0 Views

“ล้มเหลวจึงสัมฤทธิ บุบสลายจึงปรากฏ ไร้ผู้เทียมในใต้หล้า…”

 

 

ภูติสีทองบนหน้าผากของหยางฉีเอื้อนเอ่ยคำพูดเดิมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หยางฉีพยายามลองสื่อสารกับมันดูแต่ก็ไม่ได้อะไรนอกจากคำพูดเหล่านี้

 

 

มันมาจากสายฟ้า ดูไปก็คล้ายกับเทพหรือวิญญาณบางอย่าง ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่และลึกลับอันยากอธิบาย

 

 

มันเหมือนกับมีสุดยอดปรมาจารย์อันแข็งแกร่งอยู่กับเขาตลอดเวลา

 

 

ในอดีตเขาเคยได้มีโอกาสพบเจ้าเมืองแห่งเมืองหยานนี้ด้วยตาของตนเอง ผู้ที่ฝึกฝนบ่มเพาะพลังฝีมือไปจนถึงระดับที่เก้า จ้าวแห่งปราณ เป็นผู้มีทั้งอำนาจและบารมีอันมากล้น แต่กระนั้นแล้ว สิ่งที่หยางฉีสัมผัสได้จากภูติสีทองนี้กลับเหนือล้ำยิ่งกว่า

 

 

ขณะที่เขากำลังพยายามจะสื่อสารกับภูติอยู่นั้น กระแสอักขระจำนวนมากก็หลั่งไหลออกมาจากมัน มาพร้อมกับภาพอันสมจริงแทบจะจับต้องได้ มันหลั่งไหลเข้าสู่จิตสำนึกของหยางฉีทั้งหมด เปิดเผยตัวตนว่าเป็นวิชาบ่มเพาะแขนงหนึ่ง

 

 

พลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจี

 

 

“ใช้พลังเรียกเทพออกมา ซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นคชสาร ทุกการเคลื่อนไหวของมันผู้นั้นจะแฝงไปด้วยพละกำลังแห่งคชสารยักษ์ ก่อร่างจากแปดร้อยสี่สิบล้าอณู ซึ่งคือที่มาแห่งพลังนี้ หากอณูเหล่านี้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้น มันผู้นั้นจะกลายเป็นดั่งเทพคชสาร เคลื่อนแม่น้ำ พลิกมหาสมุทร ฉุดดาราลงจากนภา เขมือบตะวันและจันทรา ทั้งหมดในคำนึงเดียว…”

 

 

การถูกอักขระตัวอักษรจำนวนมากหลั่งไหลเข้าสู่จิตใจทำให้หยางฉีสะดุ้งตื่นตกใจยิ่ง สะดุ้งเสียจนแทบลุกขึ้นมายืนด้วยสองเท้า

 

 

“นี่มันวิชาอะไรกัน? มันอยู่คนละชั้นกับวิชาที่ตระกูลหยางเราฝึกฝนกันเลย มันต้องเหนือกว่านับล้านเท่าเป็นแน่… “

 

 

ความจริงแล้ววิชาบ่มเพาะที่ตระกูลหยางฝึกฝนกันนั้นก็นับว่าเหนือกว่ามาตรฐานไม่น้อยแล้ว หยางซานบิดาของหยางฉีเองก็บรรลุถึงขั้นที่แปด ขั้นปราณจุติ ถือเป็นตัวตนระดับสุดยอดในเมืองหยานแห่งนี้ มีเพียงเจ้าเมืองเท่านั้นที่อยู่ในขั้นที่สูงกว่า

 

 

‘เทพคชสาร?” หยางฉีนึกในใจ ‘เทพคชสาร… ตามตำนานแล้ว มีดินแดนอีกที่ห่างไกลจากทวีปเฟิงเหราไปทางตะวันตก ที่มีภูมิอากาศร้อนยิ่ง คาดกันว่าพวกมันนับถือบูชาพวกช้างราวกับเทพ ข้ายังเคยได้ยินเรื่องเล่าว่ายังมีสถานที่แห่งอื่นในทางตะวันตก สถานที่อันมีนรกอเวจีนับอนันต์ที่ผู้คนใช้เทพคชสารเพื่อกำราบและทำลาย บางทีพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจีอาจเป็นวิชาระดับสุดยอดจากตะวันตกก็เป็นได้’

 

 

หยางฉีอันที่จริงแล้วก็ไม่ใช่คุณชายเจ้าสำราญอันเหลวแหลกซะทีเดียว เขานับว่าเป็นหนึ่งในยอดฝีมือรุ่นเยาว์ระดับหัวแถว พื้นฐานการบ่มเพาะของเขาเคยอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ถึงขั้นระดับครึ่งก้าวระเบิดปราณเลยทีเดียว และยังเกือบจะสามารถใช้กระบวนท่าหมัดสวรรค์ร้อยก้าวได้อีกด้วย น่าเศร้าที่สติปัญญาถูกบดบังด้วยความรัก แต่ก็ต้องขอบคุณในเรื่องนี้ด้วย ที่ทำให้เขาได้ลงเอยอยู่ในจุดนี้

 

 

ว่ากันตามตรง หยางฉีนับว่าเป็นคนฉลาดและรอบรู้พอสมควร

 

 

อย่างเช่น เขาสามารถบอกได้ทันทีว่าวิชาที่ภูติทองคำส่งมอบให้กับเขานั้นไม่ธรรมดา วิชาส่วนมากต่างเกี่ยวข้องกับการโคจรและการรวมปราณภายในเส้นชีพจร แต่ว่ากับพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจีนั้นต่างออกไป มันมองว่าร่างกายประกอบด้วยอณูขนาดเล็กแปดร้อยสี่สิบล้านอณู แต่ละอณูต่างเป็นดั่งคชสารยักษ์ที่กำลังหลับไหล หากพลังทั้งหมดถูกปลุกขึ้นมาและหลอมรวมกันแล้ว ย่อมเพียงพอที่จะคว้าดวงดาราลงจากท้องนภาได้

 

 

‘เทพคชสารถล่มอเวจี’ หยางฉีคิด ‘ชัดเจนว่าเทพคชสารนั้นแข็งแกร่งยิ่ง สามารถทำลายอเวจีอันไร้ที่สิ้นสุดได้ พลังระดับใดกันที่ทำอย่างนั้นได้? ดูเหมือนว่าข้าจะได้รับกำไรในความหายนะ ข้าได้รับทักษะอันสุดยอดที่เป็นไปได้ว่าจะผลักดันข้าให้ก้าวไปไกลยิ่งกว่าจุดเดิมที่เคยอยู่ เป็นจริงดั่งที่ว่า ล้มเหลวจึงสัมฤทธิ บุบสลายจึงปรากฏ ไร้ผู้เทียมในใต้หล้า….

 

 

เขาไม่มีความลังเลอีกต่อไป หยางฉีเริ่มทำการฝึกฝนบ่มเพาะพลังตามวิธีที่ได้จากวิชาที่ได้รับมาใหม่นี้

 

 

เมื่อเขาลงมือ กระแสพลังชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนก็เริ่มโคจรไปทั่วร่าง ส่งผลให้คชสารสายฟ้าในตันเถียนของเขาตัวสั่นเทาไปด้วยความตื่นเต้น พลังชีวิตเริ่มเอ่อล้นออกจากมัน ส่งให้ตัวของมันหดเล็กลงช้าๆ ในขณะที่พลังชีวิตที่ไหลเข้าสู่ร่างเนื้อของหยางฉีและเริ่มทำการเปลี่ยนแปลงร่างกายของเขา

 

 

หยางฉีนั่งหลับตาอยู่อย่างนั้น เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง หูได้ยินเสียงลั่นครืดคราดรวมถึงเสียงดังปังอยู่ตลอดเวลา เส้นชีพจรที่เสียหายเริ่มได้รับการฟื้นฟูอย่างช้าๆ เช่นเดียวกับทะเลปราณของเขา ว่ากันตามตรง ยิ่งเวลาผ่านไป ทั้งเส้นชีพจรและทะเลปราณต่างเติบโตแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

 

 

ตามปกตินั้น วิชาระดับสุดยอดอย่างพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจีย่อมมีความยากเป็นอย่างยิ่งไม่แพ้กันในการฝึกฝน แม้ผู้มีปัญญาสูงล้ำกอปรด้วยพรสวรรค์อันล้ำเลิศยังไม่สามารถสำเร็จได้นอกเสียจากได้รับความกระจ่างแจ้งจากภายนอก อย่างไรก็ตาม เพราะการที่ถูกฟ้าผ่าเข้าใส่ หยางฉีจึงมีคชสารสายฟ้าอยู่ภายในตัวจริงๆ ทุกครั้งที่เขาโคจรพลังปราณ พลังเหล่านั้นบางส่วนจะถูกดูดซับไว้ในร่างของเขา ด้วยเหตุนี้ ความเร็วในการบ่มเพาะของเขาจึงเหนือล้ำคนธรรมดาไปไกลโข หนึ่งวันของเขาเทียบได้กับสิบปีของคนทั่วไป

 

 

ยิ่งเวลาผ่านไป หยางฉียิ่งสัมผัสได้ถึงพลังที่ก่อตัวขึ้นภายในร่าง พลังฝีมือของเขากำลังถูกรักษาฟื้นฟู ขณะที่เขากำลังประสบกับความก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง ในใจกลับครุ่นคิดไม่หยุดไม่หย่อนถึงคำอธิบายว่าเรื่องทั้งหมดเหล่านี้ขึ้นได้อย่างไร

 

 

“ผู้คนต่างพูดกันว่ายอดฝีมือบางคนมักจะกระทำการยั่วยุสวรรค์จากวิธีที่พวกมันใช้บ่มเพาะเอง บางครั้งอาจถูกสายฟ้าผ่าเข้าใส่ เป็นไปได้หรือไม่ที่ยอดฝีมือที่บรรลุแล้วก็ถูกสายฟ้าฟาดใส่ กลายเป็นภูติทองคำ หลังจากนั้นก็นำพาสายฟ้าเข้าใส่ร่าง ยึดเอาหน้าผากเป็นที่อยู่เช่นเดียวกับข้า? หรือว่าคชสารสายฟ้านี้หมายถึงพลังชีวิตและวิชาของพวกยอดฝีมือ?”

 

 

ภูติที่เขากล่าวถึงนั้นเป็นตัวตนที่อยู่ในสถานะอะไรบางอย่าง ระหว่างมีตัวตนกายภาพจับต้องได้กับสถานะของพลังชีวิต มันเหมือนกับวิญญาณหรือเทพดั่งที่เคยกล่าวไป เป็นบางสิ่งที่หยางฉีไม่สามารถควบคุมได้ หลังจากส่งมอบวิชาเทพคชสารถล่มอเวจีให้กับเขาแล้ว มันก็กลายเป็นนิ่งเงียบไม่ขยับใดๆอีกเลย ราวกับมันกำลังพักผ่อนฟื้นฟู

 

 

เขาพยายามสื่อสารกับมันอีกหลายครั้ง แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่มีการตอบรับอะไร

 

 

หยางฉีจึงตัดสินใจทำความเข้าใจวิชาที่พึ่งได้รับมาต่อจากเดิม รวมถึงการดูดซับพลังจากคชสารสายฟ้า

 

 

พลังของคชสารสายฟ้านี้นับว่าน่าหวาดหวั่นยิ่ง หยางฉีไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าพื้นฐานการบ่มเพาะของเขาจะออกมาเป็นอย่างไรหากได้ดูดซับมันจนหมด

 

 

ไม่รู้ว่าเมื่อใด ระหว่างที่หยางฉีกำลังอยู่ในสมาธิ สาวใช้ที่เผลอหลับไหลไปพลันได้สติขึ้นมาและหันมามองเขาด้วยความตกใจ

 

 

“นายน้อย ท่านฟื้นแล้ว?”

 

 

เมื่อวานนี้หยางฉีอยู่ในสภาพสาหัสปางตายแค่หายใจยังยากลำบาก ในตอนนี้แม้จะมีผ้าพันแผลพันรุ่งริ่งอยู่ทั่วร่าง แต่กลับดูมีเรี่ยวแรงไม่คล้ายคนป่วยหนัก

 

 

“มีอะไรหรือเสี่ยวหยาน?” หยางฉีตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุขุม “ไม่ต้องกังวลไป ข้าไม่ตายง่ายๆหรอก”

 

 

“นายน้อย บิดาของท่านสั่งให้ท่านไปพบเขาให้เร็วที่สุดทันทีที่ท่านฟื้น” เสี่ยวหยานแม้ปรนี้พึ่งมีอายุครบสิบสองปี แต่ก็กอปรด้วยเสน่ห์และความงามของเด็กสาวมากเท่าที่จะจินตนาการได้ นางคอยรับใช้เขามาเป็นเวลานาน และมองเขาเป็นคนดีอยู่เสมอ เขาไม่เคยกลั่นแกล้งรังแกนางเหมือนดั่งที่นายน้อยคนอื่นกระทำกับข้ารับใช้ของพวกมัน เขายังเคยเป็นถึงหนึ่งในยอดฝีมือระดับหัวกะทิภายในเมืองหลวงหยานแห่งนี้ แต่ตอนนี้เขากลับประสบคราวเคราะห์อันหนักอึ้ง นำพาตระกูลสู่ความขัดสนเงินทอง และตอนนี้ยังพิการอีกด้วย

 

 

“อืม ข้าจะไปพบท่านพ่อ” หยางฉีลุกขึ้นยืนด้วยสองเท้าของตน เขาพบว่าความเจ็บปวดที่ยังรุมเร้าอยู่ก่อนหน้านี้นั้นไม่มีอยู่แล้ว กลับกัน เขากลับพบว่าร่างกายเหมือนอัดแน่นไปด้วยพละกำลัง แต่เขาก็แสร้งทำเป็นอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง เพียงแค่ยืนยังทำได้ยากลำบาก

 

 

“นายน้อย…” เสี่ยวหยานเอ่ยขึ้น ใบหน้าดูวิตกกังวล “ข้าได้ยินมาว่าพลังฝีมือของท่านไม่เหมื นเดิมอีกแล้ว… หากท่านไม่มีแรงเหตุใดไม่—”

 

 

“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกเสี่ยวหยาน ข้าเคยปล่อยให้คนรังแกข้าเฉยๆอย่างนั้นหรือ? คนที่ทำร้ายข้าจะต้องถูกลงโทษ ตระกูลของเราจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง…”

 

 

เสี่ยวหยานพยักหน้ารับด้วยความกระตือรือร้น “ก็ได้ ข้าเชื่อท่านแล้วนายน้อย”

 

 

ขณะที่หยางฉีก้าวเดินไปตามทางเดินอันคดเคี้ยวของตระกูลหยาง เขาได้ยินเสียงผู้คนต่างซุบซิบนินทาถึงเขามากมาย ส่วนมากต่างก่นด่าสาปแช่งเขาที่ทำตัวเป็นดั่งคุณชายคาบช้อนทองมาเกิด เอาแต่ใจนำพาตระกูลสู่ความล่มจม

 

 

เขาไม่ได้สนใจอะไรนักกับเรื่องนี้ หากพลังฝีมือของเขาหายไปและไร้ซึ่งความหวังในการรักษาจริงๆละก็ เขาคงตกอยู่ในความสิ้นหวังไปแล้ว แต่ตอนนี้เขาสามารถฝึกปรือพลังแห่งคชสารเทพถล่มอเวจีได้ มีหวังที่จะฟื้นฟพลังฝีมือกลับมาดั่งเดิม หรือกระทั่งเหนือกว่า รวมไปถึงความเร็วในการฝึกปรือยังรวดเร็วยิ่งกว่าเก่า เขาย่อมแข็งแกร่งยิ่งกว่าก่อนหน้าแน่นอน

 

 

ตอนนี้เขาเต็มไปด้วยความหวังและความคาดหมาย ในหัวมีเพียงความคิดที่จะฝึกวิชาที่ได้รับให้ไปถึงจุดสูงสุด เมื่อนั้นเขาจะสามารถเดินเชิดหน้าชูตา ชำระล้างมลทินออกจากชื่อของเขาและฟื้นคืนเกียรติยศของตระกูลกลับมาได้

หลังจากเดินมาถึงห้องโถงประชุมหลัก พบกับบิดาของเขายืนรอคอยอยู่อย่างมั่นคงดั่งภูผาอยู่กลางห้อง

เขาคุกเข่าทรุดลงในทันที “ท่านพ่อ ข้ามันบุตรเนรคุณ นำพาหายนะมาสู่ตระกูล ได้โปรดลงโทษข้าให้สาสม….”

 

 

เมื่อหยางซานเห็นว่าลูกชายยังคงมีสภาพจิตใจดีเยี่ยม ไม่มีอาการสลดให้เห็นแม้แต่น้อย จึงเผยรอยยิ้มออกมาจากใบหน้า “เหตุใดจึงมาที่นี่เร็วถึงเพียงนี้? เจ้าหายดีจากอาการบาดเจ็บแล้วหรือ? ข้ารู้เรื่องราวเบื้องหลังเกี่ยวกับเม็ดยามังกรซ่อนแล้ว เจ้าขโมยมันมาให้หยุนไห่หลัน เจ้าหญิงแห่งเมืองหยุนไห่ใช่หรือไม่? นางประสบกับคอขวดของการฝึกปรือมาสักพักแล้วและต้องการเม็ดยานั่นเพื่อช่วยทะลวงไประดับถัดไป เพื่อหวังเป็นหนึ่งในลูกศิษย์สำนักกึ่งอมตะ ข้าไม่อาจโทษเจ้าในเรื่องนี้ได้ ลูกข้า ข้าหวังว่าสิ่งนี้จะทำให้เจ้าเติบโตขึ้นบ้าง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้าจะช่วยเหลือเจ้าจากผลกระทบที่ตามมานี้ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ข้าจะช่วยรักษาเจ้าอย่างสุดความสามารถ แม่ของเข้าจากไปตั้งแต่เจ้ายังเด็ก พลังฝีมือของเจ้าเองก็มาถึงจุดนี้ได้ก็มาจากความตั้งใจของตัวเจ้าเอง เจ้าอาจกระทำเรื่องร้ายแรงลงไปด้วยเพราะความรัก ไม่ว่าใครกล่าวข่มขู่จะสังหารหรือทำร้ายเจ้าเพราะเหตุนี้ แต่ข้าเข้าใจดีถึงสิ่งที่เจ้าทำลงไป”

 

 

หยางฉีรู้สึกอบอุ่นขึ้นภายในใจยิ่ง “ท่านพ่อ ท่านคอยรอชมเท่านั้น ข้าจะทำให้ท่านภูมิใจให้ได้ นำพาตระกูลสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง”

 

 

หยางซานพยักหน้า “ดี พี่ใหญ่และพี่สองของเจ้าได้รับการแจ้งข่าวว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วและกำลังรีบกลับมาเยี่ยมเจ้า ข้ายังส่งจดหมายไปแจ้งน้าของเจ้าด้วย นางอาจจากไปนานนับสิบปีแล้วแต่ย่อมทำทุกวิถีทางเพื่อช่วยให้เราก้าวผ่านวิกฤตนี้ไปได้แน่ ไม่ต้องเป็นห่วงอะไรทั้งนั้น สนใจเพียงการรักษาตัวของเจ้าก็พอ เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปแล้ว ข้าจะช่วยรักษาทะเลปราณของเจ้า”

 

 

หยางฉีลุกยืนขึ้น ถอยหลังออกมาสองสามก้าว จากนั้นก็ประสานมือคำนับ

 

 

‘ท่านพ่อต้องดีใจแน่นอนหากรู้ถึงความรุดหน้าในการฝึกปรือของข้า’ เขาคิด ‘แต่ข้าไม่อาจเปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับเทพคชสารถล่มอเวจีได้ หากเรื่องราวแพร่งพรายออกไปย่อมต้องนำพาไปสู่การนองเลือด ตำแหน่งผู้นำตระกูลของท่านพ่ออาจต้องสั่นคลอน’

 

 

หยางฉีไม่ใช่คนโง่งม และก็ไม่ใช่คุณชายคาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิดด้วย ถึงแม้ว่าเขาจะกระทำอะไรหุนพันพลันแล่น หรือไม่รู้ความประสาวัยรุ่นเพราะหยุนไห่หลัน แต่เขาก็ได้รับบทเรียนแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้จิตใจของเขาเย็นชาขึ้น ส่งให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่และใจเย็นมากขึ้น

 

 

กลางดึกคืนนั้น ท้องฟ้าไร้เมฆหมอกบดบัง เผยให้เห็นดวงจันทร์อันสวยงามที่ด้านบน

 

 

หยางฉียืนอยู่ภายในแอ่งของหุบเขาแต่เพียงผู้เดียว ฝึกฝนพลังฝีมืออย่างเงียบๆ ท่วงท่าแปรเปลี่ยนไปมาไม่หยุดไม่หย่อน เขากำลังออกท่าทางที่ได้รับมาจากพลังแห่งเทพคชสารถล่มอเวจี

 

 

การเคลื่อนไหวของเขาลื่นไหล่ดั่งสายน้ำในแม่น้ำ ก่อให้เกิดเสียงดังกึกก้องสะท้อนออกมาอยู่เป็นครั้งคราว กล้ามเนื้อบนร่างหดเกร็งจนแข็งดุจโลหะ ภายใต้แสงจันทรา กลิ่นอายของเขาให้ความรู้สึกเหมือนดั่งหยกอ่อน ดูไม่เหมือนคนที่พึ่งถูกฟ้าผ่ามาแม้แต่น้อย

 

 

อันที่จริง หากเพ่งมองดูให้ดี กลิ่นอายของเขาดูเหมือนกับคชสารคลั่ง ไร้ความหวาดหวั่นเสียมากกว่า

 

 

ตูม!

 

 

เสียงระเบิดดังกึกก้องจากออกกระบวนท่าดังไปทั่วบริเวณ

 

 

สายลมต่างหมุนวนอยู่รอบกายเขา ลอยขึ้นสูงจนเกิดกระแสลมหมุนเล็กๆขึ้นในพื้นที่โดยมีเขาอยู่ที่จุดศูนย์กลาง

 

 

“หมัดสวรรค์ร้อยก้าว!” เขาตะโกนออก พลังปราณพรั่งพรูออกมา ออกจากฝ่ามือของเขา ส่งให้ต้นไม้ใหญ่หนากว่าชามข้าวห่างไกลออกไปร้อยก้าวต้องหักกลางในทันที เศษใบไม้ปลิวไสวไปทั่วทุกทิศทาง

 

 

“ปลดปล่อยพลังปราณออกมาภายนอกดุจแรงระเบิด หมัดสวรรค์ร้อยก้าวสามารถโค่นไม้ทลายภูผา…” เป็นเวลานี้เอง หยางฉียิ่งกว่าแน่ใจว่าเขาได้เข้าสู่ระดับขั้นที่สูงกว่าเดิมแล้ว ระดับที่เขาแสวงหามาเนิ่นนาน