0 Views

“โอออออออออออออออออออ”

เสียงโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ

แรงกระทืบเท้าของคนนับพันรวมถึงแรงสั่นของล้อรถลากสั่นสะเทือนเข้าไปถึงขั้วหัวใจราวกับแผ่นดินกำลังสั่นไหวอยู่

ยูโตะจ้องมองไปยังสมรภูมิรบขณะยืนอยู่บนรถม้าศึกซึ่งลากด้วยม้าสามตัว

บนทุ่งรกร้างที่ตลบอบอวลไปด้วยฝุ่นทราย ศพจำนวนนับไม่ถ้วนถูกทิ้งไว้เกลื่อนกลาดอย่างน่าสังเวช เกือบจะทั้งหมดเป็นทหารของฝั่งศัตรู ถึงจะมีบ้างบางส่วนที่เป็นทหารของทางนี้

อาวุธที่ไร้แล้วซึ่งเจ้าของส่องประกายสีทองล้อแสงอาทิตย์

สายลมแห้งๆ พัดพาเอากลิ่นคาวเลือดลอยมาจากศพเหล่านั้น ทำให้ยูโตะซึ่งยังไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศของสนามรบมากนัก เก็บอาการพะอืดพะอมเอาไว้ได้ยาก

แต่ถ้าเทียบกันแล้ว ที่ยังไม่อาเจียนออกมานี่ก็ถือว่าดีขึ้นจากวันแรกมาก

“แทบจะรู้ผลแล้วสินะคะ ช่างเป็นผู้บัญชาการที่ไร้ที่ติจริงๆ สมแล้วที่เป็นท่านพี่ ศัตรูมีจำนวนมากกว่าแท้ๆ เรายังจัดการได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ราวกับว่าท่านพี่เป็นเทพสงครามลงมาจุติเองเลยนะคะเนี่ย”

เฟลิเซีย  หญิงสาวข้างๆ ยูโตะพูดคำชมสรรเสริญยกย่องออกมาด้วยน้ำเสียงกระดี๊กระด๊า

รอยยิ้มบางๆ ที่มีเสน่ห์ในแบบผู้ใหญ่ทำให้เธอดูเป็นสาวสวยที่ให้ความรู้สึกตรึงตราตรึงใจ ผมสีทองยาวถึงเอวปลิวไสวตามสายลม เสื้อผ้าสีขาวแวววับที่สวมใส่อยู่เผยส่วนผิวหนังของเธอออกมาพอสมควร ซึ่งให้ความรู้สึกไม่เข้ากันกับสนามรบแบบนี้เลย

“ไม่ได้ยอดเยี่ยมอะไรสักหน่อย”

ยูโตะไม่ได้หลงระเริงตามคำชมแล้วก็ไม่ได้คิดจะถ่อมตัวอะไรด้วย เขาไม่ได้สนใจกับคำชมนั่นสักเท่าไหร่ ใช่แล้ว…เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความภาคภูมิใจที่เขาสมควรจะได้รับ เขาเพียงแต่ รู้ เท่านั้นเอง

“ที่ยอดเยี่ยมน่ะ อเล็กซานเดอร์มหาราช กับ โอดะ โนบุนากะต่างหาก ฉันไม่ได้คิดแผนการพวกนี้ขึ้นมาเองหรอก”

“หือ? อเล็ก…?”

ยูโตะได้แต่ยิ้มแห้งๆ ให้เฟลิเซียที่เอียงคอมองมาด้วยความสงสัย

ในการรบครั้งนี้ ยูโตะได้ใช้เทคนิครูปขบวนแฟแลงซ์ (phalanx) ซึ่งเป็นการโจมตีด้วยพลทหารถือหอกที่มีขนาดยาวกว่าตัวคนทั่วๆ ไปสามถึงสี่เท่า มันเป็นเทคนิคที่ใช้กันเมื่อหลายร้อยปีก่อน

ถ้าหากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัวแล้วล่ะก็ หอกโง่ๆ ที่มีความยาวเทอะทะและวงสวิงที่กว้างเกินไปแบบนี้คงจะไร้ประโยชน์เอามากๆ เพราะงั้นถึงไม่มีใครคิดจะเอามาใช้กัน

แต่ถึงอย่างนั้น เมื่อนำมันมาใช้กับการต่อสู้ในสงครามที่เป็นกลุ่มๆ แบบนี้ หอกเหล่านี้กลับกลายมาเป็นอาวุธที่น่าเกรงขาม

และยิ่งประกอบกับรูปแบบแฟแลงซ์ที่นำพลหอกมารวมกันไว้และรักษาระยะห่างระหว่างข้าศึก ทำให้จุดอ่อนของหอกแทบจะถูกลบออกไปจนหมดสิ้น ซึ่งในญี่ปุ่นก็มีรูปแบบคล้ายๆ กันนี้อยู่ที่เรียกกันว่า ยาริบุซุมะ ซึ่งทำให้ศัตรูไม่กล้าเข้าใกล้ถ้าพวกเขาไม่อยากจะกลายเป็นกองศพดังเช่นการต่อสู้ในครั้งนี้

ทั้งหอกซาริสซ่า (หอกยาวของมาซิโดเนีย) ของอเล็กซานเดอร์มหาราช และยาริ (หอกแบบญี่ปุ่น) ของโอดะโนบุนากะ ล้วนแล้วแต่เป็นเทคนิคที่นำพาชัยชนะและทำให้ทั้งคู่กลายเป็นวีรชนผู้ยิ่งใหญ่ ในโลกที่ยูโตะอาศัยอยู่

“อะ…เอ่อ… หมายถึงเป็นแค่เรื่องเล็กๆ น่ะ”

ยูโตะเบนสายตาออกจากเฟลิเซียพร้อมทั้งกลืนน้ำลายกับคำพูดที่เหลือลงไป

รถม้าศึกกระเทือนทุกครั้งที่ล้อรถเหยียบเศษหินบนพื้นถนน ทำให้หน้าอกที่อวบอิ่มของเธอกระเพื่อมขึ้นลงอยู่เบื้องหน้า

“อ๋ออ… หุหุหุ”

เฟลิเซียฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ เธอสังเกตเห็นแล้วว่ายูโตะกำลังกระสับกระส่ายเรื่องอะไรอยู่

ยูโตะเริ่มรู้ตัวว่าหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว อะไรจะน่าขายหน้าขนาดนี้

แต่ที่นี่มันสนามรบ! ไม่มีเวลาว่างแม้แต่เสี้ยววินาทีให้มาผ่อนคลายอะไรไร้สาระแบบนี้หรอก ดังนั้นแล้วยูโตะจึงรีบส่ายหัวสลัดเรื่องรบกวนต่างๆ ทิ้ง และหันหน้าสู่สมรภูมิรบอีกครั้ง

“เอาล่ะ เห็นชัดว่าศัตรูขวัญหนีดีฝ่อกันหมดแล้ว ตัดสินกันที่นี่ไปเลย ชูธงของพวกเราขึ้นซะ จากนั้นทหารทุกนาย… โจมตีได้!!”

ยูโตะสะบัดผ้าคลุมก่อนจะผายมือไปข้างหน้าแล้วออกคำสั่งแก่เหล่าทหาร

โอววววว โอวววววว

ทหารรอบข้างเริ่มยกแตรหอยสังข์ขึ้นเป่าโดยพร้อมเพรียงกัน ตามมาด้วยเสียงโห่ร้องลุกฮือของเหล่าทหารดังก้องกังวานไปทั่วราวกับจะฉีกหูของผู้ที่ได้ยินให้ขาดเป็นเสี่ยง

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องที่ฮึกเหิม ยูโตะขมวดคิ้วเมื่อสายตาของเขาเหลือบไปเห็นศพที่เกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น ศพนั่นเป็นหนึ่งคนที่เขาเคยรู้จัก ถึงจะเป็นคนที่เขาไม่ได้สนิทมากแต่ก็เคยพูดคุยกันด้วยสองสามครั้ง

การตายของคนๆ นี้คือผลลัพธ์จากการบัญชาการทัพของยูโตะ ความขมขื่นเริ่มปกคลุมกัดกินหัวใจของเขา ยูโตะเริ่มรู้สึกว่าแผ่นหลังของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ

“ทำไมฉันต้องมาทำอะไรแบบนี้ด้วยนะ”

เขาพึมพำกับตัวเอง

ผ่านมาสองปีแล้วสินะ ที่หลงเข้ามาอยู่ใน อิกดราชิล แห่งนี้

ดินแดนที่ผู้คนกวัดแกว่งดาบและหอกต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด ดินแดนที่ต้องนั่งรถม้าศึกผ่านสมรภูมิที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ดินแดนที่ผู้เข้มแข็งจะปกครองทุกอย่างในขณะที่ผู้อ่อนแอจะถูกเหยียบย่ำกดขี่

ขณะที่อยู่ในดินแดนป่าเถื่อนที่แม้แต่คำพูดก็สื่อสารกันไม่เข้าใจ ยูโตะก็ได้ผ่านอะไรต่ออะไรมามากมาย ผ่านเรื่องแปลกประหลาดมาไม่น้อย และไม่รู้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดหรืออะไร เขาถึงถูกยกให้เป็น “ผู้นำ” ของตระกูลหมาป่านี้

ใช่แล้ว เขาถูกยกให้เป็นผู้ที่สามารถกำหนดความเป็นความตายของคนๆ หนึ่งได้ในคำสั่งเดียว

“แบกรับปัญหาทั้งหมดไว้คนเดียวนี่ เป็นนิสัยเสียของท่านพี่จริงๆ เลยนะคะ”

ยูโตะถูกโอบกอดจากด้านหลังโดยไม่ทันตั้งตัว

ความอบอุ่นนี้… เฟลิเซียนั่นเอง ยูโตะจดจำความรู้สึกที่ทำให้จิตใจโล่งสบายนี้ได้ ในขณะที่คนส่วนใหญ่มักจะดูแคลนและเหยียบย่ำผู้อื่น แต่เฟลิเซียเป็นผู้หญิงที่เข้าใจและละเอียดอ่อนในเรื่องหัวใจของผู้คนมาก และตอนนี้เธอเองก็คงสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแย่ๆ ของยูโตะอยู่เช่นกัน

“~~♪”

บทเพลงศักดิ์สิทธิ์… ศาสตร์ลึกลับที่นำเวทมนตร์ร่ายลงไปในบทเพลงแล้วขับร้องออกมาเพื่อเยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจให้แก่ผู้ที่กำลังรับฟัง

“ที่ฉันทำให้ได้มีเพียงแค่นี้แหละค่ะ…”

“แค่นี้ก็เพียงพอแล้วล่ะ ขอบใจนะ”

ยูโตะค่อยๆ คลายแขนของเฟลิเซียที่โอบกอดเขาลงขณะที่พูดขอบคุณจากใจจริง ทั้งความอบอุ่น นุ่มนวล และจังหวะการเต้นของหัวใจของเธอที่ยูโตะสัมผัสได้ผ่านแผ่นหลัง รวมกับบทเพลงศักดิ์สิทธิ์ที่ไพเราะนั้นช่วยเยียวยาจิตใจและทำให้เขาสงบลงได้ …แต่นั่นก็ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวด้วยในขณะเดียวกัน

โดยเฉพาะ…ตรงส่วนล่างของเขา

“อ๋าา ท่านพี่นี่ละก็ ทะ-ลึ่ง-จัง♡”

“ระ… เรายังอยู่ในระหว่างการต่อสู้นะ อย่าทำเป็นเล่นสิ…”

ฉึกก!

               ทันใดนั้นก็มีลูกธนูลอยมาหยุดอยู่เบื้องหน้า ฉิวเฉียดห่างจากคิ้วของเขาไปเพียงสิบเซนติเมตร

“ทำเป็นเล่นไม่ได้เลยจริงๆ ด้วยนะคะ”

เฟลิเซียที่รับลูกธนูไว้ได้ทัน ค่อยๆ คลายมือออกก่อนที่ลูกธนูจะร่วงลงตามแรงโน้มถ่วงสู่พื้นรถม้าศึก

ไม่ได้เอาตัวเข้าไปรับ เช่นเดียวกับที่ไม่ได้เบี่ยงวิถีของมัน แต่ใช้มือเปล่าๆ จับลูกธนูที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงได้ ช่างมีสายตาและประสาทการตอบโต้ที่น่ากลัวจริงๆ

               ยังไม่ทันจะหายใจได้ทั่วท้องดีนัก ลูกธนูห่าใหญ่จำนวนนับไม่ถ้วนก็กระหน่ำมาทางยูโตะ

“ตายจริง…”

เฟลิเซียคว้าเชือกซึ่งแขวนอยู่ที่เอวของเธอออกมาแล้วใช้ข้อมือสะบัดไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเชือกที่ถูกสะบัดเป็นเกลียวราวกับนักยิมนาสติกสะบัดริบบิ้น ลูกธนูที่ถาโถมเข้ามาก็ค่อยๆ ถูกปัดตกไปลูกแล้วลูกเล่า

เชือกที่ใช้สำหรับจับมัดข้าศึกควรจะหนักกว่าริบบิ้นของนักยิมนาสติกอยู่มากพอควร แต่เฟลิเซียกลับสามารถเหวี่ยงสะบัดมันไปได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่รู้สึกยากลำบากอะไรเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่แขนนั้นดูบอบบางกว่าของยูโตะเสียอีก แต่กลับมีพลังกล้ามเนื้อที่น่ากลัวอะไรขนาดนี้

“แต๊งกิ้วนะ เฟลิเซีย ยังเป็นการใช้เชือกที่งดงามยอดเยี่ยมเหมือนเดิม อย่างกับราชินีเลยนะ”

“อุฮุ ท่านพี่เป็นราชานี่คะ? หรือว่านี่จะเป็นการขอแต่งงานใช่มั้ยคะเนี่ย?”

เฟลิเซียยักไหล่ขึ้นด้วยท่าทีเย้าแหย่

แม้จะไม่รู้สึกถึงความประหม่าหรือตึงเครียดใดๆ ในสนามรบจากเธอคนนี้เลยก็ตาม แต่จากการต่อสู้ในตอนนี้ก็บอกได้เลยว่าเธอเป็นนักรบคนหนึ่งที่คนญี่ปุ่นในโลกปัจจุบันอย่างยูโตะนั้นเทียบไม่ได้โดยสิ้นเชิง และไม่ใช่เพียงแค่เชือกอย่างเดียว แต่ทั้งหอกและดาบเธอก็สามารถใช้ได้อย่างอิสระ เก่งกาจ และมีประสิทธิภาพ ถือเป็นนักรบระดับหัวกะทิที่ตระกูลหมาป่าภาคภูมิใจ

ยิ่งกว่านั้น ยูโตะก็รู้สึกว่าการพูดเล่นเย้าแหย่ของเธอบางทีอาจจะเป็นการเอาใจใส่อย่างหนึ่งที่ทำให้เขาไม่รู้สึกประหม่าและเครียดกับการรบมากจนเกินไป