0 Views

เมื่ออู๋เซียงควบคุมคนในปกครอง เขามักใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง เพียงทำตนหยาบคายแสดงถึงท่าทางอันเย่อหยิ่งของคนชั้นสูงและดูถูกดูแคลนคนของตัวเองนั่นย่อมเป็นไปมิได้ที่ข้ารับใช้จะเคารพยำเกรง

เหล่าทหารล้วนเต็มใจติดตามสกุลฉินเพราะความสุขสบายและความเมตาปราณีของฉินเหลียนซาน

เมื่อรวมความเมตตาของเหลียนซานและความเข้มงวดของเหลียนชวนนั่นได้ทำให้เกิดกลุ่มคนที่จงรักและภักดียิ่งชีพ

ตอนนี้พวกมันมีรากฐานแล้ว อยู่ที่ว่าอู๋เซียงจะปั้นพวกมันขึ้นมาอย่างไรเท่านั้น

งานในตระกูลเป็นสามัญทำโดยปกติ ด้วยว่าเพียงฝึกวิ่งรอบๆและฝึกพละกำลัง

การวิ่งนั้นจะวิ่งผ่านเทือกเขาชางซานซึ่งอยู่ด้านหลังเมืองฝั่งตะวันออก แท้จริงแล้วเทือกเขานี้มีมีความได้เปรียบเฉพาะและอยู่สูงกว่าแถบดินแดนนี้ อู๋เซียงเองตอนที่ออกจากสำนักต่อสู้ก็ได้ใช้ที่แห่งนี้เป็นสถานที่ฝึกซ้อม

เหตุนี้การฝึกทหารพวกนี้จึงต้องใช้เทือกเขาชางซานอันยิ่งใหญ่

สำหรับขั้นต้น เขาต้องการที่จะสร้างกองทัพเหล็กที่ทรงพลัง กองทัพเหล็กนี้มิเพียงจะมีวินัยเคร่งครัดตรงดั่งเหล็กกล้าแต่ยังต้องมีทักษะการต่อสู้ที่แข็งแกร่งทนทานเช่นเหล็ก

การจะบรรลุสิ่งเหล่านั้น – ต้องฝึกฝน!

ฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง!

เกือบจะยามเหม่า(ตีห้า)แล้วและอู๋เซียงก็ยังคงยืนนิ่งอยู่ลานฝึกซ้อมท่าทางเย็นชา

ทั้งกองมารวมตัวกันซึ่งนั่นรวมถึงเหลียนชวนด้วย ในฐานะหัวหน้าของกองทหารเขายืนกรานที่จะเข้าร่วมแม้ว่าอาการบาดเจ็บจะยังมิหายดีก็ตาม เหลียนชวนต้องการแสดงเป็นตัวอย่าง

“ดีเก้าสิบคน หวังว่าหลังจากการฝึกในวันนี้เสร็จสิ้นแล้วคนทั้งเก้าสิบคนจะยังยืนอยู่ที่เดิมในเวลาเดิม คำขวัญของพวกเราคือมิมีผู้ใดออกกลางคัน! เราเรียกเหล่าคนที่หลบหายไปว่าอย่างไร?”

“ตัวขี้ขลาด!”

เสียงร้องตะโกนดังเป็นคลื่น

“ประเสริฐ เช่นนั้นจงตามข้ามาการฝึกบทแรกนั่นคือปีนเทือกเขาชางซาน!”

ทันทีที่เอ่ยวาจา ชายหนุ่มก็นำทุกคนมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาอันยิ่งใหญ่ชางซาน

การฝึกของทหารพวกนี้แตกต่างพอสมควรกับตอนที่เขาช่วยฝึกให้หูจื่อหยานและฟางเสี่ยวจง

แผนการฝึกซ้อมที่เขาทำให้กับจื่อหยวนและเสี่ยวจงเป็นแผนเพียงเพื่อช่วยให้ทั้งสองผ่านการทดสอบนักสู้ฝึกหัดเท่านั้น และเขาต้องการที่จะฝึกให้คนเหล่านี้เป็นกองทัพเหล็กของจวน จุดประสงค์ต่างกันบทเรียนความยากง่ายย่อมต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ด่านแรกคือการปีนป่ายขึ้นไปบนเทือกเขาชางซาน พวกมันปีนได้ระยะทางเท่ากันคือหนึ่งร้อยหกสิบลี้อย่างไรก็ตามพวกมันทำได้เพียงหนึ่งในสามของเวลาเมื่อเทียบกับสิ่งที่จื่อหยานได้รับ

ด้วยกฎอันชัดเจนเป็นเหตุให้พวกมันต้องทำอย่างต่อเนื่อง ผู้ใดชักช้าล้วนสุ่มเสี่ยงต่อเวลาจะหมด

การล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนดหมายความว่าอย่างไรเล่า? มันหมายความว่าคนๆนั้นจะตกรอบทันที

แล้วหากมีคนๆนั้นตกรอบหมายถึงอันใด?

เป็นไอ้ตัวขี้ขลาด!

บุรุษเลือดร้อนเหล่านี้จะศีรษะสะบั้นเลือดตกยางออกย่อมได้ แต่มิเต็มใจยอมให้ผู้ใดเรียกว่าตัวขี้ขลาดเป็นอันขาด!

ทุกคนหายใจหอบหนัก ค่อยๆกดทับหน้าอก

การวิ่งความเร็วสูงเยี่ยงนี้ย่อมทำให้กำลังกายถดถอยลงที่สุด หลังผ่านมาหนึ่งร้อยลี้ ลมหายใจแต่ละห้วงก็เหมือนดังมีดแทลงหัวใจของพวกมันและสร้างความทรมานสุดแสน

หนึ่งร้อยหกสิบลี้…

มิเพียงแค่รู้สึกหนักหน้าอก แต่ยังกดทับขาทั้งสองและหน้าอกอีกต่างหาก

แต่อย่างไรก็ตามจากสีหน้าของพวกมันกลับมิมีร่องรอยแห่งความยอมแพ้

เพียงแค่ความเจ็บปวด ความบิดเบี้ยว สีหน้าการฝ่าฟันและความปรารถนาที่จะมิยอมแพ้!

ขณะที่อู๋เซียงวิ่งเขาสังเกตเห็นทุกสิ่งอย่าง

ในที่สุดหนทางหนึ่งร้อยหกสิบลี้ก็จบสิ้น และเกือบทุกคนล้วนทำได้ภายในเวลาที่กำหนดหรืออีกนัยหนึ่งก็คืออยู่ในช่วงระยะที่กำหนดมิมีผู้ใดถือว่าด้อย อย่างก็ตามพวกมันแต่ละคนก็มิได้ชักช้านัก

“ดีอย่างน้อยก็เริ่มต้นได้ดี!” เขาให้กำลังใจอย่างที่สมควร “แต่เพียงดีเท่านั้นวันนี้เป็นเพียงวันแรกดังนั้นข้าจึงผ่อนมือไว้ พรุ่งนี้เวลาจะสั้นลงอีกหนึ่งส่วนพวกเจ้ามั่นใจหรือไม่ว่าทำได้?”

“มันใจขอรับ!” เสียงดังสนั่นตอบรับกลับ

“ดี! ตอนนี้พวกเจ้ามีเวลาคล้ายกล้ามเนื้อ ฟื้นฟูกำลังปรับลมหายใจภายในครึ่งก้านธูปหลังจากนั้นเราจะวิ่ง!”

หลังได้ยินคำสั่ง ก็มิมีผู้ใดกล้าสงสัยอีกต่อไป รีบทำเวลาให้เร็วที่สุด

เนื่องเพราะการเดินทางกลับนั้นเป็นเรื่องง่าย แต่อย่างไรกำลังขแงพวกมันคงมิอาจฟื้นคืนภายในครึ่งก้านธูปนี้เป็นแน่ และกำหนดเวลาก็เป็นดั่งตอนมา

 

เมื่อกลับมาถึงจวนตระกูลฉิน พวกมันต่างทานอาหารเช้าและพักผ่อนพักหนึ่ง ลำดับต่อไปจะเป็นการฝึกด้านพละกำลัง

กำลังและร่างกายเป็นสองสิ่งที่จำเป็นสำหรับการฝึกร่างกายของพวกมัน

การฝึกร่างกายนั้นเกี่ยวข้องกับขีดจำกัดความทนทานให้สามารถแบกรับขีดจำกัดจนถึงขีดสุดและทางด้านอื่นๆ

ส่วนการฝึกกำลังมีช่องว่างที่กว้างและต้องใส่ใจหลายๆอย่าง รวมถึงแขน หน้าอก ไหล่และกำลังขา

อู๋เซียงไม่เพียงหยิบยืมกระบวนการฝึกตามหลักวิทยาศาตร์จากโลกเดิม แต่เขายังใช้รูปแบบจำลองทางด้านโภชนาการและความรู้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนการฝึกฝนของเขา เขาไม่ต้องการพลาดแม้แต่รายละเอียดเดียว

“การน้ำหนักบริหารกล้ามหน้าอก มิเพียงจะเป็นการฝึกพลังแขนแต่ยังช่วยส่งเสริมส่วนอื่นๆอีก โดยละเอียดแล้วมันจะเป็นการฝึกที่ช่วยกระดูกและกล้ามเนื้อของพวกเจ้า การยกน้ำหนักจะช่วยเสริมมัดกล้ามเนื้อมิใช่แค่เสริมพลังยังรวมถึงความยืดหยุ่น ความเร็วและอีกมากมายดังนั้นแต่ละกลุ่มฝึกจะถูกแบ่งออกตามลักษณะต่างๆ”

อู๋เซียงให้คำแนะนำอย่างสงบเกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อ เขามิได้ปรารถนาให้คนพวกนี้เข้าใจเขาเพียงต้องการให้ทราบว่ามันทำงานเป็นระบบเช่นไร

“มีหลากหลายวิธีในการฝึกพลังกล้ามเนื้อขั้นต้น อย่าคิดว่าการกระทำเยี่ยงนี้ซับซ้อนมันเป็นวิธีการโดยสามัญที่สุดที่จะเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับร่างกายของพวกเจ้าต่างหาก”

“การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อย่อมถูกควบคุมโดยสมอง ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในกระบวนการฝึกกล้ามเนื้อนั่นคือต้องมีสมาธิขั้นสูง จดจ่อความคิดอยู่กับการเคลื่อนไหวของมันจากนั้นรวมความคิดให้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับกล้ามเนื้อ ด้วยหนทางนี้ทำให้พวกเจ้าสามารถเชื่อมต่อจิตใจกับร่างกายของตนกระทั่งถึงส่วนที่เล็กที่สุดและสมองก็จะควบคุมสั่งการทั้งร่างได้สมบูรณ์ พูดตรงๆก็คือวิธีนี้จะทำให้พวกเจ้ามีปฏิกิริยาตอบสนองได้เร็วกว่าศัตรูบนสนามรบ ทันทีที่จิตใจสั่งการร่างกายจะรับโดยธรรมชาติ บางครั้งชีวิตและความตายก็อยู่ระหว่างการตอบสนองของสองสิ่งนี้!”

ผลของการฝึกอันร้ายกาจนี้ช่างน่าสะพรึง หลังผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์มันก็แสดงผลทันทีเมื่ออู๋เซียงบอกให้พวกมันดึงคันศรอันเดิม ทั้งหมดร้องเอ็ดตะโรว่า “เบา มันเบายิ่งนัก”

“แปลกเสียจริงเพียงสัปดาห์เดียวเหตุใดมันจึงมิได้ดูหนักแข็งแรงเช่นเดิมอีกแล้ว?”

“ใช่ก่อนหน้าข้าคิดว่าการง้างธนูที่มีน้ำหนักหนึ่งร้อยยี่สิบชั่งได้นั่นทำให้ข้าเป็นนักรบที่แข็งแกร่งในเมืองฝั่งตะวันออกแล้ว ตอนนี้เมื่อมองย้อนกลับไปมันไร้ค่าทั้งสิ้น”

บุรุษเลือดร้อนเหล่านี้ต่างดีใจกันคึกคัก ยามที่มองมาที่อู๋เซียงก็ยิ่งประทับใจกว่าเดิม

“ทุกคนนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หากพวกเจ้าพอใจมันในตอนนี้ความทุกข์ทรมานตลอดหนึ่งสัปดาห์ย่อมสูญเปล่าแล้ว” เขาเทน้ำเย็นดับความตื่นเต้นในเวลาที่เหมาะสม

“ยังมิพอใจขอรับๆ” แต่ละคนพูดด้วยใบหน้าเปี่ยมความสุข

เวลาเดียวกันฉินซิ่วขวักมือเรียกอู๋เซียงจากด้านนอกลานฝึก

“พวกเจ้าฝึกต่อไป ระหว่างมื้อเที่ยงจะต้องฝึกให้ได้สิบสองรอบ”

ชายหนุ่มเดินมาหาพี่สาวตนหลังสั่งการเรียบร้อย เดินเข้ามาและเอ่ยว่า “พี่ใหญ่เกิดอันใดขึ้นรึ?”

ฉินซิ่วมองอู๋เซียงขึ้นลงด้วยรอยยิ้ม ท่าทางของนางดูน่าสงสัย

“พี่หญิงเกิดเรื่องอันใด?” เขารู้สึกสับสน ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงบางสิ่งบางอย่าง “หรือว่ามีแม่สื่อมาอีกแล้ว? ”

ในช่วงเวลาที่พักอยู่ตระกูลฉิน เช่นเดียวกับที่เฉียนปู่ป้าทำนายไว้พ่อสื่อแม่สื่อต่างพากันมาเคาะประตูมิขาดสาย อย่างน้อยก็สามหรือสี่ครั้งต่อวัน มากสุดก็ถึงสิบสองครั้ง

ตอนแรกฉินเหลียนซานยังต้อนรับขับสู้ด้วยรอยยิ้มอยู่ ภายหลังในท้ายที่สุดแม้แต่สุภาพชนเหลียนซานก็เริ่มรำคาญเหล่าพ่อสื่อแม่สื่อนี้และให้บุตรสาวฉินซิ่วเป็นผู้ดูแลแทน

แน่นอนว่าหญิงสาวมีวิธีจัดการเหล่าคนพวกนี้ ทุกคนต่างถูกไล่กวดด้วยวิธีการต่างๆ

“อู๋เซียงมิใช่เหล่าพ่อสื่อที่มา แต่เป็นแม่นางน้อยที่มาด้วยตนเองนางถามถึงเจ้าและอยากให้เจ้าไปพบ”

มิต้องสงสัยเลยว่าท่าทางกำกวมของฉินซิ่วเป็นเช่นไร

“นางเป็นผู้ใด?”

“พวกเราเคยพบนางมาก่อน แต่นางมิได้มาจากเมืองวารีนางเอ่ยว่าตนเองมาจากสำนักต่อสู้เมืองเพลิงไพรี”

ยามนั้นเขาก็พลันจำคนผู้หนึ่งได้และพยักหน้า “ตกลง ข้าจะไปพบนาง”

รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉินซิ่วเมื่อได้ยินวาจาเช่นนั้น ภายในใจคิดว่าโฉมสะคราญผู้นี้อาจเป็นคนพิเศษ ปกติแล้วอู๋เซียงมิเคยให้ความสนใจกับเหล่าพ่อสื่อแม่สื่อและมิเคยสนใจบุปผาคนใด แม่นางนี้อาจเป็นคนพิเศษเฉพาะก็ได้?

“พี่ใหญ่อย่าคิดไปไกล ข้าเดาว่าสตรีผู้นั้นเป็นคนที่มาพร้อมสองพี่น้องตระกูลหยุนที่เราพบอยู่ร้านขายเครื่องประดับใช่หรือไม่?”

“เจ้าทราบได้อย่างไร?”

“สตรีผู้นี้มีจุดประสงค์เฉพาะ” เขาพลันเอ่ยประโยคนี้และเดินไปที่ห้องรับแขกทันที