0 Views

ในคืนที่เงียบสงบ บริเวณลานจตุรัสของเมืองนั้นว่างเปล่า ไฟถนนบริเวณรอบๆแถวนั้นแทบจะไม่ให้แสงสว่างเลยแม้แต่น้อย

 

“ในที่สุดนายก็มาถึงที่นี่”

 

ฉีเต๋าที่ยืนอยู่ในลานจตุรัสพูดขึ้นมาพร้อมกับกอดผู้หญิงไว้ในอ้อมแขน ด้วยการเหวี่ยงแขนของเขาเพียงเล็กน้อย ผู้หญิงคนนั้นก็ถูกเหวี่ยงลงไปบนพุ่มดอกไม้ที่อยู่ไกลออกไป แม้จะถูกโยนออกไป แต่เธอก็ไม่เปล่งเสียงออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว

 

คนที่ยืนเผชิญหน้ากับเขาคือศาลเตี้ย A นั่นเอง

 

“ฉันขอเดาว่ามีคนจ้างนายมาแก้แค้นฉันสินะ อาจจะเป็นไอคนไร้ประโยชน์ที่ฉันไปยั่วยุให้มันโกรธจนเป็นลมไป? หรือว่าเป็นนายน้อยของตระกูลฉี ที่กังวลว่าฉันจะไปแย่งตำแหน่งของเขางั้นเหรอ? หรือพวกเขากลัวว่าเมื่อฉันแข็งแกร่งขึ้น และมันจะเป็นภัยคุกคามต่อการพัฒนาของตระกูลฉี? หรือนายค้นพบว่าฉันเคยเป็นอันธพาลที่น่าหวาดกลัว และเป็นเพราะว่าฉันไปฉุดจับผู้คนมาให้ปู่ของฉันทดลอง โดยการใช้เข็มทองพร้อมกับกำลังภายใน?”

 

ฉีเต๋าแสดงออกอย่างมั่นใจถึงการคาดเดาของเขา กลิ่นอายความทะนงตัวและความเหย่อหยิ่งที่เขาปล่อยออกมาเมื่อตอนอยู่ในงานเลี้ยงนั้น แทบไม่ถึงครึ่งหนึ่งของตอนนี้เลยด้วยซ้ำ

 

ภายในพื้นที่มิติของระบบ

 

ฟางหนิงพูดขึ้นมา “ไอโง่คนนี้ดูเหมือนจะตั้งใจหลอกถามเราใช่ไหม? ดูเหมือนว่ามันจะตั้งใจดูถูกเราในก่อนหน้านี้อีกด้วย เป้าหมายของมันคืออะไรกันแน่?”

 

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน” ระบบตอบกลับไป

 

“เป็นไปได้ไหมที่เขาจะได้รับพลังหรือความสามารถบางอย่าง หลังจากสังหารผู้ที่แข็งแกร่งเหมือนกับเรา? ”

 

“ก็อาจจะเป็นไปได้เหมือนกัน”

 

“งั้นนายแน่ใจไหมว่าจะสามารถเอาชนะเขาได้?”

 

“ฉันต้องการเพียงแค่หนึ่งการโจมตี”

 

“ถ้าอย่างนั้นฉันไปเล่นเกมต่อก็แล้วกัน…”

 

“ก็ได้ แต่เมื่อฉันเรียกหาคุณ คุณจะต้องปรากฏตัวขึ้นทันทีนะ”

 

ฉีเต๋าสังเกตเห็นว่า ถึงแม้เขาจะพูดออกไปมากมาย แต่การแสดงออกของศาลเตี้ย A ก็ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ

 

เขาจึงส่ายหัวเบาๆ “การแสดงออกแบบนี้ไม่ดีเลยนะ ฉันไม่ชอบเมื่อเหยื่อของฉันตายโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆออกมาเลยแบบนี้ สิ่งนี้มันทำให้ฉันหมดสนุกจริงๆ เฮ้อ นี่มันไม่สนุกเอาซะเลย นายต้องทำตัวเป็นเหมือนพวกเขาสิ…”

 

หลังจากที่เขาพูดจบ ร่างเขาก็แยกออกและมีอีกสองร่างโผล่ออกมา! หลังจากปรากฏตัว ทั้งคู่ก็กระโดดขึ้นไปที่พุ่มดอกไม้ที่อยู่ไกลออกไป และคว้าจับชายสองคนที่สวมชุดสูท และเขวี้ยงลงไปบนพื้นทันที “ปัง”

 

พวกเขาเอามือกุมปากและไอออกมา แต่เมื่อเห็นเลือดบนฝ่ามือ พวกเขาทั้งคู่ก็หน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว

 

“ดูนั่นสิ การแสดงออกที่น่ากลัวแบบนี้แหละ ถึงจะทำให้ฉันสนุกมากยิ่งขึ้น! นายเห็นไหมว่ามนุษย์เป็นของเล่นที่น่าขบขันมากแค่ไหน อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เป็นสิ่งที่น่าชวนมองซะจริง!”

 

ฉีเต๋ามองไปบนท้องฟ้าแล้วสูดหายใจเข้าลึกๆ ใบหน้าของเขาแสดงออกถึงความหมกมุ่นบางอย่าง

 

“เฮ้ พวกแกทั้งสองคน! พวกแกคงเป็นคนของเฟิงเหยาสินะ? ถ้าอย่างนั้นใครเป็นคนจ้างพวกแกมา?” ฉีเต๋าตะคอกใส่

 

“เราไม่ได้เป็นศัตรูกับนาย เราแค่เป็นสายลับ ไม่มีใครจ้างเรามาทั้งนั้น! เราแค่มารวบรวมข้อมูล” หนึ่งในชายทั้งสองตอบออกมาอย่างตะกุกตะกัก เพราะฉีเต๋าทำให้เขารู้สึกกลัวจนหัวหด

 

“ฮ่า ฮ่า ถ้าฉันเห็นพวกแกทั้งคู่เป็นศัตรูจริงๆ พวกแกคิดว่าฉันจะปล่อยให้พวกแกมีชีวิตจนถึงตอนนี้งั้นเหรอ?” ฉีเต๋าพูดอย่างไม่อ้อมค้อม

 

“การเล่นของเราจำเป็นต้องมีผู้ชม ดังนั้นพวกแกทั้งคู่จึงโชคดีมาก เพราะพวกแกไม่จำเป็นต้องตายอีกต่อไปแล้ว…” ฉีเต๋าพูดออกมาอย่างต่อเนื่อง ขณะมองไปที่ศาลเตี้ย A

 

“ว้าว นายมีร่างกายที่แข็งแกร่งมากจริงๆ นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมนายถึงไม่กลัวฉันเลยสินะ? แต่นายคิดว่าความแข็งแกร่งของนาย มันมากเพียงพอแล้วงั้นเหรอ? โอ้ ใช่แล้ว นายคงสนุกกับการผดุงความยุติธรรมมากสินะ แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันสนุกกับการมองดูคนที่แข็งแกร่งเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว และความหวาดกลัวมากกว่า คนที่แข็งแกร่งจำนวนมาก มักจะคิดว่าพวกเขาไม่มีความหวาดกลัวใดๆในตอนแรก และมักจะตามมาด้วยโกรธเกรี้ยว แต่เมื่อพวกเขารู้ว่าไร้พลังที่จะสู้ได้ ความหวาดกลัวก็ค่อยๆคืบคลานเข้ามา และแปรเปลี่ยนเป็นการร้องไห้สะอึกสะอื้น เพื่ออ้อนวอนให้ฉันปล่อยพวกเขาไปแทน และเนื่องจากนายไม่กลัวฉัน ดังนั้นฉันจะเรียกคนออกมามากยิ่งขึ้นอีก และนายจะได้รับรู้ว่าความหวาดกลัวที่แท้จริงคืออะไร…”

 

ฉีเต่ายิ้มออกมาขณะที่เขาพูด พร้อมกับมีผู้คนจำนวนมากพุ่งออกมาจากร่างกายของเขา มีทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทั้งวัยรุ่นและคนแก่ ยังมีทั้งเด็กและทารก … แต่ละคนที่ออกมาจากร่างกายของฉีเต๋าล้วนมีใบหน้าว่างเปล่า ในขณะที่พวกเขาทั้งหมดบินวนอยู่กลางอากาศเพื่อดักจับฟางหนิง และกลุ่มสายลับของเฟิงเหยาที่อยู่ตรงกลาง

 

ในทางกลับกัน สายลับทั้งสองกลัวมากจนตัวสั่นและขยับตัวไปไหนไม่ได้ พวกเขารู้ว่ากำลังเจอกับเหตุการณ์เหนือธรรมชาติที่อยู่เหนือระดับแรงค์ D ขององค์กร เหตุการณ์ระดับนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยสิ่งต่างๆเช่นปืนหรือกังฟู มีเพียงแค่พลังลี้ลับเท่านั้นที่สามารถใช้เพื่อจัดการสถานการณ์เช่นนี้ได้

 

“แม่งเอ๊ย A32 พวกเราจะตายในภารกิจแรกของเราใช่ไหม?” สายลับคนแรกถามขึ้นมาในขณะที่โอบกอดสายลับคู่หูของเขาด้วยความหวาดกลัว

 

“อย่ากลัวไปเลย อย่างน้อยเราก็ไม่ได้เป็นคนแรกที่ถูกฆ่า” สายลับคนที่สองก็โอบกอดคู่หูของเขาเช่นกัน

 

“ไอห่า นายทำให้ฉันกลัวมากขึ้นกว่าเดิมอีก…” สายลับคนแรกหน้าตาบูดเบี้ยว และเต็มไปด้วยน้ำตา

 

การแสดงออกของศาลเตี้ย A ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เมื่อเขามองเห็นฉากเหล่านี้ มันให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังดูการแสดงโชว์อยู่

 

“นี่ไม่สนุกเอาซะเลย นายไม่กลัวเลยงั้นเหรอ?” ฉีเต๋าส่ายหัว และแสดงออกถึงความไม่อยากเชื่อในสถานการณ์เช่นนี้

 

ที่จริงแล้วตัวตนที่แท้จริงของศาลเตี้ย A ก็คือฟางหนิง ผู้ซึ่งกำลังหวาดกลัวเหมือนกับสายลับทั้งสองคนนี้อยู่ ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวก็คือ เขามีที่ซ่อนที่ปลอดภัย ในขณะที่สายลับทั้งสองไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องยืนอยู่กับที่

 

ถึงแม้ว่าตอนนี้เขากำลังเล่นเกมอยู่ในพื้นที่มิติของระบบก็ตาม แต่สภาพแวดล้อมภายนอก อย่างเช่นภาพและเสียงของวิญญาณร้ายพวกนี้ ก็ยังคงถูกฉายเข้าไปภายในสมองของเขาอยู่ดี

 

นี่เป็นอะไรที่มากเกินพอ ที่จะทำให้เขาตกใจจนต้องหยุดเล่นเกม ก่อนที่เขาจะรีบวิ่งออกไปที่โรงตีเหล็กด้วยความหวาดกลัวเพื่อหาที่หลบภัย จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมา “ฉันกลัวจนขี้จะแตกอยู่แล้วนี่! โอ้ ระบบ จากทั้งสี่คนในที่นี้ นายเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่หวาดกลัวอะไรเลย ดังนั้นอย่าปล่อยให้มันทำอะไรไปมากกว่านี้ นายรีบๆทำสิ่งที่นายต้องการและกำจัดมอนสเตอร์ตัวนี้ไปให้พ้นๆสักทีเถอะ!”

 

ระบบตอบกลับ “รอก่อน ฉันยังต้องการที่จะเห็นไพ่ลับที่เขายังซ่อนเอาไว้อยู่อีก ซึ่งเรื่องนี้จะทำให้ง่ายขึ้นสำหรับฉัน ที่จะประเมินพลังของศัตรูคนนี้ได้ จากนั้นฉันต้องการโอกาสเพียงแค่ครั้งเดียวในการจัดการกับเขา”

 

“มันจะดีกว่าถ้านายจะไม่ทำให้มันยุ่งยากมากมายขนาดนี้ ฉันกลัวว่าฉันจะไม่มีความคิดที่ดีในการจัดการกับวิญญาณ หรือสิ่งมีชีวิตประเภทนี้”

 

“ก็ได้ งั้นฉันจะลงมือแล้ว”

 

เมื่อระบบพูดจบ ศาลเตี้ย A ก็เริ่มลอยตัวขึ้น เขาผลักฝ่ามือไปข้างหน้าอย่างรุนแรง และในพริบตานั้น คลื่นพลังก็พุ่งไปที่ฉีเต๋า!

 

ดูเหมือนว่าฉีเต๋าจะประเมินความเร็วของศาลเตี้ย A น้อยไปหน่อย เขาจึงไหวตัวไม่ทันและไม่สามารถหลบคลื่นพลังนี้ได้ ร่างเขาสลายตัวแตกเป็นฟองด้วยเสียงดัง “ปัง!”

 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า!” ทันใดนั้นเสียงของเขาก็เปล่งออกมาจากวิญญาณรอบๆข้าง

 

“ฉันซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางวิญญาณเหล่านี้ ดังนั้นนายลองค้นหาตัวฉันดูสิ มันไม่มีประโยชน์อะไรเลย ต่อให้นายมีพลังมากแค่ไหนก็ตาม ถ้านายไม่รู้ว่าจะต้องโจมตีตัวไหน!”

 

ฉีเต๋าหัวเราะกับตัวเอง เมื่อเขารู้ว่ามีผู้คนจำนวนมากพ่ายแพ้ทักษะที่เรียบง่ายของศาลเตี้ย A แต่ต้องไม่ใช่เขา!

 

ศาลเตี้ย A คนนี้ช่างยอดเยี่ยมมากจริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม การโจมตีระยะสั้นก่อนหน้านี้ รวดเร็วที่สุดเท่าที่ฉีเต๋าเคยเห็นมา จากคนที่แข็งแกร่งทุกคนที่เขาเคยพบมา เขากลัวว่าจะไม่มีใครที่สามารถหลบหลีกการโจมตีครั้งนี้ได้เลย

 

น่าเศร้าที่เขาสามารถตายได้จากความเหนื่อยล้าเพียงเท่านั้น!

 

ศาลเตี้ย A ไม่สามารถค้นพบร่างที่แท้จริงของฉีเต๋าได้ เขาทำได้แค่เพียงวิ่งไล่ฆ่าวิญญาณไปเรื่อยๆเท่านั้น และเมื่อไหร่ที่พลังของศาลเตี้ย A หมดลง เขาก็จะถูกฆ่าโดยฉีเต๋า!

 

เมื่อสิ่งนั้นเกิดขึ้น ฉีเต๋าก็จะได้รับวิญญาณที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกตน

 

……

 

ฟางหนิงอุทานออกมา “ระบบ นายทำให้มันยุ่งยากมากเกินไปแล้ว! นายบอกว่าต้องการโอกาสแค่เพียงครั้งเดียวนี่…”

 

ฟางหนิงทำได้เพียงนั่งดูอยู่ภายในพื้นที่มิติของระบบเพียงเท่านั้น ในขณะที่ระบบควบคุมร่างกายของเขา ระบบใช้ฝ่ามือโจมตีไปยังฉีเต๋าอย่างไม่หยุดหย่อน จากนั้นระบบก็วาดมือออกไปเป็นวงกลม ก่อนที่จะผลักออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นฟางหนิงก็ได้ยินเสียงคำรามของมังกรดังออกมา …

 

มังกรสีแดงปรากฏตัวออกมาจากฝ่ามือที่วาดเป็นวงกลม และโดยการขยับเพียงนิ้วเดียว ระบบก็ส่งมังกรสีแดงพุ่งไปยังวิญญาณเหล่านั้นด้วยความโกรธเกรี้ยว

 

วิญญาณที่ล้อมรอบพวกเขาก็ค่อยๆจางหายไปต่อหน้า เหล่าวิญญาณที่โกรธแค้นเปลี่ยนจากใบหน้าที่ไร้สีสันไปเป็นมีชีวิตชีวา ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นความหวาดกลัว, สิ้นหวัง และความตกใจทั้งหมดในคราวเดียว

 

ฉีเต๋าค่อยๆปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง “มันเป็นไปไม่ได้! ทำไมนายถึงหาตัวตนที่แท้จริงของฉันได้ง่ายๆแบบนี้กัน! ทำไมการเปลี่ยนร่างของฉันถึงไม่ทำงาน!? ฉันจะต้องไม่ตายที่นี่! พวกเขาบอกกับฉันว่า ไม่มีใครมีทักษะที่สามารถฆ่าฉันได้!!”

 

เขาไม่สามารถพูดจนจบ ก่อนที่ร่างของเขาจะขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยเสียงดังลั่น “ตูม!” ร่างกายของเขาพังทลายลง เลือด, กระดูก และเสื้อผ้าได้กระจัดกระจายไปทั่วจตุรัส

 

ความสงบสุขกลับคืนมาอีกครั้ง

 

ฟางหนิงคิดกับตัวเอง “ร่างของแกเป็นสีแดงและแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วง แม้แต่ค่ำคืนนี้ก็ไม่สามารถซ่อนตัวตนของแกจากแผนที่ของระบบได้ มันไม่เห็นแปลกตรงไหน ที่ระบบสามารถค้นหาร่างที่แท้จริงของแกเจอ”

 

การแจ้งเตือนเด้งขึ้นมา [ระบบได้ทำการโจมตีผู้คุมวิญญาณฉีเต๋าด้วยความต้องการของตัวเอง]

 

[ระบบได้ใช้ทักษะลับ “เสียงคำรามมังกรเพลิงสวรรค์” ค่าความโกรธแถบที่สามได้หมดลง]

 

[ระบบโจมตีร่างที่แท้จริงของฉีเต๋า ฉีเต๋าถูกโจมตีอย่างรุนแรงโดยพลังหยาง และถูกยับยั้งโดยอำนาจมังกร ทำให้ทักษะติดตัวอย่างการเปลี่ยนร่างของฉีเต๋าไม่สามารถใช้งานได้]

 

[เกิดการโจมตีแบบคริติคอล! ไม่สนใจการป้องกัน!]

 

[ผู้คุมวิญญาณฉีเต๋าได้รับความเสียหาย 1800 หน่วย]

 

[ผู้คุมวิญญาณฉีเต๋าตาย]

 

[ระบบได้รับค่า EXP 75,000 แต้ม ระบบเลเวลอัพเป็นเลเวล 11]

 

[ระบบได้ดูดซับค่าคุณธรรมจำนวนมาก แถบคุณธรรมระดับแรกเต็ม]

 

ระบบพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ฉันบอกแล้ว … เพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”

 

ฟางหนิงถ่มน้ำลายออกมา “นายไม่จำเป็นต้องอธิบายให้มากความ … แม่งเอ๊ย นายทำบ้าอะไรนี่!”

 

“เขาตายแล้ว แต่ทำไมคุณถึงไม่ดีใจ!?” ระบบมึนงง

 

“ฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น ที่ฉันตำหนินายก็เป็นเพราะว่า นายจัดการเขาจนเละไม่เป็นชิ้นดีแบบนี้ มันทำให้เราไม่สามารถใช้ทักษะกรงเล็บมังกรครามตรวจสอบกับเขาได้ จึงทำให้เราสูญเสีญรายได้ไป” ฟางหนิงตอบ

 

หลังจากที่ฟางหนิงพูดจบ เขาก็มองดูระบบควบคุมร่างกายของเขาให้เดินไปที่สายลับของเฟิงเหยา ซึ่งรอดชีวิตมาได้อย่างน่าอัศจรรย์

 

“ฮีโร่ผู้ยิ่งใหญ่ ขอบคุณที่ช่วยชีวิตเรา” สายลับคนแรกพูดขึ้นพร้อมกับเอาหัวโขกพื้นคำนับ

 

เมื่อเทียบกับการเผชิญหน้ากับฉีเต๋าแล้ว สายลับทั้งสองนั้นไม่หวาดกลัวศาลเตี้ย A เลย เพราะคนของเฟิงเหยาทุกคนต่างรู้ดีว่า ศาลเตี้ย A ไม่เคยโจมตีผู้บริสุทธิ์เลยสักครั้ง

 

พวกเขาเป็นสายลับใหม่ ดังนั้นพวกเขาจึงมั่นใจว่าไม่เคยกระทำความผิดใดๆมาก่อน พวกเขาคิดกับตัวเอง ‘เขาเดินมาที่นี่เพื่อปลอบใจเราทั้งคู่ ก่อนที่จะให้เราจากไปใช่มั้ย!?’

 

ทันใดนั้น ศาลเตี้ย A ก็พูดขึ้นมา “ไปดูตรงนั้นสิ และหยิบสิ่งที่คนๆนั้นทิ้งมาให้ฉัน…”

 

สายลับทั้งสองตะลึงงัน เมื่อพวกเขายืนขึ้น พวกเขามองไปรอบๆจตุรัส เศษซากชิ้นส่วนต่างๆของฉีเต๋ากระจัดกระจายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง พวกเขาจะหามันเจอได้อย่างไรกัน?

 

พวกเขาร่วมมือกันอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะหยิบไฟฉายของพวกเขาออกมา จากนั้นก็ทำการค้นหาไปรอบๆจตุรัส ตอนแรกพวกเขาอยากจะร้องไห้ แต่เมื่อพวกเขาค้นหาต่อไป ความสิ้นหวังของพวกเขาก็เปลี่ยนไปเป็นความขอบคุณ ศาลเตี้ย A คนนี้แข็งแกร่งกว่าฉีเต๋านับร้อยเท่า และโชคดีที่เขาเป็นคนดี …

 

เมื่อสังเกตเห็นว่าศาลเตี้ย A ปลดปล่อยกลิ่นอายที่แสนเอ้อระเหย พวกเขาก็รู้ว่าจะไม่สามารถจากไปได้ เว้นแต่ว่าพวกเขาต้องพบอะไรบางอย่าง…