0 Views

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา มีการเช่าพื้นที่ประมาณ 10 ตารางเมตรสำหรับทำร้านอาหารเช้า เมื่อเสร็จสิ้นเรื่องเกี่ยวกับเอกสารแล้ว ร้านอาหารก็ได้ทำการเปิดอย่างเป็นทางการ

 

ดังนั้นฟางหนิงจึงลาออกจากงานเก่า และเริ่มต้นชีวิตที่ดีขึ้นในการทำงานระหว่างวัน และอยู่ด้วยกันในเวลากลางคืนกับเพื่อนร่วมบ้านเช่าที่งดงามอย่างเฉ่าหยิง…

 

ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้เป็นไปไม่ได้เลย เพราะเขายังคงต้องใช้เวลาในการจับกุมเหล่าอาชญากรของระบบ

 

สำหรับปัญหาความปลอดภัยที่ในการเป็นศาลเตี้ยที่ฟางหนิงได้เคยกล่าวเอาไว้ก่อนหน้านี้ ระบบจึงได้พูดคุยอย่างละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้กับฟางหนิงขึ้นมาอีกครั้ง

 

ในท้ายที่สุด พวกเขาทั้งสองก็ตกลงกันได้แบบวิน-วิน กับสถานการณ์ที่พวกเขาสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่มีผลกระทบอื่นๆ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่พวกเขาทั้งสองทำการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น (จินตนาการ) ซึ่งเรื่องนี้เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่า การสื่อสารกันนั้นดีกว่าการโต้แย้งกันเสมอ

 

ตราบเท่าที่ทั้งคู่ยังคงสนทนาและสื่อสารกันอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ วิน-วิน ของพวกเขาก็จะยังคงอยู่เช่นเดิม

 

สำหรับปัญหาด้านความปลอดภัยนั้น มันเป็นเพียงสิ่งที่ฟางหนิงได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ปัญหาของลายนิ้วมือ, ดีเอ็นเอ และความจริงที่ว่าตัวตนบนบัตรประจำตัวของฟางหนิง และตัวตนของศาลเตี้ยคือคนคนเดียวกัน หากมีปัญหาเหล่านี้ยังไม่ถูกแก้ไข ตัวตนของศาลเตี้บจะถูกเปิดเผย และฟางหนิงจะประสบกับผลลัพธ์ที่ตามมาอย่างแน่นอน

 

ระบบบอกฟางหนิงว่า ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องลายนิ้วมือ เมื่อใดก็ตามที่ระบบอยู่ในโหมดความยุติธรรม ระบบก็จะกระตุ้นพลังงานในร่างกายเพื่อสร้างชั้นป้องกันโดยอัตโนมัติจนครอบคลุมไปทั่วร่างกาย นั่นก็หมายความว่า เมื่อใดก็ตามที่ระบบสัมผัสอะไรบางอย่าง มือของเขาจะอยู่ข้างหลังชั้นป้องกันอยู่เสมอ

 

นี่เป็นวิธีที่ระบบใช้หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับศัตรูที่เป็นพิษ เพื่อที่จะได้ไม่ตกตายโดยบังเอิญ

 

ในตอนนี้สารพิษที่สามารถแพร่พิษจากการสัมผัสนั้นมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์อุกกาบาตตก ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยแล้ว วิธีการของระบบจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก

 

สำหรับความเป็นไปได้ที่จะถูกระบุตัวตนได้จากดีเอ็นเอ ระบบยังไม่มีวิธีแก้ปัญหานี้ ถ้าหากระบบเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอของฟางหนิงทุกครั้งที่ปลอมแปลงตัวตน ตัวของฟางหนิงอาจจะตายได้ เพราะเซลล์ภายในร่างกายของเขาจะต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงนี้

 

ระบบพยายามอย่างดีที่สุด เพื่อให้แน่ใจว่าร่างกายของฟางหนิงจะไม่ได้รับบาดเจ็บ เช่นเดียวกับการเก็บน้ำลายและไม่ทำให้ผมร่วง (นี่เป็นเรื่องยากมาก ยกเว้นแต่ฝางหนิงจะพระ)

 

ฟางหนิงไม่ได้คาดหวังว่าระบบจะปฏิบัติตามข้อกำหนดเหล่านี้ได้จริง เพราะบางครั้งอาจจะต้องมีการต่อสู้อย่างดุเดือดก็เป็นไปได้ จริงๆแล้วระบบก็ไม่ได้รับประกันว่าร่างกายของเขาจะกลับมาโดยไม่บุบสลายด้วยซ้ำไป

 

ในที่ท้ายสุด ทุกสิ่งทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับจินตนาการของฟางหนิง หลังจากสอบถามระบบอย่างละเอียดเกี่ยวกับความสามารถที่มีอยู่แล้ว ฟางหนิงจึงได้วางแผนที่จะหลีกเลี่ยงการจำแนกแยกแยะดีเอ็นเอของเขา

 

ระบบได้ทำการจัดเตรียมมนตราเพื่อเสริมความแข็งแกร่งภายใน ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นมนตราที่เกี่ยวกับไฟ มนตราเหล่านี้จะปลดปล่อยพลังไฟออกมาเมื่อเปิดใช้งาน ซึ่งมีพลังมากพอที่จะเผาผลาญคนได้

 

ระบบยังสามารถแปลงพลังงานที่สำคัญจากไฟไปเป็นพลังงานสำคัญในการดูแลร่างกายได้อีกด้วย ระบบจะสามารถรับรู้ได้ล่วงหน้า หากเนื้อเยื่อใดๆภายในร่างกายของฟางหนิงกำลังจะหลุดออกมาด้วยความคิดที่เร็วสุดยอดและมุมมองที่ครอบคลุม ดังนั้นระบบจึงสามารถเปิดใช้พลังงานไฟให้ไหลผ่านไปทั่วร่างกาย เพื่อให้เนื่อเยื่อที่กำลังจะหลุดออกมาถูกเผาทำลายลงไปทันที

 

เรื่องนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องยากที่จะทำได้ เพราะแม้แต่ปรมาจารย์ซี่กงก็ยังคงเป็นมนุษย์ และสามารถทำผิดพลาดได้เสมอ แต่สำหรับระบบนั้น นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีในการตรวจสอบภายในร่างกายแบบเรียลไทม์ นั่นหมายความว่าระบบจะทำงานหลากหลายหน้าที่อย่างต่อเนื่อง

 

นี่คือสิ่งที่ระบบสามารถทำได้ในตอนนี้ แม้ว่าเส้นผมของฟางหนิงจะร่วงหล่นไป แต่มันจะถูกเผาจนกลายเป็นฝุ่นก่อนที่จะร่วงหล่นไปถึงพื้น เพราะฉะนั้นจึงไม่สามารถหาผลตรวจสอบดีเอ็นเอจากฝุ่นผงเหล่านี้ได้ใช่ไหมล่ะ?

 

ไม่ว่าจะเป็นเลือด, น้ำลายหรืออะไรก็ตาม มันก็จะถูกเผาทำลายด้วยเหมือนกัน สรุปแล้วก็คือว่า ในตอนนี้ดีเอ็นเอของฟางหนิงอยู่ภายใต้การคุ้มครองของระบบ และจะไม่ถูกค้นพบไม่ว่าจะในสถานที่แห่งใดก็ตาม

 

เมื่อได้ยินแผนการสร้างสรรค์ที่เหนือจินตนาการของโฮสต์ ระบบไม่สามารถช่วยอะไรได้ ระบบได้แต่ยอมรับว่า มันมีความแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดระหว่างความคิดที่ชาญฉลาดของทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ระบบยังยอมรับอีกด้วยว่า มันสมองของโฮสต์เป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่ฟางหนิงมี

 

แม้ว่าแผนนี้จะทำให้ระบบต้องใช้พลังงานที่จำเป็นในการเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง เพื่อปกป้องร่างกายของโฮสต์แล้ว แต่อย่างน้อยแผนนี้ก็ไม่มีความเสี่ยงใดๆที่จะทำให้ตัวตนถูกเปิดเผย ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ระบบยอมรับได้อย่างสมบูรณ์

 

หากในกรณีที่เลวร้ายที่สุด และระบบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการเปลี่ยนแปลงมนตรา ระบบจำเป็นที่จะต้องหนีออกไปให้ไวและไกลที่สุดเท่าที่ทำได้ ไม่ว่าระบบนี้จะโง่มากแค่ไหน แต่มันก็ไม่โง่พอที่จะหาเรื่องให้ตัวเองต้องมาถูกฆ่าตายอย่างแน่นอน…

 

ตอนนี้ปัญหาเรื่องรอยนิ้วมือ และดีเอ็นเอก็ได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ทั้งตัวตนที่มีข้อมูลเป็นรูปธรรมมากที่สุดก็คือ ตัวตนของศาลเตี้ยที่วิ่งไปรอบๆเพื่อจัดการกับเหล่าอาชญากร

 

ตอนนี้ยังคงมีปัญหาอีกเรื่องหนึ่งก็คือ บัตรประจำตัวของฟางหนิง และตัวตนของศาลเตี้ยซึ่งมีตัวตนเดียวกัน แม้ว่าฟางหนิงจะไม่สามารถคิดหาวิธีแก้ปัญหานี้ขึ้นมาได้ และบอกระบบอย่างลอยๆว่า ปัญหานี้จะถูกแก้ไขถ้าหากว่าระบบสามารถสร้างร่างโคลนนิ่งของเขาขึ้นมาได้

 

สิ่งที่ฟางหนิงคิดไม่ถึงก็คือว่า ระบบนี้สามารถสร้างร่างโคลนนิ่งขึ้นมาได้จริงๆ… “ผู้ชายคนนี้เชื่อถือได้หรอ?” ฟางหนิงจ้องไปที่ร่างโคลนนิ่ง ที่จู่ๆก็ปรากฏตัวขึ้นในพื้นที่มิติของระบบ

 

การปรากฏตัวของร่างโคลนนิ่งทำให้เขาตกใจมาก เพราะฟางหนิงไม่สามารถมองเห็นความแตกต่างระหว่างตัวเขากับร่างโคลนนิ่งได้เลย ระบบจอมยุทธ์นี้สามารถสร้างสิ่งที่วิทยาศาสตร์ต้องการขึ้นมาได้อย่างไร? มันเป็นไปได้ยังไงกัน?

 

เมื่อการแจ้งเตือนปรากฏขึ้น ความสับสนของฟางหนิงก็จางหายไป

 

(หุ่นเชิดจักรกลระดับต่ำ: สามารถครอบครองความสามารถของช่างไม้ได้ ใช้ค่าประสบการณ์ 700 จุด สร้างมาจากไม้และหนังสัตว์ที่ปล้นมาจากภายนอก ทักษะปัจจุบัน: การสนทนาง่ายๆและการเลียนแบบขั้นพื้นฐานของการเคลื่อนไหว)

 

หลังจากดูฟังก์ชั่นของหุ่นเชิดจักรกลแล้ว ฟางหนิงก็เพิ่มขนาดของหุ่นเชิดจักรกลขึ้นอีก ก่อนที่จะพยักหน้าอย่างพอใจ

 

“เอาล่ะ ฉันมักจะเป็นคนที่ติดบ้าน ดังนั้นฉันจึงไม่ค่อยมักขยับออกไปไหนมากนัก ดังนั้นการก๊อปปี้การกระทำของฉันในตอนอยู่บ้าน คงไม่มีอะไรที่แตกต่างไปจากเดิมมากเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าจะมีบางคนที่คาดคิดว่าเป็นฉัน หรืออะไรก็ตาม แต่ฉันสามารถทำอาหารเพื่อโต้แย้งกับข้อครหาทั้งหมดได้ ดังนั้นคงไม่มีใครจะคิดว่าฉันเป็นศาลเตี้ย

 

 

เมื่อทั้งสามปัญหาได้รับการแก้ไขเสร็จสิ้น ระบบจึงสามารถจับอาชญากรได้ต่อไป

 

แถมฟางหนิงยังได้เพลิดเพลินกับธุรกิจที่ดีของร้านอาหารเช้าอีกด้วย

 

ร้านอาหารเช้าได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม ด้วยการอาศัยการพูดปากต่อปาก จึงทำให้ร้านอาหารเช้าของฟางหนิงมีลูกค้าประจำอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อร้านอาหารที่แสนยอดเยี่ยมได้ถูกจัดตั้งขึ้น ต่อจากนั้นก็ไม่จำเป็นต้องโฆษณา หรือโปรโมทอะไรให้มากมาย ด้วยพลังของโซเชียลเน็ตเวิร์คและการแชร์ให้เพื่อนๆรับรู้ ชื่อเสียงของร้านอาหารเช้าจึงเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ธรรมชาติของมนุษย์ทุกคนมันจะมีความต้องการกินอาหารที่อร่อยอยู่แล้ว ทำให้ร้านอาหารเช้าของเขาดึงดูดบรรดาเหล่านักชิมทุกสารทิศ

 

เพียงหนึ่งสัปดาห์ที่ทำการเปิดธุรกิจร้านอาหารเช้า จำนวนผู้คนที่มาต่อแถวเข้าคิวก็ยาวเป็นหางว่าวไปถึงฝั่งตรงข้าม

 

แม้กระทั่งรถหรูราคาแพงก็หยุดจอดเพื่อลงมากินที่ร้านอาหารเช้าของเขา มีผู้คนจำนวนมากได้สอบถามเหล่าพนักงานว่า จะมีการเปิดเป็นช่วงเวลาอาหารกลางวัน, อาหารเย็น หรือมีการจัดส่งบ้างไหม

 

ด้วยสถานการณ์เช่นนี้ ฟางหนิงจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการจ้างพนักงานเพิ่มขึ้น แน่นอนว่าตัวเขาเองนั้นขี้เกียจมากเกินไปที่จะดูแลเกี่ยวกับการจัดการกับพนักงานจำนวนมากเช่นนี้ ดังนั้นความรับผิดชอบทั้งหมด จึงถูกผลักไปให้กับเฉ่าหยิงแทน สำหรับเฉ่าหยิงแล้ว ด้วยการยกระดับและการเลื่อนตำแหน่งให้เธอได้เป็นผู้จัดการร้านอาหาร การลงทุนครั้งนี้กำลังจะนำพาเธอไปถึงจุดสูงสุดในชีวิตของเธอ นี่จะเป็นก้าวแรกเพื่อการกลายเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ

 

ในทางกลับกัน ฟางหนิงกำลังทุกข์ทรมานจากความกังวลใจ

 

“เจ้านาย คุณคิดยังไงกับชุดที่ฉันใส่ในวันนี้? ฉันดูดีหรือไม่?”

 

เช้าวันนี้ ในขณะนี้ที่ ‘ความงามของร้านอาหารเช้า – เฉ่าหยิง’ มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย เธอสวมชุดสีน้ำเงินและสีขาว การแต่งหน้าบางๆทำให้เธอดูน่ารัก และเป็นที่ชื่นชอบของใครหลายๆคน เนื่องจากความแออัดในร้านอาหารค่อยๆเบาบางลง เธอจึงวิ่งเข้าไปที่ห้องครัวเพื่อทำเจ้าชู้ใส่คนที่กำลังยุ่งอยู่ในครัวอย่าง“ฟางหนิง”

 

“ฟางหนิง”จ้องมองเฉ่าหยิง และพยักหน้าของเขา “อ่า ใช่แล้ว เธอดูดีมาก”

 

เฉ่าหยิงยิ้มกว้างและหมุนตัวเองก่อนที่จะนั่งพักอยู่ด้านข้างของฟางหนิง เธอปัดฝุ่นที่ติดอยู่ด้านข้างของเขาอย่างแผ่วเบา เธอมองเขาด้วยดวงตาที่คลุมเครือและพูดออกมาว่า “ทำไมการตอบสนองของนายจึงเงียบสงบเช่นนี้ หรือเป็นเพราะฉันดูไม่สวยพองั้นหรอ?”

 

“เธอต้องการให้ฉันตอบสนองแบบไหน?” “ฟางหนิง”หยุดการเคลื่อนไหวของเขาลงอย่างฉับพลัน ก่อนที่จะตระหนักถึงบางสิ่งบางอย่าง จากนั้นเขาจึงพยักหน้า และพูดด้วยท่าทางเกินจริงออกมา “โอ้ ฉันรู้แล้ว”

 

หลังจากฟางหนิงวางช้อนของเขาลง เขาก็เริ่มปรบมืออย่างต่อเนื่อง “สวย สวยมาก!”

 

เฉ่าหยิงรู้สึกสับสนมาก แต่หลังจากที่เธอได้สติแล้ว เธอก็กลอกตาและเดินออกจากห้องครัวไป “ฮึ่ม! นายมันโง่เง่า! น่าเบื่อ!”

 

(ฮ่าฮ่า เธอเดาถูกแฮะ มันเป็นเพราะมีระบบโง่เง่าควบคุมร่างกายของฉัน และมอบตัวเลือกการสนทนาให้ฉัน นั่นเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเธอในการช่วยรักษาหน้าตาแล้ว ถ้าฉันเลือกตัวเลือกอันอื่น เธออาจจะตายด้วยความอับอายก็ได้ เธอน่าจะขอบคุณฉันนะเนี่ย) ฟางหนิงยังคงหัวเราะในพื้นที่มิติของระบบ เขากำลังเล่นวิดีโอเกมอย่างเงียบสงบในร้านอินเทอร์เน็ต แต่ระบบก็ได้แสดงตัวตัวเลือกบทสนทนาขึ้นมาให้เขาอย่างฉับพลัน

 

ส่วนตัวเลือกอื่นๆได้แก่ “อย่ามาทำให้ฉันเสียเวลา ถ้าเธอสวยเหมือนกับคนสวยในสมัยโบราณ บางทีฉันอาจจะเอาใจใส่เธอมากขึ้น” และ “ฉันไม่มีความเห็นอะไร แต่ถ้าเธอสามารถดึงดูดลูกค้าได้มากขึ้น บางทีเธออาจจะมีประโยชน์ขึ้นมาบ้างเล็กน้อย”

 

ถ้าเขาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งในสองตัวเลือกนี้ เฉ่าหยิงจะโมโหและสร้างความวุ่นวายขึ้นมาทันที แม้ว่าในยุคนี้การหาผู้จัดการคนใหม่จะเป็นเรื่องที่ง่ายดาย แต่อย่างน้อยฟางหนิงก็ยังคุ้นเคยกับเฉ่าหยิงมากกว่า ดังนั้นการทำให้เธอโกรธจะไม่คุ้มค่ากับความยุ่งยากในการหาผู้จัดการคนใหม่มาแทน สำหรับคนขี้เกียจที่เป็นสุดยอดแห่งการผลัดวันประกันพรุ่งแล้ว การที่จะต้องทำอะไรเพิ่มเติมนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากเกินไป

 

นอกเหนือจากความจริงที่ว่า เฉ่าหยิงเป็นคนที่ชอบมองหาคนที่เธอสามารถพึ่งพาได้อยู่เสมอแล้ว เธอก็เป็นคนที่เชื่อถือได้จริงๆ เธอเป็นคนที่สมบูรณ์แบบ เธอพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดในการต้อนรับลูกค้า และสามารถตรวจสอบบัญชีของร้านหาได้ดีอีกด้วย เธอยังตรวจสอบการสั่งซื้อส่วนผสม เธอไม่ได้เพียงแค่ทำหน้าที่ผู้จัดการเพียงแค่เล่นๆ แต่เฉ่าหยิงทำทั้งหมดนี้ด้วยความเอาใจใส่ในงานของเธอ

 

กับเจ้านายที่ทำอาหารเพียงแค่ 2 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เคยคิดที่จะดูแลใส่ใจในเรื่องอื่นๆอย่าง “ฟางหนิง”แล้ว เฉ่าหยิงจึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความมั่นใจว่าร้านอาหารเช้าจะสามารถผ่านไปได้อย่างราบรื่น ทำให้ร้านอาหารเช้าขยายตัวอย่างต่อเนื่องทั้งขนาดและฐานลูกค้า

 

นอกเหนือจากบางครั้งบางคราที่เฉ่าหยิงทำเจ้าชู้กับฟางหนิงแล้ว ร้านอาหารเช้าก็ค่อนข้างเงียบสงบมาก

 

ภายในไม่กี่สัปดาห์ รายได้จากร้านอาหารเช้าของฟางหนิงก็หลั่งไหลเข้ามาราวกับคลื่น เพียงเมื่อเขากำลังพิจารณาถึงการขยายร้านอาหารเช้าให้ใหญ่โตขึ้น พร้อมกับเสนอเป็นการบริการอาหาร 3 มื้อและบริการจัดส่ง แต่กลับถูกระบบตอบปฏิเสธโดยทันที

 

“ไม่มีทางเด็ดขาด เราใช้เวลา 2 ชั่วโมงในการทำอาหารเช้าก็เพียงพอแล้ว การใช้เวลามากขึ้นแบบนี้ ฉันไม่อนุญาต เราควรใช้เวลาที่มีเพื่อไปฝึกฝนแทนดีกว่า”

 

น่าปวดหัวอะไรแบบนี้ แม้ว่าเขาจะรู้ว่าความนิยมอันยิ่งใหญ่ของร้านอาหารเช้านั้น เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของระบบในการทำอาหาร ขณะที่ฟางหนิงกำลังมีความสุขกับผลลัพธ์ และเนื่องจากระบบใช้ร่างกายและพลังงานของเขา ระบบนี้จึงไม่จำเป็นที่จะต้องกังวลเกี่ยวกับร้านอาหารเช้าเลยสักนิด

 

ฟางหนิงรู้สึกว่า วิธีเดียวที่จะสามารถหลอกล่อระบบได้ ก็คือการใช้จินตนาการของเขาอีกครั้ง