0 Views

วันถัดมา ในที่สุดลู่วเอ้อก็ได้รับความสุขของเขากลับมาอีกครั้งหนึ่ง

 

“ลู่วเอ้อ มีใครบางคนส่งเงินมาให้นาย นายมาลงชื่อและรับเงินนี่ไปสิ!” อาจารย์ผู้สอนตะโกนขึ้นมา พร้อมกับถือกล่องหนังขนาดกลาง และมองไปยังลู่วเอ้อที่กำลังวิดพื้นอยู่

 

ความอิจฉาของคนอื่นๆทั้งหมดถูกโยนไปที่ลู่วเอ้อเพียงคนเดียว การมีเงินส่งมาหาเขาโดยบรรจุใส่กล่องหนังขนาดกลางแบบนี้ นั่นหมายความว่าเงินที่ถูกบรรจุอยู่ภายในกล่องต้องมีไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ความอิจฉาของพวกเขาไม่สามารถอธิบายออกมาได้ เพราะการบริการและอาหารของที่นี่นั้นรสชาติห่วยแตกมาก ผู้คนส่วนใหญ่ที่เข้ามาก่อนหน้านั้น ได้ใช้จ่ายเงินทั้งหมดที่พวกเขามีอยู่ไปหมดแล้ว ตอนนี้พวกเขาจึงใช้ชีวิตด้วยการกินซาลาเปาและน้ำซุปฟรีเพียงเท่านั้น

 

การปลุกพลังอย่างฉับพลันนี้ ทำให้พวกเขาและครอบครัวต่างมีความหวังว่า จะใช้ความสามารถที่ได้มาในการหารายได้จำนวนมากมาหาเลี้ยงครอบครัว อย่างไรก็ตาม พวกเขาส่วนใหญ่ที่เข้ามาที่ศูนย์แห่งนี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับเงินใดๆ แต่พวกเขายังมีหน้าที่ที่สำคัญถูกวางไว้บนไหล่ของพวกเขาอีกด้วย ด้วยความละอายใจที่พวกเขามี ทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ไม่สามารถขอเงินจากคนภายในครอบครัวได้อีกต่อไป

 

ความอิจฉาทั้งหมดได้ตกลงไปที่กล่องหนังขนาดกลางของลู่วเอ้อแทน พวกเขาคาดคิดกันว่าภายในกล่องใบนี้จะมีเงินอยู่เท่าไหร่กันนะ กล่องใบนี้มีขนาดไม่ใหญ่พอที่จะสามารถจุเงินได้ถึง 500,000 หยวน แต่มันน่าจะสามารถจุเงินได้สัก 100,000 ถึง 200,000 หยวน ซึ่งนั้นก็เกินพอที่จะซื้ออาหารดีๆกินเป็นเวลาสามเดือน หรืออาจจะมากกว่านั้น

 

โรงอาหารที่ศูนย์นี้เป็นโรงอาหารที่สามารถผลิตอาหารได้ทุกชนิด ตราบใดที่ส่วนผสมนั้นสามารถได้รับมาอย่างถูกกฎหมาย เพราะศูนย์ฟื้นฟูและปรับทัศนคติแห่งนี้นั้น ได้เน้นถึงความสำคัญของการใช้ชีวิตปฏิบัติตามกฎหมาย

 

ภายใต้ความอิจฉาของคนอื่นๆ ลู่วเอ้อก็เดินไปหาอาจารย์ผู้สอน ในขณะที่เขามีความสุขกับความอิจฉาที่เขาได้รับ เขาครุ่นคิดกับตัวเองว่า ‘ไม่จำเป็นที่จะต้องไปสนใจพวกอิจฉาเหล่านี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีพี่น้องร่วมสาบานที่แสนดีแบบฉันสักหน่อยนี่นะ ในที่สุดฉันก็จะสามารถกินอาหารที่ดีได้แล้วในวันนี้ และฉันก็ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการดูการถ่ายทอดสดอีกครั้ง’

 

“ลู่วเอ้อมารายงานตัวแล้วครับอาจารย์ผู้สอน” ลู่วเอ้อพูดเสียงดังฟังชัดเหมือนเช่นทุกวัน และเสียงของเขาก็ดังราวกับฟ้าร้อง

 

“มารับกล่องหนังของนายหลังจากที่เซ็นชื่อซะ!” อาจารย์ผู้สอนส่งกระดาษแผ่นหนึ่งและปากกาไปให้กับลู่วเอ้อ หลังจากที่เขาวางกล่องหนังลง

 

“ครับ อาจารย์ผู้สอน!” ลู่วเอ้อเซ็นชื่ออย่างเชื่อฟังลงไปบนกระดาษ โดยมีเจตนายืดเวลาออกไปเล็กน้อย ในขณะที่เขากำลังทำเช่นนั้น

 

หลังจากอาจารย์ผู้สอนจากไปแล้ว เขาก็เปิดกล่องหนังโดยทันที ไม่มีใครกล้ากระทำการปล้นในที่นี่อีกต่อไปแล้ว

 

อย่างไรก็ตาม การเปิดกล่องหนังของเขาก็ต้องพบกับเสียงหัวเราะเยาะราวกับเสียงฟ้าร้อง และมีคนไม่กี่คนที่ต้องการ ‘ยืม’ เงินบางส่วนจากลู่วเอ้อ ที่กำลังพบกับความผิดหวังอยู่…

 

“เชี่ย!!” ลู่วเอ้อสบถออกมาด้วยความผิดหวัง ในขณะที่เขามองดูเสื้อผ้าภายในกล่องหนัง ซึ่งรวมถึงแจ็คเก็ตขนสัตว์หนาสำหรับฤดูหนาวของเขา หลังจากขยับเสื้อผ้าออกเพียงเล็กน้อย ในที่สุดลู่วเอ้อก็เห็นธนบัตรชิ้นเล็กๆอยู่ที่ด้านล่างของกล่อง เขานับตั๋วเงินเพื่อคำนวณจำนวนเงินที่มีอยู่ทั้งหมด ยิ่งเขานับมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น

 

“หม่าต้า บอกลาความเป็นพี่น้องร่วมสาบานของพวกเราได้เลย!! เมื่อฉันบอกให้นายส่งเงินมาให้ฉัน ฉันไม่ได้ขอเงินเพียงแค่หนึ่งพันหยวนนะโว้ย! ทำไมนายถึงกลับส่งเสื้อผ้ามากมายมาให้ฉันแทนกันว่ะ!”

 

ลู่วเอ้อโกรธมาก ในขณะที่เขากำลังด่าทอหม่าต้าอยู่ เขาก็กำเงินแน่นอย่างไม่คลายมือเลยสักนิดเดียว

 

เงินหนึ่งพันหยวนไม่ได้มากมายอะไรเลย ถ้าลู่วเอ้ออยู่ข้างนอก เขาสามารถอยู่รอดได้หนึ่งเดือนหรือมากกว่านั้น โดยกินเพียงแค่อาหารฟาสต์ฟู๊ดด้วยเงินพันหยวน เพราะเมืองฉีเป็นเพียงเมืองชั้นสองเท่านั้น

 

แต่ในศูนย์ฟื้นฟูและปรับทัศนคติแห่งนี้ โรงอาหารกำลังทำการปล้นกันชัดๆ แค่เพียงอาหารจานผักธรรามดา แม่งก็มีราคาปาไป 50 หยวนแล้ว หากพวกเขาต้องการอาหารที่ดีกว่าเดิมเพียงเล็กน้อย ราคาของอาหารก็ปาเข้าไป 200 – 300 หยวนแล้ว! หากเขาต้องการกินอาหารระดับสูงยิ่งขึ้น หนึ่งพันหยวนของลู่วเอ้อก็จะหายไปในเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น และอาหารที่เขาได้รับก็ไม่ได้เต็มโต๊ะเหมือนกับออกไปกินข้างนอก แต่เพียงเพิ่มอาหารมาให้แค่ไม่กี่จานเท่านั้นเอง

 

หม่าต้าให้เงินเขามากพอสำหรับการใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น! ลู่วเอ้อยังคงต้องใช้เวลาอีกสามเดือนข้างหน้าในที่แห่งนี้ และเขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่เขาจะได้ใช้โทรศัพท์ได้อีกครั้ง นั่นหมายความว่า เขาจะยังคงทานขนมปังธรรมดา และดื่มซุปรสชาติกลมกล่อมพร้อมกับผัดผักพิเศษเป็นบางครั้งบางคราวได้เท่านั้น…

 

 

“ว้าว! หัวหน้า คุณนี่ช่างรอบคอบจริงๆ ตอนนี้อากาศก็เริ่มเย็นลงแล้ว และคุณก็ได้ซื้อเสื้อผ้ามากมายให้ลู่วเอ้อ เพื่อเอาชีวิตรอดในช่วงฤดูหนาวนี้อีกด้วย และด้วยของที่อยู่ภายในกล่องเสื้อผ้าทั้งหมด คุณได้ช่วยให้ลู่วเอ้อเตรียมพร้อมสำหรับทุกสิ่งอย่างยอดเยี่ยม ฉันทำอะไรไม่ได้มากเลย ที่ฉันทำได้ก็คือให้เงินเขาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ลู่วเอ้อจะต้องรู้สึกประทับใจอย่างแน่นอน หลังจากที่เขาได้เห็นสิ่งนี้ แม้ว่าเราทั้งคู่จะสูญเสียพ่อแม่ และเหมยซานที่ต้องเสียสละตัวเองเพื่อช่วยเราไป แต่อย่างน้อยเราก็ยังมีคุณอยู่ หัวหน้า!”

 

ภายใต้การจ้องมองของหนิวชิ หม่าต้าก็โบกมือเพื่อหยุดหนิวชิให้เลิกพูดก่อน จากนั้นเขาก็พูดขึ้นมาว่า “มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย ถ้าฉันไม่ดูแลพวกนายให้ดีๆแล้วล่ะก็ งั้นฉันจะมีหน้าไปอธิบายต่อเหมยซานได้อย่างไรกันเมื่อฉันตายไป? เนื่องจากศูนย์แห่งนั้นตั้งขึ้นมาสำหรับการฟื้นฟูและการศึกษา ฉันจึงแน่ใจว่าเขาจะต้องไม่อดตายอย่างแน่นอน แต่ใครจะสนใจสิ่งที่เขาสวมใส่กันล่ะ? เมื่อคนที่มีพลังพิเศษตื่นขึ้นมา พวกเขาจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งกว่าคนปกติ ถึงพวกเขาจะไม่ถูกแช่แข็งจนตายในอากาศที่เหน็บหนาวขนาดนี้ก็เถอะ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า พวกเขาจะต้องทนทุกข์ต่อความหนาวนี่หน่า?”

 

“หัวหน้าพูดถูกแล้ว ความหนาวเย็นในเมืองฉีไม่ใช่เรื่องตลก แต่ตอนนี้เราได้ซื้อเสื้อผ้ามากมายให้กับลู่วเอ้อไปเกือบหมดแล้ว เงินที่เรามีอยู่ตอนนี้จึงไม่เพียงพอสำหรับเราที่จะกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ได้อีกต่อไป คุณคิดว่าเราควรทำยังไงกันต่อไปดี หัวหน้า…” หนิวชิถามออกมาด้วยความลังเลใจ

 

“ไม่ ฉันมั่นใจว่าศาลเตี้ย A ยังคงเฝ้ารอเราอยู่ ฉันคิดว่ามันคงจะดีกว่า ถ้าเราไปดูงานที่เฟิงเหยาเสนอมาก่อน …” หม่าต้ายังคงหวาดกลัวศาลเตี้ย A อยู่ เพราะเขาเป็นคนที่โหดร้ายเป็นอย่างมาก

 

หม่าต้าไม่เคยเห็นใครแบบนั้นมาก่อนในชีวิตของเขา พวกเขาไม่ได้รู้จักมักจี่กับศาลเตี้ย A มาก่อนนี่หน่า และพวกเขาทั้งสามคนก็ไม่เคยทำร้ายผู้หญิง และไม่เคยพรากชีวิตใครเลยด้วยซ้ำ พวกเขาทำตัวเป็นโรบินฮู๊ดที่ขโมยเงินมาจากคนรวย เพื่อช่วยเหลือคนจนเท่านั้น พวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่สูงส่งอย่างที่นักรบได้ทำมาตั้งแต่สมัยโบราณหรอกงั้นหรอ? แล้วทำไมเขาต้องไล่ล่าพวกเราแบบกัดไม่ปล่อยด้วยล่ะ?

 

ในบรรดาพวกเขาทั้งสามคนนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ขาของลู่วเอ้อนั้นแข็งแกร่งที่สุด เขาแค่ทำหน้าที่เป็นเหยื่อล่อให้พี่น้องของเขาหลบหนีไป แต่ใครจะคาดคิดกันล่ะว่า ศาลเตี้ย A จะมองพวกเขาเป็นเหยื่อจริงๆ ไม่เพียงแต่เท่านั้น ความล้มเหลวทั้งหมดทำให้ลู่วเอ้อถูกจับกุม และถูกส่งตัวไปยังศูนย์ฟื้นฟูและปรับทัศนคติ โดยเหล่าลูกน้องจากหน่วยกิจการพิเศษที่คอยเฝ้าติดตามศาลเตี้ย A อยู่ตลอดเวลา โดยไม่รู้ว่าการทรมานของลู่วเอ้อจะเป็นอย่างไรบ้าง พวกเขาทำได้เพียงแค่หวังว่า ของที่อยู่ภายในกล่องหนังนี้ จะทำให้ลู่วเอ้อสะดวกสบายขึ้นเล็กน้อย…

 

 

หม่าต้าไม่ใช่หัวหน้าของพวกเขาทั้งสามคน เพียงเพราะว่าเขามีความสามารถเท่านั้น เขาเหนือกว่าลู่วเอ้อในเรื่องของปณิธานและประสบการณ์ ศาลเตี้ย A ที่เขาพูดถึงก็คือระบบที่ยังคงมุ่งมั่นในการฟาร์มเลเวลเพื่อที่จะได้รับค่า EXP ดังนั้นมันจึงสมเหตุสมผลแล้วที่ศาลเตี้ย A จะยังคงเฝ้ารอหม่าต้าและหนิวชิอยู่

 

ด้วยวิธีการที่ผ่านมาของศาลเตี้ย A ที่สามารถทำได้แค่เพียงฟาร์มอาชญากรทั่วไปเท่านั้น แม้ว่าระบบจะต้องการค่า EXP เป็นจำนวนมาก แต่ด้วยการปรากฏตัวอีกครั้งของหม่าต้าและหนิวชิ นี่จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดของระบบในการฟาร์มเลเวล ที่จะทำให้ได้รับค่า EXP ที่มากยิ่งขึ้น เนื่องจากผู้มีพลังพิเศษคนอื่นๆที่ตื่นขึ้นมาส่วนใหญ่ ได้ถูกระบบจัดการไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทำให้ระบบได้รับค่า EXP จากพวกเขาเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น

 

เมื่อเทียบกับการทำงานอย่างหนัก และความทุ่มเทของระบบแล้ว ตัวของฟางหนิงเองก็ยังคงใช้เวลาทั้งวันในการเล่นเกมในร้านอินเทอร์เน็ตภายในพื้นที่มิติของระบบ…

 

เมื่อฟางหนิงจัดการบอสเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทันใดนั้นก็มีการแจ้งเตือนของ QQ เด้งขึ้นมาในคอมพิวเตอร์ของเขา สำหรับพวกโอตาคุติดบ้านอย่างเขา การโทรศัพท์เป็นศัตรูที่เลวร้ายที่สุดของเขาเลยก็ว่าได้ เขามักจะไม่รับสายจากใคร ซึ่งทำให้คนส่วนใหญ่เลิกที่จะติดต่อกับเขา แต่ก็มีคนที่ยังติดต่อหาเขาอยู่!?

 

“ประธานฟาง ตอนนี้คุณกำลังหารายได้จากที่ไหน?” นี่เป็นข้อความจากเพื่อนที่แสนดีใน QQ ที่นานๆครั้งจะส่งข้อความมาหาเขา – ประธานโจวจากกลุ่มชินเซนของเมืองฉี ซึ่งเขาเป็นนักชิมตัวยง และเป็นหนึ่งในแฟรนไชส์ในเครือร้านอาหารของฟางหนิง

 

ฟางหนิงมองไปที่การจัดการทรัพยากรในเกมออนไลน์ของเขา บอสที่ตายไปก่อนหน้านี้ได้มอบอาวุธที่เขาสามารถนำไปขายได้ถึง 3,000 ดังนั้นฟางหนิงจึงพิมตอบกลับไปว่า “ฉันค้นพบโอกาสที่ดีหนะประธานโจว ฉันสามารถได้รับเงิน 3,000 ภายในหนึ่งนาที”

 

“โอ้ ยินดีด้วย ดูเหมือนว่าคุณจะค้นพบสถานที่ที่ดีเลยนะ” เขาตอบกลับด้วยการชมเชยออกไป ก่อนที่เขาจะเข้าสู่ประเด็นหลัก “ฟางหนิง เมื่อเร็วๆนี้ลูกชายคนโตของตระกูลฉี ได้ส่งคำเชิญไปยังผู้มีอิทธิพลทั้งหมดภายในเมืองฉี นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เขามีเม็ดยามหัศจรรย์ที่สามารถยืดอายุไข, รักษาโรคทั้งหมด และเสริมสร้างร่างกายได้ เขาชวนพวกเราทุกคนไปเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้ด้วย พวกเขากลัวว่าคุณจะพลาดคำเชิญและจะไม่เข้าร่วม ดังนั้นพวกเขาจึงขอให้ฉันส่งคำเชิญให้คุณเป็นการส่วนตัวแทน”

 

ถ้ามันเป็นเรื่องอื่น ฟางหนิงอาจจะตอบปฏิเสธไปแล้ว เพราะเขามัวแต่ยุ่งกับการเล่นเกมและอ่านนิยาย ดังนั้นเขาจึงไม่มีเวลาที่จะมาคลุกคลีกับพวกชนชั้นสูงในงานเลี้ยงเหล่านี้ … แต่มีผู้ได้รับเชิญบางคนที่ทำให้ฟางหนิงต้องพิจารณาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม ระบบจะไม่อนุญาตให้เขาได้รับช่วงเวลาแห่งการปลดปล่อยที่นานมากเกินไป

 

แต่ถึงอย่างไรฟางหนิงก็ต้องไปเข้าร่วมงานเลี้ยงนี้อยู่ดี มันเป็นเรื่องง่ายที่จะพูดด้วยเหตุผลกับระบบในการเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ เขาสามารถโน้มน้าวระบบโดยให้เหตุผลว่า เขาจะเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปิดตัวอาวุธสวรรค์!

 

หากเม็ดยามหัศจรรย์ของตระกูลฉีสามารถใช้งานได้จริง ฟางหนิงก็จะซื้อมันมา โดยไม่คำนึงถึงแง่มุมอื่นๆ เม็ดยามหัศจรรย์นี้ก็เป็นสิ่งสำคัญสำหรับตัวเขาด้วยเช่นกัน จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาต้องการการรักษาฉุกเฉิน หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสกันล่ะ? ระบบจะต้องยอมรับการใช้เงินเพื่อซื้อมันอย่างแน่นอน

 

ฟางหนิงจะรับรู้ได้ยังไงว่า ระบบได้พิจารณาถึงแง่มุมต่างๆมากกว่าที่เขาคิดอีก เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆที่จะนำไปสู่ปัญหาที่จะตามมา…