0 Views

ในค่ำคืนของเทศกาลวันแห่งความรักของจีน ในท้องฟ้าทางทิศตะวันตกมีพลุจำนวนมากถูกยิงขึ้นมา บรรดาคู่รักจำนวนมากต่างพากันอธิษฐานอย่างกระตือรือร้น และปรารถนาที่จะให้ความรักของพวกเขาสมหวัง

 

ในขณะเดียวกัน ฟางหนิงซึ่งเป็นชายโสดและมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไป เขากลับเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในห้องเช่าขนาดเล็ก และเคาะแป้นพิมพ์อย่างจริงจัง เขาตัดการเชื่อมต่อกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากโลกภายนอกทั้งหมดโดยสิ้นเชิง แต่ทันใดนั้น ป๊อปอัปจากเว็บไซต์ที่น่ารำคาญก็ได้ปรากฏขึ้นมาที่มุมล่างขวาของหน้าจอโน๊ตบุ๊ค เพื่อนำข่าวสารจากโลกภายนอกเข้าสู่โลกส่วนตัวของเขา

 

ทำให้ความสนใจในการเล่นเกมของเขาลดลง ไม่นานหลังจากนั้นเขาจึงตัดสินใจคลิ๊กอ่านมัน

 

“มันน่าตกใจมาก! เกิดไฟไหม้จากอุกกาบาตที่ตกมาจากฟากฟ้า! ผู้ชายรีบวิ่งหนีจากไปอย่างรวดเร็วเมื่อเจอเหตุการณ์นี้ ในขณะที่ผู้หญิงได้แต่เดินร้องไห้อยู่คนเดียว…”

 

เขาอ่านข่าวในเว็บไซต์ด้วยริมฝีปากคล้ำ มันเป็นแค่ภาพดาวตกธรรมดาๆ แต่สิ่งเดียวที่ทำให้มันน่าสนใจก็คือ วิธีการที่น่ารังเกียจของผู้เขียนในการตั้งกระทู้ที่เรียกยอดคนดูแบบนี้ มีคนเข้ามาแสดงความคิดเห็นต่างๆนาๆ อย่างไรก็ตาม นี่เป็นความบันเทิงตามปกติที่พบได้ตามโซเซียลทั่วไป

 

“ดูนั่น เหมือนว่าอุกกาบาตจะพุ่งมาที่เรานะ!”

 

“จริงอ่ะ งั้นชีวิตของเราก็ตกอยู่ในอันตรายแล้วสิ รีบเก็บข้าวของและรีบหนีไปกันเถอะ”

 

“สวัสดีผู้บ่มเพาะทั้งหลาย ฉันปรมมาจารย์คนนี้เพิ่งตกลงมาจากโลกเบื้องบน หลังจากที่ฉันไม่ผ่านบททดสอบจากพระเจ้า”

 

ฟางหนิงเห็นว่ามันน่าสนุกดี เขาจึงเข้าร่วมการสนทนาครั้งนี้ด้วย “หยุดการโต้เถียงกันได้แล้ว” เขายังพิมพ์ต่อว่า “นี่เป็นสัญญาณของการกระตุ้นระบบในร่างของฉันเอง ซึ่งนอนหลับใหลอยู่เฉยๆเป็นเวลามานานตั้ง 28 ปีแล้ว”

 

แค่เพียงโพสต์เสร็จ เขาก็รู้สึกว่าพื้นห้องของเขาสั่นสะเทือน การสั่นสะเทือนครั้งนี้ทำให้เขาสูญเสียการทรงตัวจนเอาหัวไปโขกกับโต๊ะ อาการปวดจี๊ดพุ่งขึ้นที่หน้าผากของเขา และเลือดก็สาดกระเด็นไปทั่วโน๊ตบุ๊คราคา 3000 หยวนของเขา

 

“บ้าเอ้ย” ฟางหนิงตะโกนอย่างหงุดหงิด เมื่อเห็นควันลอยออกจากโน๊ตบุ๊คพุ่งขึ้นไปในอากาศ จากนั้นการมองเห็นของเขาก็เริ่มเบลอ และถูกแทนที่ด้วยม่านสีดำของเปลือกตา และเขาก็ค่อยๆหมดสติไป

 

เมื่อฟางหนิงหมดสติไป มีความคิดเห็นที่น่าสนใจบางอย่างเกิดขึ้นบนอินเทอร์เน็ต

 

“จู่ๆฉันก็เริ่มอาเจียนออกมาเป็นน้ำ ฉันควรทำอย่างไรดี? ฉันจะทำยังไงให้กลับมาเป็นปกติได้?”

 

“นี่ต้องเป็นเรื่องบังเอิญแน่ๆ ฉันก็เริ่มหายใจออกมาเป็นไฟด้วย! เรารีบไปช่วยปู่กันเถอะ!”

 

“ฉันไม่มีปัญหา เรารีบไปกันเถอะ!”

 

“ใช่ ไปกันเถอะ!”

 

“นรกเถอะ นี่คืออะไรกัน? ให้ฉันบอกอะไรบางอย่างที่น่ากลัวกับพวกเธอก่อน ฉันเห็นผี! ฉันสาบานว่าฉันเห็นจริงๆนะ ถ้าฉันโกหก ฉันจะ … ขอให้ฉันเห็นผีตลอดไป!”

 

อย่างไรก็ตาม ความคิดเห็นเหล่านี้หายไปจากเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าพวกมันไม่เคยมีอยู่ในตอนแรก

 

 

ฟางหนิงรู้สึกราวกับว่าเขากำลังจมอยู่ในความฝันที่แสนยาวนาน เขาฝันถึงการถูกระบบบางอย่างควบคุมชีวิตเขาไว้ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เขาก็ได้พิชิตไปทั่วทั้งสี่ทวีปและก้าวไปยังจุดสูงสุดของมนุษยชาติ

 

ในที่สุด เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เขาลืมตาและเห็นว่าเลือดบนโน๊ตบุ๊คนั้นหายไปแล้ว และหน้าผากของเขาก็ไม่เจ็บปวดอีกต่อไป

 

เขาถอนหายใจ “มันน่าเศร้าที่เป็นแค่ความฝัน ตอนนี้ฉันควรต้องตรวจสอบดูก่อนว่าโน๊ตบุ๊คของฉันยังคงใช้งานได้อยู่หรือเปล่า” เขาเอื้อมมือไปตรวจสอบโน๊ตบุ๊ค

 

ทันใดนั้น ร่างกายของเขาก็ขยับไม่ได้ ดวงตาของเขาเปิดกว้างขึ้นความตื่นตระหนก

 

‘มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกันวะเนี่ย!?’

 

ฟางหนิงค่อยๆสูญเสียการควบคุมทุกอย่าง รวมทั้งแขนและขาของเขา ‘มือของฉันขยับไม่ได้!’ ที่มากไปกว่านั้นคือ ไม่มีส่วนใดของร่างกายที่ทำตามคำสั่งของเขาได้เลย

 

‘ใจเย็นๆก่อน นี่ฉันต้องฝันไปแน่ๆ ฉันยังคงนอนหลับอยู่ และทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงแค่ความฝันเท่านั้น’ ฟางหนิงรีบสงบสติอารมณ์ เขายังคงเชื่อว่ากำลังอยู่ในความฝันของเขา ‘ใช่มันต้องเป็นอย่างนั้น! นี่เป็นความฝันอย่างเห็นได้ชัด!’ แต่ทันใดนั้น จู่ๆก็เกิดเสียงดังกึกก้องอยู่ในหัวของเขา และความสำนึกรู้บางอย่างก็พุ่งเข้ามาในหัวของเขาเหมือนกับรถไฟความเร็วสูง

 

[ระบบกำลังถูกเปิดใช้งาน … ]

 

‘เดี๋ยวนะ! ฉันกำลังได้รับระบบงั้นหรือ?!’ ฟางหนิงรู้สึกสับสนเป็นอย่างมาก ‘นี่มันไม่ใช่ความฝันที่ฉันเพิ่งเคยเห็นหรือ?’ เขาคิดอย่างมีความสุข ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะมืดลงเหมือนถ่านหินในวินาทีต่อมา

 

[ค้นพบโรคที่ไม่สามารถรักษาได้และเรื้อรังมาเป็นเวลานานในร่างของโฮส กำลังวิเคราะห์หาวิธีการแก้ไข… ]

 

‘อะไรกัน? โรคที่ไม่สามารถรักษาได้และเรื้อรังมาเป็นเวลานาน? ฉันเข้ารับการตรวจสุขภาพประจำปีมาโดยตลอดนะ ทำไมฉันถึงไม่รู้เรื่องนี้?’ ฟางหนิงรู้สึกหงุดหงิดมาก หลังจากที่เขาได้ยินการแจ้งเตือนของระบบ ทันใดนั้น เขาก็นึกถึงโรคต่างๆที่เขาเคยเป็นมาก่อน และเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างในใจของเขา

 

[การวิเคราะห์โรคเสร็จสมบูรณ์ มันคือโรคขี้เกียจอย่างรุนแรงระยะที่ 4 ซึ่งขอยืนยันว่าไม่สามารถรักษาได้ เพื่อการอยู่รอดของระบบ ระบบจะเริ่มต้นทำการยึดครองร่างกายของโฮสโดยทันที…]

 

‘อะไรนะ? ร่างกายของฉันถูกยึดครองโดยระบบ?’ ฟางหนิงรู้สึกสับสนกับสถานการณ์ในตอนนี้มาก เขารู้ดีว่าตัวเองเป็นคนขี้เกียจมากๆ เขาจะไม่ไปตัดผมก่อนที่จะยาวจนถึงคาง และเขาจะซักเสื้อผ้าเมื่อถึงคราวที่จำเป็นจะต้องใช้จริงๆเท่านั้น และเขายังโยนถุงเท้า, ชุดชั้นใน, แจ็คเก็ตและทุกสิ่งทุกอย่างรวมเข้าด้วยกันในเครื่องซักผ้า …

 

[นี่ไม่ใช่แค่ขี้เกียจธรรมดา] ฝางหนิงได้ยินเสียงระบบสนทนากับเขา [แต่มันเป็นความขี้เกียจสุดโต่ง]

 

เขาโต้แย้งสุดกำลัง “จะเรียกว่าขี้เกียจสุดโต่งได้ยังไงกัน! ถ้าฉันขี้เกียจจริงๆ ป่านนี้ฉันคงนอนอยู่เฉยๆ และฉันคงจะไม่หมกหมุ่นอยู่กับการเล่นเกมและอินเทอร์เน็ตแบบนี้หรอกนะ!”

 

[คุณเป็นคนค่อนข้างหล่อเหลา แต่คุณก็ยังเป็นโสดมาโดยตลอด คุณไม่รู้สึกว่ามันมีอะไรผิดปกติบ้างเลยหรือ?]

 

“แต่ … แกก็ไม่ควรมายึดร่างของฉันไปแบบนี้นะ! ฉันใช้ร่างนี้มาเป็นเวลา 20 ปีแล้ว!”

 

ฟางหนิงเหมือนถูกระบบโจมตีใส่จุดอ่อน หลังจากที่เขาสนทนากับระบบอยู่ ฟางหนิงแอบฝืนใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดเพื่อยกมือขึ้น แต่มันก็ไม่มีประโยชน์

 

ในไม่ช้า เขาก็ตระหนักได้ว่านอกเหนือจากความคิด, การได้ยิน และการมองเห็นแล้ว เขาไม่สามารถควบคุมสิ่งอื่นๆในร่างกายตัวเองได้ ไม่มีทางอื่นให้เขาพิสูจน์ได้เลยว่า เขาสามารถควบคุมตัวเองได้นอกเหนือจากสมองของเขา

 

ในขณะนี้ เกิดเสียงกึกก้องภายในใจของเขาอีกครั้ง คำตัดสินสุดท้ายของเขาถูกประกาศออกมาแล้ว

 

[การยึดครองร่างเสร็จสมบูรณ์ ระบบกำลังเริ่มกระบวนการคิด … ]

 

[ระบบกำลังประมวลผล … ]

 

[ระบบกำลังประมวลผล … ]

 

‘ประมวลผลตูดของฉันนี่! ไอระบบชั่ว คืนร่างกายของฉันมานะ! แกกำลังแฮ็กชีวิตของฉัน เห็นแก่พระเจ้าเถอะ! หยุดพยายามที่จะฝืนใจคนอื่นเสียที!’ ฝางหนิงกรีดร้องภายในใจ เขาอยากจะร้องออกมาดังๆ แต่โชคร้ายที่เขาไม่สามารถควบคุมกล่องเสียงได้

 

ระบบไม่ตอบสนองต่อเสียงร้องภายในใจของเขา อีกไม่กี่นาทีต่อมา ฟางหนิงก็ได้เห็นร่างของเขากำลังเก็บถ้วยบะหมี่สำเร็จรูปและเปลือกผลไม้ที่วางเรี่ยราดอยู่บนโต๊ะ ร่างกายของเขากำลังทำความสะอาดโดยความต้องการของระบบ!

 

‘บ้าเอ้ย! ระบบวางแผนที่จะทำความสะอาดในหน้าร้อนแบบนี้นี่นะ?’ ฟางหนิงพึมพำกับตัวเอง

 

จู่ๆ การแจ้งเตือนของระบบก็ปรากฏขึ้นมา

 

[ระบบกำลังเริ่มขั้นตอนการทำความสะอาดที่อยู่อาศัย … ]

 

ฟางหนิงได้เฝ้าดูระบบจัดเก็บขยะทั้งหมดไว้ในมุมหนึ่งของห้องด้วยร่างกายของเขา ในกองขยะนั้นเป็นห่อบรรจุภัณฑ์ และถุงเท้าที่เขาไม่ได้ซักมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว …

 

หลังจากที่เก็บขยะทั้งหมดเรียบร้อยแล้วแล้ว ระบบก็ใช้มือบีบจมูกไว้ ในขณะที่ดึงถุงพลาสติกออกมาจากใต้ที่นอน การเคลื่อนไหวของเขามีความชำนาญและมีระเบียบอย่างมาก

 

‘เดี๋ยวก่อนนะ! ฉันจำไม่ได้ว่า ฉันเก็บถุงพลาสติกไว้ที่นี่ ระบบมีสายตาเอ็กซ์เรย์หรือสามารถมองทะลุได้หรือไงกัน?’ ฟางหนิงเอ๊ะใจ แต่เขาไม่เห็นฉากเอ็กซ์เรย์ในสายตาของเขา จากนั้นความคิดที่น่ากลัวอีกอย่างหนึ่งก็ผุดขึ้นมา ‘หรือว่าระบบสามารถอ่านความทรงจำทั้งหมดของฉันได้?’

 

ขณะที่ฟางหนิงกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ระบบนี้ก็ได้เก็บขยะทั้งหมดยัดใส่ลงไปในถุงพลาสติกเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่น่าอับอายที่สุดของฟางหนิงก็คือ ความจริงที่ว่าขยะซึ่งเขาไม่ค่อยได้สังเกตเห็นมาก่อน ในตอนนี้มันมีมากถึง 6 -7 ถุงเลยทีเดียว

 

จากนั้นเขาก็เห็นร่างของเขาเปิดประตูห้องออกไป ก่อนที่จะเดินลงบันไดไป เขาใช้เวลาเดินทางไปมาหลายรอบ จนกว่าเขาจะโยนทุกสิ่งทุกอย่างเข้าไปในถังขยะหน้าบ้านเช่า นอกจากนี้ ระบบยังได้ออกคำสั่งให้ร่างของเขาทำความสะอาดพื้นที่ส่วนกลาง, ห้องนั่งเล่น, ห้องน้ำ, ระเบียงและทุกมุมของบ้านเช่าอีกด้วย

 

“นี่เป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากมาก!” เมื่อระบบกำลังควบคุมร่างกายที่เหม็นของเขากำลังถูพื้นอยู่ จู่ๆก็มีเสียงผู้หญิงดังออกมาจากห้องข้างๆ

 

สาวสวยคนนี้พูดด้วยความประหลาดใจ เมื่อเธอเปิดประตูห้องออกมา เธอก็หลั่งเหงื่อเย็นเมื่อเห็นว่าเขากำลังถูพื้นอยู่ เธอรีบออกมาจากความสับสน และอยากรู้ทันทีว่ามันเกิดอะไรขึ้น!

 

เมื่อได้ยินเสียงที่ไพเราะของผู้หญิงที่พูดถึงเขา ฟางหนิงต้องการจะหันหัวไปดู แต่อย่างไรก็ตาม หัวของเขายังคงจดจ้องอยู่ที่พื้น และเขาก็ตระหนักรู้อีกครั้งว่า ในตอนนี้ร่างกายของเขาถูกยึดครองโดยระบบ

 

ฟางหนิงไม่เคยรับรู้ความรู้สึก ถึงการที่ไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้มาก่อนเลย แต่ในตอนนี้เขาเข้าใจดีแล้ว ในที่สุดเขาก็ได้รู้แล้วว่า คนที่เป็นอัมพาตต้องทนทุกข์ทรมานและน่าสงสารแค่ไหน

 

ก่อนหน้านั้น เขาเป็นเพียงแค่คนธรรมดา แต่เขาได้รับระบบมาอย่างฉับพลัน อย่างไรก็ตาม เขาได้สูญเสียการควบคุมร่างกายของเขาไป ก่อนที่เขาจะได้ไปถึงการเป็นสุดยอดของมนุษยชาติ ซึ่งเขาคิดว่าเขาจะประสบความสำเร็จ! แต่ในตอนนี้ทุกอย่างกลับสลายหายไปหมดแล้ว!

 

‘ทำไมฉันถึงกลายมาเป็นแบบนี้ได้?’

 

เขาตะโกนร้องอยู่ในใจด้วยความโกรธ และเขารู้สึกเหมือนว่ากำลังสูญเสียอนาคตของเขาไปสู่ความมืดมิด เขาจะใช้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพของเขาได้อย่างไร ถ้าเขายังสูญเสียเอกราชไปแบบนี้? ถ้าเขาไม่สามารถสนุกกับการใช้ชีวิตของเขาได้ มันก็แทบไม่ต่างอะไรกับการที่เป็นก้อนหินจริงๆ?

 

ทุกคนอยากเป็นอมตะ แต่ถ้าราคาที่ต้องจ่ายคือการกลายเป็นก้อนหินแบบนี้ คงไม่มีใครยินดีที่จะเลือกทำ แม้ว่าอาจจะมีบางคนเลือกที่จะเป็น แต่ก็คงไม่มีใครที่จะสามารถทนที่จะยอมรับสภาพของการโดนควบคุมได้เป็นเวลา 100 ปี โดยไม่มีความเสียใจใดๆเลยหรอกนะ

 

โชคดีที่ฟางหนิงรู้ว่าสถานการณ์ของเขา ดูเหมือนจะดีกว่าการเป็นก้อนหินแค่นิดเดียว ทันใดนั้น จู่ๆก็มีการแจ้งเตือนดังขึ้นมาอีกครั้งในสมองของเขา

 

[NPC ต้องการสนทนากับโฮส โปรดเลือกจากตัวเลือกการสนทนาด้านล่าง]

 

[NPC เฉ่าหยิงพูดกับคุณด้วยความประหลาดใจว่า “นี่เป็นเหตุการณ์ที่หาได้ยากมาก!”]

 

[คำตอบของคุณคือ ข้อที่ 1: คุณยิ้มอย่างงุนงงและตอบว่า “นี่มันยากแล้วหรือ?”]

 

[ข้อที่ 2: คุณตอบด้วยความรังเกียจ “ไม่ใช่ธุระอะไรของคุณ!]

 

[ข้อที่ 3: คุณมองเธอด้วยสายตาที่เย็นชาโดยที่ไม่ตอบอะไร ก่อนที่จะเดินจากไป]

 

‘บ้าอะไรนี่! ตัวเลือกข้อแรกคือคำพูดที่งี่เง่ามาก มีเพียงแค่ตัวเอกของนิยายเท่านั้นที่สามารถพูดแบบนี้ได้ ตัวเลือกข้อที่สองคือการหาเรื่องเข้าตัวชัดๆ และตัวเลือกข้อที่สามเป็นตัวเลือกที่ปกติเพียงอย่างเดียว’ แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีความคิดที่จะมองใครสักคนด้วยสายตาเย็นชาแบบนั้นเด็ดขาด แต่เขาไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้ว เขาจึงทำได้แต่บ่นอยู่ในใจและเลือกข้อที่สาม

 

“ฉันเลือกข้อที่สาม”

 

ฟางหนิงกลัวว่า ถ้าเขาเลือกช้าไป ระบบอาจเข้าใจผิดว่าเขาเป็นคนที่ขี้เกียจมากๆ จนไม่ต้องกังวลเรื่องชะตากรรมของตัวเอง ซึ่งจะนำไปสู่การยกเลิกระบบการเลือกบทสนทนาแบบนี้ก็เป็นไปได้

 

เฉ่าหยิงไม่เคยคิดว่า ในนิยายเก่าๆที่ชอบเขียนบอกว่าใช้สายตาเย็นชาดุจน้ำแข็ง จะกลายมาเป็นความจริง ยังมีคนบนโลกที่ยังคงมีสายตาเย็นชาเช่นนี้ได้! ผู้ชายคนนี้ที่เธอเกือบจะไม่เคยพูดคุยกับเขาเลยสักครั้ง แต่ในตอนนี้เขาเพียงแค่หันมามองเธอ ก็ทำให้เธอหนาวสั่นไปถึงกระดูกแล้ว แม้ว่าในตอนนี้จะเป็นช่วงฤดูร้อน แต่เธออาจไม่จำเป็นต้องเปิดเครื่องปรับอากาศในตอนกลางคืนอีกต่อไป

 

และปฏิกิริยาแรกของเธอก็คือ การใช้มือถือถ่ายรูปเขา ซึ่งเธอโพสต์ลงในเว่ยป๋อทันที ราวกับว่าไม่มีใครอยู่ข้างเธอเลย

 

“ให้ฉันแสดงให้ทุกคนเห็นว่า มันมีอยู่จริงๆนะ คนที่มีสายตาที่เย็นชาเหมือนน้ำแข็งแบบนี้!”

 

ด้วยการที่ต้องทำตามตัวเลือกของระบบ ฟางหนิงจึงเดินจากไปทันที หลังจากมองเธอด้วยสายตาที่เย็นชาแล้ว เขาไม่มีทางรู้เลยว่าเพื่อนบ้านที่น่ารักของเขาคนนี้ กำลังทำอะไรต่อหลังจากที่ถ่ายภาพของเขาไปแล้ว เพราะระบบไม่ได้ทำให้เขามีมุมมองที่ครอบคลุม 360 องศา

 

ในทางกลับกัน ระบบไม่ได้ทำการปฏิสัมพันธ์กับ NPC คนนี้อีกต่อไป ระบบควบคุมร่างของเขาเพื่อเดินไปอาบน้ำ