0 Views

            วันเวลาผ่านไปมิมีใครสังเกต เป็นเวลาสองปีแล้วที่อู๋เซียงกลับมาเมืองบ้านเกิด ชีวิตนี้เขามีอายุสิบห้าหนาวแล้ว การทดสอบของนักสู้ฝึกหัดจะมีในอีกหนึ่งปีครึ่งหลังจากนั้นก็จะเป็นการ “การประเมินชนชั้นตระกูล” พร้อมกับการสอบอื่นๆซึ่งจะติดตามมา

            ด้วยระดับปัจจุบันของชายหนุ่มเขามิได้ใส่ใจการสอบนักสู้หน้าใหม่มากนัก ในเวลานี้เขากำลังคิดเพียงเรื่องการประเมินชนชั้นตระกูลที่จัดขึ้นทุกๆยี่สิบปี

            เนื่องด้วยสมาชิกของตระกูลฉินนั้นมีจำนวนน้อยนิดเวลานี้ และเป็นเพราะพวกเขาอ่อนแอลงผู้มีอำนาจภายนอกหลากหลายคนจึงต้องการที่นั่งของพวกเขา น่าเสียดายนักที่ตระกูลฉินเคยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นมั่งคั่งในอดีตและผูกขาดทรัพย์สมบัติมหาศาล ด้วยเนื้ออ้วนพีขนาดใหญ่เช่นนี้แม้แต่ชนชั้นอันมั่งคั่งปัจจุบันยังริษยาและต้องการยื้อแย่งไป

            ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจฝึกปรือซักซ้อมตัวเองให้มากยิ่งขึ้น เวลาเป็นตัวเร่งรีบเพราะเหลือเพียงแค่ปีครึ่งเท่านั้น

            หลังกับข้าวมื้อเที่ยงอู๋เซียงมุ่งหน้าไปที่สวนด้านหลังจวน เขาตั้งหม้อเหล็กขนาดยักษ์ขึ้น จัดเรียงสุมกองฟืนแห้งไว้ด้านล่าง นำถังบรรจุน้ำมันขนาดใหญ่สองถังซึ่งเบิกมาจากโรงกลั่นน้ำมันของตระกูลออกมาวางไว้ข้างๆหม้อ

            มือข้างหนึ่งจับเหรียญทองแดงที่มีรูอยู่ตรงกลาง ส่วนมืออีกข้างก็จับที่ตักของน้ำมัน เทผ่านรูของเหรียญให้เข้าสู่หม้อขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่

            “อู๋เซียงเจ้ากำลังกระทำสิ่งใดหรือ?” เหลียนซานมิอาจทำความเข้าใจได้

            “ฝึกฝน” เขาตอบโดยหารู้ไม่ ยังคงตั้งมั่นกับภาระที่ทำ

            ชายผู้มีอายุมากอย่างเหลียนซานตกตะลึงเพียงชั่วหนึ่งแต่แล้วก็เข้าใจ ตอนแรกมันคิดว่าโง่งมนักยามเฝ้ามองบุตรชายตักน้ำมันและยึดจับเหรียญไว้ในเวลาเดียวกัน จะอย่างไรหลังจากสังเกตด้วยความพิจารณามันเข้าใจกลวิธีเช่นนั้น

            ท่านจะต้องตักน้ำมันเทผ่านรูของเหรียญโดยมิปล่อยให้น้ำมันรั่วไหลเลอะออกมาบนเหรียญแม้แต่ครั้งเดียว มันเป็นการวางแผนบททดสอบที่ยากเย็นเพื่อฝึกความเฉียบแหลมของสายตา มือและความอดทน

            หากเพียงแค่เทน้ำมันประเดี๋ยวเดียว ผู้ฝึกฝนทักษะต่อสู้ทุกคนย่อมมิมีปัญหาอย่างใด! เสียแต่ว่ามันเป็นน้ำมันสองถังขนาดใหญ่ หากต้องการบรรจุให้เต็มหม้อเพียงอาศัยการเทน้ำมันผ่านรูเล็กๆนี้ต้องใช้เวลาถึงหลายชั่วยาม!

            ส่วนสำคัญก็คือกองฟืนที่ยังคงเผาไหม้อยู่ข้างใต้หม้อตลอดเวลา มันเป็นการทดสอบสุดหินด้วยต้องทนต่ออุณหภูมิสูงเนื่องจากจำเป็นต้องยืนแนบชิดกับความร้อนดุเดือด

            วิธีการฝึกเยี่ยงนี้จะช่วยให้สามารถควบคู่ฝึกฝนร่างกายหลายรูปแบบในเวลาเดียวกัน ไม่เพียงแค่เหลียนซานมิเคยพบเห็นมาก่อนแต่มันยังมิเคยได้ยินเรื่องราวเช่นนี้มาก่อน!

            หนึ่งลมหายใจ ครึ่งเค่อ หนึ่งเค่อ …

            สักพักหนึ่งสองเค่อผ่านไป บุรุษสูงวัยรู้สึกพึงพอใจและยิ้มกริ่ม

            เขาสังเกตเห็นทุกสิ่งอย่าง มองเห็นว่าบุตรชายของเขาแทบไม่กระพริบตาหลังลงมือกระทำเป็นเวลานานแล้ว นอกจากนี้มือของเขานั้นยังไม่สั่นเทาเลย มือหนึ่งตักน้ำมันเทผ่านช่องเล็กๆลงหม้ออย่างเคร่งเครียด

            เหลียนซานซึ่งอยู่ระดับที่หนึ่งของกำลังแก่นแท้รู้สึกว่าตนเองคงมิอาจมีสมาธิจดจ่อเช่นนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแน่

            เวลานั้นเองมือของอู๋เซียง ซึ่งถือเหรียญทองแดงก็พลันสั่นเล็กน้อย กลับกลายเป็นตัวช่องรูมิสมดุล น้ำมันเลอะเปื้อนเหรียญทองแดง

           “ฮ้า!” ชายหนุ่มถอนหายใจอย่างเสียดายบางสิ่ง เขาโยนเหรียญทองแดงลงในหม้อต้ม “มันเป็นเพียงเวลาสองเค่อใช่หรือไม่?”

            ตัวตนก่อนครั้งที่เขาจะอายุยี่สิบปี วิธีนี้เป็นแบบหนึ่งของการฝึกฝนบังคับในทุกวัน เมื่อบรรลุถึงจุดสูงสุดเขาทำได้ถึงสามชั่วยาม!

              “ประเสริฐนักบุตรของข้า ผู้ใดสั่งสอนเรื่องนี้แก่เจ้าหรือ?” เหลียนซานเดินเข้าไปหาด้วยความเบิกบาน

           เขาเทน้ำมันส่วนที่เหลือลงหม้อ เพิ่มฟืนเข้าอีกและกล่าวว่า “ชายชราผู้หนึ่งสอนข้าขณะหลับฝันยามค่ำคืน ฮ่าๆ”

          ตัวมันนั้นเคยชินกับเรื่องขำขันของบุตรชายเสียแล้ว ดังนั้นจึงมิได้ใส่ใจและมันถามอีกครั้งว่า “เหตุใดจึงเพิ่มฟืนมากขึ้น?”

           “ฝึกปรือ!” อู๋เซียงตอบขณะที่น้ำมันเริ่มร้อนเดือดเป็นฟองอากาศ เขาหยิบเหรียญทองแดงออกมาสองสามเหรียญซึ่งเป็นแบบเดียวกับเหรียญก่อนหน้า หนึ่งในเหรียญนั้นมีสีเข้มกว่าเล็กน้อย

           เขาเหยียดแขนออกและโยนเหรียญทั้งหมดลงในหม้อ

           “ฮ่าฮ่า บิดาข้าจะให้เวลาท่านยี่สิบลมหายใจ ท่านสามารถนำเหรียญทองแดงที่มีสีเข้มกว่าอันอื่นขึ้นมาได้หรือไม่?” ชายหนุ่มถามด้วยรอยยิ้ม

           “มิใช่เรื่องยากเย็น!” เหลียนซานพับแขนเสื้อ เดินไปพิจารณาตำแหน่งของเหรียญทองแดงสีเข้มอย่างไรก็ตามเขาจะสามารถมองเห็นตำแหน่งดังกล่าวผ่านความร้อนเดือดและฟองอากาศที่ประทุอยู่ได้อย่างไรกัน?

           “จดจำว่าบิดามีโอกาสเพียงครั้งเดียว!” อู๋เซียงยิ้มกริ่ม

          เขาส่ายหน้าจำนนอย่างไม่มีทางเลือก “ข้าไม่คิดว่าตนเองสามารถกระทำได้”

           “ดูเหมือนว่าบิดาจะมิได้จดจ่อเช่นกับเดียวกับข้า” ชายหนุ่มถอนหายใจ “เมื่อเหรียญลงไปในหม้อท่านมิได้คอยรับฟังเสียงว่าพวกมันหล่นไปจุดใดภายในหม้อมิได้ใส่ใจกับทิศทางที่ปล่อยไปเช่นเดียวกัน แน่นอนว่าบิดาย่อมไม่สามารถประเมินตำแหน่งของมันได้ ท่านดูข้านะ!”

           เพียงอาศัยมือข้างเดียว สองนิ้วกดเข้าด้วยกันเขาก็นำเหรียญทองแดงออกมาจากหม้อต้มอันเดือดพล่านได้ มันเป็นเหรียญทองแดงสีเข้ม

            เหลียนซานทำสิ่งใดไม่ได้เพียงปรบมือและชื่นชมบุตรของตน “ดียิ่ง! อู๋เซียงเจ้าได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนักตลอดช่วงสองปีมานี้ ดูเหมือนว่าเจ้าจะประสบผลลัพธ์อันแสนวิเศษเสียแล้ว เจ้ามีเป้าหมายใดสำหรับการสอบที่จะถึงปีถัดไปนี้? “

             “แล้วบิดาคาดหวังสิ่งใดกันเล่า?” ชายหนุ่มยิ้มขบขัน เป็นฝ่ายกลับถามแทน

             “ฮ่าๆ ข้าวาดหวังเพียงว่าเจ้าสามารถทำคะแนนได้ระดับหกหรือระดับเจ็ดเป็นต้นไป อยากให้เจ้าขยันฝึกซ้อมและสร้างผลงานโดดเด่น หากเข้าถึงระดับนักสู้ชั้นสูงในการทดสอบตัวเจ้าย่อมจะประสบผลสำเร็จในอนาคตมากขึ้น” ตัวของเหลียนซานนั้นเป็นนักสู้ระดับที่หนึ่งของกำลังแก่นแท้ดังนั้นมันจึงมุ่งหวังว่าบุตรชายจะสามารถเอาชนะมันได้

              “นักสู้ระดับสูงงั้นหรือ?” เขายิ้มเพราะบิดาคาดหวังให้เขาอยู่ในช่วงกลางหรือบนเท่านั้น

            ความสามารถปัจจุบันของอู๋เซียงเป้าหมายนี้เป็นเรื่องง่ายดายนักสำหรับมัน แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการเปิดเผยความสามารถแท้จริงก่อนการต่อสู้จะเริ่มขึ้น หากเขาทำเช่นนั้นย่อมเป็นการเคลื่อนไหวอันโฉดเขลา และทำให้ตนเองเดือดร้อนแทน

            แน่นอนว่ามันไม่สมควรสำหรับบุตรหลานชนชั้นต่ำที่จะเปล่งประกายโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับแต่เวลานี้ที่สายตาของผู้คนจำนวนมากกำลังจับจ้องตระกูลฉินอย่างใกล้ชิดเนื่องด้วยทรัพย์สินของพวกเขา

            สมควรใช้เหล็กกล้าที่ดีสร้างใบมีดคมเฉือน เขาเข้าใจหลักการนี้เป็นอย่างดี

            มันถูกเรียกว่า “การสอบของนักสู้ฝึกหัด” เป็นการทดสอบครั้งสุดท้ายสำหรับผู้ที่ฝึกวิชาต่อสู้ก่อนจะเข้าผู้วัยผู้ใหญ่เต็มตัวเมื่อย่างเข้าสิบหกปี เป็นครั้งแรกและเป็นการสอบที่สำคัญมากนักในชีวิตของพวกเขา เนื่องด้วยการทดสอบเหล่านี้เป็นการทดสอบทักษะวิชายากสุดลำบากมากจึงย่อมเรื่องสำคัญสำหรับทุกคน

            ผลคะแนนการทดสอบที่ได้รับมักเป็นตัวกำหนดแนวทางการฝึกฝนของนักสู้ในภายภาคหน้า

            นักสู้ฝึกหัดจะถูกแบ่งแยกออกเป็นเก้าระดับ ระดับหนึ่งถึงสามคือพวกระดับต่ำอ่อนแอ ระดับสี่ถึงหกเป็นกลุ่มปานกลางพอมีฝีมือ และกลุ่มระดับสูงคือตั้งแต่เจ็ดถึงเก้า

            เมื่อบรรลุถึงระดับสูงแล้วก็จะเป็นการเลื่อนเข้าสู่กำลังแก่นแท้โดยธรรมชาติ นักสู้ระดับสูงเกือบทั้งหมดจะเข้าถึงระดับที่สี่ของกำลังแก่นแท้

            ความเป็นจริงแล้วเมื่อฉินเหลียนซานได้ขอให้บุตรชายมุ่งสู่ชั้น “ระดับสูง” เพราะเขาได้พินิจอย่างถี่ถ้วนถึงการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญซึ่งบุตรชายของเขาได้แสดงท่าทีออกมาไม่นานมานี้เอง

            มันคงจะเป็นเรื่องเหลวไหล หากบุตรหลานชนชั้นต่ำอยากจะบรรลุขอบเขตของ “นักสู้ระดับชั้นสูง”

            นักสู้ระดับสูงโดยทั่วไปมักปรากฏในตระกูลเก่าแก่และทรงอำนาจ นับแต่เกิด พวกเขาก็ถูกส่งเสริมด้วยสารพัดตัวยาอันหลากหลาย และพวกเขาสามารถเข้าถึงระดับดังกล่าวได้เมื่ออาจารย์ผู้เยี่ยมยุทธ์ได้แนะนำชี้แนะวิธีการนั้น

            แต่กรณีของตระกูลฉินนั้นต่างกัน มันไร้ซึ่งหนทางที่พวกเขาจะได้ไปศึกษาเล่าเรียนกับต้นแบบผู้มีชื่อเสียง นอกจากนี้ก็ยังจะเป็นไปมิได้ที่จะได้รับยาเหล่านั้นมาส่งเสริม

            สกุลฉินยังมีบันทึกเคล็ดวิชาคัมภีร์เป็นของตนเอง เพราะพวกเขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นมั่งคั่งและมีวิชาการฝึกฝนระดับสูงบางเล่มซึ่งถูกส่งต่อมา อย่างไรก็แล้วแต่เคล็ดวิชาพวกนี้ส่วนใหญ่ต่างก็สูญหายไปภายใต้เหตุการณ์อันผิดปกติ เคล็ดวิชาไม่กี่เล่มซึ่งถูกส่งต่อมาล้วนไม่มีประโยชน์เพราะอู๋เซียงไม่สามารถจะใช้พวกมันได้เนื่องด้วยยังขาดความสามารถอยู่ ดังนั้นเหลียนซานจึงได้แต่คาดหวังว่าบุตรชายของตนจะสามารถใช้ประโยชน์จากเคล็ดวิชาคัมภีร์เหล่านั้นได้ในวันหนึ่ง

            เนื่องจากบิดาของเขาได้ส่งเสริมให้ฝึกฝนด้วยวิธีการน้ำมัน เขาได้รับคำอนุญาตให้ปฏิบัติสืบเนื่องไป หนึ่งวันหลังจากนั้นมันจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกฝนแบบบังคับของเขาหลังจากทานอาหารเที่ยงเสร็จ

            อย่างไรก็ตามพฤติกรรมอันบ้าบิ่นของเขาทำให้ผู้ดูแลโรงกลั่นน้ำมันท่านลุงสุ่ยโกรธมากนัก เขาเป็นบุรุษผู้อาวุโสคนหนึ่งที่จงรักภักดีต่อตระกูลฉินและรู้สึกว่าเป็นการกระทำอันมีเจตนาทำลายโดยใครบางคนที่ขโมยน้ำมันไป ภายหลังเกิดเรื่องถึงสองสามครั้ง ชายชราเดินทางมาหาฉินเหลียนซานให้สัตย์สาบานว่าเขามิได้เป็นผู้ฉกฉวยน้ำมันไป ในแต่ละเดือนทางโรงกลั่นน้ำมันยังคงมองเห็นการลดลงของการผลิตน้ำมันอันสืบเนื่องจากนายน้อยของมันเป็นผู้ลักลอบนำออกไปนั่นเอง

            แน่นอนว่าท่านผู้นำตระกูลมิได้โต้แย้งอธิบายเรื่องนี้ เขายิ้มแย้มกล่าวว่า “ท่านลุงสุ่ยท่านเองก็ทำงานให้กับตระกูลฉินของเราเป็นเวลาหลายสิบปีแล้ว มิจำเป็นต้องมาหาข้าด้วยซ้ำตัวข้านั้นจะมิเชื่อมั่นความซื่อสัตย์ของท่านได้อย่างไรกันเล่า เพียงแค่สนใจแค่เรื่องงานเท่านั้นและข้ายังจะเพิ่มเงินเดือนให้ท่านเป็นสามเวลา ข้าทราบว่าหลานของท่ามิได้เป็นเด็กหนุ่มอีกต่อไปมันจวนถึงเวลาที่จะลงทุนให้เขาแล้วใช่หรือไม่?”

            ชายชรารู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้ง ไม่สามารถเอื้อนเอ่ยขอบคุณเจ้านายตนให้เพียงพอกับความเมตตาได้ ระหว่างทางมันพึมพำกับตนเองว่ามันนั้นโชคดียิ่งนักที่ได้ทำงานกับเจ้านายผู้นี้ มันสวดมนต์อ้อนวอนกับเหล่าทวยเทพให้ตระกูลฉินดำรงอยู่ต่อไปหลายชั่วอายุคน

            คนรับใช้ภายในจวนไม่พูดสิ่งใดมากนักเมื่อเห็นนายน้อยของมันเริ่มฝึกฝนด้วยวิธีการแปลกๆ อย่างไรก็ตามเนื้อเรื่องก็เปลี่ยนไปเมื่อมันได้แพร่กระจายลุกลามออกไปภายนอก อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้บางคนเยาะเย้ยความจริงที่ว่าตระกูลฉินมีขยะทำให้สูญสิ้นน้ำมันไปหลายสิบโลในแต่ละวัน

          ข่าวสารถูกส่งผ่านอย่างรวดเร็วปากต่อปาก ในเวลาไม่ถึงครึ่งเดือนข่าวนี้ก็ได้เดินทางไปเมืองวารี

         อู๋เซียงหัวร่อขำขันกับข่าวลือภายนอก เขาไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจยังคงฝึกฝนเช่นนี้ทุกเมื่อคืนวันไม่มีหยุด

            ในขณะที่เขาเริ่มคุ้นชินกับโลกใบนี้มากขึ้นและพัฒนาฝีมือรุดหน้าไปพร้อมการฝึกปรือซักซ้อม ความหวังต่อ “การประเมินชนชั้นตระกูล” ก็เพิ่มขึ้นในแต่ละวัน

            การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นก้าวแรกของการเดินทางไปสู่จุดสูงสุดของวิชาการต่อสู้ เขาจะไม่ยินยอมให้ล้มเหลวใดๆทั้งสิ้น