0 Views

เป็นเวลาสามคืนติดกัน ที่หยางฉีแอบย่องออกมาภายนอก ฝึกฝนทำความเข้าใจในเคล็ดความแข็งแกร่งของคชสารเทพถล่มอเวจี ในเวลากลางวันเขาจะแสร้งทำเป็นพักฟื้นร่างกายจากอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดี ไม่ทำเปิดเผยสถานะที่แท้จริงของเขา ในขณะนี้สิ่งที่คนอื่นทราบมีเพียงแค่รับรู้ว่าเขาเป็นแค่คนพิการคนหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถฟื้นฟูรักษากลับมาได้ดังเดิม

 

ว่ากันตามจริง มันผู้ใดที่ถูกทำลายพลังฝีมือจนพิการ มันผู้นั้นมิอาจรักษาฟื้นคืนจนหายกลับมาเป็นปกติได้ดั่งเดิม

 

หากเขาเปิดเผยออกไป พร้อมด้วยความก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้โดยไม่มีสิ่งใดอธิบาย แน่นอนว่าจะต้องเป็นที่สงสัย หากยอดฝีมือจากสำนักเจ้าเมืองมาทำการสอบถามและเคล็ดความแข็งแกร่งของเทพคชสารถล่มอเวจีของเขาถูกรับรู้เข้าละก็ นั่นอาจหมายถึงจุดจบของทั้งตระกูลหยางอย่างแน่นอน

 

ยิ่งหยางฉีฝึกปรือในเคล็ดวิชานี้มากเท่าใด เขายิ่งตระหนักได้ถึงความลึกซึ้งซึ่งน่าตกตะลึงของมัน

 

เป็นที่แน่นอนแล้วว่าเขาจะต้องไปให้ถึงระดับที่สูงมากยิ่งกว่านี้ก่อนที่จะเปิดเผยออกไปได้

 

ในระหว่างสามคืนแห่งการฝึกฝนนี้ เขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับพื้นฐานการบ่มเพาะ ทุกท่วงท่าที่ใช้ออกไปล้วนทรงพลัง เพียงพอที่จะป่นหินผาหรือแม้แต่โลหะให้เป็นเศษเล็กเศษน้อย ถึงแม้เขาจะยังไม่บรรลุอนูที่สอง แต่ด้วยพลังของคชสารยักษ์โบราณตนที่สอง นับว่าเขาเหนือกว่ายอดฝีมือในระดับที่ห้าอยู่ไกลโข

 

หรือจะพูดได้ว่า หากกลุ่มยอดฝีมือในระดับที่ห้าร่วมมือกันต่อกรกับเขา เขาสามารถสังหารพวกมันได้หมดทั้งกลุ่ม

 

ณ บัดนี้ ธรรมชาติอันน่าสะพรึงกลัวของพลังคชสารเทพถล่มอเวจีพึ่งจะเริ่มเปิดเผยออกมาเล็กน้อยเท่านั้น

 

เมื่อใดที่หยางฉีควบคุมพลังปราณและซ่อนมัน เส้นชีพจรของเขาจะฝ่อลง พลังชีวิตเหือดหาย ทิ้งให้เหลือเพียงทะเลปราณอันว่างเปล่า

 

แน่นอนว่าความจริงมันถูกซุกซ่อนไว้ในอนูเล็กๆเพียงอนูเดียวที่เขาเคยได้ปลุกมันให้ตื่นขึ้น

 

ไม่ว่าด้วยเหตุใด ร่างกายของเขาตอนนี้เหมือนดั่งขุมนรกลึกสุดหยั่ง มืดมิดจนคนภายนอกมิอาจประเมินพื้นฐานการบ่มเพาะของเขาได้  ไม่ว่าใครที่ตรวจสอบเขาย่อมคิดว่าเขาเป็นเพียงคนพิการคนหนึ่งเท่านั้น

 

มันเป็นพลังของเทพคชสาร และความลึกสุดหยั่งของอเวจี

 

หากพิจารณาจากความคืบหน้าในการบ่มเพาะแล้ว คงอีกไม่นานนักที่เขาจะเข้าสู่ระดับที่หก ปราณศาสตรา เมื่อถึงจุดนั้น เขาจะสามารถปลดปล่อยพลังปราณออกมา ขึ้นรูปเป็นศาสตราได้ กวัดแกว่งมันเหมือนดั่งกระบี่ เพื่อทะลวงชุดเกราะอันแข็งแกร่ง

 

ระดับปราณศาสตราเหนือล้ำกว่าระดับที่ห้าอยู่มากนัก พลังทำลายล้างที่ปลดปล่อยออกมานับว่าอยู่คนละโลกกันเลยโดยสิ้นเชิง ยอดฝีมือบางคนที่อยู่ในระดับที่ห้าต่างติดอยู่ในระดับนี้ไปชั่วชีวิต มิอาจทะลวงเข้าสู้ระดับปราณศาสตรา คนอื่นที่บรรลุระดับที่หกก็มักจะจบลงด้วยการใช้เวลาสิบปี หรือนานยิ่งกว่านั้นเพียงเพื่อที่จะขึ้นรูปศาสตราขึ้นมาจากพลังปราณ

 

สำหรับหยางฉีนั้น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในหัวกะทิในคนรุ่นเดียวกันก็ตาม เขาเองก็ยังไม่รู้อะไรมากนักถึงความแข็งแกร่งของยอดฝีมือในระดับปราณศาสตรา

 

ในระหว่างสามคืนนี้ เขาพยายามตั้งจิต เพื่อจะสื่อสารกับภูตสีทองในหน้าผากของเขาอีกหลายครั้ง แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีอะไรตอบรับจากมัน ภูตในหน้าผากยังคงนิ่งเงียบไร้การเคลื่อนไหว

 

ถึงภูตนี้จะมีตัวตนอยู่ในร่างของเขาจริงๆ แต่ดูเหมือนกับว่ามันคงอยู่ในเวลาและสถานที่ที่แตกต่างออกไป และจะสื่อสารกับเขาด้วยเจตจำนงค์ของมันเท่านั้น

 

“เจ้านี่มันจะเอายังไงกัน? อาศัยอยู่ในหน้าผากของข้า มอบเคล็ดพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจีอันไร้ที่เปรียบให้กับข้า มันมีชีวิตหรือ? เหตุใดมันถึงเมินเฉยข้า? หรือว่าข้าอ่อนแอเกินไปที่จะสื่อสารกับมัน?” คำถามมากมายผุดขึ้นในใจของหยางฉี

 

สุดท้ายก็ไม่มีสิ่งใดที่เขาสามารถทำได้กับการที่ภูตเพิกเฉยต่อเขา

 

จนกระทั่งเขายอมแพ้ ทรุดนั่งลงภายในห้อง ในใจใคร่ครวญถึงความลึกล้ำซับซ้อนของพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจี

 

**

 

ในช่วงเช้าในวันถัดมา ดวงอาทิตย์ขึ้นเผยแสงแรกแย้มของวันอย่างช้าๆ

 

ประตูทั้งแปดของเมืองหลวงหยานเปิดออก ที่ซึ่งกองคาราวานที่ประกอบไปด้วยรถม้าจำนวนมากเริ่มเคลื่อนตัวผ่านไปในเมือง มุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ตระกูลหยาง กระตุ้นต่อมความสนใจของชาวบ้านบริเวณโดยรอบ

 

“เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดกองคาราวานพวกนั้นถึงมุงหน้าไปยังตระกูลหยาง? พวกนั้นเป็นใคร?”

 

“อ๊า เจ้าคงยังไม่รู้ พวกนั้นคือตระกุลสาขาของตระกูลหยาง ดูนั่น มองเห็นกองคาราวานนั่นมั้ย? นั่นเป็นตระกูลหยางจากเมืองเฉาลู่ นำโดยหยางเจิน ผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องของหยางซาน แล้วเห็นคาราวานที่มีธงพยัคฆ์ขาวตรงนั้นมั้ย? นั่นเป็นตระกูลหยางจากเมืองไป๋ฉี นำโดยหยางสือ…”

 

“มีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นในตระกูลหยางเมื่อสามวันก่อน หยางฉี ลูกชายของผู้นำตระกูลหยางซานได้ขโมยสมบัติล้ำค่าจากจวนเจ้าเมือง พลังฝีมือของมันถูกทำลายจนพิการ ทางเจ้าเมืองเรียกร้องให้ตระกูลหยางชดใช้สมบัติที่ถูกขโมยไป สมบัตินั่นชิ้นเดียวมีค่ามากเทียบเท่าทั้งเมืองเมืองหนึ่ง ตระกูลหยางจึงไม่สามารถชดใช้ได้ ตระกูลหยางจึงจัดการประชุมขึ้นเพื่อหารือว่าจะทำอย่างไรต่อไป”

 

“ชดใช้คืน? พวกผู้อาวุโสในตระกูลหยางหาทางชดใช้ได้แล้วหรือ? ช่างเป็นเรื่องน่าอับอายยิ่งนัก ลืมเรื่องชดเชยไปเสีย! ต่อไปตระกูลหยางย่อมหนีไม่พ้นต้องตกต่ำลงเป็นแน่”

 

“เหตุใดหยางซานถึงได้มีบุตรชายอกตัญญูเช่นนี้…?”

 

เสียงล้อเหล็กของรถม้ากระทบกับพื้นถนนหินภายในเมืองดั่งสนั่นไปทั่วขณะที่มุ่งหน้าไปยังตระกูลหยาง

 

กองคาราวานที่มีธงพยัคฆ์ขาวเป็นกองแรกที่มาหยุดที่ประตูหน้าของคฤหาสน์ตระกูลหยาง

 

ผ้าม่านหนึ่งในรถม้าในกองถูกเลิกขึ้นพร้อมกับชายวัยกลางคนก้าวออกมา เขาอยู่ในชุดหนังปักร้อยอย่างหรูหราพร้อมด้วยผ้าคลุมร้อยด้ายทองอย่างปราณีต ถึงแม้ดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าจะส่งให้บรรยากาศค่อนข้างร้อน แต่ชายคนดังกล่าวกลับส่งบรรยากาศเย็นเยือกออกมาทั่วในระยะร้อยก้าว

 

ชายคนนี้ฝึกปรือในเคล็ดวิชาอันหนาวเย็นยะเยือก และอยู่ในระดับสูงยิ่ง เขาเป็นผู้นำของตระกุลหยางจากสาขาไป๋ฉี หยางสือ

 

ขณะที่หยางสือก้าวเดินออกมาในที่โล่ง รถม้าจำนวนหนึ่งก็หยุดลงที่ด้านนอกประตูเช่นกัน เผยให้เห็นชายหนุ่มและหญิงสาวก้าวเดินลงมาตามลำดับ ซึ่งต่างอยู่ในฐานะลูกของหยางสือ พวกเขานับว่าเป็นหนุ่มสาวหัวกะทิในตระกูล นอกจากดวงตาคมดุจเหยี่ยวเผยแววระยิบระยับแล้ว ยังมีพื้นฐานการบ่มเพาะสูงส่งไม่เบา

 

“ท่านพ่อ” ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น “นี่เป็นโอกาสอันดีที่เรารอคอยมานาน ฮึ่ม หยางซานนำตระกูลมาเป็นสิบปีแล้ว มันจะมีหน้ามายึดยื้อตำแหน่งอะไรได้อีก?”

 

“ถูกต้องแล้ว ท่านพ่อ” หญิงสาวเอ่ยเสริมขึ้น

 

หยางสือโบกมือส่งสัญญาณให้ทั้งสองหยุดเอ่ยอะไรอีก “เรามาถึงแล้ว ค่อยเข้าไปคุยกันต่อด้านในก็ได้”

 

สามพ่อลูกยืนอยู่ด้านหน้าประตูคฤหาสน์ เผชิญหน้ากับผู้พิทักษ์สิงโตหินขนาดมหึมา ราวกับจดจ้องมาที่พวกเขาด้วยแววตาเป็นประกาย

 

ณ จุดนี้ สุ้มเสียงพลันดังออกมาจากอีกกองคาราวานหนึ่งที่พึ่งมาถึง “หยางสือ ดูเหมือนเจ้าเองก็กำลังจดจ้องหวังตำแหน่งผู้นำตระกูลเช่นกันสินะ”

 

ชายกลางคนอีกผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ภายใต้ชุดเกราะที่ดูเหมือนทำขึ้นจากหยก รัดรึงตกแต่งด้วยแถบผ้าไหม แข็งแกร่งเพียงพอที่จะปัดป้องคมอาวุธทุกชนิด หรือแม้แต่พลังปราณ

 

ชายคนนี้คือหยางเจิน ผู้นำตระกูลสาขาเมืองเฉาลู่

 

“หากว่าหยางซานไม่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง” หยางสือเอ่ยตอบ “เรืองอื่นนับว่าไร้สาระ” เขาดีดนิ้วเบาๆ ส่งให้เกิดแสงวูบวาบพุ่งออกไป พุ่งเข้าใส่พื้นหินด้านหน้าอย่างรุนแรง เกิดเป็นหลุมบ่อที่เต็มไปด้วยสะเก็ดน้ำแข็ง

 

หยางเจินในเกราะหยกเหมือนจะดูทึ่งกับเคล็ดปราณน้ำแข็งของหยางสือ เขาวาดมือคราหนึ่ง ส่งลมร้อนออกมา ละลายน้ำแข็งบนพื้นจนหมด

 

“นาทึ่งมาก เคล็ดปราณน้ำแข็งของเจ้ารุดหน้าถึงเพียงใดแล้ว? ขั้นที่เจ็ด? ขั้นที่แปด? แต่ไม่ว่าอย่างไร เจ้ามิอาจประมาทไปได้ หยางซานมีพื้นฐานการบ่มเพาะถึงระดับที่แปดมานานแล้ว เขาย่อมสามารถใช้เคล็ดจิตอวตารได้แน่นอน!”

 

ถึงตรงนี้ กองคาราวานอีกกองก็มาถึงพอดี ชายคนหนึ่งก้าวเดินออกมาจากรถม้า ดูทรงคล้ายบัณฑิตพร้อมพัดในมือ “ทำไมเจ้าทั้งสองถึงรีบโพล่งออกมาเช่นนี้? มาเถอะ เข้าไปข้างในเสียก่อน อย่าปล่อยให้ชาวบ้านได้อะไรไปนินทาพวกเรา”

 

ตระกูลหยางแน่นอนว่าเป็นตระกุลที่มั่งคั่งและมีอำนาจ เพียงแค่บริเวณโดยรอบคฤหาสน์ก็เพียงพอให้คนพันคนเข้ามายืนได้อย่างไม่แออัด แผ่นหินปูนที่ปูพื้นก็ถูดขัดถูทำความสะอาดโดยข้ารับใช้ทุกวัน ทำให้พวกมันเงางามและไร้ตำหนิอยู่เสมอ

 

“หยางซวี่!” หยางสือเอ่ยขึ้นพร้อมกับหันศีรษะไปมอง ดูเหมือนว่าเขายังไม่อยากจะหยุดสนทนานัก

 

หยางซวี่กางพัดออก “บุตรชายอันไร้ค่าของหยางซานก่อให้เกิดภัยพิบัติอันใหญ่หลวงต่อตระกูลของเรา! ไม่เพียงเป็นที่หัวเราะเยาะ เรายังตกอยู่ในอันตรายยิ่ง แต่ก่อนที่จะห่วงเรื่องภายนอก เราก็ยังต้องจัดการเรื่องราวภายในอีกด้วย! มีประโยชน์อันใดที่จะต่อสู้กันเองเล่า? ขั้นแรกลองให้โอกาสหยางซานได้อธิบายสักครา”

 

“ก็ดี ไปกันเถอะ” หยางสือตอบ ใบหน้าดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย กลุ่มคนดั่งกล่าวเข้าสู่คฤหาสน์โดยไม่มีอะไรวุ่นวายเกิดขึ้นอีก

 

ยิ่งตระกูลสาขาของตระกูลหยางมาถึงมากยิ่งขึ้น ยอดฝีมืออันแข็งแกร่งก็เริ่มมารวมตัวกันที่ลานหลักกลางคฤหาสน์ แม้กระทั่งผู้อาวุโสหลักที่มักจะใช้เวลาเดินทางฝึกฝนบ่มเพาะในที่ห่างไกลก็ยังร้อนรนกลับมายังตระกูล แม้ว่าพวกเขามักจะไม่เปิดเผยหน้าตาต่อสาธารณะ

 

การเข้าร่วมการประชุมตระกูลครั้งนี้นับว่าเป็นการรวมตัวของเหล่าผู้นำตระกูลอันแข็งแกร่งทั้งหมด

 

ในเวลาเดียวกัน ภายในห้องหนึ่งลึกไปในคฤหาสน์ หยางฉีนั่งสมาธิในท่าไขว้ขา ทันใดนั้น เด็กสาวรับใช้เสี่ยวเหยียนก็เข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน “แย่แล้วนายน้อย! ยอดฝีมือทั้งหมดจากตระกูลสาขาต่างมารวมตัวที่ลานประจำตระกูล พวกเขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันกับนายท่านหยางซาน นายท่านสั่งให้ข้ารีบมาบอกท่านให้มาที่ลานในทันที!” 

 

“พวกเขามาถึงกันหมดแล้วรึ?” หยางฉีเอ่ยถามพร้อมกับลุกยืนขึ้นช้าๆ “ถึงเวลาแล้วสินะ ที่จะได้รู้ว่าเรื่องจะเป็นเช่นไรต่อไป”

 

“ระวังตัวด้วย นายน้อย” เสี่ยวเหยียนกล่าวด้วยความกังวล

 

หยางฉีพยักหน้ารับคราหนึ่ง ก้าวเดินออกไปตามโถงทางเดิน ไปยังห้องโถง ที่ซึ่งสมาชิกในตระกูลคนอื่นๆไปรวมตัวกันที่นั่น

 

มีชายวัยฉกรรจ์ราวสามสิบคนรวมอยู่ที่นี่ รวมถึงหยางซานด้วย และยังมียอดฝีมือวัยหนุ่มอีกนับร้อย ยืนอยู่ด้านหลังเหล่าผู้อาวุโสกว่า

 

โชคดีที่ห้องโถงใหญ่เพียงพอที่จะจุผู้คนหลักร้อย บรรยากาศจึงไม่ดูหนาแน่นแออัดเลยแม้แต่น้อย

 

แม้ผู้คนมากมายต่างมารวมตัวกันที่นี่ แต่กลับไม่มีวี่แววของความตื่นเต้นเลย บรรยากาศนั้นอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก

 

เมื่อหยางฉีก้าวเท้าเข้ามาภายในห้อง ดวงตาอันดุเดือดนับร้อยคู่ต่างจับจ้องมาที่เขาในทันที สายตาบางคู่นั้นมีเจ้าของเป็นยอดฝีมืออันทรงพลัง ที่สามารถสังหารผู้คนได้เพียงแค่สบตา

 

แต่อย่างไรก็ตาม พลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจีที่ซุกซ่อนอยู่ภายในร่างของเขากลับมีปฏิกิริยาเล็กน้อย ส่งผลให้การถูกเพ่งด้วยสายตานับร้อยไม่มีผลใดๆ

 

เทพคชสารบดขยี้ได้กระทั่งอเวจี สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยภูตผีปีศาจทุกชนิด แม้ว่าหยางฉีจะปลุกพลังได้เพียงเศษเสี้ยวเดียวภายในร่างเขา มันก็มากกว่าเพียงพอสำหรับสถานการณ์นี้

 

ณ จุดนี้ หยางซานส่งเสียงกระแอมออกมาคราหนึ่ง ดังกึกก้องไปทั่วห้องโถงด้วยพลังปราณอันลึกล้ำ ส่งให้แรงกดดันจากสายตานับร้อยคู่หายไปจนหมดสิ้น

 

หยางฉีก้าวเดินต่อไปหยุดที่ข้างบิดาของเขาโดยไม่สะทกสะท้านใดๆ

 

จากนั้น หยางซานก็เอ่ยขึ้น สุ้มเสียงดังกระหึ่มไปทั่วทั้งห้อง “พลังฝีมือของบุตรชายข้าถูกทำลายจนพิการ แต่พวกเจ้ากลับรวมตัวกันทำเช่นนี้? อยากให้ลูกข้าตายรึอย่างไร?”