0 Views

“ไม่อยากจะเชื่อ ข้าทะลวงเข้าสู่ขั้นถัดไปได้เร็วถึงเพียงนี้ ตอนนี้ข้าถึงระดับที่ห้าของการบ่มเพาะหลังแล้ว!ระดับระเบิดปราณ!”

หยางฉีปล่อยหมัดออกไป ส่งให้ต้นไม้ที่อยู่ห่างไปนับร้อยก้าวโค่นหักกลางลง เขาเหม่อมองสองมือของตนด้วยดวงตาเบิกกว้าง สัมผัสได้ถึงพลังชีวิตในร่างที่ไม่ต้องสนใจถ้อยคำยกยอดูถูกอีกต่อไป

เพียงชั่วเวลาข้ามคืนเดียว เขาได้เปลี่ยนแปลงไปเหมือนดั่งหลุดจากขุมนรกขึ้นไปบนสวรรค์ ตอนแรกเขาได้ขโมยเม็ดยามังกรซ่อน จากนั้นก็ถูกหยุนไห่หลันหักหลังทรยศ พลังฝีมือถูกทำลาย ต่อมาก็ถูกฟ้าผ่า

หลังจากนั้นเขากลับพบว่าสายฟ้าที่ผ่าลงมานั้นกลับนำมาซึ่งโชคลาภอันใหญ่หลวง เขาได้รับวิชาพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจี กำลังภายในได้รับการเกื้อหนุนจากคชสารสายฟ้าภายในร่าง และตอนนี้ เขาได้ทะลวงเข้าสู่ขั้นระเบิดปราณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นอกจากนี้ เขามั่นใจว่าระดับพลังฝีมือโดยรวมนั้นกลับเกินกว่าขั้นปราณระเบิดทั่วๆไป

ยอดฝีมือส่วนมากสามารถปลดปล่อยพลังออกมาภายนอกได้ในระดับหนึ่งเมือบรรลุถึงขั้นระเบิดปราณ แต่ส่วนใหญ่ทำได้เพียงทำให้ต้นไม้สั่นไหวไปมาเท่านั้น การทำลายหรือทำให้ต้นไม้เสียหายนับเป็นอีกเรื่อง

มันเป็นเรื่องที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าการปลดปล่อยหมัดสวรรค์ร้อยก้าวได้จะกระทำได้หลังจากเข้าสู่ช่วงปลายของระดับระเบิดปราณเท่านั้น หรือกระทั่งช่วงต้นของระดับปราณศาสตรา ไม่ว่าอย่างไร การมีพื้นฐานการบ่มเพาะที่แน่นหนาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการปลดปล่อยพลังทำลายล้างเช่นนี้ออกมา

หยางฉีบอกได้เลยว่าร่างกายของเขานับว่าแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่ผ่านมามากนัก เขาได้ผ่านการเปลี่ยนแปลงทั้งภายในและภายนอกร่างกายไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง เขาก้าวออกมาก้าวหนึ่ง ปลดปล่อยพลังปราณออกมา บดขยี้ก้อนหินยักษ์ด้วยลูกเตะจนกลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย นี่คือพลังที่แท้จริงที่มากับศาสตร์แห่งการควบคุมปราณ

“ผู้ใดที่เคยเยาะเย้ยถากถาง หัวเราะดูหมิ่นข้า คงไม่นึกฝันว่าข้าจะพิการเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ข้ายังบรรลุถึงความเห็นแจ้งในระดับสูงที่สุด พลังฝีมือก้าวหน้าอย่างน่าทึ่ง! การประชุมตระกูลในอีกสามวันนี้ย่อมต้องมีคนพยายามบีบท่านพ่อให้สละตำแหน่งประมุขอย่างแน่นอน แทนที่จะต้องสละตำแหน่ง ข้าจะทำให้ตำแหน่งของท่านพ่อมั่นคงยิ่งกว่าเดิม!”

แน่นอนว่าหยางฉีทราบดีว่าถึงแม้เขาจะบรรลุถึงระดับระเบิดปราณ กลายเป็นยอดฝีมืออันแข็งแกร่ง เขาก็ยังไม่นับว่ามีตัวตนมากนักเมื่อเทียบกับยอดฝีมือส่วนใหญ่ในเมืองหลวงหยาน ยกตัวอย่างเช่นหลัวฮั่น ชายผู้ที่ลงมือทำร้ายเขาจนพิการ มันอยู่ในระดับที่เจ็ดของการบ่มเพาะแล้ว ระดับปราณปรากฏ ระดับที่ซึ่งสามารถรังสรรค์วัตถุที่จับต้องได้ขึ้นมาจากพลังปราณ พาผู้ใช้เหาะเหินเดินอากาศหรือว่ายผ่านน้ำลึกได้ เพียงหมัดเดียวจากยอดฝีมือในระดับนี้เปรียบได้กับอุ้งมือของมังกรหรือพยัฆค์ร้าย

‘ข้าต้องซ่อนความแข็งแกร่งที่แท้จริงเอาไว้’ หยางฉีคิดในใจ ‘และข้าไม่สามารถเปิดเผยวิชาพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจีออกไปได้ ไม่ว่าจะท่วงท่าหรือการเคลื่อนที่ใดๆ ข้าจะใช้เพียงวิชาและกระบวนท่าของตระกูลหยางเท่านั้น หากมีใครถามว่าข้าฟื้นตัวได้รวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร ข้าจะบอกว่าเป็นเพราะท่านน้า’

*** ขอแก้นิดนึงนะครับ จากป้าเป็นน้า ****

เมื่อความคิดของเขามาถึงจุดนี้ หยางฉีพบว่าเขากำลังถึงท่านน้าของเขา ผู้ที่เขาไม่ได้พบหน้าเป็นเวลานับสิบปีแล้ว เมื่อก่อนนั้น สมัยที่นางยังคงมัดผมเกลียวสองเปีย นางได้สอนเขาด้านการอ่านเขียน

ถึงแม้เขาจะเรียกนางว่าท่านน้า แต่นางก็ไม่ได้มีแซ่หยาง นางเป็นเด็กกำพร้าที่ท่านปู่ของเขารับมาเลี้ยง สาเหตุเดียวที่เขาเรียกนางว่าท่านน้าเป็นเพราะนางแก่กว่าเขาราวสามปี ในความคิดของเขานั้น เขาคิดว่านางเป็นพี่สาวของเขาจริงๆ

เขาเติบโตมาพร้อมกับท่านน้าของเขา จนกระทั่งวันหนึ่ง วันที่เขามีอายุราวสิบปี มันเป็นช่วงเวลาที่มียอดมีฝือประหลาดผู้หนึ่งที่เดินทางผ่านเมืองหลวงหยานและนำตัวนางไป ต่อมาภายหลังจึงได้ทราบว่ายอดฝีมือประหลาดผู้นั้นเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสจากสำนักกึ่งอมตะ สำนักซึ่งเป็นหนึ่งในระดับต้นๆของทวีปเฟิงเหรา

คราแรกที่นางไปถึงที่สำนัก นางเขียนจดหมายมาหาเขาอยู่บ้างเป็นประจำ แต่อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้รับข่าวคราวจากนางอีกเลยในช่วงห้าถึงหกปีหลังมานี้ ถึงกระนั้นทุกคนในเมืองหลวงหยานต่างรู้ดีว่านางเป็นคนที่สำคัญยิ่งภายในตระกูลหยาง

ไม่ว่าอย่างไรสำนักกึ่งอมตะก็มีบทบาทสำคัญในทวีปเฟิงเหรามาโดยตลอด เป็นรองเพียงด้านอำนาจปกครองแผ่นดินเท่านั้น ซึ่งเป็นของราชวงศ์ปราชญ์บรรพชน

ราชวงศ์ปราชญ์บรรพชนนับเป็นผู้ปกครองหลัก ที่ทวีปแห่งนี้ไม่มีการรวมศูนย์อำนาจแต่อย่างใด เพียงถือครองเมืองขึ้นจำนวนมากที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วทั้งทวีปและปกครองตนเองด้วยอำนาจและกฏของแต่ละเมือง แต่ทุกๆปีจะต้องส่งเครื่องบรรณาการมาให้ราชวงศ์ พร้อมตัวแทนมาแสดงความเทิดทูน

เมืองหลวงหยานนับเป็นหนึ่งในเมืองขึ้นขนาดเล็กที่มีอยู่จำนวนมาก สำนักเจ้าเมืองมีอำนาจทั่วทั้งพื้นที่่และเป็นผู้ตัดสินใจในทุกๆเรื่อง นั่นหมายความว่าตระกูลชั้นสูงและขุนนางต่างๆภายในเมืองต่างไม่มีทางเลือกนอกจากยอมรับเท่านั้น สำหรับเมืองรอบๆ หมู่บ้านเล็กๆ เขคการค้าและเขตเล็กๆอื่นๆเองก็ตกอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองหลวงหยานด้วยเช่นกัน

ในบางครั้งเมืองหลวงหยานก็สามารถนับได้ว่าเป็นแคว้นหนึ่งได้ เรียกว่าแคว้นหยาน ถึงแม้จะมีขนาดเล็กยิ่งก็ตาม

หากเทียบกับสำนักกึ่งอมตะแล้ว เมืองหลวงหยานนั้นดูเล็กจนแทบไม่ควรค่านำมาเปรียบเทียบเลยแม้แต่น้อย เหมือนนำเสือมาเปรียบกับกระต่าย

โดยสรุปแล้ว เหตุผลเดียวที่หยางฉีไม่ได้ถูกสังหารในทันทีจากการขโมยเม็ดยามังกรซ่อนก็เป็นเพราะน้าของเขา ที่มีสำนักกึ่งอมตะหนุนหลังอยู่ ทางเจ้าเมืองเองก็ยังไม่กล้าล่วงเกินนาง

**

คางคกทองคำกลืนจันทรา

พยัฆค์คลั่งข้ามนที

ขยี้ใจทลายปอด

พยัคฆ์ขาวขย้ำเหยื่อ

หยางฉีลองออกกระบวนท่าทุกวิชาที่เขารู้จัก จนกระทั่งหมดเรี่ยวหมดแรง ยิ่งโคจรพลังภายใน พลังภายในร่างก็ยิ่งโคจรรวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ คชสารสายฟ้าที่อยู่ภายในทะเลปราณก็ปลดปล่อยพลังออกมา เกื้อหนุนพลังปราณของเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

สำหรับแก่นแท้ของพลังชีวิตของเขานั้น มันยิ่งแข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก

เขาฝึกฝนต่อไป กายเนื้อเริ่มพัฒนาเติบโตแข็งแกร่งและยืดหยุ่นกว่าเดิม

ต้องขอบคุณการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากฟ้าผ่าครั้งนั้น เขากำลังก้าวหน้าด้วยความเร็วและทิศทางอันเหลือเชื่อ

เขาปลดปล่อยหมัดออกไปครั้งแล้วครั้งเล่า ทำลายต้นไม้และก้อนหินที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรจนไม่เหลือซาก

ยอดฝีมือในระดับที่ห้า ขั้นระเบิดปราณนั้น สามารถทำลายสิ่งของที่อยู่ห่างไปได้ก็จริง แต่ไม่สามารถปลดปล่อยการโจมตีได้อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ พลังปราณที่ต้องใช้ไปนับว่ามากจนเกินไป

แต่หยางฉีนั้นไม่เหมือนผู้อื่น เขาฝึกฝนวิชาพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจี วิชาสุดยอดที่สามารถทำลายล้างภูตผีปีศาจจากนรกได้ ไม่เพียงจะให้พละกำลังอันมหาศาลกับผู้ฝึกแล้ว ยังมอบความยืดหยุ่นคล่องตัวอันสุดยอดให้อีกด้วย

คชสารสายฟ้า ที่ซึ่งก่อเกิดจากแก่นพลังจากยอดฝีมือระดับสูง ได้หลอมรวมเข้ากับหยางฉี ผลักดันพื้นฐานการบ่มเพาะของเขาให้ไปอยู่ในจุดที่สูงยิ่ง

หากเขาหลอมรวมกับมันได้อย่างสมบูรณ์แล้วละก็ เขาย่อมมีพลังเพียงพอที่จะก้าวผ่านผู้ฝึกตนธรรมดาทั่วไปในกระบวนท่าหมัดสวรรค์ร้อยก้าว พวกมันอาจปลดปล่อยได้สุงสุดสิบหมัดติดต่อกัน แต่เขาสามารถปลดปล่อยได้มากถึงร้อยหมัดได้อย่างง่ายดาย หรืออาจแม้กระทั่งถึงพันหมัด

ความแตกต่างนี้เป็นที่ชัดเจนอย่างยิ่ง

แต่กระนั้น หยางฉีก็ไม่ได้รู้สึกดีนัก เขาต้องการแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ไปถึงระดับขั้นที่หก ขั้นที่เจ็ด ขั้นที่แปด และขั้นที่เก้าในที่สุด ระดับจ้าวแห่งปราณ เขาต้องการบดขยี้เจ้าเมืองแห่งเมืองหลวงหยานแห่งนี้ ส่งตระกูลหยางให้เป็นตระกูลอันดับหนึ่งในพื้นที่

ในอดีตนั้น เป้าหมายนี้นับว่าเป็นเรื่องเพ้อเจ้อ แต่บัดนี้มันนับว่าอยู่ในความเป็นไปได้

เสียงคำรามก้องจากคชสารยักษ์พลันบังเกิดขึ้นภายในร่างหยางฉีขณะที่เขาพยายามปลดปล่อยหมัดที่ทรงพลังที่สุดที่จะทำได้ออกมา เขารั้งพลังปราณเอาไว้ ส่งให้เกิดเงาร่างคชสารยักษ์เรือนรางขึ้นที่ด้านหลังของเขา มันระเบิดออก ส่งให้เกิดลมแรงพัดกระจายมาทั่วบริเวณ ใบไม้โดยรอบปลิวซ้ายขวาไปทั่วภายใต้หุบเขาแห่งนี้

หยางฉีนั่งลงพร้อมกับหลับตา จมลึกไปในห้วงสมาธิ พลังจากคชสารสายฟ้าโคจรผ่านกายของเขา จากนั้นจคงเริ่มบ่มเพาะพลังตามแนวทางของพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจี ในทีแรกเขาเพ่งสมาธิไปที่จุดเล็กๆแปดร้อยสี่สิบล้านจุดที่ก่อเกิดเป็นร่างเขาขึ้นมา และตัวอ่อนของคชสารยักษ์ภายในจุดพวกนั้น ที่ซึ่งจะให้กำเนิดเป็นเทพคชสารยักษ์ที่แท้จริง

เทพคชสารนั้นมีศรีษะใหญ่โตดั่งภูเขาสูง ร่างกายทีาใหญ่ยักษ์ ยาวหลายล้านกิโลเมตรกระทั่งแม้บดบังดวงดารา

เท้าของมันสามารถเหยียบย่ำนรกให้ป่นปี้ บดขยี้ภูติผีปีศาจให้กลายเป็นเศษธุลี

ภาพเหล่านี้ ความคิดเหล่านี้ ถูกส่งต่อให้กับหยางฉีโดยภูติสีทองตนนั้น เป็นเพียงพื้นฐานของการบ่มเพาะพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจีเท่านั้น

ขณะที่เขาค่อยๆบ่มเพาะฝึกฝนไปอย่างช้าๆ สุ้มเสียงระเบิดดังกึกก้องสามารถได้ยินดังออกมาจากจุดเล็กๆเหล่านี้ จากนั้นกลิ่นอายอันเก่าแก่ สับสน ราวกับอะไรบางอย่างที่ดุร้ายและโบราณเริ่มแผ่ออกมาจากร่างของเขา

ในพริบตานั้นเอง ฝูงนกกาโดยรอบต่างกระพรือปีกบินหนีออกไปจากต้นไม้โดยรอบ

เมื่อสักครู่ที่ผ่านมา ป่าไม้โดยรอบยังคงเต็มไปด้วยชีวิตชีวา เต็มไปด้วยฝูงนกและแมลงนานาชนิด แต่เมื่อกลิ่นอายของพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจีได้ตื่นขึ้น ราวกับฝูงแมลงเหล่านี้สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลกดดันเข้าใส่พวกมัน จึงได้แตกฮือหนีตายกันออกไปเป็นผลลัพธ์

เทพคชสารนั้นแน่นอนว่าเป็นวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ที่มีตัวตนมาแต่โบราณในทางตะวันตก พวกมันกอปรไปด้วยพลังไร้ขีดจำกัด เพียงพอจะถล่มอเวจี พร้อมด้วยกลิ่นอายสังหารอันเข้มข้น ที่เพียงแค่เสียงคำรามครั้งเดียวส่งผลให้สัตว์ร้ายทั้งหลายต่างสั่นเทาไปด้วยควมหวาดกลัว แม้แต่มังกรและพยัคฆ์ก็ยังต้องก้มหัวนอบน้อมให้กับเทพคชสาร

ในตอนนี้ หยางฉีได้ปลุกอณูนี้ขึ้นมาหนึ่งจุดแล้ว สามารถใช้พลังได้เพียงเศษเสี้ยวเดียวของเทพคชสาร

หากเขาในตอนนี้ใช้พลังทั้งหมดแล้วละก็ เขาสามารถปลดปล่อยพลังที่เทียบได้กับคชสารยักษ์โบราณหนึ่งเชือก

แต่หากเขาสามารถปลุกอณูทั้งหมดแปดร้อยสี่สิบล้านจุดได้ เมื่อนั้นเขาจะสามารถปลดปล่อยพลังถล่มอเวจีของเทพคชสารษ์ในตำนานออกมาได้

หยางฉีพึ่งได้เดินก้าวแรกไปบนเส้นทางอันไร้ผู้ต้านและวิชาอันสุดยอด

หลังจากก้าวแรกผ่านพ้นไปแล้ว เขาคิดว่าวิชานี้ช่างเป็นวิชาอันยอดเยี่ยม มันสามารถนำพาเขาไปยังจุดที่สูงที่สุดและลึกที่สุดได้ หากไม่มีความช่วยเหลือจากคชสารสายฟ้าในร่างของเขาแล้วละก็ เขาคงไม่สามารถมีความก้าวหน้าอันน่าเหลือเชื่อนี้ได้ ไม่ว่าจะภายในหนึ่งวัน หรือเป็นสิบๆปี

ณ บัดนี้ หยางฉีเหมือนดั่งคชสารยักษ์โบราณในร่างมนุษย์ กอปรด้วยพลังอันน่าสะพรึงกลัวอยู่ภายในร่าง พร้อมที่จะปลดปล่อยออกมาได้ทุกเมื่อ

เขาผุดยืนขึ้นอย่างช้าๆ เก็บงำกลิ่นอายตนเอง เช่นเดียวกับกลิ่นอายดุร้าย บ้าคลั่งและเก่าแก่

หลังจากนั้น เหล่าฝูงแมลงและฝูงนกในพื้นที่ก็เริ่มสงบลง กลับมาใช้ชีวิตพวกมันต่อไปตามปกติ

แม้กลางคืนจะมืดมิด แต่ดวงตาของหยางฉีนั้นระยิบระยับเฉิดฉายยิ่ง มองเห็นทุกรายละเอียดภายในป่าโดยรอบเหมือนดั่งกลางวัน ละเอียดแม้กระทั่งเส้นขนบนนกก็ยังไม่หลุดรอดสายตาไปได้

การได้ยินก็ยอดเยี่ยมยิ่ง สามารถได้ยินเสียงแม้กระทั่งมดที่เดินอยู่ห่างออกไปนับร้อยก้าว

สิงนี้นับว่าเป็นความสามารถได้ยินเสียงที่เบาราวกับเสียงมดเดิน

หูของเขาไวต่อสัมผัสยิ่งกว่าเก่านับสิบเท่า ศักยภาพที่แอบแฝงซ้อนเร้นอยู่ภายในของเขาได้ถูกปลดปล่อยออกมาแล้วโดยแท้จริง

“แปดร้อยสี่สิบล้านอณู? หากเพียงแค่อณูเดียวยังทำให้ข้าแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ จะเป็นอย่างไรหากทุกอณูตื่นขึ้นมาจนหมด? นอกจากนี้ หากพิจารณาจากที่ข้าพัฒนาได้รวดเร็วเช่นนี้ก็เพราะคชสารสายฟ้าในร่าง หากข้างสามารถดูดซับมันได้จนหมดสิ้นแล้ว ข้าจะฝึกฝนวิชานี้ไปได้อย่างไร?”

ถึงแม้ว่าเขาจะพึงพอใจที่เขาแข็งแกร่งขึ้นก็จริง เขาก็ยังรู้สึกตื่นตระหนกกับความสามารถในปัจจุบันของเขาเองเช่นกัน เขาไม่สามารถจะจินตนาการว่าจะมีใครที่สามารถฝึกฝนวิชานี้จนสำเร็จได้เลย

เหมือนว่าเส้นทางแห่งการบ่มเพาะวิชานี้ ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อมนุษย์ แต่สำหรับเทพเสียมากกว่า

มีเพียงตัวตนเช่นนั้นที่พอจะมีความเป็นไปได้ที่จะฝึกฝนวิชานี้สำเร็จ

หยางฉีนับเป็นรุ่นเยาว์ในระดับแนวหน้าในพื้นที่แถบนี้ เขาย่อมมีความอวดดีอยู่ภายตัวไม่มากก็น้อยเป็นธรรมดา ถึงแม้ว่าเขาจะฉลาดไม่เบา แต่ก็เพราะความมั่นใจในตนเองเกินไปที่ทำให้เขาถูกความรักบังตา และถูกทรยศโดยหยุนไห่หลัน เขาหลงเชื่ออย่างโง่งมว่าการขโมยเม็ดยามังกรซ่อนจะช่วยเกลี้ยกล่อมให้นางหนีไปกับเขาได้ มาตอนนี้ได้นึกย้อนกลับไป เขามันโง่จริงๆ โชคยังดีที่บิดาของเขาให้อภัย

และตอนนี้เขายังเริ่มฝึกปรือพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจี ได้บังเกิดความถ่อมตัวขึ้นมาภายในจิตใจขึ้นมา

ในอดีตเขาเชื่อว่าเขาสามารถฝึกฝนวิชาใดๆก็ได้ที่เขาต้องการ และจะสำเร็จเสมอ แต่กับวิชานี้นั้น เขากลับรู้สึกมีโอกาสสำเร็จน้อยยิ่ง น้อยเกินกว่าจะคาดหวัง

บัดนี้ หยางฉีในวัยสิบแปดปีเริ่มเติบโตขึ้นแล้ว ทีละเล็กทีละน้อย