0 Views

              ในแต่ละวันทั้งจือหยวนและเซี่ยวจงยังคงวิ่งตามเส้นทางของอู๋เซียงอยู่ภายหลังหนึ่งปีพวกเขารู้สึกว่าระยะทางเกือบสามร้อยลี้ของภูเขากลายเป็นเรื่องง่ายดายนัก

            ที่จวนของตระกูล ทุกคนต่างตื่นตกใจเมื่อพวกเขาได้แสดงทักษะเคล็ดวิชาซึ่งได้รับการสั่งสอนมาจากอู๋เซียง พวกมันรีบปิดประตูและเอ่ยเตือนทั้งสองคนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อไม่ให้ผู้คนภายนอกรับรู้

           ผู้คนทั่วหล้าจะเย้ยหยันหากรู้ว่าพวกเขาฝึกวิชาของตระกูลอื่น

           แต่จือหยวนกลับเอ่ยเพียงว่า “มิใช่เรื่องใหญ่อู๋เซียงกล่าวว่านี่เป็นวิชาต่อสู้พื้นฐาน สามารถนำไปใช้ต่อสู้กับผู้อื่นได้ “

           และเป็นอีกครั้งที่คำเหล่านี้ทำให้บิดาของจือหยวนตกตะลึงบ้าใบ้ไปชั่วขณะ ทายาทผู้นี้ของสกุลฉินเปลี่ยนเป็นเมธีผู้ปราดเปรื่องหลังถูกทำร้ายโดยบุตรหลานของตระกูลจางเช่นนั้นหรือ? เหตุใดจึงกลับกลายเป็นทรชนเช่นนี้ได้?

            เมื่อมองดูท่าทีของบุตรชายตนเองก็พลันรู้สึกว่าจือหยวนนั้นได้กลายเป็นผู้เคารพบูชาฉินอู๋เซียงแล้วเรียบร้อย เวลานี้มันยิ่งกังวลมากขึ้นว่าวันหนึ่งตัวมันจะกลายเป็นเหมือนบุตรชายหรือไม่?

            วันนี้สองสหายเดินทางมาถึงปลายทางหลังปีนป่ายอย่างยาวนานตลอดเส้นทางเป็นผืนป่าลึกลับ สามัญชนคนธรรมดาไม่สามารถเข้ามาถึงที่นี่ได้

            พวกเขาค่อนข้างประหลาดใจมากนักเมื่อไม่พบเห็นรอยเท้าใหม่เลยตลอดทาง

            “พี่จือหยวนวันนี้พี่อู๋เซียงมิได้มาที่นี่งั้นหรือ?” เซี่ยวจงรู้สึกตนเองตาฝาดไป

            ทุกครั้งอู๋เซียงมักจะมาก่อนพวกเขาแต่เนิ่นๆ อย่างไรก็ตามในวันนี้กลับไม่ปรากฏรอยเท้าใหม่ตลอดทาง ดูเหมือนว่าเขาจะไม่มา

            “บางทีเขาอาจจะหยุดระหว่างครึ่งทาง จะเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้บ้าคลั่งศาสตร์ต่อสู้เช่นอู๋เซียงจะยังไม่มา?”

            จือหยวนไม่สามารถคาดเดาเหตุผลได้ด้วยบุคลิกของอู๋เซียงเขาจะไม่แปรเปลี่ยนรูปแบบการฝึกฝนง่ายนัก เว้นเสียแต่ว่าจะมีเหตุการณ์สำคัญบางอย่างเกิดขึ้น

            “พวกเจ้าทั้งสองคนมานี่!” ขณะที่พวกเขากำลังคาดเดาอยู่นั้น เสียงของอู๋เซียงก็แว่วดังมาจากสถานที่ห่างไกล

           ทั้งสองติดตามเสียงมา เดินผ่านป่าทึบประมาณสองลี้ ที่นั่นพวกเขาเห็นอู๋เซียงกำลังนั่งอยู่บนศิลายักษ์หันประจัญหน้ากับหุบเขาลึก เมื่อเหลียวมองลงไปก็มิสามารถหยั่งถึง ข้างใต้ก้นบึงลึกลับไร้ขอบเขต

            “อ่า ยังมีสถานที่ยากลำบากเช่นนี้ดำรงอยู่หรือ?”

            ประมาณหนึ่งเดือนนับแต่วันที่จือหยวนและเซี่ยวจงได้เริ่มเดินทางขึ้นเขาตามเส้นทางที่อู๋เซียงบอก แต่อย่างไรก็ตามพวกเขาไม่เคยพบเจอที่นี่มาก่อน

            “อืม ภายใต้หุบเขาที่กว้างใหญ่นี้ความลับอันยิ่งใหญ่ของเทือกเขาชางคงจะอยู่ในบริเวณนั่นใช่หรือไม่?”

            ทั้งสองต่างก็ไม่เข้าใจคำพูดของเขา ทันใดนั้นเซี่ยวจงก็เอ่ยว่า “พี่อู๋เซียงวันนี้ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร? เหตุใดพวกเราจึงไม่เจอรอยเท้าของท่าน หรือท่านมาที่นี่ด้วยเส้นทางอื่น?”

           “ข้าก็ตามเส้นทางเดิมเพียงแต่วันนี้ข้าฝึกวิชา” ชายหนุ่มตอบเสียงเบา

           “อะไรเล่า? ตามเส้นทางเดิม? เท้าของเจ้าไม่สัมผัสพื้นดินหรือปรากฏแม้เพียงรอยเดียวนะหรือ? ” จือหยวนตกใจยิ่งยวด เขาพึมพำและถอนหายใจ “อู๋เซียงข้าอยากรู้นักว่าเจ้าอยู่ระดับไหนแล้ว?”

           แม้นว่าเขาจะไม่ได้ตอบคำถามนี้ แต่เซี่ยวจงก็เอ่ยขึ้นมา “ข้าอยากรู้เรื่องนี้มากกว่าว่าเมื่อใดข้าจะสามารถเข้าถึงระดับเดียวกับพี่ใหญ่อู๋เซียงได้ ฮ่าๆ”

           “เพียงประโยคเดียว – สวรรค์ย่อมตอบแทนผู้หมั่นเพียร!” ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน “มาฝึกซ้อมกัน!”

           ทั้งสองพยักหน้ากำมือของตนเอง ราวกับตื่นขึ้นมาจากความฝัน การฝึกของเขานั้นยังคงแยกออกเป็นสองดังเดิม นับเป็นเวลาสองปีแล้วตั้งแต่เขากลับมาเมืองนี้ ระยะเวลามันไม่ได้ดูยาวนานมากในมุมมองของเขาเพียงเทียบกับการปีนป่ายเขาเทือกเขาชางไม่กี่ร้อยครั้ง

           เป็นความพยายามที่ใช้เวลาเจ็ดหรือแปดร้อยวัน ผ่านเหมันต์และคิมหันต์ซึ่งเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญทำให้ตัวของอู๋เซียงพัฒนาทักษะ

            อู๋เซียงได้เข้าถึงขั้นที่ห้าของนวพันแสง เมื่อเร็วๆนี้ก็สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นที่หกเขตแดนยอดมกุฏได้ วิชานวพันแสงมีทั้งหมดเก้าขั้น เขาได้เรียนรู้ขั้นแรกของระดับขั้นที่เจ็ดอย่างชำนาญ และอยู่ใกล้การก้าวสู่ขั้นที่แปด “แปดตะวันเผาไหม้”

            ยิ่งไปกว่านั้นคือเขาเข้าสู่ระดับสูงสุดของดัชนีอัคคี

            เมื่อออกจากสำนักต่อสู้ความแข็งแรงของอู๋เซียงก็เท่ากับกึ่งกลางระดับที่สองและสามของกำลังแก่นแท้ ความรุนแรงของเขาในตอนนั้นแทบไม่เพียงพอที่จะประลองกับนักสู้ระดับที่สี่ของกำลังแก่นแท้

            ตอนนี้กำลังของชายหนุ่มอยู่ระดับที่หกกำลังแก่นแท้ ด้วยทักษะวิชาต่อสู้และประสบการณ์เขาแน่ใจว่าสามารถสู้กับระดับที่เจ็ดของกำลังแก่นแท้ได้

            ด้วยนักสู้ขั้นกำลังแก่นแท้นั้นมีพลังอำนาจมากมาย ยิ่งเพิ่มระดับขึ้นเท่าไหร่ความรุนแรงของพลังก็ยิ่งเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น

            นักสู้กำลังแก่นแท้ขั้นที่เจ็ดเป็นตัวตนระดับสูง สามารถใช้พลังเอาชนะนักสู้ขั้นหกได้ถึงสามคนในเวลาเดียวกัน และเมื่อก้าวเข้าสู่ขั้นที่แปดแล้วก็สามารถจัดการเอาชนะนักสู้ขั้นที่เจ็ดได้เช่นกัน ส่วนขั้นที่เก้าของกำลังแก่นแท้นั้นคือจุดสูงสุด เล่ากันว่าสามารถเอาชนะกับนักสู้ขั้นที่แปดถึงห้าคนในช่วงเดียวกัน

           มันน่ากลัวมากนัก หากก้าวเข้าสู่แต่ละระดับแล้วความแข็งแกร่งจะเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามติด

           อู๋เซียงไม่สนใจจำนวนตัวเลข เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับหนึ่งแล้วความแข็งแกร่งจะไม่สามารถเปรียบเป็นจำนวนได้ ยกตัวอย่างเช่นหากมองตัวเองเวลานี้ เขาเพิ่งฟื้นคืนความสามารถเพียงครึ่งหนึ่งจากความแข็งแกร่งในชีวิตก่อนเท่านั้น

           อย่างไรก็ตามหากเขาเทียบว่าเวลานี้เป็นระดับสูงสุดแล้ว มันก็ห่างไกลจากระดับสูงสุดในความจริงอยู่ดีแม้มีหลายร้อยผู้คน

           ความรื่นเริงของชายหนุ่มคือเทือกเขาชางที่ได้มอบสภาพแวดล้อมการฝึกอันเหมาะเป็นอย่างยิ่ง สภาพแวดล้อมซึ่งเหนือว่าทุกหนแห่งและเป็นสิ่งที่ดีต่อการฝึกกำลังภายใน

            ผลของการโหมฝึกอย่างหนัก ณ สถานที่แห่งนี้เทียบเท่ากับการฝึกสองหรือสามวันในอดีตโลก หากยังคงความเร็วเช่นนี้ต่อไปด้วยความเร็วดังกล่าวเขาย่อมสามารถฟื้นคืนพลังได้เจ็ดหรือแปดส่วนก่อนงาน “ประเมินชนชั้นตระกูล”

           ในอดีตโลกสิ่งที่เรียกว่า “จิตวิญญาณแห่งทวยเทพและพิภพ” เป็นสิ่งที่มิอาจสัมผัสได้ อย่างไรก็ตามในโลกใบนี้เมื่ออู๋เซียงฝึกความแข็งแกร่งภายใน เขาอาจจะสัมผัสได้ถึงการดำรงอยู่ของ “จิตวิญญาณ” ในตำนานก็เป็นได้

            ทันใดนั้นความปรารถนาฟื้นคืนพลังของเขาก็ปะทุออกมา เพื่อที่จะได้รับโอกาสอันดีงามมุ่งสู่ดินแดนเหนือท้องฟ้า

            ช่วงเวลานี้มันมีโอกาสที่ดีมากในการจะประสบผลสำเร็จด้วยสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์เช่นนี้!

            “ดินแดนเหนือท้องฟ้า… ” เขาพึมพำ ชีวิตเมื่อครั้งที่แล้วของอู๋เซียงเขาหมกหมุ่นอยู่กับความคาดหวังนี้ มันทำให้เส้นโลหิตของเขาเดือดพล่านไปด้วยความตื่นเต้น

           เกือบเที่ยงวันชายหนุ่มจึงลงจากเขาขณะท้องฟ้าพลันแปรเปลี่ยนสี เขาได้ยินเสียงพี่สาวตนเองพร่ำเรียกหาตั้งแต่ลงมายังไม่ถึงตีนเขา

          “พี่ใหญ่เกิดเรื่องอันใดขึ้นกัน?” เขามองเห็นหญิงสาวสีหน้าดูกังวลมากทีเดียว

          “อู๋เซียงเร็วเข้ารีบกลับจวนกันเถิด บิดา … บิดาอาเจียนออกเป็นเลือดจำนวนมาก” ฉินซิ่วพูดน้ำเสียงสะอึกสะอื้น

          ใบหน้าของอู๋เซียงเปลี่ยนเล็กน้อย เขารีบเร่งฝีเท้า “พี่ใหญ่ท่านจงเร่งรีบตามกลับมา ข้าจะไปดูบิดาก่อน”

          คนรับใช้นำทางนายน้อยพวกมันมายังห้องพักทันทีเมื่อกลับมาถึง ใบหน้าขาวซีดเซียวเหมือนแผ่นกระดาษของชายสูงวัย หยาดเหงื่อจำนวนมากหลั่งรินออกมาจากบริเวณหน้าผากเผยให้เห็นเส้นโลหิตดำหนาแน่น ตามความจริงแล้วบิดาของมันแบกความเจ็บปวดจำนวนมหาศาลไว้ทีเดียว

           “บิดาเกิดอะไรขึ้นกับตัวท่าน?”

           เขาเดินเข้ามานั่งใกล้เตียงแตะสัมผัสข้อมือของบิดา เขารู้สึกได้ถึงชีพจรที่เต้นตุบตับอย่างรวดเร็ว การเคลื่อนตัวของหลอดโลหิตเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวาย กระแสลมปราณแต่ละสายกระจัดกระจายไปทั่วไร้เส้นทางชัดเจน

           กล่าวโดยตรงก็คือลมปราณแก่นแท้ของบิดาเขากำลังวิ่งวนตีกันวุ่นวาย

           อู๋เซียงเป็นบุคคลผู้ยอดเยี่ยมด้านการต่อสู้มาก่อนและเขามีความรู้ครอบคลุมมากมาย ด้วยเหตุนั้นจึงย่อมเข้าใจอาการสาเหตุทันทีเมื่อสัมผัสชีพจรของอีกคน

            เขาก้มศีรษะลงและถอนหายใจด้วยความรู้สึกผิด ในหลายปีนี้เขายุ่งวุ่นวายกับการฝึกฝนของตนเองมิได้ให้ความสนใจกับปัญหาการฝึกของผู้ให้กำเนิด

           หากเขาล่วงรู้ได้เร็วกว่านี้นัก ท่านพ่อของเขาอาจมิได้อยู่ในสภาพเช่นวันนี้

           เป็นโชคดีที่บิดาของเขามีปราณแก่นแท้จำกัดอยู่ภายในร่าง เพราะว่ายังอยู่เพียงระดับขั้นที่หนึ่งของกำลังแก่นแท้เท่านั้น ช้าดีกว่าไม่มาและไม่มาช้ามาจนเกินไป

          พ่อบ้านซือซีเห็นนายน้อยจึงก้าวเท้าไปหาทันที เอ่ยอย่างเร่งรีบว่า “นายน้อยข้าจะไปเชิญหมอมารักษาท่านผู้นำ”

            อู๋เซียงเรียกให้พ่อบ้านหยุด “ท่านลุงซือซีมิจำเป็นต้องไป”

            ชายวัยกลางคนรู้สึกประหลาดใจนัก “หากมิเชิญหมอแล้วเราจะทำเช่นไรกับอาการบาดเจ็บของท่านผู้นำล่ะขอรับ?”

            “ข้าทราบวิธี”

            “นายน้อยทราบวิธีหรือขอรับ?” ไม่ใช่แค่เพียงพ่อบ้านซือซีตกตะลึงแม้แต่ตัวเหลียนซานก็เช่นเดียวกัน

             “บิดาตัวท่านเร่งฝึกฝนมากไป ลมปราณแก่นแท้ในร่างกายท่านจึงเป็นตัวกีดขวางด้วยลมปราณนั้นมิสามารถไหลเวียนทั่วร่างกายได้ ดังนั้นลมปราณแก่นแท้จึงวิ่งวุ่นไปไร้ระเบียบแบบแผนและเป็นอันตรายต่อเส้นโลหิตท่าน”

            เหลียนซานถอนหายใจยาวเขารู้ว่าบุตรชายนั้นพูดถูก ไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เขาได้ฝึกฝนตนเองหนักมิรู้จักเหน็ดเหนื่อยขณะดูแลธุรกิจของตระกูลพร้อม เขาเพียงต้องการเข้าถึงระดับสองของกำลังแก่นแท้ก่อนงานประเมินชนชั้นตระกูล หากเขาสามารถบรรลุระดับที่สอง นอกเหนือจากการท้าสู้ในชนชั้นโดดเด่นตัวเขาก็มีโอกาสเจ็ดหรือแปดส่วนสามารถปกป้องที่นั่งชนชั้นต่ำต้อยของตระกูลไว้ได้

           แต่เหลียนซานมิได้เป็นผู้มีพรสวรรค์มากมายเพียงนั้น เขาจึงเร่งรุดและได้เรียนรู้โดยตรงตามความหมายสำนวนโบราณที่ว่ายิ่งเร่งรีบยิ่งได้รับผลน้อย

           ท้ายที่สุดลมปราณแก่นแท้ก็ย้อนมาทำร้ายตัวมันเอง

           ด้วยความสามารถของอู๋เซียง เขาย่อมทราบถึงวิธีการแก้ปัญหาเรื่องเล็กน้อยเหล่านี้ และเขาก็กำลังคิดทบทวนวิธีการที่ควรใช้ มีสองแนวทางอย่างแรกคือการใช้เข็มเงินชักนำลมปราณแก่นแท้ออกจากร่างกาย ซึ่งมันจะทำลายสิ่งมัวหมองที่สะสมอยู่ภายในร่างกายโดยทำความสะอาดเส้นโลหิต แต่ต้องใช้เวลาสามถึงห้าเดือนในดึงลมปราณแก่นออกทั่วทั้งร่างกาย  ทางที่สองยิ่งรุนแรงขึ้นมันเหมือนทางเลือกอันโหดร้ายอย่างชัดเจน โดยปล่อยให้ท่านพ่อของเขาฝึกวิชาที่ยอดเยี่ยมอย่างการเปลี่ยนถ่ายเส้นเอ็นดั้งเดิม เป็นวิชาจากวัดเส้าหลินซึ่งวิชานี้จะชะล้างกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นร่างกายทั้งหมดประหนึ่งว่าเกิดใหม่!

           การรักษาอันรุนแรงย่อมมีผลดีแต่อย่างไรก็ต้องสุ่มเสี่ยงมากกว่าวิธีการอันแรก

           “อู๋เซียงเจ้าจะทำอย่างไร? จงบอกบิดามามิจำเป็นต้องรู้สึกผิดอันใด” เมื่อเหลียนซานเห็นว่าบุตรชายเงียบลง เขาคาดเดาว่าการวิเคราะห์นี้น่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงมากพอควร

           อู๋เซียงวาดยิ้มอบอุ่นมั่นใจแก่บิดา พึมพำอย่างมิแน่ใจบางสิ่ง “บิดาขอให้ข้าได้คิดทบทวนอีกครั้ง แล้วข้าจะให้คำตอบในวันพรุ่ง แต่ตอนนี้ท่านลุงซือซีรบกวนช่วยหยิบเข็มเงินมาให้สักหน่อยเถิด ข้าจะฝังเข็มกระตุ้นบรรเทาอาการบาดเจ็บของบิดา”