0 Views

 

มีตำนานเรื่องเล่าที่เล่าต่อกันมาเกี่ยวกับศาลเจ้าซุกิมิยะ

ตำนานเล่าว่า ‘กระจกบูชาในศาลเจ้ามีสิ่งลี้ลับบางอย่างหลับใหลอยู่’

ตำนานเล่าว่า ‘กระจกบูชาในศาลเจ้าเป็นกระจกที่สูงส่งและมีค่ามาก’

ตำนานเล่าว่า ‘ในคืนพระจันทร์เต็มดวง หากนำกระจกใบอื่นมาตั้งหันหน้าเข้าหากระจกบูชา แล้วมองกระจกบูชาผ่านเงาสะท้อน เราจะถูกเชื้อเชิญไปยังอีกโลกหนึ่ง’

ตำนานที่ถูกเล่าขานกันมานี้ก็เป็นเหมือนตำนานเมืองตามแบบฉบับทั่วๆ ไป

ที่ว่าเมื่อท่องบทสวดหลังจากตั้งกระจกเข้าหากันแล้วปีศาจร้ายจะปรากฏออกมา บ้างก็ว่าจะสามารถมองเห็นทั้งอดีตและอนาคต ซึ่งก็มีตำนานคล้ายๆ กันนี้อยู่ทั่วทุกมุมโลก

เล่ากันว่ามันจะมีความรู้สึกราวกับมองผ่านเข้าไปในกล้องสลับลายแล้วพบกับโลกที่ไร้สิ้นสุด ผู้คนมากมายเมื่อได้จ้องมองเข้าไปพบกับภาพเช่นนั้นแล้ว บางทีอาจจะรู้สึกราวกับถูกโอบอุ้มไปด้วยจินตนาการที่ไร้พรหมแดน

ซึ่งตำนานที่พูดถึงเมื่อครู่ ก็เป็นตำนานที่ถูกเล่ากันมาปากต่อปากจากรุ่นสู่รุ่น —- แต่จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่เสียทีเดียว ที่จริงมันเหมือนเป็นเพียงข่าวลือที่แพร่สะพัดในหมู่ผู้คนเมืองฮาจิโอะเท่านั้น ซึ่งไม่มีใครรู้ว่ามันเริ่มมาจากไหนหรือเมื่อไร

แต่ข่าวลือที่ว่านั้น… มีอยู่ก็เพื่อเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

“ยู…ยูคุง ยูคุง ยูคุง! พอแค่นี้เถอะนะยูคุง!”

เด็กสาวทำท่าจะร้องไห้พูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือด้วยความกลัวพร้อมกับดึงแขนเสื้อของยูโตะที่เดินอยู่ข้างๆ

หัวใจของชูโอ ยูโตะเต้นแรง ผู้ชายเมื่อเห็นน้ำตาที่เอ่อล้นไปด้วยความกลัวของผู้หญิงพร้อมกับเงยหน้ามองมาที่ตนเองมันก็อดไม่ได้ที่สัญชาตญาณความอยากปกป้องจะถูกกระตุ้นขึ้นมา

ชื่อของเธอคือ ชิโมยะ มิซุกิ เพื่อนสมัยเด็กของเขา

เธอเป็นนักเรียนมัธยมปลายปีหนึ่งซึ่งเป็นรุ่นน้องของยูโตะหนึ่งปี ดวงตากลมโตของเธอประทับในใจของผู้คนมานักต่อนัก ความน่ารักที่แผ่ออกมาให้ความรู้สึกเรียบง่ายของเด็กสาวที่เติบโตมาในต่างจังหวัด

“ไม่เอาน่า มาพูดอะไรเอาป่านนี้กันล่ะ”

ยูโตะยักไหล่พร้อมกับถอนหายใจ

รอบบริเวณถูกปกคลุมไปด้วยเสียงของสายลมที่กระทบผ่านกิ่งไม้และใบไม้ เสียงแมลงน้อยใหญ่ร้องระงมดังทั่วทุกทิศทาง ถ้าเผลอจ้องมองเข้าไปในป่าลึกด้านข้าง จะรู้สึกราวกับถูกความมืดที่ไร้สิ้นสุดเหล่านั้นกลืนกินเข้าไป กลางภูเขาลึกเช่นนี้ มีเพียงแสงจากพระจันทร์เต็มดวงและแสงอ่อนๆ ของดวงดาวเท่านั้น ที่ทำให้มองเห็นศาลเจ้าเล็กๆ สภาพทั้งเก่าทั้งโทรม ได้เพียงรางๆ

“ไม่เป็นไรหรอกน่า พวกที่มาก่อนหน้าพวกเราก็กลับบ้านกันแบบครบสามสิบสองไม่ใช่รึไง”

“แต่…แต่…แต่ว่า…”

มิซุกิจับแขนเสื้อยูโตะไว้แน่น

ถึงจะเป็นเด็กผู้หญิงที่มีรอยยิ้มสดใสราวกับดอกทานตะวันและเป็นคนที่ร่าเริงได้ตลอดเวลาก็ตาม แต่เธอก็เป็นคนที่กลัวเรื่องผีๆ สางๆ มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ซึ่งเพื่อนสมัยเด็กอย่างยูโตะย่อมรู้เรื่องนี้ดี

การทดสอบความกล้านี้ เดิมทีเป็นกิจกรรมกระชับมิตรเฉพาะในชั้นเรียนของมิซุกิ แต่เพราะมิซุกิกลัวเรื่องพวกนี้เอามากๆ ทำให้ยูโตะที่แก่กว่าทั้งมิซุกิและเพื่อนๆ ของเธอต้องมาเข้าร่วมด้วย แล้วก็เพราะเหตุนี้ด้วยนี่แหละที่ทำให้ยูโตะถูกรุ่นน้องที่เป็นเพื่อนๆ ของมิซุกิแซวกันไปต่างๆ นานา ทำให้เขารู้สึกเขินและอักอ่วนนิดหน่อย แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะรู้สึกไม่ดีกับเรื่องนี้

ตั้งแต่เด็กๆ แล้วที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มิซุกิก็จะมาพึ่งพายูโตะเสมอ จนกระทั่งขึ้นชั้นประถมต้นยูโตะรู้สึกว่ามิซุกิน่ารักน่าแกล้ง เขารู้สึกเหมือนได้มีน้องสาวเป็นของตัวเอง แต่พอเข้าช่วงประถมปลาย ยูโตะเริ่มไม่ชอบที่เพื่อนๆ ผู้ชายในห้องเอาเรื่องนี้มาล้อ เพราะเหตุนี้ท่าทีที่เขามีต่อมิซุกิจึงเปลี่ยนไป กลายเป็นการที่มิซุกิเข้ามาพึ่งพากลับทำให้ยูโตะรู้สึกรำคาญเสียอย่างนั้น

แต่หลังจากเข้าสู่ช่วงมัธยมต้น ความรู้สึกที่มีต่อมิซุกิก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง การที่มิซุกิเข้ามาพึ่งพาเรื่องต่างๆ มันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น กลับกันเสียอีกที่ยูโตะเริ่มจะรู้สึกดีเมื่อเธอเข้ามาหา และพอขึ้นมาชั้นปีที่สอง เขายิ่งอยากจะให้มิซุกิพึ่งพาเขามากขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ และด้วยสิ่งเหล่านี้เองที่ทำให้ยูโตะเริ่มจะคิดขึ้นมาบ้างแล้วว่าตัวเองรู้สึกอะไรบางอย่างกับเธออยู่หรือเปล่า

“ถ้าเธอกลัวขนาดนั้นล่ะก็นะ ช่วยถอยออกไปนิดนึงได้ไหม ฉันจะได้รีบทำให้มันจบเร็วๆ”

พูดจบยูโตะก็สะบัดแขนตัวเองเบาๆ ให้มือของมิซุกิที่เกาะไว้หลุดออก

ถึงจะรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ถ้ากลับไปทั้งอย่างนี้คงจะโดนพวกรุ่นน้องดูถูกเอาแน่ๆ

แต่ยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด ตอนนี้เขาอยากจะให้มิซุกิเห็นด้านเท่ๆ ของตัวเอง

“เอาล่ะ”

ยูโตะโน้มตัวลงแล้วค่อยๆ เปิดประตูศาลเจ้าออก

ภายในศาลเจ้ามีกระจกทรงกลมตั้งอยู่ ซึ่งดูจากสภาพแล้วรู้สึกจะโทรมกว่าตัวศาลเจ้าเสียอีก …ไม่สิ พูดตามตรง มันแทบจะไม่เหลือความเป็นกระจกแล้วด้วยซ้ำ มันทั้งมัว ทั้งสกปรก ยิ่งกว่านั้นเงาที่สะท้อนยูโตะที่อยู่ตรงหน้า ยังดูพร่ามัว ไม่เป็นรูปเป็นร่าง

ยูโตะถอนหายใจด้วยความผิดหวัง

“ทำไมมันโทรมจังล่ะ”

“ยู…ยูคุง!? พูดแบบนั้นเดี๋ยวจะถูกสาปเอานะ!”

“เธอกังวลเกินเหตุไปรึเปล่ามิซุกิ …ว่าแต่ว่า มาถึงนี่ทั้งทีแค่ถ่ายรูปมันก็ออกจะดูน่าเบื่อเกินไปหน่อยนะว่ามั้ย”

ยูโตะหยิบสมาร์ทโฟนรุ่น LGN09 หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “เรกีรัน” ขึ้นมาขณะที่กำลังนึกไอเดียบางอย่าง

สิ่งที่ต้องทำในการทดสอบความกล้านี้คือ ผู้ที่เข้าร่วมจะต้องถ่ายรูปกระจกที่อยู่ในศาลเจ้ากลับไปเพื่อเป็นหลักฐานว่าตนได้มาถึงยังศาลเจ้านี้แล้วจริงๆ แต่เป็นถึงรุ่นพี่ของเด็กพวกนั้น แน่นอนว่ายูโตะต้องคิดที่จะทำอะไรมากกว่าแค่ถ่ายรูปแล้วกลับไปเฉยๆ แน่

“ดะ…เดี๋ยว! จะทำอะไรน่ะ ยูคุง!?”

มิซุกิหน้าเปลี่ยนสี อุทานออกมาด้วยความตกใจ

“หืม? ก็จะถ่ายเซลฟี่กับกระจกนี่ไง อ๊ะ…จะว่าไป อย่างนี้จะนับว่าเป็นการหันกระจกเข้าหากันรึเปล่านะ?”

“ไม่ ไม่ ไม่! ยะ…หยุดนะ! ถ้ายูคุงหลุดเข้าไปอีกโลกขึ้นมาแล้วฉันจะทำยังไง…”

“ไม่มีหรอกน่า… เรื่องงมงายแบบนั้น”

(( f o z  o s s  s e g e z q ))

“หืม!?”

เหมือนมีเสียงอะไรบางอย่างดังก้องอยู่ในหัว

ไม่ใช่ภาษาญี่ปุ่น …ภาษาอังกฤษก็ไม่ใช่ เป็นภาษาที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนอย่างแน่นอน แต่… ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังถูกอะไรบางอย่างเรียกหาอยู่

(( g u d ,  s e g e z q  x I l l  o s s ! ))

อีกแล้ว… แถมยังชัดกว่าเดิมด้วย

เป็นเสียงผู้หญิง

“อุ…อูย?”

ทันทีที่หันไปทางเสียงนั้น จู่ๆ เขาก็เริ่มรู้สึกหน้ามืดขึ้นมาอย่างรุนแรง

ภายใต้สติและวิสัยทัศน์ที่เลือนราง เขามองเห็นกระจกสองบานส่องแสงแปลกประหลาดออกมา แสงเหล่านั้นเหมือนจะทับซ้อนกันแต่ก็แยกออกจากกัน แล้วพอมันทำท่าจะแยกออกจากกันก็กลับมาทับซ้อนกันใหม่ …เหมือนกับภาพในกล้องสลับลาย ที่แปลกประหลาดยิ่งกว่านั้นคือ อีกด้านหนึ่งของกระจกเขามองเห็นร่างของผู้หญิงคนหนึ่ง

ผู้หญิงคนนั้นกำลังร่ายรำราวกับกำลังถูกอะไรบางสิงสู่อยู่ ชุดสีขาวบริสุทธิ์ของเธอพลิ้วไหวไปมาอย่างแผ่วเบา ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นมิโกะผู้รับใช้พระเจ้า

“นี่มันอะไรกันเนี่ย!?”

ยูโตะรีบร้อนยกมือขึ้นขยี้ตา แต่ภาพตรงหน้าก็ไม่หายไป

ยิ่งกว่านั้น

ทั้งที่ตอนแรกเห็นเป็นเพียงภาพรางๆ เหมือนกับมองภาพโฮโลแกรม แต่ตอนนี้มันกลับค่อยๆ ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสีสันของเสื้อผ้า แขนขาที่อ่อนช้อยของหญิงสาวยิ่งดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

“ยู……คุง……ยู……คุ”

เสียงของมิซุกิฟังดูเหมือนค่อยๆ ไกลออกไป คำสุดท้ายที่ลอยมาก็เบาบางจนได้ยินไม่ชัดเจน ทำให้ยูโตะต้องหันกลับไปหา

“เอ๊ะ!?”

ยูโตะประหลาดใจกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

มิซุกิหายไปแล้ว… สิ่งที่มาแทนที่เธอกลับเป็นกำแพงสีขาวตั้งตระหง่านอยู่ บนกำแพงนั้นเต็มไปด้วยรูปวาดต่างๆ นานา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรูปมนุษย์ แต่ก็มีบางภาพเป็นภาพของตัวประหลาดบางอย่างที่ไม่ใช่ทั้งมนุษย์และสัตว์ทั่วไป

“กำแพงนี่มัน…โผล่มาจากไหนล่ะเนี่ย? ….หืม”

ในขณะที่กำลังพึมพำกับตัวเอง เสียงโวยวายรอบข้าง ก็ทำให้ยูโตะรู้สึกตัวมองไปรอบๆ และตัวเองกำลังถูกล้อมด้วยผู้คนจำนวนมากอยู่

แต่ว่าน่าแปลก… คนพวกนี้มาทำอะไรบนภูเขากลางดึกแบบนี้กัน แล้วก็จนถึงเมื่อกี้นี้ยังไม่มีใครอยู่เลยไม่ใช่รึไง จะว่าเป็นพวกที่มาทดสอบความกล้าคนอื่นวิ่งกันมาถึงนี่มันก็ออกจะเร็วเกินไปหน่อย

ยูโตะเริ่มสับสนเล็กน้อย เขาส่ายหัวไปมาแล้วลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

เขาอยู่ข้างนอกมาตลอดจนถึงเมื่อกี้นี้ไม่ผิดแน่ แต่ที่นี่มันข้างในอาคารอะไรสักอย่างชัดๆ อาคารที่มีขนาดพอๆ กับโรงยิมขนาดเล็ก และรอบตัวก็ถูกล้อมไว้ด้วยผู้ชายประหลาดๆ สิบคนกำลังมองมาที่ยูโตะด้วยสีหน้าประหลาดใจไม่แพ้เจ้าตัว พวกเขาสวมเสื้อผ้าพื้นๆ ไม่มีลวดลาย ไม่ประดับตกแต่ง โครงหน้าดูคมเข้ม แค่เห็นก็รู้แล้วว่าไม่ใช่คนญี่ปุ่นอย่างแน่นอน

“นี่ฉันหลงมาอยู่ในกองถ่ายหนังงั้นเรอะ? …ฮะ…เฮ้ย! กระจกนั่นมัน!”

ยูโตะสังเกตเห็นแท่นบูชาที่อยู่ด้านหลังชายฉกรรจ์เหล่านี้ และสิ่งที่เขาสะดุดตาจำได้เป็นอย่างดีคือกระจกที่วางอยู่บนแท่นบูชานั้น ถึงใบที่อยู่ตรงหน้านี้จะดูใหม่กว่ามาก แถมตัวกระจกเองก็ใสจนแสบตา แต่รูปร่างนั้นมันเป็นแบบเดียวกับที่ศาลเจ้าซุกิมิยะเลยไม่มีผิดเพี้ยน

<ในคืนพระจันทร์เต็มดวง หากนำกระจกใบอื่นมาตั้งหันหน้าเข้าหากระจกบูชา แล้วมองกระจกบูชาผ่านเงาสะท้อน เราจะถูกเชื้อเชิญไปยังอีกโลกหนึ่ง>

จู่ๆ ตำนานเรื่องศาลเจ้าซุกิมิยะก็โผล่ขึ้นมาในหัวของยูโตะ

“โกหกใช่มั้ยเนี่ย!? จะอะไรก็เหอะ แต่เรื่องแบบนี้มันไม่น่าจะ…”

”  w e m  a z  d u !? ”

ถ้อยคำที่ฟังแล้วไม่เข้าใจความหมายเลยสักนิดแต่รู้สึกได้ถึงความดุดันและองอาจ กล่าวออกมาพร้อมกับดาบเล่มสีทองที่จ่อมายังคอของยูโตะ

มันเกิดขึ้นเร็วเสียจนยูโตะไม่ทันแม้แต่จะส่งเสียงตกใจใดๆ ออกมา จะว่าไปถึงจะพูดอะไรออกมาได้ก็เถอะ ก็คงจะสื่อสารกันไม่รู้เรื่องอยู่ดี แต่ฟังจากเสียงที่ดุดันนั้นแล้วยูโตะก็พอจะเดาได้ว่าเขาน่าจะกำลังถูกถามอะไรบางอย่างอยู่

ยูโตะทำอะไรไม่ได้มากนอกจากกวาดสายตาไล่ไปตามดาบที่จ่อคอหอยตนอยู่ มองไล่ขึ้นไปจนเห็นนิ้วเรียวขาวสวยคล้ายปลาชิราอุโอะ(ปลาญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง หรือที่ไทยเรียกว่าปลาเงิน)กุมด้ามดาบเล่มนี้ไว้ เมื่อกวาดสายตามองขึ้นไปอีกเขาก็พบกับเส้นผมสีเงินเปล่งประกายพลิ้วไหวอยู่เบื้องหน้า

เธอเป็นเด็กผู้หญิงที่สวยงามที่ไม่เคยพบเจอที่ไหนมาก่อนในชีวิต ให้ความรู้สึกราวกับนักรบสาวที่หลุดออกมาจากตำนานปรัมปรา

อายุของเธอน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับยูโตะ หรืออย่างมากก็แก่กว่าไม่เกินหนึ่งปี ถ้าให้เปรียบเทียบความเยือกเย็นที่งดงามของเธอคนนี้ คงเปรียบได้กับผลงานน้ำแข็งแกะสลักชั้นยอดเลยทีเดียว

เมื่อถูกสะกดไว้ด้วยความงามที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ยูโตะลืมไปโดยสิ้นเชิงเลยว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์แบบไหน

ใช่แล้ว ตัวเขาในตอนนี้ยังไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังจะพบเจอกับอะไร และมีโชคชะตาที่โหดร้ายแค่ไหนกำลังรอเขาอยู่