0 Views

             เป็นครั้งแรกที่ทั้งบิดาและบุตรได้ร่ำดื่มเหล้าสุราด้วยกันโดยอิสระเมื่อเริ่มจอกที่หนึ่งมันก็มักจะตามมาด้วยอีกหลายจอก คนทั้งคู่ต่างยกดื่มอย่างน้อยยี่สิบถึงสามสิบจอก แต่อย่างไรสำหรับอู๋เซียงแล้วการดื่มด่ำสุราเช่นนี้มีก็ราวกับการดื่มน้ำชาเพียงเท่านั้น

             ครั้งแต่เหลียนซานสามารถบรรลุระดับที่สามของกำลังแก่นแท้เหล้าสุราพวกนี้มิส่งผลกับมันมากนัก เพียงวิ่งเข้าห้องน้ำประมาณสองครั้ง แต่ทางด้านอู๋เซียงนั้นเขานั่งแน่นิ่งเช่นเดียวเทือกเขาหนักแน่นมิได้เข้าห้องน้ำแม้แต่ครั้ง

             “อู๋เซียง นับแต่เมื่อใดที่เจ้าคอแข็งถึงเพียงนี้? เจ้าช่างน่าประทับใจเสียยิ่งกว่าบิดาอีก!” เหลียนซานพูดเสียงติดขัด

             “ท่านเองก็มิน้อยหน้ากว่าข้านัก” เขายิ้ม

             “เจ้ามิต้องการเข้าห้องน้ำบ้างหรืออย่างไรกัน” มันอยากรู้ด้วยเพราะเห็นลูกชายนั่งสงบนิ่ง

             “บิดาได้โปรดมองที่พื้น!” เขาได้ใช้พลังภายในผลักน้ำมึนเมาออกจากนิ้วมือจนทำให้พื้นรอบๆเปียก

             “น..นี่เป็นวิธีการเช่นไรกัน?” เหลียนซานเอ่ยถามด้วยความตกใจ

              “ฮ่าๆ นี่เป็นเพียงเคล็ดลับเล็กน้อยเท่านั้น” แน่นอนว่ามันมิใช่เคล็ดลับน้อยๆแต่มันเป็นเคล็ดวิชาดัชนีอัคคีที่เขาฝึกมาหลายปี เขาเรียนรู้อย่างเชื่องช้าถึงขั้นตอนที่ได้รับการแต่งเติมเพิ่มขึ้นมา นั่นคือปราณกระบี่

               ปราณกระบี่เป็นเคล็ดคัมภีร์โบราณแม้ว่ามิได้ฝึกฝนวิชากระบี่ไร้ตัวตนนี้ แต่เขาก็สามารถส่งพลังภายในเคลื่อนไปตามนิ้วมือได้ เวลานี้เขายังมิสันทัดส่วนที่ต้องส่งคลื่นปราณกระบี่ออกมาจากนิ้ว แน่นอนว่ามันเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด มิว่าจะสามารถสร้างปราณกระบี่อันลึกลับด้วยพลังภายในหรือกำหนดพลังทำลายล้างและระยะการโจมตีเช่นไรแต่ทั้งหมดก็ล้วนขึ้นอยู่กับคลื่นลมปราณ!

              ในท้ายที่สุดความเข้มข้นของปราณนี้ยังขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งภายในของเขา

              ด้วยระดับปัจจุบันเขามั่นใจนักว่าสามารถลงชิงชัยกับนักสู้กำลังแก่นแท้ขั้นที่เจ็ดได้!

              “ทารกอันประเสริฐ! จงบอกบิดามาเสียเจ้าได้ก้าวผ่านระดับกำลังแก่นแท้แล้วใช่หรือไม่” เหลียนซานมักจะถามคำถามเช่นนี้กับเขาอยู่เสมอและตอนนี้ก็ถึงการตอบคำถามเสียที

              “ขอรับ” เขามิได้ปิดบังไว้อีกต่อไป

              “ระดับใดหรือ?” อู๋เซียงมิได้แปลกใจกับคำถามนั้น เขาห่วงเรื่องระดับมากกว่า

              “ข้ายังมิได้ทดสอบระดับขั้นแต่ข้าแน่ใจว่าผู้นำตระกูลซูและตระกูลจางจะมิอาจกลั่นแกล้งพวกเราได้” วาจาของชายหนุ่มเป็นเช่นเม็ดยากระตุ้นหัวใจและชักนำบางอย่างเข้าสู่นัยน์ตาของบิดามัน

              “ผู้นำชนชั้นตระกูลซู… ตระกูลจาง… ” เขาเอ่ยเสียงทวนคำดังกล่าวช้าๆ “จางหม่าหรุยเป็นชนชั้นโดดเด่น เขามีนักสู้ระดับที่สองของกำลังแก่นแท้เป็นอย่างน้อยหรืออาจสูงกว่านั้นหนึ่งระดับ! ส่วนซานหลี่นั้นเป็นชนชั้นมั่งคั่งอย่างน้อยก็ย่อมมีถึงระดับที่สี่!”

              เมื่อคิดถึงจุดนั้นดวงตาของเขาก็ยิ่งเปล่งประกายมากยิ่งขึ้น “เมื่อพินิจดูแล้ว… อู๋เซียงเจ้ามีพลังอยู่ในระดับที่สี่กำลังแก่นแท้ใช่หรือไม่?

               ชายหนุ่มเพียงหัวเราะและมิได้ตอบสิ่งใด

               บุรุษผู้มีอายุรู้สึกอึดอัดราวกับว่าเขาอยู่ในห้วงความฝันและล่องลอยอยู่กลางเวหา บุตรชายของเขากลายเป็นบุคคลผู้มีพลังเช่นนี้ได้อย่างไร? เขาได้พานพบผู้วิเศษท่านใดเข้า?

              มิเช่นนั้นย่อมเป็นไปมิได้ที่จะบรรลุเข้าถึงระดับที่สี่กำลังแก่นแท้โดยมิต้องใช้ตำราการต่อสู้เล่มใดเพื่อให้เข้าถึงระดับกำลังแก่นแท้!หากการคาดเดาของเขาถูกต้อง ผู้ทรงพลังเยี่ยงไรกันถึงสามารถผลักดันให้ผู้เยาว์อายุสิบหกก้าวเข้าสู่ระดับที่สี่กำลังแก่นแท้ได้? เป็นไปได้ยากยิ่งนักเนื่องด้วยบุคคลประเภทนี้มักดำรงอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋เพียงเท่านั้น

              หรือมันอาจจะเป็น…

              จิตวิญญาณแห่งนักรบตามเรื่องเล่าเช่นนั้นหรือ?

              นัยน์ตาของเหลียนซานเกิดแสงวูบวาบ อย่างไรก็ตามเขาก็ปฏิเสธความคิดอันบ้าบอนี้จิตวิญญาณแห่งนักรบเป็นตัวตนเฉพาะในตำนาน เป็นไปมิได้สำหรับพวกเขาที่จะปรากฏในโลกของมนุษย์ด้วยความง่ายดาย!

              แต่อย่างไรเขาจดจำเรื่องเล่านั่นได้เช่นนั้นเขาจึงอ้าปากพูดอีกครั้ง “อู๋เซียงมันมีเรื่องเล่า ข้ามิทราบว่าเป็นจริงหรือไม่เพียงแค่ใช้อ้างอิงเมื่อได้ยินที่เจ้าเอ่ยออกมา”

              จากน้ำเสียงที่ใช้พูดคุย เหลียนซานเริ่มปฏิบัติกับบุตรชายเช่นผู้อาวุโสคนหนึ่ง

              “บิดาได้โปรดเอ่ยออกมา”

               “อืม ข้าได้ยินมาว่าในโลกของการต่อสู้ใดก็ตามที่สามารถเข้าถึงระดับที่สี่กำลังแก่นแท้ก่อนที่พวกเขาจะอายุครบยี่สิบสี่ปีล้วนแต่จะได้ประสบกับโชคชะตาอันแสนวิเศษ” เหลียนซานเอื้อนเอ่ยอย่างลึกลับทุ้มต่ำ

               “โชคชะตาอันแสนวิเศษ?” เขาเอ่ยย้ำถ้อยคำของบิดาราวกับว่ามันเป็นเรื่องตลก

               “ถูกต้อง สำหรับกระบวนการขั้นตอนการฝึกฝนแต่ละครั้งนั้นยากเย็นมากนักมีเพียงอัจฉริยะหนึ่งเดียวเท่านั้นที่สามารถก้าวผ่านระดับที่สี่ของกำลังแก่นแท้ก่อนอายุยี่สิบสี่ปี ตัวตนอัจฉริยะเหล่านี้แม้แต่จิตวิญญาณอันลึกลับและทรงพลังก็ย่อมให้ความสนใจ บางครั้งพวกเขาจะคัดเลือกผู้มีพรสวรรค์โดดเด่นจากโลกมนุษย์ฝึกฝนในโลกแห่งจิตวิญญาณ! พวกเราเรียกว่าการเชื่อมต่อเขตวิญญาณ” เมื่อเอ่ยถึงเรื่องโลกแห่งจิตวิญญาณ สุ้มเสียงของเขากลับดูน่าเคารพยิ่งขึ้น

                ฉับพลันความคิดนี้สัมผัสชายหนุ่ม “การเชื่อมต่อเขตวิญญาณ? โลกแห่งจิตวิญญาณงั้นหรือ? บิดาโปรดพูดต่อ!”

                “ตามตำนานแล้วพบว่ามีโอกาสเพียงเสี้ยวเล็กๆที่จะเชื่อมต่อเขตวิญญาณได้ เป็นเหตุการณ์อันหาได้ยากนัก อาจเกิดขึ้นช่วงสิบปี เจ้าอาจค้นพบโอกาสนั้นด้วยตนเองมากกว่าจะแสวงหามันและในเมืองวารีของเราก็มิน่าเป็นไปได้ที่จะได้รับเลือกแม้ในรอบศตวรรษก็ตาม” เหลียนซานดูหลงใหลสิ่งนี้นักยามพูดเสร็จสิ้น นอกจากนี้เขายังเทิดทูนโลกจิตวิญญาณอันลึกลับเป็นอย่างมาก

                “ใช่ว่ามันมีแนวทางการเลือกเฟ้นที่ลำบากงั้นหรือ?” เขาถูกกระตุ้นและสอบถามอย่างเร่งด่วน

                “ข้ามิทราบหรอก” มันเพียงสามารถจับส่วนหนึ่งของข่าวลือพวกนี้โดยมิอาจค้นพบความจริงได้

                “ขอรับ” อู๋เซียงฉุดคิดขึ้นมาได้ เขากล่าวว่า “บิดาเรามิควรพูดเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกต่อไปเพื่อป้องกันปัญหาในภายภาคหน้า”

                พวกเขาใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วยามจัดการกับข้าวจนหมดสิ้น

                ชายหนุ่มเป็นผู้อุ้มพี่ใหญ่ของตนซึ่งเมามายจากไป ขณะที่บิดาไปจัดการชำระค่าอาหาร

                ซูซานหลี่และจางหม่าหรุยบังเอิญเดินผ่านโรงเตี๊ยมนี้ในเวลาเดียวกัน ด้านหลังเป็นบุตรชายและญาติพี่น้องซึ่งเข้าร่วมการทดสอบครั้งนี้เช่นกัน

                ดูเหมือนว่าพวกเขาได้ทดสอบเสร็จสิ้นแล้ว ยามที่หม่าหรุยสังเกตเห็นเหลียนซาน มันถากถางอีกคนด้วยรอยยิ้มกลับกลอก “แม้ว่าบุตรชายจะถูกขับไล่ออกจากทดสอบแต่ท่านก็มิจำเป็นต้องเมาน้ำสุราจนสิ้นชีวิตให้กับความรวดร้าวภายในโรงเตี๊ยมสายลมธาราแห่งนี้”

                 เนื่องจากผู้ดูแลการทดสอบได้เก็บผลคะแนนของอู๋เซียงไว้เป็นความลับ จึงมิมีผู้ใดทราบถึงคะแนนจริงของเขาก่อนจะประกาศอย่างเป็นทางการ

                  เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ภายในใจอดขบคิดมิได้ว่าคนเหล่านี้ช่างเหมือนกับมูลสุนัขยิ่งนักมิว่าไปที่ใดก็ตามติดแน่นมิหลุดออกสักนิด

                “ข้าจะให้พวกเจ้าภาคภูมิใจเสียให้พอในสองวันนี้ เมื่องานประเมินชนชั้นตระกูลเริ่มต้นขึ้นข้าให้สัญญาว่าพวกเจ้าจะมิมีโอกาสแม้นร้องไห้” ชายหนุ่มเพียงยิ้มหัวร่อก่อนเดินจากไป

                “ฮืมมม! ตระกูลฉินของพวกเจ้าก็เหมือนกับฤดูใบไม้ร่วงหล่นมิมีเวลาเหลือมากนักแล้ว! แต่พวกเจ้ากลับยังกล้าแสดงท่าทางหยิ่งยโสเช่นนี้กันหรือ” จางหม่าหรุยเยาะเย้ย

                โชคดีที่หลานชายของเขาผู้ซึ่งเกิดจากฝั่งญาติโดยการสมรสผ่านการทดสอบอย่างราบรื่นมันมีผลรวมคะแนนค่อนข้างดีแม้ความจริงที่ว่ามันแทบกระเสือกกระสนเอาตัวมิรอดกับด่านทดสอบสุดท้ายอย่างขบวนแปรหุ่นเชิด

                ตราบใดที่มิมีสิ่งใดผิดพลาดแน่นอนว่ามันย่อมได้รับคะแนนระดับหก! ระดับนี้เพียงพอรับประกันได้ว่าตระกูลของเขาจะมีทายาทสืบต่อและช่วยรักษาสถานะชนชั้นโดดเด่นในเมืองวารีได้

               โดยรวมแล้วการทดสอบของนักสู้ฝึกหัดจะใช้เวลาถึงสามวัน อย่างไรก็ตามประมาณครึ่งหนึ่งของคนทั้งหมดล้วนหมายมั่นจะจบการทดสอบนับแต่วันแรกไม่มีผู้ใดต้องการยืดเยื้อออกไปถึงวันที่สอง

               เนื่องจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เซิ่นอู๋ได้สร้างรูปแบบการทดสอบนี้โดยเจาะจงกับการทดสอบแบบต่อเนื่องนั่นจึงเป็นการทดสอบความสามารถฝีไม้ลายมืออย่างละเอียดถี่ถ้วน

               หากยืดยื้อการทดสอบออกไปถึงวันที่สองแม้ว่าจะได้รับคะแนนสูงสุดอย่างระดับที่เก้า แต่ก็แลกกับเงื่อนไขที่ว่าจะต้องถูกหักออกสองระดับจากทั้งหมดนั่นแปลได้ว่าท่านจะได้รับเพียงระดับที่เจ็ดเท่านั้น

              หากเข้ามาถึงวันที่สามก็จะหักออกอีกสองระดับ

              ดังนั้นนักสู้ฝึกหัดผู้อ่อนแอจำนวนมากมายจึงแทบจะมิได้รับคะแนนเลยแม้จะทดสอบเสร็จในวันที่สาม ตัวอย่างเช่นถ้าหากเป็นนักสู้ที่ได้รับคะแนนระดับที่ห้าจากการทดสอบ ระดับในท้ายที่สุดย่อมกลายเป็นระดับที่หนึ่งแทนเมื่อหักคะแนนออกสี่ระดับ

             ในโลกนี้ผู้ที่ได้รับเพียงระดับหนึ่งนั้นเหมือนกับขยะไร้ค่า มันเป็นคำพิพากษาแห่งความตายสำหรับเส้นทางการฝึกฝนวิชาการต่อสู้

              ด้วยเหตุนั้นลานวารีในวันที่สอง แทบจะมิมีนักสู้ฝึกหัดผู้ใดหลงเหลืออยู่มีเพียงหนึ่งในสิบของคนทั้งหมดที่ยังบกพร่องมิสามารถยืนหยัดได้

              เหล่าผู้ตรวจสอบนั้นมีความสามารถมากนัก เพียงสามวันถัดไปภายหลังการทดสอบ พวกเขาจะประกาศระดับรายนามอย่างเป็นทางการในวันที่สี่

              เช้าตรู่ของวันนั้นฉินซิ่วเป็นบุคคลแรกที่ตื่นขึ้นมาก่อน หญิงสาวรีบวิ่งไปหาน้องชายเพื่อลากไปดูผลการประกาศรายนามแบบเชิงบังคับ ตรงกันข้ามกับเหลียนซานมันมิได้กังวลมากนักเมื่อภายหลังได้รับรู้ถึงพลังความแข็งแกร่งของบุตรชายแล้วมันก็มิสนในผลการทดสอบอีกต่อไป

               ทั้งสามพากันทานกับข้าวได้ไม่นาน ฉินซิ่วก็พลันเร่งทุกคน “อู๋เซียงทานกับข้าวเร็วเข้า”

              “พี่ใหญ่รีบร้อนหรือ?” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม

              “ไปดูที่ป้ายประกาศรายนามข้าอยากเห็นชื่ออู๋เซียงของเราขึ้นเป็นผู้แรก!”

              “ลำดับแรกหรือ? ซิ่วเอ๋อร์ชื่ออู๋เซียงอาจมิใช่ลำดับแรกหรอก เจ้าควรเตรียมพร้อมไว้” เหลียนซานถอนหายใจเบา

              “ด้วยเหตุใดกัน?” หญิงสาวยังคงมิเข้าใจ หากเขาได้รับคะแนนอันเยี่ยมยอดเหตุใดจึงมิใช่ผู้แรกเล่า?

             “เพราะ … ” เขาหยุดคิดครู่หนึ่ง “เพราะว่าตระกูลของเราถูกจัดเป็นชนชั้นต่ำต้อย ผู้คุมสอบย่อมมิมีทางให้รายชื่อของบุตรหลานชนชั้นต่ำปรากฏระดับสูงนี่เป็นเพียงการคาดเดาของบิดาเท่านั้น ได้แต่หวังว่าพวกเขาจะมิกดระดับคะแนนลงโดยเจตนาเราจะโชคดีหากเป็นเช่นนั้น”

             เหลียนซานเหลือบมองบุตรชายเมื่อพูดจบ อย่างไรก็ตามอู๋เซียงก็เพียงยิ้มและก้มหน้าทานอาหารต่อไป

             “บิดา ท่านอย่าได้มองเลวร้ายขนาดนั้น! อ่า..อู๋เซียงเจ้าอิ่มแล้วหรือเช่นนั้นเราก็ไปกันเถอะ”

             ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอู๋เซียงจะเป็นผู้ที่มองโลกในแง่ดีที่สุดขณะที่บิดาของเขาแทบจะมิมี และฉินซิ่วก็เป็นผู้ห่วงใยมากที่สุด นงคราญหนึ่งเดียวเป็นคนที่ชวนพูดคุยตลอดทางเพื่อลดความวิตกกังวลของผู้อื่นแม้ว่าจะเป็นผู้ที่กังวลมากที่สุดก็ตามและพวกเขาก็มาถึงลานวารี

             แม้นจะมีมากกว่ายี่สิบจุดที่ประกาศรายชื่อติดไว้ แต่มวลชนทั้งหลายก็ยังครอบคลุมแออัดกันในบริเวณลานสี่เหลี่ยมกว้าง

             มีนักสู้ฝึกหัดจากเมืองฝั่งตะวันออกที่เข้าร่วมการทดสอบนี้เช่นกันเมื่อพวกเขามองเห็นชายหนุ่มทุกคนต่างบ่ายเบี่ยงสายตาหนี การแสดงออกจากอันไร้มารยาทกลับดูมีมากขึ้นเนื่องจากความขลาดกลัว

                 ฉินซิ่วเป็นสตรีที่ชาญฉลาดยามเมื่อเห็นว่าผู้คนเหล่านี้ต่างหลบหลีกสายตาของพวกเขา หญิงสาวก็รับรู้ได้ทันทีว่าน้องเล็กของเธอมิได้รับระดับเลวร้ายหรือเช่นนั้นคงมิจ้องมองด้วยสายตาขลาดเขลาเยี่ยงนี้ หากเขาได้รับคะแนนระดับต่ำคนทั้งหลายคงจะเยาะเย้ยเช่นทุกครั้งแล้ว

             ทางด้านเหลียนซานเองก็เริ่มลุ้นระทึกกับผลการทดสอบของบุตรชายตน เขาเลื่อนสายตาเริ่มค้นหาใบประกาศรายนามดังกล่าว