0 Views

            เมื่อเขากลับมาที่โรงเตี๊ยมทั้งบิดาและพี่สาวของเขากำลังยืนรออยู่ที่ประตูอย่างกังวล

           เมื่อเห็นว่าอู๋เซียงปลอดภัยดี ความกังวลก็จางหายไปขณะย่างก้าวเข้ามาหา

           อู๋เซียงเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ฉินซิ่วคว้ามือน้องชายและเอ่ยถามด้วยความห่วงใย

           ไปคุยกันข้างในเถอะ”

           คนของตระกูลฉินทั้งสามเดินเข้ามาอยู่ในห้องของอู๋เซียงและกล่าวว่า “พี่ใหญ่อย่าได้กังวลเลยข้าสบายดี

           เหลียนซานถามอย่างจริงจังว่า “ตระกูลซือเมิ๋นรึ? คนเหล่านั้นอีกครั้งนะหรือ?

           น้ำเสียงของบิดาเขาสังเกตได้ว่ามันเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและหวาดกลัว การแทรกแซงของตระกูลซือเมิ๋นนี้อยู่นอกเหนือเกินกว่าความอดกลั้นของบิดาเขานัก

           แม้ในช่วงที่รุ่งโรจน์มากที่สุดตระกูลฉินก็เป็นเพียงแค่ชนชั้นมั่งคั่ง ช่องว่างความห่างระดับชนชั้นนี่ช่างห่างแสนห่างไกล

            และยามนี้คนของตระกูลซือเมิ๋นก็ยังตามติดพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหลียนซานทั้งกังวลใจและสับสน

          เป็นตระกูลซือเมิ๋นแต่คราวนี้เป็นผู้มาเยือนที่มีพลังเหนือกว่าซือเมิ๋นเฉียนเสียอีก น่าจะเท่ากับตระกูลต้าซือที่เราพบในครั้งล่าสุด

            หัวใจของชายสูงวัยสั่นสะท้าน แข็งแกร่งยิ่งกว่าซือเมิ๋นเฉียน?

             เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างก็ประจักษ์ชัดด้วยสายตาว่าซือเมิ๋นเฉียนนั้นแสดงท่าทางโอหังต่อหน้าต้าซือเหิงเยี่ยงไร ในความคิดของเขาซือเมิ๋นเฉียนนั้นอยู่ในระดับที่มิอาจบรรลุได้

             หากพวกมันแข็งแกร่งกว่าซือเมิ๋นเฉียน พลังของพวกมันน่ากลัวเท่าไรกัน?

             อู๋เซียงมีสายตาที่เฉียบแหลมย่อมรู้ถึงจิตใจอันโอนเอนของบิดา  นี่มิใช่ความผิดของเขาเพราะข้อเท็จจริงนี้อยู่นอกเหนือจากสิ่งที่รู้และความอดกลั้นของเขาพอควร

             บิดาตอนข้าอายุสามปีท่านเคยสอนข้าจำกฎเก่าแก่ของตระกูลเราให้ขึ้นใจ จนถึงวันนี้มันผ่านนานแล้วสักเท่าไร?

            มันหน้าไหนคิดฉกฉวยตระกูล ย่อมต้องชดใช้ให้พวกมันมากกว่าห้าครั้ง

            มันหน้าไหนคิดอันตรายตระกูลฉิน  ย่อมต้องชดใช้ให้พวกมันมากกว่าสิบครั้ง

            มันหน้าไหนคิดทำลายตระกูลฉิน ย่อมต้องทำลายพวกมันด้วยทุกสิ่งที่เรามีโดยมิต้องคำนึงถึงมูลค่าความเสียหาย!

            นับแต่สมัยโบราณบุรุษเพศทุกคนตระกูลจะเริ่มจดจำกฎเหล่านี้ให้ลึกสุดหัวใจตั้งแต่อายุสามปี  ตลอดในช่วงชีวิตอย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็ต้องท่องให้ขึ้นใจมากกว่าหมื่นกว่าครั้ง แล้วเหลียนซานจะลืมได้อย่างไร?

             เมื่อเห็นบิดามิเอ่ยสิ่งใด เขาจึงพูดขึ้น สถานการณ์ยามนี้มิใช่การต่อสู้แย่งชิงที่นั่งชนชั้นและที่นั่งตระกูลอันยาวนาน แตเป็นการอยูรอดของตระกูลฉินท่านรู้หรือไม่ว่าพวกมันทั้งสามกล่าวสิ่งใด?”

             พวกมันว่าอย่างไร?” ร่องรอยของโทสะและประกายความมุ่งมั่นประกายพาดผ่านนัยน์ตาของเหลียนซาน

            พวกมันบอกว่าหากตระกูลฉินมิยอมแพ้ในประลองชนชั้นมั่งคั่งนี้ในอีกสิบวันข้างหน้าพวกมันจะทำลายตระกูลฉินให้ราบเป็นกอง”

             ปัง!

             บุรุษสูงวัยกระแทกกำปั้นลงบนโต๊ะน้ำชาและโต๊ะนั้นก็พลันสั่นสะเทือนโดยรอบ

            บิดาโปรดสงบก่อน ข้าอยากจะถามท่านว่าหากพวกเรายอมแพ้การต่อสู้ทีจะถึงนี้แล้วทรราชย์เช่นตระกูลซือเมิ๋นและตระกูลซูพวกมันมิใช้ตระกูลฉินเป็นตัวอย่างเชือดไก่ให้ลิงดูหรืออย่างไร?

            เหลียนซานพลันแช่แข็งและแสดงให้เห็นถึงสายตาอันการณ์ไกล บุตรชายของเขาทั้งที่ยังเยาว์วัยก็สามารถวิเคราะห์เห็นปัญหาอย่างปรุโปร่ง ในสถานการณ์เยี่ยงนี้มิว่าจะก้าวไปข้างหน้าหรือถอยหลังพลังอำนาจของศัตรูย่อมมิเปลี่ยนไปทั้งสิ้น หากพวกเขายังคงสู้ต่อไปพวกเขาอาจจะได้แก้แค้นชำระหนี้ หากไม่ตระกูลฉินก็จะกลายเป็นมวลชนธรรมดาและถูกเหยียบย่ำ

           เมื่อต้องประจันหน้ากับสถานการณ์ยามนี้พวกเขายังต้องตริตรองสิ่งใดเล่า?

          เหลียนซานนั้นเป็นเหมือนใครบางคนที่เกลียดชังการสูญเสีย ก่อนหน้านี้เขาลังเลเพราะช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างตระกูลฉินและตระกูลชนชั้นศักดินา ยามนี้มันยากที่จะยอมรับความจริงข้อนี้

           หลังจากเข้าใจแล้วเขาก็ทุบโต๊ะและแสงมืดครึ้มลงในนัยน์ตา เปล่งเสียงแหบแห้งว่า “มันผู้ใดกล้าคิดทำลายตระกูลฉินเราก็จะตอบโต้มันคืนด้วยพลังทั้งหมดของเราแม้ความตายก็ตามอู๋เซียงเจ้ามั่นใจการแข่งขันรอบบ่ายในรอบบ่ายหรือไม่?

           อู๋เซียงตอบเสียงสบายๆ “การทำลายตระกูลซูก็เหมือนกับการสังหารสุนัขตัวหนึ่งฐิดาเมื่อรอบสามในช่วงบ่ายจบลงพวกเราตระกูลฉินจะกลับคืนสู่ชนชั้นมั่งคั่งเราจะร่วมกันฉลองชัย! “

           ทันทีที่สิ้นคำพูด เขาก็ยิ้มบาง “เรามีแขกมาเยือน”

             ด้านนอกทางเดิน เสียงฝีเท้ามั่นคงเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็วเต็มหู

             ผู้นำตระกูลฉินอยู่ที่นี่หรือไม่?

             เหลียนซานได้ยินก็จำได้ว่าเป็นผู้คุมสอบหนวดสีเทาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งเคยเชิญพวกเขาไปร่วมทานมื้อค่ำด้วย

              ฮ่าๆ ผู้อาวุโสโจวเข้ามาๆ”

              ชายหนุ่มเปิดประตูรับและชำเลืองมองด้านนอก เขาเห็นนักรบยี่สิบสี่คนสวมชุดดินแดนศักดิ์สิทธ์ยืนเป็นแนวอยู่ด้านหลังชายชรา แต่ละคนล้วนทะมัดทะแมนรูปร่างกำยำ มีดวงตาที่ลึกซึ้งและเจิดจ้า มองผ่านๆตาพวกเขาคงได้รับการฝึกฝนมาเป็นย่างดี

               ไล่เรียงเป็นรายคนอย่างต่ำก็อยู่ขั้นที่สี่กำลังแก่นแท้ แต่เมื่อเคลื่อนไหวเป็นกลุ่มก็ย่อมเปล่งประกายอำนาจได้มากยิ่งขึ้น

              ข้าได้ยินว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นที่นี่?” ยิ้มที่เหมือนจะมิยิ้ม ชายชราไม่เอ่ยตามตรง

                   เพียงตัวตลกสามคนกระโดดเข้ามาเมื่อได้ยินชื่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็จากไปด้วยความกลัว” อู๋เซียงตอบเสียงเอื่อย

               บุรุษสูงวัยผงกศีรษะและปิดประตู เดินเข้ามาใกล้ลดเสียงลงและถามว่า “ตระกูลซือเมิ๋นแห่งชนชั้นศักดินา?

                ตระกูลซือเมิ๋น!”

                ความแข็งแกร่งของพวกมันเป็นเช่นไร?” เอ่ยถามอีกครั้ง

               ขั้นที่แปดหนึ่งและขั้นที่เจ็ดอีกสอง เพียงสามคนก็สามารถเข่นฆ่าผู้คนทั่วทั้งเมืองวารีได้”

               เริ่มแรกเหลียนซานยังมิทราบความแข็งแกร่งของผู้มาเยือน แม้จะเตรียมใจไว้แล้วแต่ยังอประหลาดใจมิได้เมื่อได้ยินบุตรชายกล่าวถึง

               ขั้นที่แปดระดับกำลังแก่นแท้?

               เพียงนักสู้ขั้นที่แปดผู้เดียวก็สามารถสร้างก่อตั้งตระกูลศักดินาขึ้นมาได้แล้วเป็นไปได้หรือไม่ว่าท่านผู้นำตระกูลซือเมิ๋นเป็นผู้มาด้วยตนเอง?

                   สีหน้าของชายชราเปลี่ยนสีเล็กน้อยเอ่ยอย่างขบคิด “ตระกูลซือเมิ๋นนี้กำลังก้าวล้ำเส้น ดูเหมือนซือเมิ๋นเฉียนจะมิใส่ใจถ้อยคำของหัวหน้าหวงนักเขากล้ามองข้ามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ในช่วงสองสามปีหลังมานี้ตระกูลซือเมิ๋นเริ่มหยิ่งจองหองด้วยประเมินค่าความสามารถของพวกตนสูงมากไป”

                  มีบางอย่างที่ข้าอยากถามความคิดเห็นของผู้อาวุโสโจว”

                  จงเอ่ยมา”

                 ตระกูลซือเมิ๋นมีนักสู้ขั้นที่แปดกี่คนรึขอรับ?” อู๋เซียงกังวลข้อนี้มากที่สุด เพราะแท้จริงแล้วเราจะมิมีวันปราชัยหากรู้ทั้งเรื่องเกี่ยวกับตนเองและศัตรู

                มีสี่นครรัฐของเชื้อพระวงศ์ในอาณาจักรไป๋หยู๋ แต่ละคนปกครองแปดมณฑลและในแต่ละมณฑลจะมีหนึ่งตระกูลศักดินา เมื่อรวมตระกูลศักดินาจากทั้งสี่นครรัฐและเมืองหลวงจะมีถึงสี่สิบและห้าสิบตระกูล ท่ามกลางเหล่าขุนนางศักดินาทั่วอาณาจักรตระกูลซือเมิ๋นจัดเป็นลำดับที่ห้าตามปกติแล้วพวกเขาถือเป็นหนึ่งในระดับชั้นยอด ผู้นำตระกูลของพวกเขาอยู่ขั้นที่เก้ากำลังแก่นแท้ มีสามคนเป็นอย่างต่ำอยู่ขั้นที่แปดสำหรับขั้นที่เจ็ดเหมือนจะมีมากกว่าสิบ”

                เหมือนว่าจะมีขั้นที่เก้าอยู่ในกลุ่มของตระกูลซือเมิ๋นจริงๆแม้ว่าจะคิดไว้แล้วแต่ก็อดแปลกใจไม่ได้ อย่างไรก็ตามเขาก็ไม่ได้กังวลอะไรขั้นที่เก้าแล้วอย่างไรเล่า?

               อันใดคือสิบสองขุนนางศักดินาหรือ?

               สิบสองขุนนางศักดินานั้นเกี่ยวพันถึงนักสู้ขั้นที่เก้ากำลังแก่นแท้ ท่ามกลางเหล่าตระกูลขุนนางศักดินาจากทั้งอาณาจักรมีเพียงสิบสองตระกูลเท่านั้นที่มีนักสู้ขั้นที่เก้า ดังนั้นพวกเขาจึงได้รับการขนานนามว่าสิบสองขุนนางศักดินานามดังกล่าวนั้นมีไว้เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าตระกูลศักดินาอื่นๆด้วยกัน”

                อืม” ในที่สุดอู๋เซียงก็เข้าใจถึงแนวคิดเกี่ยวกับสิบสองขุนนางศักดินา

                ทันใดนั้นชายชราก็ยิ้มและถามน้ำเสียงแปลกพิกลว่า “ยังเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยามสำหรับการประลองรอบสาม การต่อสู้ชนชั้นมั่งคั่งพวกเจ้าจะยอมแพ้หรือสู้ต่อเล่า? “

                “เหตุใดท่านจึงกล่าวเยี่ยงนี้?” เขารู้สึกประหลาด

               มิใช่ว่าพวกเจ้ากำลังกลัวภัยการคุกคามจากนักสู้ขั้นที่แปดหรอกหรือ? 

              ชายหนุ่มจ้องมองชายชราจากนั้นชั่วครู่ก็ยกยิ้มอย่างขื่นขม “ท่านผู้อาวุโสโจวข้าเกือบจะมองมิเห็นความหมายที่ซ่อนอยู่ในถ้อยคำของท่านเสียแล้ว”

             จากนั้นก็ยืดตัวตรง เปล่งเสียงดังชัดเจนว่า “ยังเหมือนถ้อยคำนั้น หลังการประลองรอบที่สามเสร็จสิ้นตระกูลซูแห่งชนชั้นมั่งคั่งจะสาบสูญทันที!”

              เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านี้ผู้อาวุโสแซ่โจวถูมือของตนไปมาและยิ้มอย่างปลื้มปิติ “ประเสริฐ เจ้ามิกลัวเกรงอำนาจและการขมขู่ บุรุษที่แข็งแกร่งที่สุดย่อมเดินตามหนความเชื่อตน อู๋เซียงเจ้าอย่ากงัวลแม้ข้ามิอาจให้สัตย์สาบานใดกับเจ้าได้แต่ขอให้เชื่อมั่นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ว่านี่จะเป็นการประลองอันยุติธรรม พวกเราจะทำให้พวกเจ้าอยู่ในสภาพการแข่งขันที่เป็นกลางอย่างแท้จริง!”

               ชายหนุ่มพยักหน้าแต่ก็ยังจดจ่ออยู่กับถ้อยคำภายในใจ วาจาของชายชราแสดงให้เห็นถึงการดูแลอย่างรัดกุมเขากล่าวถึงเพียงแค่เงื่อนไขสิ่งรอบข้างที่โปร่งใสชัดเจนแก่ตระกูลฉินสำหรับการประลองชนชั้นมั่งคั่ง ถึงอย่างไรเขามิได้เอ่ยถึงสิ่งที่จะเกิดภายหลังด้วยซ้ำ

                 เรื่องภายหลังการต่อสู้เพื่อที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งนั้นมิว่าจะเป็นการแก้แค้นของตระกูลซือเมิ๋นหรือการแทรกแซงของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เขามิเอ่ยถึงสักนิด

                 แน่นอนว่าอู๋เซียงไม่ได้แค้นเคืองอันใดกับพวกเขา มันเพียงพอแล้วที่ดินแดนศักดิ์เข้ามาจัดการใช้มาตราการดังกล่าวเป็นเรื่องยากที่ตระกูลชนชั้นต่ำอย่างตระกูลฉินได้รับการดูแลเป็นพิเศษเยี่ยงนี้

                ในฐานะมนุษย์ผู้หนึ่ง ประจักษ์ชัดว่าอู๋เซียงมิยี่หระร้องขอให้ดินแดนศักด์สิทธิ์คุ้มครอง

                ผู้ช่วยเหลือมิใช่มีอยู่ตลอดไป เขาต้องจัดการเรื่องนี้ด้วยฝีมือตนและใช้อำนาจที่มีขจัดขวากหนามบนเส้นทาง หากอาศัยความช่วยเหลือจากคนนอกมันคงจะเป็นคำปฏิญญาอันไร้ค่า!

                ชายชราไม่ใส่ใจความคิดเห็นของเด็กหนุ่ม เขายิ้ม “จะถึงเวลาแล้ว บังเอิญนักที่พวกเราเองก็ต้องไปลานประลองเมืองดูแลความสงบตามหน้าที่เช่นนั้นหากเราจะไปพร้อมกันจะเป็นไรหรือไม่?

               มิเป็นไรเชิญท่านล่วงหน้าไปก่อนเลยท่านผู้อาวุโสโจว” อู๋เซียงปฏิเสธอย่างสุภาพ

               มองอู๋เซียงอย่างเอ็นดูจากนั้นจึงเดินออกไป ภายในใจชื่นชมความทระนงของผู้เยาว์คนนี้และถอนหายใจยาวเพราะเขามิต้องการความช่วยเหลือ แต่ความวุ่นวายมีอยู่ทั่วทั้งอาณษจักรไป๋หยู๋…..

                เขาทราบเหตุผลดีว่าเหตุใดอู๋เซียงจึงบอกปัดที่จะมาพร้อมพวกเขา ยามนี้ตระกูลจะปล่อยให้ผู้อื่นคิดว่าพวกตนมาที่สนามประลองได้เพราะอยู่ภายใต้ความคุ้มครองของดินแดนศักดิ์สิทธิ์

                มันเป็นทัศนคติประเภทที่มาดมั่นซึ่งจะปรากฏเฉพาะในหมู่นักรบชั้นยอด

                น่าแปลกนักที่ได้เห็นมุมมองเช่นนี้ในตัวผู้เยาว์!