0 Views

หยางฉีเมื่อได้เห็นพลังปราณคุ้มกันดังกล่าว รวมถึงสัมผัสได้ถึงระดับพลังอันน่าเกรงขามของบิดาของเขา อดไม่ได้ที่เขาจะลอบชื่นชมภายในใจ

 

“พลังฝีมือและพื้นฐานการบ่มเพาะของท่านพ่อเหนือกว่าข้าอย่างเทียบไม่ติด”

 

บิดาของเขามีฝีมือไม่แพ้คำเล่าลือว่าเป็นยอดฝีมือระดับสุดยอดในระดับที่แปด ปราณจุติ

 

แม้ว่าหยางฉีจะฝึกฝนในวิชาพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจีจนเข้าสู่ระดับห้าของการบ่มเพาะ ระดับปราณระเบิด แต่หากนำมาเทียบกับยอดฝีมือในระดับที่แปดแล้ว ก็ไม่ต่างอะไรกับการนำพื้นดินมาเปรียบเทียบกับสวรรค์

 

ทุกๆระดับขั้นทั้งเก้าของการบ่มเพาะพลังนั้นเหมือนดั่งอยู่คนละโลกกัน โดยเฉพาะในห้าระดับสุดท้าย ทุกๆระดับสามารถเพิ่มพูนขีดความสามารถในการต่อสู้ได้นับสิบๆเท่า!

 

“ตราบใดที่ข้าคอยดูดซับพลังจากคชสารสายฟ้าไปเรื่อยๆ ในอนาคตข้าย่อมมีฝือไม่ต่างจากท่านพ่อ เมื่อนั้นข้าจะสามารถเผชิญหน้ากับปัญหาทั้งปวงได้อย่างซึ่งหน้า นำพาชื่อเสียงและเกียรติยศกลับสู่ตระกูล แก้ปัญหาด้วยตัวข้าเอง!”

 

หยางฉีกลบกลิ่นอายตนเอง ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างบิดา สายตาสอดส่องไปตามสมาชิกในตระกูล

 

แม้ว่าเขาจะมีบิดาคอยปกป้อง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่รับรู้ถึงแววตาที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามและความเกลียดชังจากคนอื่นๆในตระกูล

 

เหล่าผู้นำคนสำคัญทั้งหมดของตระกูลต่างมาประชุมกันพร้อมหน้าในเวลานี้

 

สาขาเฉาลู่ สาขาไป่ฉี… เมื่อหลายร้อยปีก่อน ตระกูลหยางนั้นมีอยู่เฉพาะภายในเมืองหลวงหยานแห่งนี้เท่านั้น

หลังจากนั้นค่อยเริ่มแยกตัวออกไป ลงหลักปักฐานไปตามเมืองอื่นๆเป็นจำนวนมาก เพื่อให้แน่ใจว่าหากมีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นในที่หนึ่ง จะไม่นำไปสู่การล่มสลายของทั้งตระกูล

 

เมื่อเวลาผ่านไป ตระกูลได้เติบโตขยับขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ แต่ไม่ว่าอย่างไร อำนาจปกครองตระกูลก็ยังคงอยู่ภายในเมืองหลวงหยานแห่งนี้ ประมุขตระกูลก็ประจำการอยู่ที่นี่มาโดยตลอด มีอำนาจแต่งตั้ง ลดขั้นตระกูลสาขา นอกจากนี้ ตระกูลสาขายังต้องส่งส่วยสามในสิบของรายได้ให้กับตระกูลหลักในทุกๆปี

 

ประมุขของตระกูลเปรียบดั่งจักรพรรดิ โดยมีตระกูลสาขาเป็นดั่งเมืองขึ้น

 

แต่แน่นอนว่าประมุขตระกูลยังคงต้องฟังเหล่าผู้อาวุโสที่เป็นสมาชิกในตระกูลมาอย่างยาวนานอยู่ดี แต่พวกเขาก็ไม่ได้ปรากฏตัวบ่อยนัก ผู้อาวุโสเหล่านี้มักจะออกเดินทาง เก็บตัวฝึกฝน สนใจในเรื่องของตนมากกว่า จะกลับมาเยือนในโอกาศสำคัญๆเท่านั้น และปล่อยให้อำนาจการตัดสินใจตกอยู่ในมือของประมุขตระกูล

 

เหล่าตระกูลสาขาทั้งหมดต่างพยายามทำตนให้เป็นที่ยอมรับของสภาผู้อาวุโส เพื่อเก้าอี้ของประมุขตระกูล

 

ในตอนนี้ การกระทำของหยางฉีก่อให้เกิดวิกฤตร้ายแรงจนทำให้ตระกูลต้องระส่ำระส่ายกับการสูญเสีย ดังนั้นเหล่าตระกูลสาขาจึงมารวมตัวกัน อันที่จริงตระกูลสสาขาบางสาขาได้ยื่นเรื่องไปยังสภาผู้อาวุโสแล้วด้วยซ้ำ ด้วยความหวังว่าจะผลักหยางซานลงจากตำแหน่งประมุข เพื่อให้คนอื่นเป็นแทน

 

สำหรับหยางฉีนั้น ประสบการณ์ของการถูกทรยศได้ทำให้เขาเติบโตขึ้นมาเล็กน้อย เขายิ่งกว่ารู้ดีเสียอีกว่าสถานการณ์ตอนนี้ร้ายแรงเพียงใด

 

หากครอบครัวของเขาต้องสูญเสียตำแหน่งนี้ไปแล้วละก็ ใครเล่าจะรู้ว่าชะตากรรมที่รอคอยเขาอยู่จะเป็นเช่นไร?

 

เมื่อหยางสือเห็นหยางซานออกตัวปกป้องหยางฉี เขาก็หัวเราะออกมาอย่างเอิกเกริก “ยังจะปกป้องลูกหมูโสโครกตัวนี้ของเจ้าอยู่อีกหรือ? หืม หยางซาน”

 

หยางสือเอ่ยขึ้นขณะนั่งบนเก้าอี้ บรรยากาศเย็นยะเยือกรอบกายส่งให้ไอน้ำในอากาศควบแน่นจนเกิดเป็นเกล็ดหิมะลอยพลิ้วไหวอยู่รอบตัว

 

อันที่จริง มันถึงกับทำให้ทั้งห้องตกอยู่ในความหนาวเหน็บ

 

ผู้ที่ฝีมือไม่แข็งแกร่งเพียงพอต่างสั่นเทาจากความเย็นนี้ พวกมันบางคนถึงกับต้องใช้พลังปราณของตนเพื่อขับไล่ความหนาวเย็นนี้ออกไป

 

ในเวลาเดียวกันนั้น ใบหน้าของทุกคนต่างเติมเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ด้วยรู้ว่าม่านการแสดงฉากใหญ่กำลังเปิดออก หยางสือจากสาขาไป่ฉีเป็นผู้แรกที่เริ่มกดดันหยางซาน

 

และแน่นอนว่า สิ่งแรกที่เขาใช้ก็คือการกระทำของหยางฉีในการกล่าวหา

 

“หากบุตรชายข้าไม่ได้ดีไปกว่าสัตว์” หยางซานเอ่ยเสียงเย็น “หมายความว่าเจ้าเรียกข้าว่าเดรัจฉานเช่นกัน? เจ้าจำเป็นต้องสร้างข้อกล่าวหาเอนเอียงเช่นนี้หรือ?”

 

หยางสือแค่นเสียงออกมาคราหนึ่ง ผุดลุกยืนขึ้น พลังปราณเย็นยะเยือกหมุนวนอยู่รอบกายขณะกล่าว “ตระกูลหยางต้องแบกรับภาระหนี้สินในส่วนที่ไม่ได้ก่อ และลูกชายของเจ้าสมควรเป็นผู้รับผิดชอบ! แม้จะสับมันเป็นหมื่นๆชิ้นก็ยังชดเชยความผิดอันเลวร้ายนี้ไม่ได้ หวังว่าเจ้าจะมีคำอธิบายดีๆบอกกล่าวให้ได้ฟัง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าวิธีการเลี้ยงดูบุตรของเจ้านั้นใช้การไม่ได้ หมายความว่าเจ้าก็มีส่วนต้องรับผิดชอบในหนี้สินนี้ด้วย เจ้าควรลงนามสละตำแหน่งต่อสภาอาวุโสเสียโดยดี ให้พวกข้าได้เลือกประมุขคนใหม่!”

 

หยางซานยังคงนั่งนิ่ง ไม่ไหวติงดั่งขุนเขา “โอ้? เจ้าต้องการเลือกประมุขคนใหม่? เป็นอย่างนี้นี่เอง ตำแหน่งประมุขไม่ใช่ตำแหน่งที่จะเอาใครก็ได้มาเป็น อย่าบอกนะว่าเจ้าอยากเป็นประมุขคนใหม่ หยางสือ? เจ้าแบกรับภาระนี้ได้รึ?”

 

“หยางซาน!” หยางสือคำราม จากนั้นจึงวาดมือออกไปด้านหน้า ส่งให้ความเย็นโดยรอบเริ่มรวมตัวเป็นผลึกรูปร่างหอก ปกคลุมไปด้วยลวดลายซับซ้อนทั่วทั้งเล่ม เพียงพริบตาเดียวไอเย็นจากหอกก็ทำให้อากาศอันร้อนอบอ้าวในหน้าร้อนกลายเป็นเย็นเฉียบดั่งในหน้าหนาว

 

โดยไม่รอช้า หยางสือส่งหอกลอยออกไป หมุนควงผ่านอากาศตรงไปที่หยางซาน

 

ดวงตาหยางซานหรี่ลงเล็กน้อย “คลื่นความร้อนแท้จริง”

 

ในเวลาเดียวกัน หยางซานสะบัดมือออกไปด้านหน้า ส่งอากาศร้อนก้อนหนึ่งให้ยิงออกใส่ผลึกหอก ส่งให้มันละลายไปภายในอึดใจเดียว

 

หลังจากนั้นจึงมีเสียงกรอบดังขึ้นมาจากพื้นภายใต้ฝ่าเท้าหยางสือที่เริ่มแตกกระจายเป็นเศษ

 

นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อยอดฝีมือในระดับที่แปดลงมือต่อสู้กัน

 

เพียงกระบวนท่าเดียวก็บ่งบอกได้ว่าใครเป็นผู้แพ้และผู้ชนะ เห็นได้ชัดว่าหยางซานเป็นผู้มีชัย หยางสือยังไม่พร้อมกับการเผชิญหน้ากับเขา

 

“หยางสือ ดูเหมือนว่าเจ้าจะบรรลุขั้นที่แปด ระดับปราณจุติแล้ว สามารถใช้จิตอวตารได้เสียที… แต่โชคร้ายนัก เพียงแค่นี้ยังไม่เพียงพอที่จะเอาตำแหน่งประมุขตระกูลไปจากข้าได้ เจ้ายังอ่อนแอเกินไป”

 

หยางฉียืนอยู่เบื้องหลังของบิดา ตราตรึงในสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า บิดาของเขาเป็นยอดฝีมือโดยแท้จริง พลังปราณอันล้ำลึก เปลี่ยนสิ่งที่เย็นยิ่งให้กลายเป็นสิ่งที่ร้อนสุดขั้วได้อย่างง่ายดาย เหมือนดั่งไร้ศาสตราใดรุกล้ำเข้ามาได้

 

หยางสือสะบัดผ้าคลุมสีทองของเขาอย่างรุนแรง “ข้าไม่ได้มีเพียงแค่กระบวนท่านั้น หยางซาน! มาลองดูว่าใครเหนือกว่า!”

 

ด้วยคำพูดนี้ เขาก้าวเดินมาข้างหน้าก้าวหนึ่ง เจตจำนงในการต่อสู้ทะลักทลาย

 

“พอแล้ว” หยางซวี่เอ่ยเสียงดังออกมาขัด “นี่สมควรเป็นการประชุมตระกูล มิใช่การประลอง ถึงเจ้าจะเอาชนะได้ ก็ไม่ทำให้เจ้าได้เป็นประมุขตระกูล สภาผู้อาวุโสจำเป็นต้องนัดวันประชุมเลือก นั่นเป็นทางเดียวที่จะมีประมุขตระกูลคนใหม่อย่างเป็นทางการ” เมื่อกล่าวจบหยางซวี่ก็สะบัดพัดไปมาสองครั้ง สายลมที่ดูสูงส่งพัดพาเอาอากาศอันปั่นป่วนออกไป

 

นี่เป็นวิชาหยางแท้ของเขา พลังอันบริสุทธ์และกลมกลืนในทุกๆด้าน

 

“เช่นนั้นเจ้ามีอะไรจะแนะนำ? หยางซวี่” หยางซานถามโดยยังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ประมุข “หากเจ้าคิดจะแตะต้องลูกข้า เจ้าไม่ควรจะเอ่ยมันออกมาจะดีกว่า พลังฝีมือของมันพิการ ทะเลปราณแตกซ่าน ยิ่งกว่านั้นยังถูกฟ้าผ่า สวรรค์ได้ลงทัณฑ์มันเพียงพอแล้ว ที่มันรอดจากฟ้าผ่ามาได้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าความผิดของมันได้รับการปลดเปลื้อง สวรรค์ให้อภัยแก่มันแล้ว”

 

ถึงแม้หยางซวี่จะมีรูปลักษณ์คล้ายบัณฑิต แต่ยามกล่าววาจากลับเหมือนดั่งอสรพิษ “ลูกชายเจ้าอาจพิการ แต่นั่นไม่ได้ทำให้โทษตายต้องตกไป ก่อนมาที่นี่ข้าได้พูดคุยเรื่องราวกับพี่น้องในตระกูลและได้เตรียมข้อเรียกร้องเล็กน้อย อย่างแรก เราจะไม่จ่ายแม้แต่สลึงเดียวเพื่อชดเชยเม็ดยามังกรซ่อน ลูกชายของเจ้ากระทำความผิดด้วยตนเอง ดังนั้นทางตระกูลย่อมไม่ต้องรับผิดชอบ เจ้าต้องพึ่งพาตนเองในเรื่องนี้ อย่างที่สอง เจ้าจะต้องสละตำแหน่งประมุขตระกูลจากเหตุการณ์นี้ และสาม เจ้าจะต้องส่งตัวบุตรของเจ้ามาให้พวกข้าลงโทษโดยทันที”

 

รอยยิ้มกว้างของหยางซวี่ไม่ได้ช่วยบดบังเจตนามุ่งร้ายเลยแม้แต่น้อย

 

หยางฉีเริ่มรู้สึกเคร่งเครียดยิ่ง หากตระกูลไม่ชดใช้เม็ดยามังกรซ่อนและบีบให้หนี้สินตกอยู่บนบ่าของบิดาของเขาละก็ น่ากลัวว่าพวกนั้นจะทำอะไรกับครอบครัวของเขาบ้าง

 

ในแง่ของความอาวุโสในตระกุลแล้ว หยางซวี่นับเป็นท่านลุงสี่ของเขา แต่ในเวลานี้ท่านลุงคนนี้กลับอยากให้เขาตาย

 

“นี่คือข้อเรียกร้องทั้งหมดของเจ้า?” หยางถามกลับพร้อมรอยยิ้มเย็น “ก็ดี ให้ข้าพูดให้ชัด ข้อแรก ถึงแม้บุตรชายข้าจะกระทำลงไปด้วยตัวคนเดียว แต่เขาก็ยังเป็นคนในตระกูลเรา ตระกูลมีหน้าที่ต้องปกป้องเขา แม้หากจะต้องมีการต่อสู้ และนั่นรวมถึงพวกเจ้าทุกคน อย่างที่สอง ข้าจะไม่ลงจากตำแหน่งประมุข สุดท้าย ข้าจะไม่ส่งตัวบุตรชายข้าให้กับพวกเจ้า”

 

“ข้าขอปฏิเสธข้อเรียกร้องของเจ้าทั้งหมด ข้าคือประมุขตระกูลหยาง หากพวกเจ้าคนใดกล้าฝ่าฝืนคำสั่งจะนับว่าเป็นความผิดร้ายแรง!”

 

หยางสือ หยางเจิน หยางซวี่ รวมไปถึงยอดฝีมือคนอื่นๆในตระกูลต่างผงะ ชะงักอยู่ชั่วครู่อย่างเห็นได้ชัด พวกเขาเริ่มแย้งขึ้นทีละคน

 

“หยางซาน เจ้า…”

 

“บุตรชายเจ้าเป็นผู้ก่อ แต่เจ้ากลับต้องการให้พวกเราช่วยชดใช้? คิดหรือว่าเพราะเจ้าเป็นประมุขแล้วจะทำอะไรก็ได้ ท้าทายกฏระเบียบและหลักการแม้กระทั่งสวรรค์? เจ้าอยากทำให้ตระกูลล่มสลายรึยังไง?”

 

“เจ้าปกป้องลูกชายของเจ้ามากเกินไปแล้ว หยางซาน”

 

สุดท้ายแล้ว ชายที่ดูแก่กว่าคนอื่นๆที่ยังไม่ได้กล่าวอะไรสักครั้งก็เปิดปากขึ้น “ในเมื่อลูกชายของเจ้าพลังฝีมือพิการแล้ว จะให้การลงโทษมันตกไปก็ย่อมได้ แต่เจ้าจำเป็นต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วยตนเอง ส่วนเรื่องตำแหน่งประมุขนั้นถือว่าเป็นเรื่องนอกเหนืออำนาจพวกเรา แต่อย่างไรก็ตาม พวกข้าได้ยื่นจดหมายไปยังสภาผู้อาวุโสเรียบร้อยแล้ว คงอีกไม่นานนักที่จะได้ข่าวกลับมา ทำไมเราไม่นั่งรอคอยอย่างใจเย็น รอฟังคำตอบไม่ดีกว่ารึ?”

 

ชายสูงวัยคนนี้นับว่าตำแหน่งสูงกว่าหยางซาน โดยเป็นท่านลุงสามของเขาและยังเป็นเจ้าเมืองแห่งหนึ่งห่างไปไม่ไกลนัก แต่อย่างไรก็ตาม เขาก็ยังไม่ใช่ผู้อาวุโส เหล่าอาวุโสต่างเป็นคนโบราณ ส่วนมากอายุมากกว่าร้อยปีและอยู่ในระดับขั้นที่เก้าของการฝึกตน การอยู่ในระดับเจ้าแห่งปราณแต่กลับเหลืออายุขัยไม่ยืนยาวนัก พวกเขาจึงมักจะเก็บตัวฝึกฝนโดยลำพัง หวังว่าจะทำลายกำแพงระดับเก้าขึ้นไปสู่ระดับที่สิบ เขตแดนแห่งการช่วงชิงชิวิต

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา หยางซานดูเหมือนไม่เต็มใจอ่อนข้อ แต่ในฐานะประมุขแล้ว เขาย่อมไม่ต้องการเห็นตระกูลแตกเป็นเสี่ยงๆ และยิ่งกว่ารู้ดีว่าการให้ตระกูลชดใช้เม็ดยามังกรซ่อนนั้นไม่เหมาะสมจริงๆ

 

“เห็นแก่ท่านลุงสาม ข้าจะยอมถอยให้ก่อน” เขาเอ่ยขึ้นกับชายแก่ “ข้าจะชดใช้ค่าเม็ดยามังกรซ่อนนี้ด้วยตนเอง และจะรอฟังข่าวจากสภาผู้อาวุโสเกี่ยวกับตำแหน่งประมุข หากสภาต้องการให้ข้าลงจากตำแหน่งก็ไม่เป็นไร แต่ข้าจะทำทุกวิถึทางเพื่อช่วยรักษาลูกชายข้า”

 

“ทำไมเราไม่ตกลงกันตอนนี้เสียเลยเล่า?” หยางซวี่เอ่ยถามขึ้นมาพร้อมกับสะบัดพัดในมือ “หยางซาน ลูกชายของเจ้าหยางฉีได้กระทำสิ่งที่ทำให้ทั้งตระกูลผิดหวังก็จริง แต่เจ้ายังมีบุตรชายอีกสองคนที่ยังมีพื้นฐานการบ่มเพาะอันยอดเยี่ยมอยู่ไม่ใช่หรือ? ถึงแม้ตอนนี้พวกมันอยู่ระหว่างออกไปเดินทางฝึกตนแต่ย่อมต้องกลับมาประชุมแน่ ทำไมเราไม่ให้พวกรุ่นเยาว์ได้แข่งขันกันสักเล็กน้อย ดูว่าผู้ใดยอดเยี่ยมที่สุด? สภาผู้อาวุโสแน่นอนว่าต้องมีรางวัลให้แก่ผู้ชนะเป็นแน่ ไม่ว่าอย่างไรก็อีกไม่กี่ปีเท่านั้นก่อนประมุขตระกูลรุ่นถัดไปจะถูกเลือก”

 

“ก็ได้” หยางซานพยักหน้า “การประลองระหว่างรุ่นเยาว์นั้นเหมาะสมแล้ว จงเอ๋อและหลงเอ๋อ กำลังกลับมาที่นี่ และพวกมันทั้งสองต่างไม่มีใครพิการ”

 

เป็นเวลาพอดีที่เกิดเสียงฝีเท้าดังขึ้นจากทางเดิน ร่างพ่อบ้านปรากฏขึ้นด้วยความเร่งรีบ ดูจากรอยเลือดที่เปรอะเปื้อนอยู่ทั่วทั้งตัวแล้ว ดูเหมือนว่าเรื่องที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่

 

ในทันทีที่เห็น หยางฉีบังเกิดความรู้สึกไม่ดียิ่งขึ้นในใจ

 

มีอะไรร้ายแรงเกิดขึ้น!

 

‘เกิดเหตุอันใดกัน?’ เขาคิด

 

“นายท่าน…” พ่อบ้านเอ่ยขึ้น พร้อมกับกวาดสายตาไปที่คนอื่นๆ

 

เห็นอย่างนี้ คนในฝูงชนจึงส่งเสียงเยาะเย้ยออกมา “อะไร? เกิดอะไรขึ้น? ไม่ใช่เวลาที่ควรพูด? กลัวรึ? พูดมาเถอะน่า เราก็คนตระกูลหยางด้วยกันทั้งนั้น”

 

แน่นอนว่า ทุกคนต่างเดาว่าต้องมีเรื่องแย่บางอย่างได้เกิดขึ้นกับหยางซานแน่นอน

 

“พูดมา” หยางซานถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง

 

พ่อบ้านเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “นายท่าน