปากขึ้นขณะหยุดคิดชั่วครู “บิดา โปรดอย่าเร่งรีบตัดสินใจนัก หากเป็นมังกรมันจะกวนน่านน้ำมหาสมุทรใดย่อมได้หรือ หากเป็นพยัคฆ์ย่อมมิอยากเป็นราชาเพียงผืนป่าเดียว?”

 

      ถ้อยคำเหล่านี้ทำให้เหลียนซานและฉินซิ่วจ้องมองและไร้คำกล่าวใดๆ เห็นได้ชัดว่าพวกเขาตกตะลึงมากเกินไปกับการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสงสัยของ “ฉินอู๋เซียง”

 

         ซิงเหอรู้ตัวว่าเขาพูดมากเกินไปแล้วดูจากปฏิกิริยาของคนทั้งสอง อาจเกิดความตื่นตระหนกเพราะอู๋เซียงตัวจริงนั้นแตกต่างจากเขา

 

          ฉินซิ่วมองดูบิดาก็พลันเข้าใจทันทีและกล่าวว่า “อู๋เซียงเจ้ายังคงไม่ฟื้นตัวดีนักจากอาการบาดเจ็บ เจ้าจำเป็นต้องพักผ่อนให้มาก นี่ก็ดึกมากแล้วเจ้าต้องนอนพักผ่อนก่อนสำหรับเรื่องอื่นๆเราจะพูดคุยกันในวันรุ่งขึ้น”

 

          ตอนนี้ซิงเหอต้องการอยู่เพียงลำพังเพื่อจัดระเบียบความคิดของเขา

 

          เขาอยากจะขบคิดความเกลียดชังอันน่าพิศวงระหว่างตระกูลจางที่มีชื่อเสียงและตระกูลฉิน  เพราะเหตุความเกลียดชังเช่นไรนี้จึงทำให้ตระกูลจางถึงต้องฆ่าทายาทผู้สืบทอดคนเดียวของตระกูลฉินกัน?

 

          คำถามนี้มิใช่เรื่องยากจะแก้ พลันซิงเหอก็เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างหลังจากเขาไต่ตรองเรื่องราวสรุปข้อมูลความคิดได้รากเหง้าของปัญหาย่อมมีสาเหตุมาจากผลประโยชน์ของตระกูล และจุดเริ่มต้นของปัญหาคือการประเมินชนชั้นตระกูลในอีกสี่ปีข้างหน้า!

 

          หากอู๋เซียงตาย ตระกูลฉินย่อมไร้ซึ่งทายาท!

 

          การสูญเสียทายาทชายหมายถึงตระกูลฉินจะหมดสิทธิ์ในการเข้าร่วม “การประเมินชนชั้นตระกูล” โดยทันทีนั่นย่อมตีความได้ว่าหลังผ่านพ้นสี่ปีนี้ไปตระกูลฉินจะสูญเสียที่นั่งของชนชั้นสูงแน้แท้

 

          หากตระกูลฉินสูญเสีย พื้นที่ราบสูงของชนชั้นสูงสองหมื่นกว่าไร่ โรงกลั่นน้ำมัน ฟาร์มปศุสัตว์นับสิบแห่ง บ่อเลี้ยงปลาและร้านค้าปลีกย่อยยี่สิบหรือสามสิบแห่งในเมืองฝั่งตะวันออกจะถูกยึดทันที นอกเหนือจากการสูญเสียทางทรัพย์สินแล้วสิ่งเลวร้ายที่สุดคือการสูญเสียสถานะทางสังคม ในโลกนี้มีแบ่งและกีดกันอย่างชัดเจนระหว่างขุนนางและสามัญชน

 

         โดยปกติขุนนางจะได้รับประโยชน์แทบทั้งหมด อย่างไรก็ตามฝั่งของสามัญชนนั้นตรงกันข้าม หลายคนไม่สามารถที่จะแตะต้องแม้กระทั่งผลประโยชน์ซึ่งน้อยที่สุดแม้ว่าตระกูลของพวกมันต่อสู้จะมาหลายชั่วอายุคนแล้วก็ตาม

 

         ดังนั้นหากต้องการเปลี่ยนโชคชะตาก่อนอื่นต้องพวกมันต้องเปลี่ยนสถานะของตระกูล!

 

         จากความทรงจำและรายละเอียดซึ่งแสดงออกโดยผู้คนรอบตัว เขาสัมผัสได้ว่าสถานะของตระกูลนั้นมีสำคัญในการอยู่รอดในโลกนี้เป็นอย่างมาก

 

         หลังจากเข้าใจข้อมูลอย่างสมบูรณ์ ซิงเหอพบว่าการต่อสู้ระหว่างอู๋เซียงกับจางเซียนนั้นเป็นการสมรู้ร่วมคิดทั้งสิ้น การสมคบคิดนี้เก้าในสิบส่วนล้วนเกี่ยวข้องกับ “การประเมินชนชั้นตระกูล” แน่นอนว่าเป็นการรับช่วงต่อมรดกมหาศาลจากตระกูลฉิน

 

          ในโลกนี้ทุกสิ่งย่อมดำเนินตามผลประโยชน์

 

          ดูเหมือนว่ากฎเกณฑ์นี้มักใช้ได้ดีเสมอโดยมิคำนึงถึงโลกหรือช่วงเวลา

 

          ซิงเหอค่อนข้างเห็นใจกับตระกูลฉิน หลังจากเขาเข้าใจทุกอย่าง ในเวลาเดียวกันซิงเหอก็รู้สึกสบายใจกับภาพลักษณ์ใหม่และความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับบทบาทของเขา

 

          ครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้สามารถมีชีวิตอยู่รอดในโลกนี้ ด้วยตัวตนปัจจุบันในฐานะ “ทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลฉิน” ไม่ว่าเขาจะต้องการหรือไม่ อนาคตของซิงเหอจะถูกผูกมัดไว้กับตัวตนนี้อย่างแน่นหนาหากเขาต้องการมีชีวิตรอด แน่นอนซิงเหอว่าไม่ได้ถูกบังคับให้  ถ้าหากเป็นสิ่งที่เขาไม่ต้องการก็ไม่มีใครหน้าไหนไม่สามารถบังคับเขาได้ทั้งสิ้น

 

          ชายหนุ่มได้กลับกลายมาเกี่ยวข้องกับครอบครัวนี้ เขาคิดถึงพี่สาวของเขาในอดีตชาติทุกครั้งเวลาเห็นฉินซิ่ว

 

          มันเป็นรูปแบบความรักจากพี่สาวถึงน้องชายที่เหมือนกันในสองช่วงเวลา! ในชีวิตก่อนหน้าเขาไม่สามารถปกป้องพี่สาวก่อนตายได้ ดังนั้นในโลกนี้เขาจะแก้ตัวจากข้อผิดพลาดเดียวกันได้เช่นไร?

 

         ปัจจุบันชื่อเสียงของตระกูลชนชั้นต่ำต้อยอย่างตระกูลฉินเสื่อมถอยลงอย่างมาก ซิงเหอมิอาจคลายข้อสงสัยได้เลยตระกูลฉินจะอยู่รอดอย่างไรได้ในการประเมินชนชั้นตระกูลนี้ หากภายในสี่ปีนี้พวกเขามิอาจฟื้นฟูความสามารถขึ้นมาเทียบเท่าได้

 

         ซิงเหอคือผู้เชี่ยวชาญทักษะการต่อสู้มาก่อน ในสังคมจีนในอดีตกาลของเขา องค์ประกอบการอยู่รอดของเขานั้นมีความซับซ้อนมากนัก ผู้คนซึ่งยึดมั่นกับกฎเกณฑ์การคัดสรรโดยธรรมชาติและการอยู่รอดของผู้ที่เหมาะสมที่สุด

 

         เขาไม่ได้คาดหวังว่ากฎเกณฑ์การคัดสรรของธรรมชาติจะเด็ดขาดมากขึ้นในโลกใหม่นี้

 

         ซิงเหอชอบความท้าทายอยู่เสมอ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ตัวเขามีความกระหายและโอกาสเริ่มใหม่จากเส้นทางเริ่มต้น มันอาจจะเป็นแรงจูงใจครั้งใหม่ก็เป็นไป  ซิงเหอเผลอหลับไปกับแนวคิดและแรงจูงใจใหม่เหล่านี้

 

        เช้าวันรุ่งขึ้นถัดมาฉินซิ่วอยากช่วยน้องชายของเธออาบน้ำ ขณะที่เธอนำอ่างน้ำขนาดใหญ่เข้ามา ชายหนุ่มก็ไม่ยอมแพ้และอนุญาตเพียงให้หญิงสาวเช็ดหน้าเบา ๆ

 

        ทันใดนั้นซิงเหอพลันเปิดตาและกล่าวว่า “พี่ใหญ่มีสิ่งใดคิดมากกัน”

 

        ฉินซิ่วตกตะลึง หญิงสาวยกยิ้มและตอบกลับว่า “พี่ใหญ่สบายดี”

 

        ซิงเหอส่ายหัว “มิใช่ พี่ใหญ่มีบางสิ่งในใจ”

 

         ใบหน้างามของฉินซิ่วแลดูหงุดหงิดแต่ก็ไม่ยอมรับ “พี่ใหญ่สบายดีน้องเล็กควรให้ความสำคัญกับการพักฟื้นให้เร็วเท่าที่เจ้าสามารถกระทำได้และกลับไปฝึกฝนวิชา เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องภายในตระกูลมากนัก”

 

         “พี่สาว บอกข้าว่าเกิดอะไรขึ้นถ้าท่านยังคิดว่าข้าเป็นน้องชายอยู่ได้โปรดอย่าปิดบังข้า” เขาจับแขนของฉินซิ่วไว้ แววตาสงบนิ่งและเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นทำให้เธอไม่สามารถปฏิเสธเขาได้

 

         แววตาของน้องชายและข้อมือซึ่งถูกกอบกุมไว้ ฉินซิ่วสัมผัสถึงพลังบางอย่างซึ่งมิอาจมองเห็น เธอเร่งรีบออกจากห้องและกล่าวว่า “เมื่อวานอาปิงออกจากไร่และมารายงานธุรกิจบางอย่างเราคุยสี่เค่อเห็นจะได้ แต่เช้านี้ชิ้นส่วนร่างกายของเขากลับถูกส่งมาประตูจวน … “

 

        “มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ชายหนุ่มตกตะลึง ดูเหมือนว่าตระกูลฉินจะมีศัตรูอยู่เป็นจำนวนมาก

 

         “มันเป็นปีศาจคนนั้น!” ฉินซิ่วกระวนกระวาย เอ่ยว่า “ปีศาจนั้นทรมานข้ามาหกปีแล้ว!”

 

         ดูเหมือนจะไม่มีบันทึกเรื่องนี้ในความทรงจำของอู๋เซียงสักนิด

 

          “ตอนข้าอายุสิบสองปี ปีศาจคนนั้นบอกว่าชอบพอข้า เขาคุยโวว่าจะพาไปอยู่ที่อื่นหลังจากอายุสิบปี และยังข่มขู่บิดาว่าจะมิให้พี่แต่งงานกับใคร นอกจากนี้ยังพูดอีกว่าจะไม่ยอมให้บุรุษคนใดหรือแม้กระทั่งคนอื่นเข้าใกล้อีก และเมื่อเขากลับมาที่เมืองฝั่งตะวันออกอีกครั้งหลังจากผ่านไปสิบปีเขาจะทำลายตระกูลฉินทิ้ง บิดากังวลกับอารมณ์ที่แปรเปลี่ยนผิดปกติของเจ้าจึงมิได้บอกเรื่องนี้ให้แก่เจ้าอู๋เซียง.. .”

 

          ซิงเหอได้ยินแล้วตกใจอย่างมาก นี่มิใช่นับเป็นตำนานจอมโจรชิงตัวบุปผาหรือ จะมีเผด็จการคนใดเทียบเท่าได้บ้าง?

 

         “พี่สาวท่านรู้ฐานะของคนผู้นั้นหรือไม่?” ซิงเหอค่อนข้างสนใจเรื่องนี้ เขาต้องการทราบว่าคนผู้นี้มีสามหัวหกแขนหรืออย่างไร หรือมีฐานะเป็นเชื้อพระวงศ์?

 

        ฉินซิ่วส่ายศีรษะอย่างเศร้าสร้อย “ข้ามิทราบ … ในช่วงหกปีที่ผ่านมาบุรุษทุกคนที่เข้ามาพูดคุยกับข้าล้วนไม่ตายดีก็ล้วนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ข้า … ข้ากลายเป็นดาวมรณะเสียแล้ว ” (หมายความว่าเด็กผู้หญิงซึ่งนำโชคร้ายมาสู่ผู้ชาย)

 

        ในสมัยโบราณผู้คนมีความเชื่อเกี่ยวกับความจริงว่าผู้หญิงที่มิได้ออกเรือนสมรสนั้นจะนำโชคร้ายให้กับสามี แต่ซิงเหอรู้ดีว่าชื่อเสียงของฉินซิ่วจะเสียหายมากเพียงใดหากเรื่องนี้แพร่งพรายไป

 

        นอกเหนือจากระบบสังคมศักดินาซึ่งมีการแบ่งแยกอย่างเข้มงวดนี้ ผู้คนจำนวนมากต่างเชื่อในการตั้งกฎโง่เง่านี้และใช้คนเหล่านี้เป็นหลักความเชื่อนี่เป็นโลกในศตวรรษที่ 21จากชีวิตที่ผ่านมาของซิงเหอ

 

         “สิบปี … หมายความว่ามีเวลามากกว่าสี่ปี?” ชายหนุ่มคำนวณเวลา

           แม้ใบหน้าของฉินซิ่วจะซีดลง น้ำเสียงของเธอนั้นมีความหนักแน่นมั่นคง “อู๋เซียงเจ้าอย่าได้ห่วง ตัวข้านั้นไม่เคยหวาดกลัวสักนิดถ้าแม้นต้องปีนป่ายภูเขาหรือกระโดดลงทะเลเพลิง มันเป็นเรื่องของตระกูล หากตัวเจ้าแบกรับความหวังไว้ ไม่ทำให้บิดาและบรรพบุรุษของเราผิดหวังข้าล้วนสามารถสละสิ่งใดย่อมได้! “

 

           ซิงเหอไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงแต่เดินไปที่หน้าต่างซึ่งถูกเปิดและกล่าวด้วยความจริงใจ จดจ้องแสงแดดยามเช้า “พี่ใหญ่ข้าไม่ยอมให้ท่านรอถึงสี่ปีหรอก”