0 Views

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ระบบก็เข้าใจได้ในที่สุด ‘โฮสต์ที่ขี้เกียจสุดๆคนนี้ที่จริงแล้ว เขาไม่ต้องการที่จะเสียเวลาไปกับการวางแผนเลยสักนิด ทั้งหมดที่เขาทำก็แค่การใช้ศพของหนูยักษ์ทั้งสองตัวเป็นเหยื่อล่อ เพื่อที่เขาจะได้โยนความรับผิดชอบในการแก้ปัญหาไปให้กับคนอื่นแทน…’ อย่างไรก็ตาม ฮีโร่ที่รับงานมาจากศาลเตี้ย A นั้นกำลังมีความสุขเป็นอย่างมาก หลังจากที่พวกเขาได้เห็นรูปถ่ายของหนูยักษ์ ทำให้ระบบทึ่งกับวิธีการนี้ของโฮสต์มาก

 

ฮีโร่ที่รับงานจากฟางหนิงกล่าวซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งว่า พวกเขาจะคิดหาแผนการกันก่อน และจะส่งให้ฟางหนิงพิจารณาในอีกไม่ช้า และหลังจากที่ดำเนินการตามแผนแล้ว เหตุการณ์สายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ดินถูกทำลาย และทำให้เครือข่ายสัญญาณล่มที่เกิดจากสัตว์ประหลาดนั้น จะไม่เกิดขึ้นในเมืองฉีอีกต่อไป

 

แน่นอนว่าฟางหนิงไม่ได้เชื่อพวกเขาทันที แต่เขาบอกว่าจะต้องตรวจสอบความเป็นไปได้หลังจากเห็นแผนการทั้งหมดก่อน เขาถึงจะจ่ายเงินมัดจำด้วยศพหนูยักษ์ เขายังพูดต่อไปอีกว่า หลังจากดำเนินการตามแผนแล้ว เขาจะจ่ายเงินส่วนที่เหลือให้ หลังจากไม่มีปัญหาเกิดขึ้นอีกภายในสามปี นี่เป็นสาเหตุที่เขาถามหาศพของหนูยักษ์เหล่านั้น

 

แม้ว่าการใช้ศพหนูยักษ์เป็นเงินมัดจำครึ่งหนึ่ง จะเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจต่อฮีโร่ผู้รับงานมาก และไม่มีการรับประกันว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ แต่ฟางหนิงไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้ซากศพของหนูยักษ์อยู่แล้ว ดังนั้นเขาจะไม่ปล่อยให้สิ่งนี้มีผลกระทบต่อการท่องอินเทอร์เน็ตของเขาได้

 

อย่างไรก็ตาม ศาลเตี้ย A มีชื่อเสียงมากและเป็นคนจริงจัง ดังนั้นฮีโร่ผู้ที่รับงานจึงเห็นด้วยกับเขาอย่างรวดเร็ว

 

ระบบถามขึ้นมาว่า “แค่นี้งั้นเหรอ?”

 

ฟางหนิงตอบกลับไปว่า “ใช่ ฉันไม่ใช่อัจฉริยะ ดังนั้นฉันจะต้องมอบมันให้กับมืออาชีพทำงานแทน”

 

“ถ้างั้นฉันไม่จำเป็นที่ต้องทำงานอะไรอีกแล้วใช่ไหม?”

 

“นายกำลังพูดเรื่องอะไร? เมื่อถึงเวลาดำเนินการตามแผน นายต้องไปดูแลพวกเขา โดยนายต้องออกไปตรวจสอบการทำงานของพวกเขา หากพวกเขากล้าที่จะโกงฉัน นายจะต้องช่วยฉันจัดการกับพวกเขา…”

 

นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ฟางหนิงไม่ได้เป็นกังวลว่าอีกฝ่ายจะโกงเขา ใครก็ตามที่กล้าโกงศาลเตี้ย A พวกเขาต้องจะดูความสามารถตัวเองก่อนด้วยว่า พวกเขาจะสู้กับผู้ชายที่สามารถอัญเชิญมังกรสวรรค์ได้ไหม?…

 

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ระบบก็พูดขึ้นมา “ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ? ทำไมฉันถึงเสียเปรียบในเรื่องนี้? แม้ว่าฉันจะไม่เข้าใจ แต่ฉันรู้สึกเหมือนฉันเพิ่งทิ้งถ้วยรางวัลที่หายากสองใบออกไป นอกจากนี้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็นรางวัลภารกิจของคุณ และคุณจะใช้รางวัลนี้เพื่อแก้ไขปัญหาการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตของคุณ แต่ฉันก็ยังรู้สึกแปลกๆเกี่ยวกับมันอยู่ดี”

 

ฟางหนิงกลอกตาไปมา เขาเปล่งเสียงชื่นชมต่อจิตวิญญาณแห่งการคิดนวณของระบบ และพูดปลอบใจมันในทันที “เยี่ยมมาก ที่นายรู้สึกถึงมันก่อนที่ฉันจะพูดออกมา ผ่อนคลายเข้าไว้ เราจะไม่สูญเสียอะไรเลย พวกเขาได้รับประโยชน์จากสิ่งนี้ทั้งหมด แต่เราก็จะได้รับผลประโยชน์ของเราด้วยเช่นกัน”

 

“เอาล่ะ หากพวกเขาทำงานไม่สำเร็จ ฉันจะช่วยคุณฟรีๆเอง สิ่งนี้จะไม่นับรวมอยู่ในรางวัลของภารกิจ…”

 

หลังจากยกปัญหาหนักอกออกไปได้แล้ว ฟางหนิงก็รู้สึกสบายและผ่อนคลายอย่างมาก เขามองดูเวลา และตอนนี้ก็เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว และเขาก็รู้ว่าถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาก็คงนอนหลับไปแล้ว ดูเหมือนว่าหลังจากที่เขาเริ่มบ่มเพาะพลังมังกร ความแข็งแกร่งของเขาก็เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก และความต้องการในการนอนหลับของเขาก็ลดลงด้วยเช่นกัน มันเหมือนว่าการที่เขากลับไปใช้ชีวิตอย่างเก่าที่ต้องทำงานวันล่ะ 8 ชม.ตั้ง 5 วัน และสามารถเล่นเกมได้เฉพาะหลังเลิกงานเท่านั้น จะไม่ค่อยมีผลกระทบอะไรต่อเขามากแล้ว เพราะตอนนี้เขามีเวลามากมายที่สามารถเล่นเกมได้!

 

ฟางหนิงรีบกลับไปที่ร้านอินเทอร์เน็ตในพื้นที่มิติของระบบ และเริ่มเล่นเกมอีกครั้ง เขาดาวน์โหลดนิยายที่เขียนจบแล้วสองสามเรื่อง และเกมออฟไลน์ใหม่ล่าสุดแบบเล่นคนเดียวไว้ในกรณีที่อินเทอร์เน็ตขาดการเชื่อมต่ออีกครั้ง…

 

ในขณะที่เขากำลังยุ่งอยู่กับการเล่นเกม ฟางหนิงคิดว่าระบบจะใช้โอกาสนี้ในการฟาร์มหนูยักษ์เพื่อเก็บสะสมค่า EXP แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อฟางหนิงมองดูการแจ้งเตือนของระบบ เขาก็เห็นอย่างอื่น…

 

[ระบบกำลังประมวลผล … ]

 

[ระบบกำลังประมวลผล … ]

 

[ระบบได้ตัดสินใจที่จะรับประทานของว่างยามดึก]

 

ฟางหนิงกลอกตาไปมา แม้แต่ระบบก็ยังเรียนรู้ที่จะพักผ่อน!

 

แต่หลังจากนั้นฟางหนิงก็ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ทันที การที่ระบบเลือกทำแบบนี้ก็เป็นเพราะว่า การต่อสู้กับปีศาจหนูยักษ์ทั้งสามตัว ทำให้ระบบสูญเสียพลังมากเกินไปในการเปลี่ยนเป็นมังกร ดังนั้นระบบจึงจำเป็นต้องเติมเต็มสารอาหารอย่างมาก และมันก็ไม่ต้องการเสียเวลาปรุงอาหารด้วยตัวเอง

 

ศาลเตี้ย A รีบไปวิ่งไปที่ ‘ร้านอาหารของฟาง’ แม้ว่าตอนนี้จะค่อนข้างดึกแล้วก็ตาม แต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คน ลูกค้าเข้าออกร้านยังกับคลื่นทะเล ภายใต้การดูแลของผู้จัดการสาวเฉ่าหยิง ร้านอาหารไม่เพียงแต่ขยายพื้นที่หน้าร้านเพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ตอนนี้มันกลายเป็นร้านอาหารที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงไปแล้ว

 

เมื่อเห็นฮีโร่ของเธอปรากฏตัวขึ้นมา เฉ่าหยิงก็รีบวิ่งไปทักทายเขาทันที การที่เธอต้องอยู่ทำโอทีกะกลางคืนแบบนี้ก็เป็นเพราะว่า เธอหวังว่าจะมีโอกาสได้เจอกับฮีโร่ของเธอ บุญคุณที่เขาช่วยชีวิตเธอไว้ก็ส่วนบุญคุณ แต่บิลค่าอาหาร 380,232 ที่เธอต้องรูดบัตรจ่ายแทนฮีโร่ในตอนนั้น เกือบจะถึงกำหนดจ่ายแล้ว ถึงแม้ว่าเงินเดือนของเธอจะเพิ่มขึ้นมาหลายครั้ง แต่มันก็ไม่ได้เยอะมาก และการชำระเงินงวดแรกก็สูงมากพอดู!

 

เมื่อศาลเตี้ย A เห็นเฉ่าหยิง มันก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ มันเป็นระบบที่มีเหตุผล ดังนั้นมันจึงไม่เคยลืมอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

ก่อนที่จะต่อสู้กับแมงมุมยักษ์ มันควบคุมร่างฟางหนิงรีบวิ่งออกไปจากร้านก่อนที่จะได้จ่ายเงินค่าอาหาร ในฐานะที่ฟางหนิงเป็นคนติดบ้าน ดังนั้นเขาจึงลืมเกี่ยวกับเหตุการณ์ครั้งนั้นไปหมดแล้ว และเขาก็ไม่ใช่คนที่กินอาหารเองอยู่ดี

 

ศาลเตี้ย A เดินไปข้างหน้าแล้วพูดว่า “โอ้ มีบางอย่างเกิดขึ้นในครั้งก่อน ตอนนั้นฉันลืมที่จะชำระค่าอาหารของฉัน รวมเงินของครั้งนี้เพิ่มเข้าไปด้วยแล้วกัน”

 

เฉ่าหยิงไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจเธอ ถึงทำให้เธอต้องพูดบางอย่างที่ขัดกับใจเธอออกมา “ไม่เป็นไร ฉันช่วยคุณจ่ายค่าอาหารครั้งนั้นไปแล้ว”

 

ศาลเตี้ย A จับมือเฉ่าหยิงและพูดขอบคุณทันที “ถ้าอย่างนั้น ฉันก็ขอขอบคุณเธอมากๆ นี่เป็นดินแดนที่เรียบง่ายที่มีคนใจดีแบบคุณ ฉันอาจทำบางสิ่งให้กับดินแดนแห่งนี้ แต่ฉันก็ไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รับอะไรตอบแทนเลย ขอบคุณสำหรับความทรงจำที่ดีในครั้งนี้”

 

‘อะไร? ฉันไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูดเลยสักนิด หรือว่าเขาไม่รู้ว่าฉันแค่แกล้งทำตัวเป็นคนดี และเขาควรจะพูดอะไรบางอย่างเช่น “ฉันจะไม่ให้คุณทำเช่นนั้น ฉันจะเป็นคนจ่ายเอง” และตามด้วยมอบของขวัญให้ฉันเพื่อตอบแทนความมีน้ำใจของฉันสิ’

 

ผู้จัดการเฉ่าหยิงตกตะลึง เธอพยายามตรวจสอบเพื่อให้แน่ใจว่าฮีโร่ของเธอไม่ได้ล้อเล่น แต่หลังจากที่รู้ว่าเขาจริงจัง เธอก็รู้สึกเจ็บปวดอยู่ภายในใจ

 

ฟางหนิงผู้ที่กำลังเล่นเกมอยู่ในร้านอินเทอร์เน็ตในพื้นที่มิติของระบบ ได้ยินการสนทนาทั้งหมดและถ่มน้ำลายออกมาเป็นเลือดทันที เฉ่าหยิงไม่รู้หรอว่าบุคลิกของระบบเป็นอย่างไร? มันตระหนี่ขี้เหนียวมากๆ! นอกจากนี้เรื่องทั้งหมดก็ไม่ได้ขัดแย้งกับคุณลักษณะที่เป็นฮีโร่ของมันอีกด้วย จากมุมมองของระบบ มันคิดว่าการที่มันจัดการแมงมุมยักษ์ที่คุกคามความปลอดภัยของคนทั้งเมือง ซึ่งหมายความว่ามันได้ช่วยชีวิตของเธอเอาไว้ด้วยเช่นเดียวกัน และการที่เธอช่วยจ่ายค่าอาหารให้กับมัน ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควรทำอยู่แล้ว ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ใช่สิ่งที่ขัดกับหลักคุณธรรมของมันด้วยเช่นกัน’

 

อย่างไรก็ตาม เฉ่าหยิงรู้สึกลังเลว่าจะปล่อยเลยตามเลย หรือจะพยายามทวงให้เขาจ่ายบิลให้ได้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว เฉ่าหยิงก็ไม่รู้ว่าชีวิตของเธอนั้นถูกมันช่วยชีวิตเอาไว้

 

ฟางหนิงรู้ดีว่าระบบกินมากแค่ไหน การจ่ายค่าอาหารเพียงมื้อเดียวของระบบ อาจจะต้องใช้เงินเก็บของเฉ่าหยิงตลอดทั้งปีเลยก็ว่าได้ เขายังคงเป็นเจ้าของร้านอาหารนี้อยู่ ดังนั้นเขาจึงรู้ว่าเขาต้องจ่ายเงินให้คนไปมากแค่ไหน

 

เขาบอกให้ระบบหยุดการกระทำที่น่ารังเกียจแบบนี้ และพูดตามที่เขาบอกทันที “ฉันแค่ล้อเล่นเอง ทำไมฉันต้องให้ผู้หญิงจ่ายบิลให้ฉันด้วยล่ะ? นับรวมกับบิลถัดไปเลย”

 

เฉ่าหยิงได้รับรู้บทเรียนในครั้งนี้แล้ว เธอจึงไม่ได้พูดอะไรที่ไม่จำเป็นออกมาในเวลานี้ เธอยิ้มออกมาด้วยความอึดอัด และพาศาลเตี้ย A ไปที่ห้องเดี่ยว

 

ระบบไม่ได้ใส่ใจกับฟางหนิงมากนักในการใช้จ่ายเงิน สถานะของฟางหนิงค่อยๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในใจของมัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อสู้ก่อนหน้านี้ ถ้าฟางหนิงไม่ได้คิดแผนการออกมาอย่างรวดเร็ว หน้ากากหยกอันล้ำค่าที่ดรอปมาจากการฆ่าปีศาจหนูยักษ์ตัวนั้น ก็คงจะหายไปกับสายลม

 

 

ในขณะที่ศาลเตี้ย A กำลังดำดิ่งอยู่การกินอาหาร ในอีกด้านหนึ่ง ทีมทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี กำลังตรวจหาหนูยักษ์ที่อยู่ภายในพื้นที่อาณาเขตของเมืองฉี!

 

พวกเขาถืออุปกรณ์ตรวจจับสิ่งมีชีวิตที่ถูกทำขึ้นมาเป็นพิเศษ ที่สามารถตรวจจับการปรากฏตัวของหนูยักษ์ในระยะ 10 เมตรใต้ดินได้ นี่เป็นเทคโนโลยีที่ไม่สามารถจินตนาการได้ในอดีต

 

โม่เฉียงยืนอยู่ในศูนย์บัญชาการของหน่วยกิจการพิเศษ ในขณะที่เขาจ้องมองไปที่หน้าจออย่างเคร่งเครียด ผู้นำขององค์กรต่างๆในเมืองฉีก็ยืนเคียงข้างเขาด้วยเช่นกัน

 

เนื่องจากตัวบ่งชี้สีแดงที่เป็นตัวแทนของหนูยักษ์ ค่อยๆปรากฏขึ้นทีละส่วนในเมืองฉี แผนที่ดิจิตอลที่เป็นตัวแทนของเมืองฉีถูกย้อมไปด้วยสีแดงอย่างช้าๆ

 

ทุกคนที่ดูอยู่รู้สึกว่าหัวใจของพวกเขาค่อยๆเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ

 

ในที่สุดผู้นำท้องถิ่นคนหนึ่งก็เปล่งเสียงแสดงความกังวลออกมา “ทำไมมันถึงมีจำนวนที่มากมายขนาดนั้น? พวกมันกินอะไรเพื่อความอยู่รอดกัน? เราไม่เคยได้ยินรายงานว่า มีอาหารถูกขโมยไปเป็นจำนวนมากมาก่อนเลย”

 

โม่เฉียงพูดออกมาอย่างแผ่วเบา “หนูยักษ์เหล่านี้กินทุกสิ่งทุกอย่าง ระบบย่อยอาหารของพวกมันแข็งแรงมาก ระบบท่อระบายน้ำถูกขุดขึ้นมาโดยพวกมัน เพราะพวกมันต้องการเข้าถึงเศษอาหารจากร้านอาหาร รูที่นำไปสู่ใต้ดินนั้นไม่ได้อยู่ใกล้กับสถานที่ที่ใช้จัดการขยะ และจุดเก็บขยะขนาดเล็กเท่านั้น แต่มันอยู่ใกล้กับถังขยะที่อยู่ข้างถนน และมีขยะอินทรีย์จำนวนมากถูกขโมยไปทุกวัน”

 

“เมืองของเรามีประชากรถึง 8 ล้านคน นอกจากนี้เศษอาหารที่เหลือทิ้งในแต่ล่ะวัน มีปริมาณเพียงพอที่จะเลี้ยงเมืองที่ประชากรถึง 2 ล้านคนได้ด้วยซ้ำไป ดังนั้นฉันจึงแน่ใจว่าการเลี้ยงหนูจำนวน 8 ล้านตัวคงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร คุณสามารถพูดได้เลยว่า พวกมันเป็นคนทำความสะอาดที่ดีที่สุดแล้ว!”

 

เมื่อได้ยินตัวเลขเหล่านี้ใบหน้าของผู้นำก็ซีดเซียว พวกเขารู้ได้อย่างชัดเจนว่า ถ้าหากวันหนึ่งหนูยักษ์เหล่านี้เกิดบุกโจมตีเมืองฉีขึ้นมาล่ะก็ พลเมืองแปดล้านคนของเมืองฉีจะไม่สามารถรับมือได้ เว้นแต่ว่าพวกเขาจะติดตั้งอาวุธทั่วทั้งเมือง จะเกิดอะไรขึ้นกับผลผลิตของเมืองกัน? แล้วเศรษฐกิจของเมืองล่ะ?

 

มีใครบางคนถามขึ้นมาว่า “แล้วเราจะจัดการกับพวกมันอย่างไร? เราได้สอบถามพวกระดับสูง และพวกเขาก็บอกเพียงว่า เมืองอื่นๆก็พบเจอปัญหานี้เช่นเดียวกัน พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพึ่งพาหน่วยกิจการพิเศษของตนเอง และองค์กรภายในเมืองเท่านั้น พวกระดับสูงยังไม่สามารถคิดมีวิธีที่ดีในการรับมือของพวกมันได้เลย ดังนั้นพวกเขาจึงทำได้เพียงสั่งให้ทหารไปประจำการในจุดต่างๆชั่วคราว เพื่อรอรับการสนับสนุน และฉันก็ได้ยินข่าวดีมาด้วยเช่นกัน เห็นได้ชัดว่ามันมีผลกระทบต่อฟาร์มในชนบท แต่อย่างน้อยก็ยังไม่มากพอที่จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการเกษตรอย่างจริงจัง”

 

โม่เฉียงพูดออกมาอย่างเฉยเมย “นั่นไม่ใช่ข่าวดีไปทั้งหมด และนี่หมายความว่าพวกมันฉลาดเท่ามนุษย์ คุณลองคิดดูสิว่า ทำไมพวกมันถึงชอบปรากฏตัวแต่ภายใต้ดินในเมืองเท่านั้นล่ะ? คำตอบนั้นง่ายมากๆ นั่นเป็นเพราะว่าพวกมันใช้มนุษย์อย่างเราเป็นเกราะป้องกันให้กับพวกมัน ด้วยเหตุนี้จะมีใครจะกล้าใช้วิธีการต่อสู้ตรงๆกับพวกมันกันล่ะ? ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธเคมีหรือไวรัสชีวภาพ ไม่มีใครกล้าพอที่จะรับผิดชอบต่อการแพร่กระจายไปยังประชาชนนับไม่ถ้วน แต่ทำไมพวกมันถึงเพิกเฉยต่ออุตสาหกรรมการเกษตร?”

 

โม่เฉียงไม่ต้องการที่จะพูดอีกต่อไป ดังนั้นเขาจึงจ้องมองรองผู้อำนวยการลั่วเพื่อรอให้เขาตอบ

 

“นั่นอาจเป็นเพราะพวกมันกำลังคิดที่จะขยายอาณานิคม เนื่องจากพวกมันต้องการการขยายอาณานิคม ดังนั้นพวกมันจึงไม่สามารถออกไปจากแหล่งอาหารที่มั่นคงได้ บนโลกใบนี้มีแต่มนุษย์เช่นเราเท่านั้นที่สามารถผลิตอาหารในปริมาณมากออกมาได้ อย่างไรก็ตาม หลายๆเมืองสามารถผลิตอาหารได้เป็นตันๆ ซึ่งสำหรับพวกมันแล้วนั้นถือได้ว่าเป็นอาหารอันโอชะเลยทีเดียว”

 

ผู้นำท้องถิ่นพูดขึ้นมาทันที “ไม่น่าแปลกใจเลยว่า ทำไมเราไม่ได้ยินข่าวหนูยักษ์เหล่านี้โจมตีมนุษย์เลย ปรากฎว่าพวกมันอาศัยอาหารของพวกเรา อย่างน้อยเราก็มีโชคดีในช่วงเวลาที่โชคร้ายอยู่บ้าง”

 

“จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเกิดวันหนึ่งพวกมันสามารถเรียนรู้วิธีการทำอาหารเอง? เมื่อถึงเวลานั้น พวกมันจะมีเหตุผลอะไรที่ต้องให้เราอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป?”