0 Views

             ภายหลังค่ำคืนที่ชายหนุ่มได้ซื้อข้าวของ อู๋เซียงก็เตรียมพร้อมเดินทางกลับบ้านในเช้าวันรุ่งขึ้น และหลังจากนั้นก็จะทุ่มเทฝึกฝนในการสร้างพื้นฐานสำหรับ “การประเมินภายในตระกูล” ซึ่งจะเกิดขึ้นในอีกสามปีข้างหน้า

            น่าแปลกใจนัก เมื่ออู๋เซียงและทั้งสองคนออกจากเมืองวารีตลอดเส้นทางพวกเขาไม่พบสิ่งกีดขวางใด

            หูจือหยวนและฝ่างเซี่ยวจงเดินทางมาพร้อมกับเขา และพวกเขาต่างคิดว่านี่สถานการณ์อันน่าเหลือเชื่อ บนท้องถนนพวกเขาต่างหวาดหวั่นภายในใจลึกๆ ในแง่หนึ่งรู้สึกแน่ใจว่าตระกูลจางย่อมส่งคนไปแก้แค้นพวกเขา ในทางกลับกันเจ้าหน้าคงจะส่งคนมาจับกุมตัวพวกเขาเอง

            ถึงอย่างไรก็ตามพวกเขาก็ปลอดภัยตลอดการเดินทางจนถึงเขตพื้นที่เมืองฝั่งตะวันออก  ตอนนี้พวกเขาอยู่ห่างจากบ้านเพียงยี่สิบเจ็ดหรือยี่สิบแปดลี้เท่านั้น ยิ่งใกล้บ้านมากเท่าไรพวกเขาก็ยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น

            “พี่จือหยวนพวกเราปลอดภัยแล้ว!” เซี่ยวจงเอ่ยน้ำเสียงตื่นเต้น

           “ใช่แล้ว ดูเหมือนว่าตระกูลซูและตระกูลจางมิมีอำนาจควบคุมขุนนางทั้งหมด” จือหยวนรู้สึกเหมือนได้ยกน้ำหนักจากตัวเอง

            อู๋เซียงกลับลอบคิดว่ามันน่าขบขันนัก แต่เขาก็ไม่ได้พูดออกไป

           “นี่อู๋เซียงเหตุใดเจ้ามิเอ่ยสิ่งใดบ้างเล่า เหตุการณ์นี้สามารถนับว่าเป็นกรณีพิเศษที่ชนชั้นต่ำได้รับชัยชนะจากชนชั้นโดดเด่นและชนชั้นมั่งคั่งมิใช่หรือ? ” จือหยวนยังคงอารมณ์ดีอยู่หลังจากรอดพ้นสถานการณ์อันยากลำบากมาได้

            “พิเศษอย่างไรเล่า” ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อย “เจ้าคิดว่าพวกเราจะสามารถกลับมาเป็นตัวเป็นตนได้ เพราะเจ้าหน้าที่เหล่านั้นตระหนักได้ถึงความถูกผิดหรือเพราะพวกเขาพลันตระหนักได้ถึงข้อผิดพลาดและตัดสินใจที่จะกระทำอย่างเป็นธรรมแทน”

            “มิใช่เช่นนั้นหรือ?” เซี่ยวจงถามขณะกระพริบตาปริบๆ

            “อู๋เซียงเจ้าหมายสิ่งใดกันแน่?” จือหยวนถามอู๋เซียง ซึ่งตัวเขาชื่นชมยิ่งนัก

            “มิมีสิ่งใด ข้าจะบอกแค่คำเหล่านี้ – ชนชั้นสูงตระกูลต้าซือ!”

            อู๋เซียงสะบัดมือ ฟาดแส้ใส่ด้านหลังของม้าให้มันวิ่งเร็วขึ้น ทันใดนั้นเขาก็ดำดิ่งลงกับความรู้สึกที่อยากกลับบ้านเร็วที่สุด

            ……

            เขาต้องการเห็นหน้าบิดาพ่อและพี่สาวโดยพลัน ในชีวิตก่อนหน้าเขาไม่เคยมีประสบการณ์อันน่าอบอุ่นเช่นนี้เมื่อมองไปยังหนทางข้างหน้าเพื่อกลับบ้าน …

            เมื่อมาถึงทางแยกของเมืองฝั่งตะวันออก ทั้งสามคนสัญญาจะพบกันอีกครั้งที่จวนของตระกูลฉินจากนั้นจึงแยกย้ายกันไป

            ข่าวอู๋เซียงได้ฆ่าบุตรหลานของชนชั้นโดดเด่นได้แพร่กระจายไปทั่วเมืองเกิดของเขาแล้ว รายละเอียดของข่าวลือนั้นมากเกินกว่าเมืองวารีเสียอีก

            ขณะชายหนุ่มขับเกวียนม้าบนท้องถนนผู้คนแปลกหน้ามากหน้าหลายตาไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่ก็ตามต่างก็ทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม ไม่ใช่ผู้เดียวที่นับถือเขาไม่สำคัญว่าเป็นนักสู้ฝึกหัดในสถาบันหรือไม่

            แม้กระทั่งผู้คนที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์อันดีกับสกุลฉิน ตั้งหน้าตั้งตาดูถูกเหยียดหยามและเป็นศัตรูพวกเขาก็วางรอยยิ้มไว้บนใบหน้าเมื่อมองเห็นอู๋เซียง

             เขาผ่อนปรนลมหายใจขณะอาบน้ำ การจับจ้องอันน่าซับซ้อนและรอยยิ้มเหล่านี้โลกนี้เป็นความจริง หากปราศจากอำนาจแล้วผู้คนย่อมเหยีอดหยามทุกหนแห่ง หากแม้นมีอำนาจแม้กระทั่งผู้คนในหมู่บ้านต่างมองดีขึ้น

             เหลียนซานได้รับข่าวว่าบุตรชายได้กลับมาจากเมืองวารีแล้ว เขาดีใจยิ่งนักถึงกับจุดประทัดที่ประตูของจวนเพื่อต้อนรับกลับ!

             ฉินซิ่ววิ่งเข้าไปหาทันทีเมื่อเห็นน้องชายของเธอจากระยะไกล อู๋เซียงกระโดดลงมาจากเกวียนและตะโกนว่า “พี่ใหญ่ข้ามีของขวัญมามอบให้ท่านด้วย!”

             ขณะที่พูด เขาก็หยิบกล่องไม้ประณีตขึ้นมาจากที่วางของ ภายในกล่องเผยให้เห็นถึงเครื่องประทิ่นโฉมราคาแพงนับไม่ถ้วน

             หญิงสาวสวมกอดน้องชายด้วยความสุข จูบซับหน้าผากอย่างแผ่วเบาและชื่นชม “น้องชายอันประเสริฐอู๋เซียงไม่เสียแรงกับความรักที่ข้ามอบให้เจ้า”

            จากนั้นเขาก็หยิบของขวัญสำหรับบิดาและคนรับใช้ทั้งหมด แต่ละคนล้วนได้รับหนึ่งชิ้น

            ในขณะแจกจ่ายสิ่งของ มันช่วยให้เขาได้รับความเคารพนับถือจากคนรับใช้มิมีสิ้นสุด พวกเขาทั้งหมดต่างก็ยกย่องชื่นชมว่า “นายน้อยเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว มันเป็นการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญภายหลังศึกษาเล่าเรียนในเมืองมา”

            บ่ายวันนั้นตระกูลฉินเป็นเจ้าภาพจัดเลี้ยงเฉลิมฉลองการนำชัยชนะกลับมาของอู๋เซียง

            ฉินเหลียนซานมิได้ว่ากล่าวโทษบุตรชายที่ลงมือฆ่าจางเซียน และไม่ปรากฏอารมณ์ใด อย่างไรก็ตามในระหว่างการจัดเลี้ยงหนึ่งสิ่งที่สามารถรับรู้ความตื่นเต้นและความสุขอันเต็มเปี่ยมผู้นำตระกูลนั้นมาจากวิธีการแสดงออกของเขา

            เขามิได้ซ่อนความสุขและความยินดีไว้โดยปราศจากเหตุผล

            ในโลกที่ผู้ถือครองอำนาจเหนือกว่าตั้งกฎเกณฑ์ การแสดงความสุภาพและความเคารพตามธรรมเนียมล้วนเป็นเรื่องเสแสร้ง มันมีความสำคัญเพียงเมื่อท่านสามารถพิชิตศัตรูได้

            เพราะบุตรชายมันได้รับความอับอาย จึงรวบรวมความกล้าหาญปีนผ่านจากด้านล่าง การตอบโต้คิดบัญชีอย่างรวดเร็วนี้ช่างมีประสิทธิภาพและพลังอำนาจมากที่สุด!

            เป็นเวลาหลายร้อยปีนับแต่ตระกูลฉินอดทนมายาวนาน ครั้งสุดท้ายที่พวกเขาได้กระทำบางสิ่งทำให้มีชื่อเสียงเช่นนี้? การต่อสู้ของอู๋เซียงจะช่วยให้พวกเขาฟื้นคืนพลังอำนาจและสร้างชื่อเสียงให้กับสกุลฉิน

            บางส่วนของผู้มีอำนาจท้องถิ่นในเมืองได้ส่งผู้ร่วมแสดงความยินดีด้วย โดยมิคำนึงว่าประชานชนที่อาศัยภายในเมืองนี้ต่างรู้สึกภาคภูมิใจที่บุตรชายตระกูลฉินสามารถทุบตีบุตรหลานตระกูลชนชั้นสูงโดดเด่น

              หลังจากงานฉลองสกุลฉินทุกคนได้รวมตัวกันและพูดคุยถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนมานี้ ชายหนุ่มไม่ได้อธิบายรายละเอียดเพียงแค่พูดถึงว่าการฆ่าจางเซียนนั้นเพราะมีแรงจูงใจอย่างไร

            หลังจากได้ยินคำพูดของเขาฉินซิ่วก็ปรบมืออย่างตื่นเต้น

            “น้องชายอันประเสริฐ มันเป็นการต่อสู้ที่ดีนัก!”

            เมื่อมองเห็นบิดายิ้มแย้มกับข่าวคร่าว หญิงสาวมิทำสิ่งใดเพียงถามว่า บิดาท่านคิดว่าการต่อสู้ของน้องเล็กนี้ดีเยี่ยมพอที่จะปลดเปลื้องความโกรธของพวกเราได้หรือไม่?”

            “มันเป็นการประลองที่ดี อย่างไรก็ตามวูซูอย่างที่อู๋เซียงได้กล่าวไต่ตรองไว้ก่อนหน้า เรายังคงต้องเฝ้าระวังจางเซียนเป็นเพียงผู้เยาว์ของสกุลจางเขามิใช่ภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่ที่สุดของตระกูลเรา”

            แม้เขาจะกล่าวเช่นนี้แต่ภายในจิตใจของเหลียนซานนั้นล้นปริ่มไปด้วยความยินดี

            ไม่คำนึงว่านี่เป็นเรื่องพื้นฐานที่บุตรหลานของชนชั้นต่ำอันอ่อนแอได้ลงมือฆ่าลูกหลานของชนชั้นโดดเด่น!

            อู๋เซียงยิ้มเล็กน้อย “บิดาข้าได้สัญญากับท่านไว้ก่อนกลับไปที่จะไปยังสำนักถึงสิ่งที่พึงกระทำและมิพึงกระทำ ซึ่งการฆ่าจางเซียนนั้นเป็นสิ่งที่ข้าพึงกระทำ”

            ในเวลานั้นฉินเหลียนซานมิอาจทราบเลยว่าบุตรชายของเขาได้วางแผนไว้เช่นนี้ เวลานี้เขาเอื้อนเอ่ยอย่างแปลกใจขณะย้อนคิดกลับไป “เช่นนั้นอู๋เซียงเจ้าวางแผนเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้นเลยหรือ?”

            “ขอรับ แต่ความตายของจางเซียนเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในอนาคตข้างหน้าย่อมมีเรื่องต่อสู้มากขึ้นนัก”

            ใบหน้าของเหลียนซานกลับกลายเป็นจริงจัง เขาพยักหน้าและกล่าวว่า “เจ้าพูดถูก พวกขุนนางชนชั้นสูงที่มั่งคั่งและโดดเด่นคงมิยอมแพ้ละทิ้งมรดกอันยิ่งใหญ่ของตระกูลเราแน่”

            “มิยอมแพ้หรือ? เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกมันพยายาม ด้วยว่าพวกมันต้องการขโมยทรัพย์สินของตระกูลเราแล้วเหตุใดเราจึงมิสามารถขโมยบางสิ่งบางอย่างของพวกมันได้เช่นกัน?” ชายหนุ่มเหยียดยืดร่างกายอย่างสบายและลุกขึ้นยืน หยิบหมันโถวเข้าปาก พึมพำว่า “บิดา พี่ใหญ่ข้าจะออกไปฝึกซ้อมแล้ว”

            ดวงตาของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความพึงพอใจ ขณะทอดมองดูบุตรชายเดินออกไป เขายืนขึ้นและสรวลยิ้ม “ซิ่วเอ๋อร์ไปทำความสะอาดจวนเสียบิดาจะออกไปข้างนอก”

            ภายในห้องโถงบรรพบุรุษเหลียนซานได้ให้ความเคารพอย่างสูงสุดธูปหอมเก้าดอกถูกจุดสว่างขึ้น เขาสวดภาวนาด้วยกระแสเสียงแผ่ว “ท่านบรรพบุรุษที่นับถือ ข้าว่าพวกท่านกำลังเฝ้ามองอยู่ มิให้บุตรหลานของตระกูลฉินอับอายบรรพบุรุษของเรา อู๋เซียงของเรานั้นมีทั้งหลักการและความเอาใจใส่นักครั้งนี้เมื่อเทียบกับความล้มเหลวครั้งก่อนของเขา!บรรพบุรุษผู้เฝ้ามองจากด้านบน หากชนชั้นต่ำเช่นตระกูลฉินเจริญรุ่งโรจน์ข้าจะเป็นผู้แบกรับต่อเภทภัยทั้งหมดและบุตรชายของข้า อู๋เซียงจะได้รับความโปรดปรานทั้งมวล … “

            ……

             ตั้งแต่กลับมาถึงบ้าน ฉินซิ่วก็เป็นคนดูแลตารางชีวิตประจำวันของอู๋เซียงและที่นี่มีสิ่งรบกวนน้อยกว่าสำนัก ดังนั้นอู๋เซียงจึงจดจ่ออยู่กับการฝึกฝนมากขึ้น

            การฝึนฝนแต่วันหนึ่งจะทำให้ได้รับพลังงานอันคุ้มค่าในแต่ละวัน แม้นไม่ได้ฝึกซ้อมเพียงวันเดียวอาจสูญเสียพลังอันทรงคุณค่านับสิบวัน หากฝึกฝนเป็นเวลาเนิ่นนานโอกาสมีน้อยนักที่จะสูญเสียพลังที่สมควรได้รับ

            ท่านมิสามารถละเลยขณะฝึกฝนได้แม้แต่เพียงนิด

            เมืองฝั่งตะวันออกตั้งหลบซ่อนอยู่ภายใต้เทือกเขาชางอันยิ่งใหญ่ซึ่งทอดตัวยาวเหยียดยาวนับพันลี้ ตัวท่านย่อมหาเลี้ยงชีพด้วยผืนป่าหากอาศัยอยู่ตามเทือกเขา เทือกเขาชางที่ยิ่งใหญ่ทอดตัวยาวนับพันลี้นี้เป็นหลักแหล่งชีวิตอันสำคัญให้แก่บุคคลที่อาศัยอยู่ในเมืองฝั่งตะวันออก

            ด้วยความซื่อสัตย์ชายหนุ่มคิดว่าเทือกเขาชางที่ตั้งอยู่ด้านหลังเมืองฝั่งตะวันออกนี้นับเป็นสถานที่ฝึกฝนดีกว่าสำนักศึกษาถึงร้อยเท่า

            ด้วยมิคำนึงถึงความหนาวเย็นหรือความร้อนอันแรงกล้าสภาพอากาศที่แปรปรวนหรือหิมะซึ่งตกปกคลุม ในทุกๆวันอู๋เซียงจะปีนป่ายยอดเขาที่เต็มไปด้วยความอันตราย มันได้กลายเป็นหนึ่งในหลักการฝึกข้อบังคับใช้ของเขา

            บนภูเขาสูงชันชายหนุ่มก้าวเดินออกไปข้างหน้าพร้อมกับฝ่าเท้าอันแข็งแรง เวลานี้เขาได้ผูกก้อนเหล็กหนักหกสิบกิโลกรัมเข้ากับเท้าทั้งสองข้าง แม้จะมีน้ำหนักผูกติดมากมายแต่เขายังคงวิ่งเต็มกำลังราวกับว่าเขากำลังโผบิน ความเร็วของเขาไม่ได้สูญเสียเช่นลิงกังที่ดีดตัวข้ามผ่านสันเขา

            เขาเดินทางผ่านจากทางเดินจุดสูงชันของยอดภูเขาหนึ่งสู่จุดสุดยอดของเทือกเขาชางมันนับว่าเป็นความท้าทายของเขา มิมีหย่อนยานหลุดออกไปสักครั้งหรือแม้กระทั่งดาบสั้นที่หล่นลงมาจากฟากฟ้า

            เมื่อกลับมายังตัวเมืองบ้านเกิด เขารู้สึกเหมือนมัจฉาหวนคืนสู่สายน้ำ เขาเพิ่มระดับการฝึกเข้มข้นขึ้นเนื่องจากตัวมันได้ยึดเทือกเขาชางเป็นพื้นที่ฝึกฝน เขาสามารถกระทำทุกอย่างได้ตามใจปรารถนา

            จากสิ่งเขาได้เผชิญหน้ามา เขาล้วนเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความโหดร้ายของโลกใบนี้

            แม้ว่าเรื่องราวของจางเซียนจะทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นเล็กน้อย แต่มันก็ไม่ส่งผลต่อเขามากนัก อย่างไรก็ตามจากเหตุการณ์นี้เขาสามารถมองเห็นถึงความแตกต่างระหว่างตระกูลขุนนางชนชั้นต่ำกับขุนนางคนอื่นๆได้แจ่มแจ้ง!

            มันเป็นภาระหน้าหน้าที่อันยิ่งใหญ่สำหรับเขาเพื่อข้ามผ่านความแตกต่างนี้

            เมื่อเข้าใจความแตกต่างนี้แล้วเขาย่อมรู้ดียิ่งกว่าว่าเหตุใดบิดาถึงกลัดกลุ้มหากตระกูลตกล้ม

            ในฐานะบุตรหลาน เขาย่อมเทิดทูนนับถือผู้อาวุโสของตน

            ในชีวิตก่อนเขายังไม่เข้าใจเกี่ยวกับหลักการนี้มากนัก อย่างไรก็ตามเขาก็ได้รับความเข้าใจอันใหม่เกี่ยวกับมันในโลกใบนี้ เขาไม่ได้มีมุมมองอันฝ้ามัวในเรื่องนี้ในทางตรงกันข้ามหลักการเช่นนี้กลับค่อยๆปรากฏชัดขึ้นขณะทำความเข้าใจหน้าที่สนองบุญคุณกตัญญูต่อบิดาและเคารพพี่สาว

            โดยหลักการแล้วหากเขามิมีความรับผิดชอบต่อตระกูล เมื่อไหร่ที่ตระกูลอ่อนแอพวกเขาจะสูญเสียที่นั่งของชนชั้นต่ำในอีกสี่ปีต่อมา

            พวกเขาจะถูกตัดออกจากผลประโยชน์ของชนชั้นสูงทั้งมวลเมื่อสูญเสียที่นั่งแล้ว มันจะกลายเป็นหายนะครั้งใหญ่ของตระกูลฉิน มิต้องเอ่ยถึงทายาทของตระกูลเขาย่อมประสบพบเจอมันเป็นแน่!

            เมื่อความคิดของเขาครอบงำไปถึงจุดนั้น ชายหนุ่มก็ยิ่งต้องมุ่งมั่นฝึกฝนมากขึ้นเพื่อบรรลุเป้าหมาย!

            เขาต้องหาหนทางปกป้องตระกูล เพื่อตนเอง เพื่อบิดาที่น่านับถือและพี่สาวผู้งดงาม!

            ซึ่งแน่นอนปัจจุบันหน้าที่หลักของเขาคือการฝึกฝน

            สภาวะเช่นนี้ทำให้เขาหวนนึกถึงคำพูดที่สร้างแรงบันดาลใจจากชีวิตครั้งก่อน – เป็นบุรุษต้องมีเป้าหมายอันยอดเยี่ยมและจงตั้งปณิธานเพื่อบรรลุเป้าหมาย!

            ชายชราผู้ที่เคยสอนสั่งสอนเขามักใช้คำพูดนี้เพื่อกระตุ้นตัวเขา ศิษย์ของขงจื้อนามว่าเซิ่งข่านเป็นผู้กล่าวถ้อยคำชาญฉลาดนี้ แต่เขาไม่ได้เก็บมาใส่ใจนักอย่างไรก็ตามเมื่อชายชราได้อธิบายให้เขาเห็นถึงความหมายที่แฝงอยู่เบื้องหลังคำพูดเหล่านี้

            บุรุษผู้มีลักษณะอันสง่างามย่อมหาหนทางบรรลุซึ่งเป้าหมายอันยอดเยี่ยม!

            กล่าวอีกนัยหนึ่งท่านต้องไม่ต้องพึงพอใจกับเรื่องดาษดื่นสามัญ ขณะมีชีวิตอยู่ต้องมีความทะเยอทะยานและความมุ่งมั่นบรรลุเป้าหมาย!

            จากความเข้าใจของอู๋เซียง ที่นี่ไม่มีขงจื้อและแนวคิดของขงจื้อในโลก หากเขาเพียงแค่เฝ้ามองการเติบโตของสังคม เขาคงไม่สามารถกำหนดราชวงศ์ปัจจุบันได้ ส่วนใหญ่แล้วเขารู้สึกว่าโลกปัจจุบันนี้มิได้อยู่ในมิติเดียวกับโลกของเขา

            สิ่งเดียวที่มั่นใจคือมนุษย์ในโลกใบนี้มีความสามารถในการสืบต่อเผ่าพันธุ์สูง บิดาของเขา ฉินเหลียนซานได้บอกกับเขาว่ามีผู้คนประมาณเจ็ดหรือแปดพันล้านคนอาศัยอยู่ในอาณาจักรไป๋หยู่

            ชายหนุ่มประหลาดใจนักกับจำนวนตัวเลข เขานึกถึงประวัติศาสตร์อันเก่าแก่ของโลกก่อนซึ่งมีประชากรไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนช่วงเวลาอันรุ่งเรืองที่มากที่สุด

            นอกจากนี้ผู้คนโลกนี้ยังแสวงหาวิชาการต่อสู้และชื่นชอบแก้ปัญหาด้วยความรุนแรง ด้วยเหตุนี้มันจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้กับจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมากแล้วประชากรสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างไรเล่า?

            มีหลายสิ่งอันน่าสนใจของโลกนี้ที่เขายังต้องเขาเรียนรู้ ยิ่งรู้มากขึ้นเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกว่าขอบฟ้าของเขานั้นมันคับแคบมากแค่ไหน

            นี่ทำให้อู๋เซียงมีแรงกระตุ้นอันใหม่ หัวใจของเขารู้สึกถึงความต้องการเร่งรีบออกไปและพบเจอดูโลกภายนอก

            ในอดีตชาติ ซิงเหเป็นผู้อยู่คงกระพันยาวนานในโลกของการต่อสู้แบบโบราณ แล้วในชีวิตนี้จุดสูงสุดของเขาจะเป็นอย่างไรกัน?

           ส่วนลึกในใจของอู๋เซียงโดยพื้นฐานแล้วไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ เขาสามารถบรรลุทักษะการต่อสู้ระดับสูงสุดเมื่อกาลก่อน และในโลกนี้ด้วยสภาพแวดล้อมการฝึกฝนที่เลิศล้ำแล้วมีสิ่งใดเล่าจะขัดขวางมิให้อาจเอื้อมถึงความแข็งแกร่งอันเต็มเปี่ยมของเขากัน?