0 Views

        ข่าวสารล้วนถูกส่งต่ออย่างรวดเร็วในเมืองวารี โดยไม่คำนึงถึงขนาดพื้นที่อันกว้างใหญ่ ข่าวสารเกี่ยวกับฉินอู๋เซียง ซึ่งยังมีชีวิตอยู่ได้กระจายอย่างรวดเร็วในเมืองฝั่งตะวันออกไล่ไปยังเมืองวารี จนไปถึงหูของเหล่าบรรดาขุนนางผู้ดีเก่าเจ้าเล่ห์

 

       ภายในเขตฝึกการต่อสู้ของตระกูลฉิน ซิงเหอยืนเช็ดเหงื่อหลังจากได้ฝึกฝนวิชาหมัดมวยเสร็จสิ้น เขายืนอยู่กลางพื้นสี่เหลี่ยมสูดลมหายใจเข้าออกรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย

 

       ในชาติก่อนซิงเหอนั้นถูกเรียกว่า “เด็กหนุ่มผู้เคร่งครัดในการต่อสู้” และ “จอมบ้าคลั่ง” เขาได้รับชื่อเล่นเหล่านี้ และภายหลังได้มาเกิดใหม่แน่นอนว่าย่อมไม่เปลี่ยนนิสัยเดิมเด็ดขาด

 

        ทันทีที่ลุกขึ้นจากเตียง ซิงเหอเริ่มฝึกซ้อมครั้งแรกในโลกใหม่นี้ทันที

 

        พื้นฐานร่างกายนี้ถือว่าไม่เลวนัก หนึ่งในข้อได้เปรียบร่างกายนั้นเขาเคยได้รับการฝึกฝนมาหนักหน่วง ความเศร้าใจเพียงอย่างเดียวคืออู๋เซียงขาดคัมภีร์วิชาการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ยืดหยุ่นและสร้างสรรค์ได้ ดังนั้นเขาจึงเป็นเพียงนักสู้ฝึกหัดต่อสู้ทั่วๆไป ถ้าอู๋เซียงไม่ได้รับการฝึกอย่างหนักหน่วงตราบเท่าที่จะสามารถทำได้การจัดอันดับของเขาคงจะต่ำเรี่ยราดยิ่งกว่าสหายมากนัก

 

        เมื่อเทียบกับเขาแล้วซิงเหอรู้สึกโชคดีมากในชีวิตก่อนหน้า เขาเรียนจากบันทึกคัมภีร์วิชาต่อสู้เล่มซึ่งดีที่สุด แต่มันล้วนไม่อาจทดแทนได้ ซิงเหอเป็นบุคคลมีชื่อเสียงด้านทักษะการต่อสู้เอันก่งกาจหาตัวจับยาก เป็นเลิศทั้งวิชากำลังภายในและการต่อสู้ภายนอกซึ่งใช้ท่าร่างกาย ภายในหนึ่งสัปดาห์ ชายหนุ่มนั้นได้ปรับเลือดลมให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อย เนื่องจากที่นี่มีสภาพแวดล้อมการฝึกฝนอันเยี่ยมยอดรวมกับประสบการณ์ของเขาจากโลกก่อน นอกจากนี้ยังได้วางแผนการฝึกซ้อมซึ่งเหมาะกับตัวของมันเอง

 

       ร่างกายของอู๋เซียงมีรากฐานอันยอดเยี่ยมเป็นข้อได้เปรียบ แม้ว่าตระกูลฉินจะไม่มีคัมภีร์ต่อสู้ชื่อเสียงโด่งดัง  อู๋เซียงก็ยังมีพื้นฐานการต่อสู้ในระดับที่ดีอยู่ มีสุภาษิตเก่ากล่าวว่าหากมิได้ฝึกฝนพื้นฐานการต่อสู้ที่ดีพวกเขาจะต้องจ่ายมันคืนมหาศาลในวัยชรา

 

       ชายชราผู้หนึ่งซึ่งเคยรับซิงเหอเป็นบุตรบุญธรรมได้ย้ำถ้อยคำเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับเขาในวันแรกที่เริ่มฝึกการต่อสู้ คำเหล่านี้ย่อมหมายความว่าการฝึกทักษะวิชาการต่อสู้นั้นเป็นเหมือนการสร้างบ้าน จะต้องก่อสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งขึ้นเพราะเราจะไม่สามรถก่อสร้างให้มันได้อีกเมื่อมีอายุมากขึ้น

 

      ดังนั้นเขาจึงพอใจอย่างมากเมื่ออู๋เซียงได้ทิ้งร่างกายที่ดีไว้ให้แก่ตัวมัน นับว่าประหยัดเวลาได้มากทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามการฝึกฝนพื้นฐานเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ ถ้ามองจากจุดห่างไกลย่อมสังเกตเห็นจุดอ่อนทั้งหมด

 

        เพราะเจ้าตัวนั้นไม่มีคัมภีร์วิชาการต่อสู้และไร้ซึ่งความยืดหยุ่น อู๋เซียงจึงไม่มีกระบวนท่าที่ดุดันแข็งแรงและสามารถตั้งรับป้องกันได้เลย ปัจจัยเหล่านี้มีส่วนทำให้เขาพ่ายแพ้ในการต่อสู้

 

       หนึ่งกฎเกณฑ์ของการฝึกฝนในโลกใบนี้ซึ่งแตกต่างไปจากโลกใบเก่าอย่างสิ้นเชิง ในโลกเก่าของเขานั้นไม่มีข้อจำกัด ในเรื่องฝึกฝนวิชากำลังภายในและทักษะการต่อสู้ของร่างกาย  อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถฝึกสอนวิชาทั้งสองแบบได้ในเวลาเดียวกัน แต่ความเป็นจริงคืออาจารย์ผู้นั้นเก่งกาจทั้งสองอย่างจึงกระทำได้

 

      อย่างไรก็ตามกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติล้วนแตกต่างกันมากในโลกใบนี้ ที่นี่จะเข้าสู่ขั้นตอนการฝึกฝนกำลังภายในได้ก็ต่อเมื่อได้ฝึกฝนทักษะการต่อสู้จนกระทั่งร่างกายถึงขีดจำกัด

 

      ทักษะการต่อสู้คือทักษะช่วยตระเตรียมความพร้อมของร่างกาย กระดูกและความเหมาะสม สามารถฝึกฝนร่างกายผ่านการซักซ้อมอย่างหนักและอาศัยเม็ดยาต่างๆช่วย

 

       กำลังภายในของแต่ละคนจะสัมผัสได้ภายหลังจากได้ฝึกฝนกล้ามเนื้อ กระดูก และหลอดเลือดในระดับหนึ่งแล้ว

 

      ในโลกนี้กำลังร่างกายเรียกว่ากำลังพื้นฐาน หลังจากสร้างความแข็งแกร่งภายในได้จะเข้าสู่ระดับชั้นที่เรียกว่ากำลังแก่นแท้ แต่ละระดับจะมีเก้าขั้น ทั้งระดับแก่นแท้และพื้นฐาน แต่ละขั้นตอนล้วนมีข้อกำหนดในการข้ามผ่าน ผู้ฝึกฝนการต่อสู้นับไม่ถ้วนล้วนมีค่าเฉลี่ยพรสวรรค์อยู่เพียงแค่เพียงระดับพื้นฐานตลอดชีวิต

 

       เหตุผลเป็นเช่นนั้นเพราะไร้ซึ่งพรสวรรค์และขาดคัมภีร์การต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม

 

      ในโลกนี้วิชาคัมภีร์การต่อสู้ทั้งหมดล้วนเป็นทรัพย์สินส่วนบุคคล มันมีคุณค่าสูงยิ่งและด้วยเหตุนี้จึงมิควรแบ่งปันกับผู้อื่น

 

       อู๋เซียงเป็นตัวอย่างซึ่งเห็นได้ทั่วไป เขาไม่มีคัมภีร์ทักษะการต่อสู้สักเล่มหากไม่มีเคล็ดคัมภีร์เหล่านี้ย่อมไม่มีทักษะท่าทางอันยอดเยี่ยมและตั้งรับอย่างเหมาะสมแม้ว่าจะได้รับการฝึกฝนพื้นฐานดีเพียงไรก็ตาม มีคำพูดเดิมกล่าวไว้ว่า อูฐใหญ่นั้นมิอาจเอาชนะพยัคฆ์ดุร้ายหรือหมาป่าได้ (คำกล่าวของคนจีนหมายความว่าอูฐไม่สามารถเอาชนะเสือและหมาป่าได้เนื่องจากแม้ว่ามันจะมีผิวหนังหนาแน่นเพียงใด แต่ก็ไม่ฉลาดเท่าเสือหรือหมาป่า)

 

        ดังนั้นในปัจจุบันซิงเหอจึงมุ่งเน้นฝึกฝนกำลังร่างกายของตัวเอง เขาต้องการที่จะข้ามผ่านระดับพื้นฐานให้ได้โดยเร็วฝึกฝนกล้ามเนื้อ กระดูกและหลอดเลือด

 

        ระดับขั้นพื้นฐานนั้นเทียบเท่ากับระดับสูงสุดของวิชาหมัดมวยในโลกเก่า อย่างไรก็ตามมันยังคงเสียเปรียบหากได้พบกับต้นแบบของความแข็งแกร่งกำลังภายใน โลกเก่านั้นซิงเหอเป็นบุคคลมีพรสวรรค์ทั้งสองด้าน เขามีพลังกำลังภายในที่ดีกว่าและมั่นคงกว่า ด้วยฐานะระดับนี้เขาย่อมสามารถเป็นผู้เชี่ยวชาญในระดับแก่นแท้ของขั้นทั้งเก้า หรือมากกว่าหากเขาใช้ประสบการณ์จากโลกก่อน

 

            ซิงเหอถูกกักขังด้วยกฎเกณฑ์การฝึกฝนของโลกนี้ เขาไม่สามารถสร้างความแข็งแกร่งภายในได้เนื่องจากตัวมันยังไม่ถึงขั้นสูงสุดของระดับพื้นฐาน ดังนั้นนั่นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะสามารถข้ามผ่านไปยังระดับแก่นแท้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆนี้ชายหนุ่มเชื่อว่าการฝึกกำลังร่างกายเหล่านี้ย่อมใช้เวลาประมาณสามถึงหกเดือนเป็นอย่างน้อย แต่ประสบการณ์ชีวิตก่อนหน้านั้นจะเป็นตัวเร่งความเร็วอย่างดีในขั้นตอนต่างๆ

 

          สถานการณ์ของซิงเหอนั้น ตัวมันมีความมั่นใจว่าจะสามารถฟื้นพลังตัวตนเก่าได้เจ็ดถึงแปดส่วนโดยประมาณ หรือเท่าจุดสูงสุดของระดับแก่นแท้

 

          เขาต้องบีบเค้นกระตุ้นตัวเองเพื่อเร่งความเร็วของขั้นตอนการฝึกฝนสำหรับตระกูล มันย่อมมีเรื่องจัดการในงานประเมินชนชั้นตระกูลและปกป้องพี่สาวจากปีศาจผู้ซึ่งอ้างว่าจะพาหญิงสาวไปภายในระยะเวลาสี่ปี

 

          ซิงเหอเริ่มฝึกฝนวิชาหมัดวานร ปรับความแข็งแรงทางร่างกายและลมหายใจตามหลักการซึ่งเขาเคยฝึกในชีวิตก่อน ถอนหายใจหลังออกท่าทางเสร็จ อาจารย์ของมันคงจะปล่อยมันทิ้งไว้กับพื้นฐานวิชาอันอ่อนแอและผู้มีระดับเดียวกันจากโลกก่อนหน้าของเขาคงจะหัวเราะจนศีรษะหลุดแน่แท้ถ้าพวกมันได้เห็นชุดวิชาหมัดมวยนี้เพราะว่ามันมีพลังน้อยที่สุดในท่าวานร

 

         แต่ซิงเหอนั้นมิได้ท้อแท้สักนิดเพราะนี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

 

         บริเวณด้านนอกของเขตฝึกการต่อสู้ ฉินซิ่วเรียกมันขณะที่เขากำลังจะปรับลมหายใจของเขาอีกครั้ง “อู๋เซียง บิดาบอกให้เจ้าไปห้องโถงมีแขกมาจากเมืองวารี”

 

         ซิงเหอนั้นจะไม่ยอมให้ตัวเองเสียสมาธิอย่างเด็ดขาดเพราะเขาเป็นผู้เคร่งครัดในวิชาการต่อสู้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันนับเป็นเรื่องยุ่งยาก หากฝ่ายตรงข้ามมาถึงที่นี่เขาย่อมเป็นบุคคลขี้ขลาดถ้าไม่ได้ไป

 

        ดังนั้นเขาจึงเก็บเสื้อผ้าและหยิบผ้าเช็ดตัวจากหญิงสาวมาเช็ดเหงื่อ เขาเดินตัดผ่านเขตฝึกการต่อสู้จนถึงห้องโถง มีแขกสามคนคนหนึ่งอยู่ในห้อง เห็นได้ชัดว่าหนึ่งในสามนั่นคือจินปูยี่ ผู้อาวุโสแห่งสำนักต่อสู้เมืองวารี เขามักกล่าวว่าตัวเองว่าเป็นบุรุษผู้โอบอ้อมอารี ส่วนอีกสองคนนั้นดูเหมือนว่าอู๋เซียงจะไม่ได้ทิ้งความทรงจำใด ๆ ไว้เลย

 

        ซิงเหอยืนอยู่ข้างบิดของมันและเหลือบมองไปยังจินปูยี่เล็กน้อย เขาอยากจะดูว่าทั้งสามมาทำอะไรกันในวันนี้?

 

       ก่อนหน้านี้ตอนที่ตัวมันได้สู้กับจางเซียน ผู้อาวุโสจินปูยี่นั้นได้เพิกเฉยต่อเรื่องราวทั้งหมดแม้ว่าจะเกิดขึ้นภายในสำนักก็ตามแต่ เขาอนุญาตให้จางเซียนทำในสิ่งที่ต้องการ พูดตามตรงคือจินปูยี่เป็นเพียงข้ารับใช้ของครอบครัวชนชั้นสูงเท่านั้น ไร้ซึ่งลักษณะของผู้มีคุณธรรม มันจึงเป็นเรื่องที่น่าขบขันยิ่งนักเมื่อเขาเรียกตัวเองว่าเป็นผู้โอบอ้อมอารีนั้น

 

       จินปูยี่ถามด้วยน้ำเสียงขมขื่นว่า “อู๋เซียงอาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

 

       ซิงเหอยิ้มและกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโสมาถึงตระกูลฉินเพื่อซักถามว่าตัวศิษย์เป็นอย่างไร มิใช่ว่ามันช้าไปหรือ? ส่วนอาการบาดเจ็บของศิษย์นั้นหายดีแล้ว ท่านทั้งหลายรู้สึกผิดหวังหรือไม่?”

 

       ปูยี่หัวเราะเจื่อน มันได้แต่แอบถามตัวเองว่านี่ใช่บุตรชายของตระกูลฉินหรือไม่ เหตุใดมันจึงรู้สึกว่าอู๋เซียงคนนี้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง? แต่ก่อนอู๋เซียงมักหลีกเลี่ยงหนีมันราวกับว่าหนูเห็นแมว ไม่กล้าสบตามันด้วยซ้ำแต่เกิดสิ่งใดขึ้นวันนี้? ไม่เพียงแค่จ้องมอง แต่ยังสำรวจใบหน้า แถมน้ำสียงเย้ยหยันขณะเอื้อนเอ่ยวาจานี้อีก อาจเป็นไปได้หรือไม่ว่าเด็กหนุ่มคนนี้คิดว่าตนเองสามารถกระทำสิ่งใดย่อมก็ได้ยามอยู่ที่บ้าน?

 

       ชายหนุ่มอีกสองคนที่มากับผู้อาวุโสจินนั้น ไม่ตั้งใจจะปิดบังความตลกบนใบหน้าที่เย็นเรียบนั้นสักนิด ทั้งสองมองดูซิงเหอตั้งแต่เดินเข้ามา… จดจ้องไปยังบุตรชายของตระกูลฉินซึ่งฟื้นคืนชีพมาจากความตายราวกับเป็นเรื่องตลก

 

         เหลียนซานนั้นมิได้มีความสุขแม้แต่เสี้ยวหนึ่ง แต่เขาถามด้วยใบเรียบ ๆ ว่า “พวกท่านทั้งสามไม่ได้มาถึงตระกูลฉินด้วยเรื่องธุรกิจ แล้วเหตุใดจึงพากันมาที่นี่เล่า?”

 

          นักปราชญ์ผู้หนึ่งซึ่งดูน่าเกลียดสะอิดสะเอียนและชั่วร้ายลุกขึ้นยืน เขามองที่ฉินเหลียนซานและเอ่ยว่า  “ท่านผู้นำของตระกูลฉิน ตัวข้ามาที่นี่ในวันนี้เพื่อให้คำแนะนำเล็กน้อยแก่ท่าน”

 

         “เชิญว่ามา” เหลียนซานเอ่ยเบา

 

         นักปราชญ์ผู้นี้ชื่อโกวเจิง ได้ศึกษาเล่าเรียนมามากมาย ฉลาดมีไหวพริบรู้จักเอาตัวรอดเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามตัวมันมีข่าวลือเสียหายและมักทำการชักชวนหาพรรคพวกอื่น ๆ การเจรจาต่อรองซื้อขายของโกวเจิงนั้นไม่เป็นมวยรองใครทั้งสิ้น และนอกจากนี้มันยังทำงานร่วมกับชนชั้นสูงหลากหลายหน้าตาในเมืองวารี

 

         “ท่านผู้นำตระกูลนั้นเป็นขุนนางผู้ภักดีใครเล่าจะมิทราบ และผู้ฉลาดย่อมไม่กล่าวเรื่องไร้สาระท่านผู้นำท่านทราบหรือไม่ว่าการประเมินชนชั้นตระกูลจะเกิดขึ้นในสี่ปีข้างหน้าและสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลฉินนั้นเป็นอย่างไร” โกวเจิงถามด้วยน้ำเสียงดุร้าย

 

          “แล้วอย่างไรเล่า”

          “แล้วอย่างไรเล่า?” โกวเจิงเอ่ยประโยคทวนอย่างโอ้อวด”ท่านผู้นำ ตัวท่านย่อมรู้ดีว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับตระกูลของท่านหากสูญเสียที่นั่งนั้นไป ซึ่งหากท่านผู้นำฉลาดท่านควรทราบว่าต้องจัดเตรียมแผนสำรองไว้ในเวลานี้”

 

          ฉินเหลียนซานขมวดคิ้ว เอ่ยว่า “เป็นดังนั้นท่านจึงมาชี้ทางเลือกให้ข้าทราบหรือ”

 

          โกวเจิงถอนหายใจออกมา “ข้าย่อมเห็นควรว่ามีประโยชน์อย่างแน่แท้จึงกล่าวเช่นนั้น ในความจริงมันมีทางออก แต่ข้าไม่แน่ใจว่าท่านอยากทราบหรือไม่?”

 

          ตัวของเหลียนซานนั้นมันอยากจะสะบัดแขนเสื้อและส่งแขกพวกออกไปยิ่งนักแต่ซิงเหอพูดขัดจังหวะขึ้นมาก่อน “เหตุใดท่านนักปราชญ์จึงมิกล่าวออกมาเล่า หากว่าวิธีการนั้นเป็นจริงว่ามีประโยชน์กับตระกูลของเรา พวกเราตระกูลฉินเราย่อมตอบแทนอย่างสาสม”

 

          “ท่านนี้คืออาจารย์ซูซีไฮ่ บุตรชายคนเล็กของตระกูลซูผู้ร่ำรวย เขาเป็นตัวแทนของตระกูลซูซึ่งจะให้คำมั่นสัญญากับตระกูลฉินหากยินดีมอบที่นั่งขุนนางชั้นสูงในอีกสี่ปีข้างหน้าให้ รวมถึงรับประกันความปลอดภัยของตระกูลท่านได้แน่นอนนอกจากนี้พวกเขายังยินดีมอบที่ดินจำนวนหนึ่งพันสองร้อยไร่และโรงกลั่นน้ำมันหนึ่งแห่งให้แก่ตระกูลฉิน”

 

         ซิงเหอพลันเข้าใจในที่สุด ดูเหมือนว่าแขกมิได้รับเชิญเหล่านี้มีเจตนาชั่วร้ายร่วมกันวางแผนนำทรัพย์สินของตระกูลเขาออกไป!