0 Views

              เวลานั้นซานหลี่มันเชื่ออย่างสุดใจว่าทายาทแห่งสกุลฉินกำลังประวิงเวลา การต่อสู้กับนักสู้สามคนของเหลียนซานและบุตรที่เพียงใช้นักสู้ผู้เดียวอย่างงั้นหรือ? มันเจตนาให้เป็นเรื่องขบขำเสียมากกว่า

             แต่มิว่าอย่างไรมันก็ยังหาทางป้องกันการฉ้อโกง มันเอ่ยว่า “ท่านผู้คุมมีเพียงแค่สายโลหิตของตระกูลเท่านั้นใช่หรือไม่ที่สามารถลงประลองได้? แขกหรือสมาชิกของตระกูลมิอาจเข้าร่วมได้ใช่หรือไม่? “

              “ย่อมเป็นเช่นนั้น” ผู้แทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์มิได้เฉาโฉด

              “เช่นนั้นภายในสกุลฉินซึ่งได้ลงทะเบียนข้อมูล ก็มีเพียงตัวบิดาและบุตรชายถูกหรือไม่?”

              “ถูกต้อง เมื่อถึงเวลานั้นเราจะตรวจสอบข้อมูลทั้งสองฝ่ายเพื่อป้องกันมิให้ผู้ใดแอบอ้าง ตระกูลใดพยายามหลอกลวงจะถูกตัดสิทธิโดยทันที”

               ซานหลี่หัวเราะพอใจ “นับดียิ่ง!”

              ด้วยหนทางนี้มิว่าตระกูลฉินจะได้รับการช่วยเหลือจากพวกตระกูลต้าซือ มันก็มิจำเป็นต้องหวาดระแวงอีกต่อไปแม้ว่าจะเก่งกล้าสักเพียงใดหากมิได้เป็นสมาชิกโดยสายเลือดก็มิสามารถจะขึ้นมาต่อสู้บนลานประลองได้

              และการต่อสู้ครั้งยังมีส่วนข้องเกี่ยวความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะได้รับการหนุนหลังจากบุคคลที่สามมากเพียงใดในท้ายที่สุดก็มีเพียงสมาชิกของตระกูลเท่านั้นที่มีสิทธิ์ลงประลอง

              เมื่อเห็นว่าทั้งสองฝ่ายมิมีการคัดค้านอะไร ผู้แทนจึงประกาศว่า “ทั้งสองต่างได้พูดคุยตกลงกันเรียบร้อยแล้ว มีเพียงบุตรหลานของตระกูลนั้นที่สามารถเข้าร่วมการประลองนี้ได้ การรับสินบนและการหลอกลวงใดๆล้วนเป็นเรื่องต้องห้ามเด็ดขาด อนึ่งหากตระกูลฉินจะส่งบุคคลหนึ่งขึ้นมาต่อสู้ต่อเนื่องเช่นนั้นตระกูลซูจึงสามารถส่งเพียงผู้เดียวขึ้นมาต่อสู้ในแต่ละรอบ”

             เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมอย่างเหมาะสมว่าตระกูลนั้นมิอาจส่งบุคคลเดิมขึ้นมาต่อสู้ในรอบอื่นๆ ภายในช่วงเวลาสั้นๆจะมิมีผู้ใดสามารถประลองสองรอบติดมิฉะนั้นมันจะเป็นการประลองที่ซ้ำซากน่าเบื่อและไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง

              ทั้งสองฝ่ายตรวจสอบการสละสิทธิ์และลงนามหนังสือเมื่อมิเห็นข้อผิดพลาดใดๆ ประทับตราสัญลักษณ์ของตระกูลยืนยัน

               ซูซานหลี่เปล่งเสียงดุร้าย “ฉินเหลียนซานข้าจะแนะนำว่าจงรีบกลับจวนและเตรียมโลงศพไว้ซะ มิว่าจะเป็นตัวเจ้าหรือบุตรชายของเจ้าซึ่งเข้าร่วมการต่อสู้นี้ ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าต้องได้ใช้มันแน่”

              อู๋เซียงส่งเสียงหัวเราะขบขันอยู่อีกฝั่ง “โลงศพอันหนึ่งจะเพียงพอได้อย่างไร? ท่านควรเตรียมไว้อย่างน้อยก็หกโลงเสียมากกว่าเพื่อให้เพียงพอกับคนของตระกูลซูทั้งหมด”

              ผู้แทนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์รู้สึกแปลกพิกลยามเมื่อได้ยินทั้งสองต่างแสดงการคุกคามโดยเปิดเผย หากเป็นสถานการณ์ปกติสองตระกูลที่ชิงชัยแย่งที่นั่งกันมักจะปกปิดเจตนาการฆ่าฟันไว้ในจิตใจของพวกเขา ยากนักที่จะเปิดเผยมันออกมาเสียงดังเช่นนี้

              เป็นสองตระกูลซึ่งแปลกมากนัก ก่อนเริ่มต้นการประลองต่างฝ่ายต่างพากันสาปแช่งด่าทออีกฝ่ายแล้วเรียบร้อย

              ประจักษ์ชัดว่าพวกเขาต่อสู้กันผ่านถ้อยคำเท่านั้น การต่อสู้ชิงชัยที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งจะเป็นฉากจบอันยิ่งใหญ่ของการประเมินชนชั้นตระกูลในเมืองวารีนี้ ตามเรื่องราวแล้วเหตุการณ์นี้ถูกจัดวางไว้ช่วงบั้นปลายท้ายงานเทศกาล

              การประลองแย่งชิงที่นั่งของชนชั้นต่ำต้อยจะเกิดขึ้นในวันแรกของงานประเมินชนชั้นตระกูล

              ที่นั่งว่างเปล่าที่แรกเป็นของตระกูลฉินมีสามตระกูลลงประลองเพื่อที่นั่งนี้ ตระกูลกู่และตระกูลเวิ๋นแห่งเมืองวารี ตระกูลหนี่แห่งเมืองฝั่งตะวันออก

             การต่อสู้ระหว่างทั้งสามตระกูลนั้นจะใช้รูปแบบที่ทุกตระกูลจะต้องวนเจอกัน

             ชายหนุ่มจ้องมองผู้คนของแต่ละตระกูลอย่างเหน็บหนาวแม้นว่าตระกูลฉินจะตัดสินใจเข้าชิงชัยที่นั่งของชนชั้นมั่งคั่งก็ตาม ทั้งสามตระกูลล้วนแต่ละโมบอยากได้ที่นั่งชนชั้นต่ำของตระกูลฉินอยู่เสมอเวลานี้เขามิแปลกใจว่าเหตุใดพวกมันจึงกระหายจะชิงชัยที่นั่งนี้มากนัก

              เขามิได้ปิดซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงต่อทั้งสามตระกูลนี้เลย ความจริงแล้วคนพวกนี้กล้าอุกอาจท้าทายชิงที่นั่งชนชั้นต่ำของตระกูลฉินเป็นเพราะพวกมันประเมินตระกูลไว้อย่างต่ำ และพวกมันยังมีเจตนาหมายมั่นจะรังแกตระกูลฉินอีกด้วยซ้ำ

                   …

              ตระกูลซูนั้นได้สนับสนุนตระกูลกู่อย่างลับๆ พวกมันได้ทำข้อตกลงกับซูซานหลี่ยามที่พวกมันได้รับที่นั่งชนชั้นต่ำต้อย ซานหลี่จะได้รับมรดกของตระกูลฉินถึงเจ็ดส่วน มันเป็นเหตุผลว่าเหตุใดมันจึงจับตามองตระกูลฉินนี้มาเนิ่นนาน

              ส่วนตระกูลเวิ๋นก็เป็นที่ทราบว่าเป็นญาติห่างๆของจางหม่าหรุย แม้ว่าจะลงท้าชิงชัยกับซูซานหลี่ซึ่งได้แสดงเจตนาชัดเจนแล้ว พวกมันก็พลันละทิ้งความตั้งใจกะทันหันเพราะจางหม่าหรุย

              “บิดาการประลองรอบนี้มิมีความหมายใดเลย เช่นนั้นข้าจะขอกลับไปโรงเตี๊ยมเสียก่อน” อู๋เซียงมิใส่ใจการประลองนี้ด้วยว่ามิต้องการเสียเวลาทิ้งเปล่า

              ความจริงแล้วเหลียนซานรู้สึกโมโหนักยามเมื่อมองดูคนพวกนี้ พวกมันต่อสู้เป็นตายเพื่อที่นั่งชนชั้นต่ำซึ่งมันเคยเป็นของตระกูลฉิน ยิ่งคิดเรื่องนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกทรมาน

              ถึงแม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงจากการที่ก้าวเท้าลงประลองท้าทายที่นั่งชนชั้นมั่งคั่ง มันเป็นการละเมิดอันร้ายแรงของตระกูลขุนนางเมื่อมีผู้คนมาท้าทายที่นั่งชนชั้นต่ำของเขา!

              น่าแปลกนักที่ฉินซิ่วเองก็มิต้องการรับชมการประลองนี้เช่นกัน “อืม เราไปกันเถอะ”

              ฉากจบปิดท้ายอันยิ่งใหญ่ตระการตา การต่อสู้เพื่อที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งจะมีขึ้นในอีกสิบวันข้างหน้า ระหว่างสิบวันนี้พวกเขาสามารถเลือกมาชมได้โดยอิสระ หากมิต้องการรับชมก็มิจำเป็นต้องมา รวมถึงผู้คนมิกี่คนซึ่งรักอิสระมิเร่งรีบทำตัวผ่อนคลายเช่นอู๋เซียง

              งานประเมินชนชั้นตระกูลการประลองเป็นตาย ซึ่งจัดทุกสองทศวรรษนั้น แต่ละรอบจะต้องมีคนผู้หนึ่งสิ้นชีวิต มันน่าตื่นเต้นลุ้นระทึกสาสมแก่ใจ เป็นอาหารมื้อโอชะแก่สายตายิ่ง ด้วยเหตุนั้นธรรมดาแล้วจึงมิมีผู้ใดจะพลาดการรับชมนอกจากจะมีเรื่องฉุกเฉินจำเป็นจริงๆ

              เมื่อตระกูลทั้งสามชีวิตกลับมาถึงห้องที่พักแล้ว เหลียนซานมองไปยังบุตรชายและถอนหายใจแผ่วเบา

               “อู๋เซียง ตัวบิดามักมองข้ามความสงสัยและสอบถามเจ้าเสมอแต่วันนี้ข้าอยากทราบเรื่องบางอย่างมิเช่นนั้นคงจะมิสบายใจนัก”

               ชายหนุ่มคาดเดาว่ามันคงเป็นคำถามที่หนักหนาพอควร เขาจึงเอ่ยอย่างสงบว่า “บิดาได้โปรดถาม”

               บุรุษวัยกลางคนมิได้เอ่ยทันที เขายังคงจ้องมองทายาทของตนด้วยสายตามีความหมาย บุตรของเขาอายุสิบหกปีหากเป็นผู้อื่นย่อมยังเป็นเป็นผู้เยาว์ เพียงเพลิดเพลินสำราญไปกับความสนุกเท่านั้น

              แต่บุตรของเขาได้แบกรับน้ำหนักภาระของตระกูลไว้แล้ว ด้วยเหตุนี้เหลียนซานจึงทั้งรู้สึกพึงพอใจและรู้สึกผิดในเวลาเดียวกัน

              “อู๋เซียงข้าทราบว่าเจ้าฝึกฝนตนเองอย่างหนักตั้งแต่ยังเยาว์ มิว่าเจ้าจะฝึกฝนหนักหน่วงเพียงไรมันก็มิอาจเป็นไปได้ที่จะก้าวเข้าถึงระดับกำลังแก่นแท้ได้ด้วยวัยเพียงเท่านี้ อย่างน้อยประวัติศาสตร์ของเมืองวารีก็มิเคยมีบันทึกเรื่องเหล่านี้ บอกบิดามาเสียว่าเจ้าได้พานพบประสบโชคยามที่ฝึกฝนอยู่บนเทือกเขาชางใช่หรือไม่?”

               ฉินซิ่วกระพริบตามึนงง “โอกาสอันดีงามอย่างงั้นหรือ? มันคือสิ่งใด?”

               อู๋เซียงมันหัวเราะเสียงร่า “บิดาเอ่ยถูกต้องแล้วแน่นอนว่าข้าได้ประสบโชคดีเข้า เรื่องโชคนี้บิดาอาจมิเชื่อหากข้าเอ่ยปากเล่า แต่ข้าสามารถให้สัตย์สาบานได้ว่าการกระทำของข้านั้นจะมิทำให้เทพเทวาและดวงวิญญาณบรรพชนของตระกูลเราแปดเปื้อนแน่แท้”

                “ประเสริฐนัก!” ประกายความผ่อนคลายพาดผ่านใบหน้าของบุรุษวัยกลางคน เขายังจดจำได้ถึงการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญซึ่งเกิดขึ้นกับบุตรชายในช่วงสามหรือสี่ปีก่อนผ่านการวางแผนการฝึกฝนที่เป็นกิจวัตรประจำวันอันละเอียดรอบคอบได้เป็นอย่างดี เขากล่าวน้ำเสียงจริงจังว่า “ข้าโล่งใจที่ได้ยินวาจาเยี่ยงนี้จากเจ้าโดยตรง นับจากนี้ข้าจะมิถามสิ่งใดอีกต่อไปเริ่มตั้งแต่บัดนี้ ข้าจะส่งเสริมเจ้าทุกสิ่งเพื่อตระกูลฉินของเรา!”

                ทั้งบิดาและบุตรต่างส่งยิ้มให้แก่กัน สายสัมพันธ์ระหว่างเชื้อสายโลหิตเดียวกันปรากฏให้เห็นชัดภายใต้รอยยิ้มนี้

                 ดรุณีหนึ่งเดียวกระซิบเสียงแผ่ว “บิดาอู๋น้อยของเราเติบโตขึ้นแล้ว!”

                 “ใช่ ท้ายที่สุดสกุลฉินก็มีทายาทสืบต่อแล้ว!” ฉินเหลียนซานหายใจละห้อยด้วยความรู้สึก

                 ฉินซิ่วดึงมือของน้องชายให้นั่งลงข้างๆ สอบถามอย่างเป็นเรื่องเป็นราวว่า “อู๋เซียงบอกพี่ใหญ่มาเลยนะว่าเจ้ามั่นใจที่จะเอาชนะตระกูลซูได้หรือไม่?”

                 เหลียนซานเองก็เหลือบมองทายาทของตน เขาละเว้นที่จะสอบถามเรื่องนี้

                 มิลืมเอ่ยเพิ่มเติมอีกว่า “หากมิแน่ใจตระกูลเรายังคงมีหนทางก้าวเท้ากลับได้ ข้าเชื่อว่าเหล่าบรรพชนย่อมเข้าใจ”

                 เหลียนซานปลอบประโลมบุตรชายด้วยมิต้องการทอดทิ้ง ขณะที่เนินเขาเขียวขจียังคงอยู่แม้จะมีไฟเผาแผดไหม้ เพียงเพื่อนั่งชนชั้นต่ำต้อยตระกูลชนชั้นมั่งคั่งเช่นตระกูลซูยังคงดำรงอยู่ต่อไป

                 มาตรแม้นว่าตัวเขาจะมิต้องการจะสูญเสียที่นั่งชนชั้นต่ำต้อยไป เพื่อบรรลุเป้าหมายระยะยาวแล้วเขาเต็มใจที่จะรับคำด่าประณาม ตราบเท่าที่ทายาทของเขาจะสามารถกู้คืนศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตระกูลได้ในภายภาคหน้า มันจะเจ็บปวดสักเท่าไรหากสูญเสียเกียรติเพียงชั่วคราว?

                 มันเป็นสิ่งเดียวกันยามที่เขาได้เอ่ยคำสาบานก่อนหน้านั้นต่อหน้าบรรพบุรุษในห้องโถงของตระกูล—เขาฉินเหลียนซานจะเป็นผู้หอบหิ้วคำครหาและแบกรับความหายนะที่เกิดขึ้นทั้งปวง ส่วนบุตรของเขาฉินอู๋เซียงจะเป็นผู้รับชื่อเสียงและเกียรติยศทั้งหมด

                  เขาได้วางแผนการประเมินชนชั้นตระกูลซึ่งเกิดขึ้นทุกยี่สิบปี นับจากนี้อีกยี่สิบปีอู๋เซียงก็จะมีอายุสามสิบหกปีซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมบูรณ์พร้อมพรั่งและรุ่งเรือง

                  ทางด้านชายหนุ่มเขาทราบเลยทันทีว่าบิดาคงคิดเรื่องราวไปมากมาย คบเพลิงแห่งความบากบั่นลุกโชนขึ้นภายในแววตาขณะที่เขาจ้องมองบิดาและพี่สาวของตน

                   “บิดา พี่สาวข้าให้สัญญากับพวกท่านได้! เวลานี้ข้าจะนำเกียรติยศและฐานะของตระกูลฉินกลับมาได้อย่างแน่แท้ ตระกูลซูจะเป็นก้าวแรกขั้นเริ่มต้นของเส้นทางหวนคืนสู่ความรุ่งโรจน์ของตระกูลฉินของเรา!”

                    ด้วยถ้อยคำของชายหนุ่มและความเชื่อมั่นอันล้มเปี่ยมของเขามันส่งผลต่อตัวเหลียนซานและฉินซิ่วเป็นอย่างมาก

                    ชายวัยกลางคนบีบนวดฝ่ามือไปมาเมื่อคิดถึงแสงแห่งความหวังที่จะก่อตั้งตระกูลซึ่งมีชื่อเสียงขจรไปไกล คิดจินตนาการถึงการหวนคืนสู่ความรุ่งเรืองมันก็น่าตื่นเต้นมากแล้ว

                     แม้นว่าเขาจะมีอายุเข้าไปถึงสี่สิบแปดปีแล้วแต่ภายในก็ยังคุกรุ่นด้วยเจตจำนงที่มิยอมแพ้ โลหิตของเขาพันผูกไว้ด้วยชะตากรรมของตระกูลผูกเกี่ยวอย่างแน่นหนา มันจะมิมีวันจบสิ้นลงแม้เขาจะอายุมากขึ้นแล้วก็ตาม!

                     ฉินซิ่วร้องไห้สะอึกสะอื้นหยาดน้ำพิสุทธิ์หล่นลงจากใบหน้า นัยน์ตาบวมแดงและรู้สึกถูกกระตุ้น

                     ลึกเข้าไปภายในจิตใจ อู๋เซียงเป็นผู้ผลักดันความรู้สึกอันแปลกใหม่นี้ เขาทราบเป็นอย่างดีถึงความสลักสำคัญของครอบครัวในโลกใบนี้ ทั้งบิดาและพี่หญิงของเขาต่างตื่นตกใจเป็นอย่างมากเพราะภายในจิตวิญญาณส่วนลึกพวกเขาต่างผูกพันแน่นแฟ้นกับวงศ์ตระกูล

                     การฟื้นคืนและตกต่ำของตระกูลจะเป็นตัวตัดสินเกียรติและศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคล มันเป็นตัวกำหนดความอยู่รอดหรือความตายของบุคคล!

                    กระทั่งว่าเพียงปล่อยตระกูลของตนไว้ยังเบื้องหลังและเป็นใหญ่เหนือผู้อื่นแต่เขาก็ต้องกลับมายังที่นั่งชนชั้นมั่งคั่งนี้อยู่ดี

                    อย่างไรก็ตามการการเก็บเกี่ยวนี้อาจครอบคลุมมากกว่าที่นั่งชนชั้นมั่งคั่ง ลึกๆในใจของอู๋เซียงก็ยังมิใส่ใจเรื่องเหล่านี้นัก เขาต้องการกระทำเพียงเพื่อให้บิดาสามารถยิ้มได้มากยิ่งขึ้น สามารถเสาะหาสามีผู้เหมาะสมกับพี่สาวของเขาได้มากยิ่งขึ้นเพียงแค่นั้น…