0 Views

“อะไรนะ มันเป็นไปไม่ได้! ศาลเตี้ย A เป็นเพียงนักสู้ที่เพิ่งตื่นขึ้นมา เขาจะมองการปลอมตัวของพวกเธอออกได้อย่างไรกัน?” เมื่อได้ยินคำพูดของภรรยา ชายวัยกลางคนร้องอุทานด้วยความประหลาดใจ และเขาก็พูดต่อว่า “อีกทั้งพวกเธอยังมีสมบัติที่ได้รับมาจากบรรพชน แม้แต่ผู้มีชื่อเสียงอย่างเนตรเบิกฟ้า -ไห่เฉิง ก็ยังไม่สามารถมองทะลุผ่านตัวตนพวกเธอได้เลย ขนาดเฉียวซีซานที่บ่มเพาะพลังมาตั้ง 20 ปี พวกเธอก็ยังสามารถทำลายร่างเที่ยงธรรมของเขาด้วยทักษะระบำเทพธิดาได้เลย! แล้วทำไมคนบ้านนอกนั่นถึงได้ทรงพลังเช่นนี้?”

 

หญิงวัยกลางคนโต้แย้งอย่างดุเดือด “ศาลเตี้ย A ไม่ใช่คนบ้านนอก ฉันจะบอกอะไรให้คุณรู้เอาไว้! เขาต้องเป็นคนที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความสามารถของฮีโร่ผู้มีชื่อเสียงจากอีกมิติหนึ่งแน่ๆ ซึ่งหมายความว่าเขามีรากฐานการบ่มเพาะแก่นคุณธรรมที่แข็งแกร่งอยู่ก่อนแล้ว นั่นจึงอธิบายได้ว่า ทำไมเขาถึงชอบยิ้มเหมือนนักล่าในเวลาล่าเหยื่อ เนื่องจากเขาสามารถสัมผัสถึงกลิ่นอายปีศาจจากลูกสาวของเราได้”

 

“บ้าเอ๊ย! เราสองคนผิดเต็มๆ เพราะเรามัวแต่เอาเวลาไปกับการระดมทุนและวางแผน ดังนั้นเราจึงไม่ได้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของเขาอย่างจริงจัง เราทำแค่เพียงดูรายงานข้อมูลของเขาจากหน่วยตรวจสอบความจริงเท่านั้น ซึ่งทำให้เราหลงคิดว่าเขาเป็นเพียงผู้ตื่นที่ไร้ศักยภาพ ถึงแม้ว่าในช่วงแรกเขาจะเก่ง แต่เมื่อผ่านไปสักสองสามเดือนแล้ว เขาจะหยุดพัฒนาและกลายเป็นเพียงแค่ขยะคนหนึ่ง เราหลงคิดว่าการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมในชีวิตประจำวันของเขานั้น คงไม่เพียงพอที่จะสร้างรากฐานการบ่มเพาะแก่นคุณธรรมที่แข็งแกร่งเช่นนี้ได้”

 

“เขามักจะอัญเชิญรูปแบบมังกรสวรรค์ เมื่อตอนเผชิญกับช่วงเวลาวิกฤตเท่านั้น ดังนั้นเราจึงลืมเตือนลูกสาวทั้งสามของเราไป ดูกรณีเฉียวซีซานเป็นตัวอย่างสิ เป็นเพราะความประมาทของพวกเรา จึงทำให้พวกเธอเกือบปล่อยชัยชนะที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมหลุดมือไปแล้ว! บ้าเอ้ย!”

 

“ที่รัก ใจเย็นๆก่อน เอาล่ะ! เราอย่ามัวแต่โทษตัวเองกันอยู่เลย เราได้ทำงานอย่างหนักเพื่อกำชับดูแลพวกเธอบ่มเพาะพลังแล้ว และเพียงแค่ฝึกทักษะระบำเทพธิดาอย่างเดียว พวกเธอต้องใช้ความพยายามอย่างมากแล้ว พวกเธอแค่ไม่ระมัดระวังตัวมากพอ พวกเธอคงคิดว่าพวกผู้ชายที่อยู่ใต้ฟากฟ้านี้ คงจะไม่มีใครสามารถเอาชนะพวกเธอได้ ดังนั้นความตายของพวกเธอจึงไม่สมควรที่เราจะต้องโศกเศร้าไป! อย่างไรก็ตาม ฉันเกรงว่าสิ่งนี้จะขัดขวางแผนการของบรรพชน” คำพูดของชายวัยกลางคนเต็มไปด้วยความโกรธแค้น แต่เขาก็ยังให้อภัยตัวเองและภรรยา

 

แม้ว่าชายและหญิงวัยกลางคนคู่นี้จะดูโกรธมาก แต่น้ำเสียงของพวกเขาก็ไม่ได้สื่อถึงความรักในครอบครัวเลย พวกเขาแค่มีความรำคาญต่อความผิดพลาดของพวกเขามากกว่า

 

“พี่ใหญ่ เหมือนที่ฉันเคยพูดเอาไว้ไหม? ฉันเคยพูดในก่อนหน้านี้แล้วว่า ผู้หญิงทั้งสามคนนั้นไม่ใช่คนดี แต่พี่ก็ยังไม่ยอมเชื่อฉัน พี่ยังมีหน้ามาบอกอีกด้วยว่า พี่สาวคนโตเป็นคนที่ไม่เลวเลยทีเดียว แต่ฉันไม่โทษพี่หรอกนะ เพราะพี่ไม่สามารถมองเห็นตัวตนที่แท้จริงของพวกเธอได้ ตั้งแต่ที่เราไล่ตามพวกเธอมาถึงที่นี่ เราก็ได้รวบรวมข้อมูลมากมายเกี่ยวกับพวกเธอ ก่อนที่เราจะพบว่าพวกเธอซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาเล็กๆแห่งนี้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจก็คือ ในขณะที่น้องสาวทั้งสองคนตาย แต่พี่สาวคนโตกลับสามารถหลบหนีไปได้ แต่สุดท้ายแล้วก็โดนศาลเตี้ย A ฆ่าตายอยู่ดี อันที่จริงฉันคิดว่าพี่ใหญ่จะสามารถแก้แค้นเธอได้เสียอีก แต่เธอกลับถูกศาลเตี้ย A ฆ่าตัดหน้าไปเสียก่อน บางทีฉันอาจประเมินศาลเตี้ย A ต่ำเกินไป!”

 

เสียงที่ไพเราะของหญิงสาววัยรุ่นดังขึ้นมาทันที ทำให้ใบหน้าของชายและหญิงวัยกลางคนตกตะลึงในเวลาเดียวกัน

 

คู่รักวัยกลางคนค่อยๆหันมามองทางต้นเสียง ทันใดนั้น ร่างคนสองคนก็ปรากฏตัวขึ้นบนอากาศจากเนินเขา

 

หนึ่งในนั้นคือหญิงสาววัยรุ่น ผู้กำลังยืนพิงชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะมีอายุสัก 30 กว่าๆ ทั้งคู่มองดูคู่รักวัยกลางคนด้วยรอยยิ้มที่มีเสน่ห์บนใบหน้า

 

“เสาหลักแห่งทิศเหนือ! เฉียวซีซาน!” ชายวัยกลางคนร้องอุทานขึ้นมา น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความตกใจและหวาดกลัว

 

“ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่าพวกคุณจะเป็นปีศาจจริงๆ! เท่านั้นยังไม่พอ พวกคุณยังกินมนุษย์อีกด้วย! เมื่อตอนซีเจียงบอกกับฉัน ฉันปฏิเสธที่จะเชื่อเธอ แต่เมื่อมาเห็นด้วยตาตัวเองแบบนี้แล้ว พวกคุณยังมีอะไรจะพูดแก้ตัวอีกไหม?” น้ำเสียงของเฉียวซีซานแฝงไปด้วยความเจ็บปวด

 

หญิงวัยกลางคนหัวเราะกลบเกลื่อน “ซีฉาน หลานกำลังพูดถึงเรื่องอะไรกัน? ทำไมลุงและป้าถึงเป็นปีศาจ? พวกเราแค่ล้อเล่นเอง! กินมนุษย์? ทำไมป้าต้องทำสิ่งที่น่ากลัวแบบนั้นด้วยล่ะ?”

 

แม้ว่าเธอจะพูดออกไปแบบนั้น แต่ดวงตาของเธอก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง

 

หางตาของเฉียวซีซานหดแคบลง ก่อนที่กระแสลมสีขาวจะพัดขึ้นมาจากร่างของเขา ลมสีขาวพุ่งออกมาปิดกั้นแสงสีแดงที่พุ่งเข้ามาไว้อย่างรวดเร็ว

 

หญิงวัยกลางคนเอามือปิดตาของเธอด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่เลือดสีแดงเข้มจะไหลออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเธอ

 

เมื่อเห็นเช่นนี้ ชายวัยกลางคนก็หวาดกลัวมากยิ่งขึ้น น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ “เป็นไปได้ยังไง! ร่างเที่ยงธรรมของนายถูกหยานเอ๋อร์ทำลายไปเมื่อสองปีที่แล้ว! แต่ทำไมตอนนี้มันถึงแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนอีก?”

 

เมื่อยินคำพูดของชายวัยกลางคน ทำให้ดวงตาของหญิงสาววัยรุ่นเปล่งประกาย แต่เพียงเสี้ยววิมันก็หายไปในทันที

 

“หึ บอกไปคุณอาจจะไม่เชื่อ แต่พี่ใหญ่ของฉันมีพรสวรรค์ที่สูงล้ำเหนือฟ้า และเขาได้ลบตราประทับยมทูตของลูกสาวของคุณ ที่ฝังอยู่ในใจของเขาออกไปนานแล้ว และเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ทำให้ร่างเที่ยงธรรมของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก! ตอนนี้หญิงชั่วทั้งสามคนนั้นก็ตายไปแล้ว และถ้าพวกคุณทั้งสองตายไปอีก ทุกอย่างก็จะสมบูรณ์แบบ!” หญิงสาววัยรุ่นถุ่ยน้ำลายออกมา

 

เฉียวซีซานส่ายหัวและตบบนไหล่ของเธอ “เอาล่ะ ซีเจียง ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นปีศาจจริงๆ แต่เธอไม่จำเป็นต้องไปโกหกพวกเขา ฉันจะบอกให้พวกคุณฟังเอง สิ่งที่เธอพูดเป็นความจริงแค่ครึ่งหนึ่ง ฉันสามารถลบตราประทับยมทูตที่ฝังอยู่ในหัวใจของฉันออกไปได้จริง แต่มันไม่ได้เป็นเพราะความสามารถของตัวฉันเอง และมันก็ไม่ได้ถูกลบออกไปนานแล้ว แต่มันเพิ่งถูกลบออกไปในตอนที่พวกเธอทั้งสามคนตายต่างหาก ฉันต้องขอบคุณคนๆนั้นเป็นอย่างมาก และในสักวันหนึ่งฉันจะต้องไปขอบคุณเขาอย่างเป็นทางการ”

 

“พี่ใหญ่” หญิงสาววัยรุ่นโอบรอบแขนพี่ชายของเธอ และพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจเล็กน้อย “ฉันมักจะบอกกับตัวเองอยู่เสมอว่า สัตว์ประหลาดเหล่านี้เป็นพวกไม่ดี แต่พวกตาเฒ่าเหล่านั้นมักจะชอบพูดว่า เราสามารถอยู่ร่วมกับพวกมันได้อย่างสันติ พวกเขายังคงคิดว่าสัตว์ประหลาดจะเชื่อฟังและปฏิบัติตามกฎ เพื่อให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืนสินะ แต่พวกเขาไม่รู้หรอกว่าสัตว์ประหลาดพวกนี้มองเราเป็นแค่อาหารเท่านั้น”

 

เฉียวซีซานส่ายหัวอีกครั้ง “สิ่งที่พวกผู้นำสอนนั้นถูกต้องแล้ว ต้นไม้ใหญ่ในป่าบางทีมันอาจจะต้องมีหนอนสักสองสามตัวอยู่บ้าง และการที่จะอยู่ด้วยกันอย่างสันติได้นั้น อันดับแรกเราต้องเปิดใจยอมรับซึ่งกันและกันก่อน จากนั้นเราจะค่อยๆรวมทุกสิ่งที่สามารถรวมได้เข้าเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่บางทีพวกเขาอาจไม่ได้ตระหนักถึงรูปแบบที่แท้จริงของพวกเขา หรือบางทีพวกเขาอาจได้รู้จักธรรมชาติที่แท้จริงของปีศาจ แต่สิ่งที่เราไม่คาดคิดก็คือ พวกเขาแอบซ่อนตัวตนจากเรามากเกินไป แม้กระทั่งแอบกินมนุษย์! และตอนนี้มันกำลังข้ามเส้นมากขึ้นเรื่อยๆ! ความผิดร้ายแรงเช่นนี้ไม่อาจยกโทษให้ได้!”

 

ทันทีหลังจากที่เขาพูดจบ แววตาของเฉียวซีซานก็แฝงไปด้วยจิตสังหาร

 

การได้ยินสิ่งที่เฉียวซีซานพูดนั้น ทำให้ชายวัยกลางคนหัวเราะออกมาดังๆ ก่อนที่เขาจะพูดด้วยท่าทางที่ไม่แยแสต่อสิ่งใดในโลก “ฮ่า ฮ่า ฮ่า นี่เป็นเรื่องตลกมาก ถ้าเรากินมนุษย์สองสามคนเป็นเรื่องที่ผิด! มนุษย์อย่างพวกแกก็ไม่ดีไปกว่ากันนักหรอก พวกแกสามารถฆ่าพวกเราได้ตามที่ต้องการ! แต่เราไม่สามารถทำได้งั้นหรือ? อีกอย่างพวกเราก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่เป็นพวกแกนั่นแหละที่เป็นฝ่ายเริ่มก่อน!!”

 

เฉียวซีเจียงอึ้งหลังจากได้ยินคำพูดของชายวัยกลางคน จากนั้นดวงตาของเธอก็หดแคบลง “ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าพวกแกคือปีศาจชนิดใด …”

 

ชายวัยกลางคนยิ้มเยาะ “ลองเดาดูสิ”

 

“ในช่วงเวลานี้สิ่งมีชีวิตที่มีความฉลาดและสามารถเอาชนะมนุษย์ได้มีอยู่ไม่มากนัก ถ้าฉันเดาไม่ผิด ตระกูลไป๋ของแกคงสืบเชื้อสายมาจากปีศาจหนู และถูกปลุกสายเลือดให้ตื่นขึ้นมาสินะ ซึ่งหมายความว่า แกจึงมีความสามารถพิเศษซ่อนอยู่ในตัวมาตั้งแต่เกิด และเมื่อตอนหน่วยตรวจสอบความจริงได้ก่อตั้งขึ้นมา ตระกูลไป๋ซึ่งเป็นหนึ่งในตระกูลผู้ฝึกฝนที่มีชื่อเสียง ก็ได้ส่งคนเข้ามาทันทีเพื่อสร้างสถานะที่สำคัญในองค์กร โดยตระกูลของแกมีส่วนร่วมอย่างมากต่อองค์กรนี้ ซึ่งทำให้แกมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจในองค์กร ไม่งั้นแกคงไม่อยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้หรอก” เฉียวซีเจียงกล่าวด้วยความมั่นใจ

 

ชายวัยกลางคนไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย “อืม เธอฉลาดจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยที่พวกเขาต่างขนานนามเธอว่า ขงเบ้งแห่งตระกูลเฉียว พวกเขาพูดไม่ผิดจริงๆ”

 

เมื่อได้ยินอย่างนี้ เฉียวซีเจียงก็แอบชำเลืองมองพี่ชายของเธอ และพบว่าใบหน้าของอีกฝ่ายไม่ได้เปลี่ยนไป ซึ่งทำให้เธอโล่งอก

 

ครู่ต่อมา เฉียวซีเจียงก็เผยสีหน้าไม่เข้าใจและพูดขึ้นมาว่า “ตระกูลของแกมีความระมัดระวังและทำงานอย่างหนักในหน่วยตรวจสอบความจริงมาโดยตลอด และตระกูลไป๋ก็ได้ทำสิ่งดีๆตั้งมากมาย และได้รับคำชมจากผู้คนมากมาย ทำให้อนาคตของตระกูลไป๋สามารถเจริญก้าวหน้าได้อย่างที่ไม่มีที่สิ้นสุด แม้ว่าพวกแกต้องการจะฟื้นฟูพลังปีศาจหนูขึ้นมาก็ตาม แต่ด้วยเหตุผลแค่นี้ไม่มากพอที่จะทำให้แกต้องเปิดเผยสันดานที่แท้จริงของแกออกมาหรอก ทำไมแกถึงพยายามทำลายตัวเองแบบนี้?”

 

ชายวัยกลางคนหัวเราะแห้งๆ ก่อนที่จะพูดออกมา “หึ หึ เธอกำลังบอกว่าเส้นทางที่เราเลือกเดินนั้นผิด? ถ้าจะผิดก็ผิดที่เราไปหลงเชื่ออุดมคติของมนุษย์ตั้งแต่แรกนั่นแหละ ทำไมเราต้องยอมก้มหัวให้มนุษย์อยู่ร่ำไปด้วย!? เมื่อตอนเรามาอยู่รวมกับพวกมนุษย์ครั้งแรก เราต้องยอมรับว่าโลกของพวกแกนั้นเปิดกว้างมาก เราคิดว่าพวกมนุษย์จะอ้าแขนและยอมรับทุกสิ่งที่เราเป็นด้วยความจริงใจ เราจึงสอนวิธีบ่มเพาะขั้นพื้นฐานให้กับพวกแก เพราะเรากลัวว่าพวกแกจะไม่ไว้ใจเรา แต่เมื่อความแข็งแกร่งของพวกแกค่อยๆเพิ่มขึ้น พวกแกก็เริ่มหยิ่งยะโสและมีอคติต่อพวกสัตว์ประหลาดอย่างเรามากขึ้นเรื่อยๆ หากขืนยังเป็นเช่นนี้ต่อไปอีก ในสักวันหนึ่งพวกเราก็อาจได้รับอันตราย และมีความเป็นไปได้ที่พวกเราจะสูญพันธุ์ ดังนั้นเราผิดอะไรที่เราจะเลือกวิธีป้องกันตัวเอง ในขณะที่เรายังสามารถทำได้อยู่?”

 

ดูเหมือนว่าคำพูดของเขาจะส่งผลกระทบต่อร่างเที่ยงธรรมของเฉียวซีซาน ซึ่งในตอนนี้มันค่อยๆเริ่มลดขนาดลง

 

เมื่อเห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เฉียวซีเจียงก็ตระหนักว่าอีกฝ่ายกำลังพยายามที่จะหว่านล้อมพวกเธออยู่ แต่เธอไม่สามารถมองเห็นข้อบกพร่องในตรรกะของเขาได้ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถโต้แย้งออกไปได้

 

ทั้งหมดที่เธอพูดได้ก็คือ “พี่ใหญ่ อย่าไปฟังคำโกหกของเขา ยังไงซะ มันก็ไม่เปลี่ยนความจริงที่ว่าพวกเขากินมนุษย์!”

 

ในที่สุดร่างเที่ยงธรรมเฉียวซีซานก็มั่นคงและหยุดหดตัวลง เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านั้น

 

ชายวัยกลางคนไม่สามารถซ่อนความผิดหวังบนใบหน้าของเขาได้ ในขณะที่เขาสาปแช่งว่า “อีเด็กบ้า! อีเด็กฉลาด!”

 

เมื่อเห็นใบหน้าที่ผิดหวังของชายวัยกลางคน เฉียวซีเจียงก็รู้สึกภูมิใจตัวเอง เธอกลับมาสุขุมอย่างรวดเร็ว “เดี๋ยวก่อน ทำไมแกถึงต้องพูดจาเหลวไหลมากขนาดนี้? พี่ใหญ่ แย่แล้ว! พวกเขากำลังคิดหนี!”

 

“เธอฉลาดจริงๆ ในตอนนี้เราไม่สามารถเอาชนะร่างเที่ยงธรรมได้ แต่หนูอย่างพวกเราเก่งด้านการซ่อนตัวที่สุด หากเธอมีสิ่งที่ต้องการ เธอมาหาเราได้ทุกเมื่อนะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ชายวัยกลางคนหัวเราะอย่างร่าเริง เขาจับภรรยาไว้แน่น ขณะที่พวกเขากลายร่างเป็นหนูยักษ์ ก่อนที่จะมุดลงใต้ดินที่แข็งเหมือนหิน แต่สำหรับพวกเขานั้นมันเปรียบเสมือนเต้าหู้ ในที่สุดพวกเขาก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย

 

พี่น้องตระกูลเฉียวรีบวิ่งไปตรวจสอบทันที

 

ปรากฏว่าในขณะที่พวกเขากำลังโต้เถียงกันอยู่ หญิงวัยกลางคนได้แอบใช้เวทมนตร์ขุดอุโมงค์ลึกลงไปในพื้นไว้รอแล้ว

 

เฉียวซีซานควบคุมร่างเที่ยงธรรมลงไปเพื่อสำรวจอุโมงค์ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เขาส่ายหัวในขณะที่พูดว่า “อุโมงค์ที่พวกเขาขุดลงไปนั้น ดูเหมือนว่ามันจะไปเชื่อมต่อกับอุโมงค์ที่อยู่ด้านล่าง ซึ่งถูกขุดไว้มานานแล้ว พวกมันทอดยาวออกไปไกลในทุกทิศทุกทาง ดูเหมือนว่าพวกเขาไม่ได้เลือกหุบเขาที่เงียบสงบนี้เป็นฐานลับ…”

 

“มาดามไป๋มีไหวพริบมากกว่าที่ฉันเคยได้ยินอีก แน่นอนว่าแม้แต่สถานที่พักผ่อนที่เรียบง่ายแบบนี้ ก็ยังมีเส้นทางไว้หลบหนี เราสะเพร่าเองที่ปล่อยให้พวกเขาหลบหนีไปได้ และเราก็ไม่สามารถกำจัดตระกูลไป๋ด้วยเสียงที่เราบันทึกไว้ได้ บ้าเอ้ย นี่มันช่างน่าหงุดหงิดเหลือเกิน” เฉียวซีเจียงบ่นในขณะที่เธอเตะพื้น

 

 

ในขณะที่พี่น้องตระกูลเฉียวกำลังหงุดหงิดที่ปล่อยให้สามีภรรยาตระกูลไป๋หลบหนีไปได้ จู่ๆก็มีภาพเงาหนึ่งกำลังวิ่งข้ามภูเขาและแม่น้ำ ราวกับว่ากำลังตามล่าใครบางคนอยู่

 

ภายในพื้นที่มิติของระบบ

 

ระบบพูดขึ้นมาว่า “พวกเขาพูดหลายสิ่งหลายอย่างที่ฉันคิดว่ามันไร้ประโยชน์มาก แล้วทำไมคุณถึงไม่ให้ฉันโจมตีตอนนั้นเลยล่ะ? การฆ่ามอนสเตอร์ที่มีชื่อแดงทั้งสองตัวจะสมบูรณ์แบบที่สุด มันคงให้ค่า EXP จำนวนมหาศาลแก่เรา…”

 

ฟางหนิงตอบว่า “ข้อมูลที่เราได้ฟังมามีค่าและมีประโยชน์มาก นั่นคือมหาสมุทรที่ลึกเกินกว่าที่เราจะว่ายน้ำได้เลยนะ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราควรใช้ชีวิตอย่างซื่อตรงในการฝึกฝนสิ ฉันไม่ต้องการถูกดึงเข้าสู่เรื่องส่วนตัวของพวกเขา ฉันไม่อยากกระโจนเข้าหาปัญหาที่ฉันไม่สามารถแก้ไขได้หรอกนะ!”

 

“ฉันไม่สนใจเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้น ทั้งหมดที่ฉันรู้ก็คือว่า ในตอนนี้มอนสเตอร์ทั้งสองนั้นไม่ได้แยกออกจากกันเลย มันจึงเป็นโอกาสดีที่เราจะสามารถจัดการทั้งคู่ได้ แต่ในเมื่อคุณปล่อยพวกมันไปแบบนี้ ถ้าในอนาคตพวกมันเกิดแยกออกจากกันขึ้นมาล่ะ แสดงว่าจะต้องมีตัวใดตัวหนึ่งสามารถหลบหนีออกไปได้ เราจะไม่โชคดีที่จะได้รับการแจ้งเตือนจากพันธมิตรทุกครั้งหรอกนะ หากสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง ฉันจะหักรางวัลภารกิจของคุณแทน”

 

“นายนี่ไม่รู้จักหัดมองภาพรวมจริงๆเลย งั้นหักรางวัลภารกิจของฉันได้ตามสบายใจเลยนะ ฉันไม่แคร์อยู่แล้ว …”

 

“ถ้างั้นจะไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้เป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์!”

 

“อย่านะ! ฉันจะไม่ยอมให้ใครหลบหนีไปได้แม้แต่คนเดียว!”