0 Views

“พี่ชายไห่เฉิง เรื่องนี้ต้องขอให้ฝ่ายตรวจสอบความจริงเป็นคนจัดการ!” ผู้ชายรูปร่างผอมแห้งที่อาจจะเป็นผู้นำกลุ่มพูดขึ้นมา เขาดันแว่นตาขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าเขากำลังพูดกับชายหนุ่มอีกคนหนึ่งด้วยความหยิ่งผยอง

 

“หืม โม่เฉียง นายช่างมีน้ำใจมากจริงๆ อย่างน้อยฝ่ายกิจการพิเศษของนายก็ยังรู้ขีดจำกัดของตัวเองล่ะนะ” ไห่เฉิงพูดแดกดันออกมา เขาเดินไปที่ด้านหน้าของกลุ่ม และเผชิญหน้ากับชายคนนั้นในช่องแช่แข็ง

 

การแสดงออกของคนที่เหลือกลายเป็นไม่พอใจเล็กน้อย แต่พวกเขาก็กลืนความไม่พอใจที่พวกเขารู้สึกกลับคืนไป เพราะพวกเขาสังเกตเห็นความเฉยเมยของโม่เฉียง

 

หลังจากช่วงเวลาสั้นๆ ตรงกลางหน้าผากของไห่เฉิงก็แยกออกเผยให้เห็นดวงตาสีแดงเลือดอย่างน่าสยดสยองออกมา

 

ทันทีที่ลูกตาปรากฏขึ้นมา มันก็เคลื่อนขยับไปรอบๆในเบ้าตากลางหน้าผาก ก่อนที่มันจะปล่อยรังสีสีน้ำเงินที่ราวกับสปอตไลท์ส่องลงบนซากศพ แสงสีฟ้าส่องไปบนหัวซากศพแล้วค่อยๆเลื่อนลงมาข้างล่าง เพื่อสแกนร่างกายของซากศพอย่างละเอียด

 

เมื่อสแกนซากศพเสร็จแล้ว แสงสีฟ้าก็หายไปอย่างทันที

 

เมื่อมองไปที่ไห่เฉิงอีกครั้ง ดวงตาที่สามของเขาก็หายไป และหน้าผากของเขาก็กลับมาสู่สภาพปกติ ราวกับว่ามันไม่เคยแยกออกจากกันมาก่อน

 

นี่ไม่ใช่เรื่องที่สามารถเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ตามปกติ แต่การแสดงออกของกลุ่มคนในปัจจุบันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลยแม้แต่น้อย

 

พวกเขามองไปที่ไห่เฉิง และรอคอยคำตอบของเขา

 

“มันเป็นการโจมตีที่หยาบกร้านโดยการใช้หมัดตัดขั้ว ไม่มีรอยนิ้วมือหรือรอยฝ่ามือบนร่างศพ และผู้ครอบครองพลังพิเศษได้ฝึกฝนพลังงานของเขา ในขอบเขตที่เขาสามารถปลดปล่อยพลังงานภายในของเขาออกมาข้างนอกได้ มันไม่ได้สมบูรณ์หรืออะไร แต่ฉันคิดว่า นี่เป็นเพียงแค่เพื่อนผู้โชคดีบางคนที่ได้รับสืดทอดศิลปะการต่อสู้จากบรรพบุรุของเขามา และหลังจากที่ได้รับพลังจากดาวตกเมื่อวานนี้ เขาจึงตัดสินใจที่จะเป็นศาลเตี้ยแทน

 

“ถึงแม้ว่าพลังของเขาจะได้รับการฝึกฝนจนไปถึงจุดสูงสุด แต่เขาน่าจะมีจุดเริ่มต้นที่ไม่ดี และมีศักยภาพที่จำกัด ทำให้เขาไม่สามารถฝ่าทลายกำแพงของตัวเองได้ แม้ว่าดูเหมือนว่าเขาจะมีเจตนาดีที่ปราบปรามพวกผู้ร้าย แต่ถ้าพวกนายสนใจที่จะมองหาเขา หรือรับเขาเข้ามาเป็นภารโรงเกรด F แต่ทางเรานั้นไม่สนใจ”

 

ไห่เฉิงหยุดพูด จากนั้นเขาก็ไม่สนใจเสียงพูดคุยใดๆ และเดินจากไปในทันที เขาไม่ได้มองซากศพอีกต่อไป เพราะไม่มีอะไรที่น่าสนใจกับเขาอีกต่อไปแล้ว

 

เมื่อได้ยินคำพูดของไห่เฉิง ส่วนที่เหลือของกลุ่มก็พบว่ามันยากที่จะซ่อนความผิดหวังของพวกเขาเอาไว้ได้

 

“เฮ้อ ฝ่ายตรวจสอบความจริงสมกับชื่อของมันจริงๆ ความสามารถที่ลึกลับในการติดตามรากเหง้าของปัญหา เป็นเรื่องที่ต้องค้นหาด้วยเช่นกันว่า นายสามารถค้นพบทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดได้ภายในไม่กี่วินาที เอาล่ะ! นายควรทำตามที่ไห่เฉิงพูด สร้างรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับผู้กระทำความผิด และตั้งชื่อเล่นเขาว่า ‘ศาลเตี้ย A’ และจัดหมวดหมู่พลังของเขาไว้ที่พลังระดับ F ซึ่งถือว่าเป็นภัยคุกคามระดับต่ำ นี่ไม่ใช่คนที่เราต้องเสียเวลาไปกับเขามากนัก” โม่เฉียงสั่งงานคนที่เหลือ จากนั้นเขาก็ส่ายหัวด้วยความผิดหวัง

 

“ครับ ผู้อำนวยการโม่” คนที่ยืนอยู่ข้างหน้าตอบกลับมา

 

“เอาล่ะ ทุกคนแยกย้ายกลับไปทำงานได้แล้ว พวกนายอย่าลืมจดจำชนิดของพลังงานใหม่ และต้องรายงานสิ่งที่พวกนายพบโดยทันที ให้ทำเหมือนอย่างที่เคยทำล่ะ คำนวณคะแนนสมรรถนะตามประเภทพลังงาน…” โม่เฉียงยังคงพูดออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

ในขณะที่ไห่เฉิงเดินออกจากห้องใต้ดินโดยไม่ได้สนใจเรื่องที่เกิดขึ้นภายใน ก่อนหน้านี้เขาคิดว่า ในที่สุดเขาก็สามารถที่จะได้พบกับพลังงานชนิดใหม่ เพื่อใช้ในการทดสอบพลังที่แท้จริงของเขาหลังจากเริ่มต้นยุคใหม่ แต่สิ่งที่เขาได้รับก็คือแค่มดตัวหนึ่ง

 

เขาจะต้องเสียเวลาที่มีค่ามาตรวจสอบพวกคนที่มีพลังกระจอกแบบนี้!

 

เขาหันไปจ้องที่ประตูห้องใต้ดิน แผ่นเหล็กที่ติดอยู่ตรงประตูเขียนไว้ว่า “สำนักงานกิจการพิเศษ”

 

ฝ่ายกิจการพิเศษเป็นหน่วยที่ต้องการคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติ แต่ไม่ว่าจะมีมือใหม่สักกี่คนที่พวกเขายอมรับเข้าร่วมทีม แต่พวกเขาเหล่านั้นก็ไม่สามารถเปรียบเทียบผลงานกับไห่เฉิงได้เลยสักคนเดียว

 

 

หลังจากหมดช่วงเวลาปลดปล่อย 30 นาทีของฟางหนิง ระบบก็เปิดใช้งาน ‘โหมดความยุติธรรม’ ขึ้นมาอีกครั้ง

 

ภายใต้การเฝ้าระวังของฟางหนิง ระบบได้จับผู้ร้ายสามคน และพวกลักขโมยสองคน ระบบได้สำรวจตามตรอกซอกซอย และตามถนนหนทางต่างๆ การเดินสำรวจของระบบในวันเดียวนั้น มันมากกว่าการเดินไปไหนมาไหนของฟางหนิงตลอด 1 เดือนซะอีก

 

แม้ว่าความเร็วของระบบจะไม่ช้า แต่ขอบเขตของสิ่งที่ระบบสามารถทำได้จริงก็มีขีดจำกัด และผลงานในการจัดการกับโจรในแต่ละวันก็ไม่เลวเลยทีเดียว เพราะมืองฉีที่ฟางหนิงอาศัยอยู่นั้น เป็นเมืองที่มีปัญหาด้านความปลอดภัยที่ต่ำมาก และมีคดีเพียงไม่กี่คดีเท่านั้น

 

สมองของฟางหนิงได้รับการปั่นป่วนอย่างไม่หยุดนิ่ง หลังจากมองไปที่การแจ้งเตือนของระบบเป็นเวลาครึ่งวัน ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่า ทำไมระบบไม่เลือกทำงานเป็นพ่อครัว

 

ถึงแม้ว่าฟางหนิงจะเป็นคนที่ขี้เกียจมาก แต่ก็ไม่ได้หมายความเขาจะไม่มีสมอง ในทางกลับกันเขาเป็นคนคิดมาก แต่ก็ยังน้อยเกินไปอยู่ดี

 

เมื่อเห็นโอกาสของเขาปรากฏขึ้นในขณะที่ระบบกำลังหยุดพัก ฟางหนิงจึงเสนอความคิดออกมา “เฮ้ ระบบ นายไม่คิดว่าประสิทธิภาพของนายน้อยเกินไปงั้นหรอ? นายไปทุกที่เพื่อสร้างความยุติธรรมสำหรับเป้าหมายสองอย่างเพียงเท่านั้น อย่างแรกคือการได้รับค่าประสบการณ์ และอย่างที่สองคือการสะสมเงิน ดูเหมือนว่านายจะมีแผนที่ที่เป็นเป้าหมายที่ชัดเจนอยู่เสมอ แต่เช่นเดียวกับการเล่นเกม นายต้องมีผู้เชี่ยวชาญที่คอยช่วยให้นายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นายต้องหัดแยกแยะหน่อย โลจิสติกคือโลจิสติก การต่อสู้คือการต่อสู้”

 

[คุณหมายถึงอะไร?] คำพูดปรากฏในสมองของฟางหนิง และเขาได้รู้แล้วว่าเขาตีถูกแจ๊คพ๊อตแล้ว

 

“มันง่ายมากๆ คือนายจะต้องหัดแยกแยะงานสำหรับรายได้ และงานสำหรับหาค่าประสบการณ์ ในการหารายได้นั้น เราสามารถเข้าสู่ธุรกิจการทำอาหารได้เช่นเดียวกับสิ่งที่ฉันได้เคยพูดไว้ในก่อนหน้านี้ นายจะได้รับรายได้ด้วยวิธีนี้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สำหรับการได้รับค่าประสบการณ์นั้น ฉันมีคำถามสำหรับนาย นายจะได้รับคะแนนประสบการณ์หลังจากเอาชนะอาชญากรอย่างงั้นหรอ? แล้วสำหรับคนอื่นๆล่ะ?”

 

ระบบได้เงียบลงราวกับกำลังคิดบางสิ่งบางอย่างอยู่ หลังจากนั้นสักครู่ก่อนที่ฟางหนิงจะหมดความอดทน มันก็ตอบกลับมา

 

[ระบบถูกจำกัดด้วยคุณธรรมของผู้กล้า ระบบไม่สามารถโจมตีผู้บริสุทธิ์หรือคนที่มีความชอบธรรมได้ และยังไม่สามารถปล้นทรัพย์สินของผู้บริสุทธิ์ได้ด้วยเช่นกัน]

 

เมื่อได้ยินคำพูดของระบบ ฟางหนิงจึงยิ้มออกมา เขาเคยคาดเดาว่ามันต้องเป็นเช่นนี้ เพราะตลอดทั้งวัน เขาได้เห็นในหลายกรณีที่ระบบสามารถฉกฉวยเงินและสิ่งของได้มากมาย แต่ระบบก็ไม่เลือกทำ

 

“ฉันจะแสดงให้นายเห็นถึงสถานการณ์ที่เป็นไปได้ให้ดู ดังนั้นนายจงเฝ้ามองและเป็นพยานในความฉลาดที่แท้จริงของฉันซะ” หลังจากที่ได้ยืนยันข้อจำกัดของระบบแล้ว ความเชื่อมั่นของฟางหนิงก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เก่งในด้านการปฏิบัติงานจริง แต่เขาก็มีความเชื่อมั่นในความสามารถในการจำลองสถานการณ์ และจินตนาการของเขาเป็นอย่างมาก

 

[บอกฉันมาเร็วๆ!] ระบบเริ่มรังควานฟางหนิงเป็นครั้งแรก และด้วยเหตุนี้มันจึงแสดงให้เห็นว่า ระบบได้หมดหนทางที่จะเพิ่มพลังของมันได้อย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากร่างโฮสที่เฉื่อยชา

 

“เราสามารถสร้างสมบัติประเภทต่างๆเพื่อบริจาคให้กับสถาบันบางแห่ง จากนั้นเราก็ปล่อยข่าวการบริจาคครั้งนี้ให้ทั่วโลกรับรู้ ฉันแน่ใจว่าพวกอาชญากรจำนวนมากจะต้องสนใจทรัพย์สมบัติเหล่านั้น จากนั้นสิ่งที่เราต้องทำก็คือ รอให้อาชญากรเหล่านั้นหันมาโจมตีเรา สำหรับเรื่องที่ว่า จะมีอาชญากรเข้าร่วมมากเท่าไหร่นั้น มันขึ้นอยู่กับทรัพย์สมบัติของเราว่ามีค่ามากขนาดไหน ถ้ามันเป็นเพียงทรัพย์สมบัติที่มีค่าทั่วไป อาชญากรเหล่านั้นก็จะมารวมตัวกันน้อยมาก แต่ถ้าทรัพย์สมบัติเหล่านั้นมันมีลักษณะพิเศษบางอย่าง เช่นมีความสามารถในการที่จะย้อนกลับไปยังวัยหนุ่มสาวของพวกเขา หรือใช้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับผู้คนขึ้นอย่างมหาศาล ถ้าเป็นทรัพย์สมบัติประเภทนั้น คลื่นของเหล่าอาชญากรจำนวนมากก็จะพากันหลั่งไหลเข้ามาขโมยทรัพย์สมบัติเหล่านี้อย่างแน่นอน

 

“นายต้องรู้ไว้ว่า ความโลภของมนุษย์นั้นมีมากมายเหลือขนาด จำนวนคนที่เสียชีวิตเพราะความโลภนั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ถ้าพวกเขาได้ตัดสินใจที่จะขโมยอะไรบางอย่างแล้ว พวกเขาจะปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าเราเพื่อจะขโมยสิ่งเหล่านั้น ที่นี้นายก็จะสามารถจัดการกับพวกเขาได้”

 

ฟางหนิงอธิบายแผนการที่ง่ายที่สุดของเขาอย่างสงบ เขามีไพ่ลับที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออย่างมากมาย และยังมีแผนการหลายอย่างที่ซับซ้อนมากยิ่งขึ้น แต่ความเสี่ยงของแผนการเหล่านี้ก็สูงมากเกินไป และเขาก็กลัวว่า ถ้ามันมากเกินไป เขาจะไม่สามารถป้องกันตัวเองและระบบได้

 

[ระบบกำลังประมวลผล … ]

 

การแจ้งเตือนเกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ฟางหนิงก็ไม่ได้มีความกังวลอะไรเลยแม้แต่น้อย

 

ผ่านไปสักครู่หนึ่ง ก็มีการแจ้งเตือนปรากฏขึ้นอีกครั้ง

 

[คุณมีแผนการที่ดี แต่ด้วยระดับเลเวลและความแข็งแกร่งของระบบในปัจจุบันแล้ว ระบบไม่สามารถสร้างสมบัติประเภทนั้นได้]

 

ฟางหนิงปกปิดความดูถูกของตัวเองเอาไว้ก่อนที่จะพูดขึ้นมาว่า “นายควรมีบางอย่างเช่น ระบบร้านค้าถูกต้องหรือไม่? ในฐานะที่มันเป็นระบบของตัวนายเอง แต่นายไม่สามารถใช้อะไรจากระบบร้านค้าได้ฟรีงั้นหรอ?”

 

[ระบบไม่มีอะไรเช่นนั้น]

 

“งั้นนายมีอะไรทีคล้ายๆกับ กระเป๋าสัมภาระสำหรับมือใหม่บ้างรึเปล่าล่ะ?”

 

[ระบบไม่มีอะไรแบบนั้นเช่นกัน]

 

“แล้วเกี่ยวกับระบบจับฉลากล่ะ?”

 

[มันเป็นไปไม่ได้ที่ทองจะตกลงมาจากฟากฟ้า]

 

“ถ้าอย่างนั้นนายมีอะไรบ้าง?”

 

ระบบทำเพียงแค่แสดงให้ฟางหนิงได้เห็นสิ่งที่ได้มาจากการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม เช่นเงิน, แหวน และนาฬิกา…

 

ฟางหนิงพูดไม่ออกหลังที่เห็นสิ่งของเหล่านั้น เขาอดที่จะถามออกมาไม่ได้ “ความสามารถอะไรที่นายต้องการ และระดับเลเวลเท่าไหร่ที่จะสามารถทำให้นายสร้างสมบัติขึ้นมาได้?”

 

[เมื่อฉันมีค่าพละกำลัง 10 จุด และมีเลเวล 5 จากนั้นฉันต้องเก็บเลเวลงานฝีมือของฉันไปถึงเลเวล 3 จากนั้นฉันถึงจะได้รับความสามารถในการแยกย่อย – การสร้างอาวุธสวรรค์ ถ้าเป็นบางอย่างที่เกี่ยวกับอัศวินสวรรค์น่าจะเหมาะสมกับแผนของนาย ตราบเท่าที่ฉันได้รับคะแนนค่าประสบการณ์และวัสดุบางอย่างมา การสร้างอัศวินสวรรค์ที่มีความสามารถพิเศษก็อาจจะเป็นไปได้]

 

ฟางหนิงได้ทำการคำนวณ ระบบได้เพิ่มระดับเลเวลขึ้นเป็นเลเวล 2 หลังจากที่ทำงานทั้งวันทั้งคืน ดังนั้นมันน่าจะใช้เวลาเพียงไม่นานในการไปถึงเลเวล 5 ค่าพละกำลังของระบบยังเพิ่มขึ้นมา 1 จุด ในเรื่องนี้ฟางหนิงตระหนักถึงการแจ้งเตือนที่เขาได้เห็นมาอย่างชัดเจน “แต้มอัพค่าสถานะถูกเพิ่มเข้าไปที่ค่าพละกำลัง 1 จุด ทำให้ค่าพละกำลังปัจจุบันคือ 6 จุด”

 

หากต้องการไปถึงค่าพละกำลัง 10 จุด พวกเขาจะต้องมีแต้มค่าสถานะเพิ่มอีก 4 แต้ม ซึ่งหมายความว่าพวกเขาจะต้องเก็บเลเวลเพิ่มอีก 4 เลเวล หากเป็นแบบนี้เขาจะต้องมีเลเวล 6 พวกเขายังต้องเปิดใช้งานความสามารถในการสร้างงานฝีมือของระบบไปจนถึงเลเวล 3 งั้นสิ่งที่ระบบจะต้องใช้คืออะไร?

 

ฟางหนิงสอบถามระบบอย่างทันที

 

ระบบก็ได้ตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว “เมื่อต้องการยกระดับเลเวลความสามารถงานฝีมือ ก็คือการเปิดใช้งานมัน ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้เวลาและวัสดุ สถานที่ในการเปิดใช้งานอยู่ในพื้นที่มิติของระบบ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่นายเรียกว่าช่องเก็บของ โดยสถานที่แห่งนั้นไม่ได้เรียกว่าระบบช่องเก็บของ แต่มันถูกเรียกว่าพื้นที่มิติของระบบ”

 

“ฉันไม่เห็นพื้นที่ใดๆในการเปิดใช้งานเพื่อเพิ่มความสามารถในงานฝีมือของนายเลย”

 

[ฉันรู้สึกว่าการให้คุณเห็นมัน ไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรเลย ดังนั้นฉันจึงซ่อนมันเอาไว้] ระบบตอบความจริงกลับไป

 

“งั้นตอนนี้ฉันสามารถดูได้หรือไม่?” ฟางหนิงรู้สึกว่าระบบดูถูกเขามาก แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรกับระบบได้

 

ทันใดนั้น พื้นที่มิติใหม่ของระบบได้ปรากฏขึ้นในจิตใจของฟางหนิงทันที นอกเหนือจากรายการสิ่งของที่ได้มาจากการโขมยพวกโจร เขาก็ได้เห็นโรงตีเหล็กที่มีเตาหลอมลุกโชติช่วงไปด้วยเปลวไฟ

 

ภายใต้การตรวจสอบเพิ่มเติม ฟางหนิงก็สังเกตเห็นว่า ถึงแม้โรงตีเหล็กนี้จะมีความเรียบง่าย แต่ก็มีการติดตั้งอุปกรณ์เบ็ดเสร็จทุกอย่างครบถ้วน ค้อนเหล็กที่มีขนาดแตกต่างกัน, คีมหนีบเหล็ก, ทั่งตีเหล็ก, แทงค์น้ำ และสิ่งอื่นๆอีกมากมาย มันขาดแคลนเพียงวัตถุดิบและถ่านหินเท่านั้น แต่มันก็เป็นโรงตีเหล็กที่สมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม การตีเหล็กที่นี่จะทำให้สามารถสร้างอาวุธสวรรค์ได้ ฟางหนิงได้แต่สันนิษฐานว่า ระบบนี้จะสามารถทำให้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ล่มสลายลงไปได้

 

หลังจากตรวจสอบโรงตีเหล็กแล้ว ฟางหนิงก็ถามออกมาทันที “ระบบ เนื่องจากโรงตีเหล็กนั้นเป็นของนาย และระบบก็เป็นของตัวนายด้วย ทำไมนายถึงไม่ตั้งค่าระดับเลเวลในงานฝีมือ, ระดับเลเวลและพลังของนายให้อยู่ในจุดสูงสุดล่ะ? ทำไมนายถึงต้องฝึกฝนด้วย? นี่ไม่ได้เป็นเกม และนายก็ไม่ได้เป็นมนุษย์ ฉันสงสัยว่านายเพียงแค่สนุกกับการฝึกฝนและเก็บเลเวลใช่ไหม?”